ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อบพาย ชิ้นที่ 2

ชื่อตอน : อบพาย ชิ้นที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 660

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ธ.ค. 2561 20:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อบพาย ชิ้นที่ 2
แบบอักษร

บทที่ 2

เอริกะ เขียน

“แม่ง!” เสียงสบถด้วยอารมณ์เดือดๆ ของคิทเพื่อนสนิทของไวน์ดังขึ้น เพราะตั้งแต่ย่างกายเข้ามาเรียนก็ต้องเจอกับสายตาแปลกๆของเพื่อนในคณะ และสาเหตุที่ถูกมองก็คงจะเป็นเมื่อวานหลังจากเลิกเรียน จู่ๆน้ำทิพย์ดาวคณะแพทย์ปีสองมายืนโวยวาย หาว่าไวน์นั้นทำให้เธอถูกแฟนหนุ่มนามว่าบอลสลัดรักทิ้งไป ตอนแรกก็งงๆ อยู่เฉยก็โดนด่าผู้หญิงอะไรสวยซะเปล่าสุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าให้เธอด้วยความเบื่อหน่าย เขาไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับ เพราะมันน่าเบื่อยิ่งพูดเรื่องยิ่งเยอะและน่ารำคาญมาก แต่ถึงยังไงนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนผู้หญิงมาด่าถึงคณะ

...ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดตัวเองแท้ๆ

ต้นเหตุเรื่องนี้มันมาจากบอลหรือนายอนุชาเรียนอยู่ปี4เป็นรุ่นพี่คณะข้างๆ

บังเอิญเดินชนกันที่ลานจอดรถครั้งเดียว จู่ๆ นายรุ่นพี่นั่นก็เกิดสปาร์คอะไรในตัวเขาก็ไม่รู้ ตามจีบจนน่ารำคาญ กระทั่งเจ้าตัวดันไปบอกเลิกแฟนที่คบกันอยู่ สาวเจ้าก็ตามมาเดือดใส่เขาถึงหน้าคณะ

มีคนไม่น้อยที่เห็นเหตุการณ์และแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องเล่ากันปากต่อปากจนรู้ทั้งคณะ รวมไปถึงคณะใกล้เคียง วันนี้จึงมีแต่สายตาแปลกๆมองมาเหมือนรังเกียจ แต่ตัวเขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แค่รู้สึกรำคาญเท่านั้น เวลาไปทางไหนคนก็มอง

“ใจเย็น” แคทปรามพี่ชาย คิทกับแคททั้งสองเป็นพี่น้องกันแต่นิสัยค่อยข้างต่างกันมาก แม้หน้าตาจะเหมือนกันแต่ที่ทำให้ดูต่างคือบรรยากาศรอบตัว คิทจะดูสดใสส่วนแคทนั้นติดขรึมและยังใส่แว่นสายตาเพราะเจ้าตัวเป็นหนอนหนังสือทำให้สายตาสั้นลงมากเลยต้องใส่แว่น

“ก็ดูสิทั้งที่ไม่รู้ความจริงก็มาด่ากันคนพวกนี้นี่ยังไงนะ” คิทว่าพลางยื่นไอแพดมาให้ดูเป็นเฟสบุ๊คส์ของคู่กรณีที่โพสสเตตัสประมาณว่าโดนสวมเขา มีคนเข้ามาคอมเม้นเกือบๆร้อยคน และเกือบทุกคนจะเขียนในเชิงด่าและแน่นอนว่าด่าไวน์

เฮ้อ...

“เอาน่า เรารู้อยู่แก่ใจ” ยกมือขึ้นโยกหัวเล็กของเพื่อนที่ดูจะเดือดร้อนมากกว่าเขาเสียอีก

“เออ เพราะแกเอาแต่ใจเย็นน่ะสิพวกหล่อนถึงได้ใส่สีตีไข่แบบนี้”

“ก็ช่างเขาเถอะ เดี๋ยวเรื่องก็เงียบ”

“ฮึ่ย!” คิททำท่าฮึดฮัดเพราะขัดใจกับนิสัยไม่สนโลกของเขา ความจริงตอนแรกก็โกรธนะแต่เห็นท่าทางเพื่อนแบบนี้แล้วก็รู้สึกหายโกรธ เพราะยังมีคนที่เข้าใจและเดือดร้อนแทนตัวเองอยู่ พอคิดๆ ดูแล้วคนเราก็มักจะตัดสินคนทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ความจริงแน่นอน ยิ่งสมัยนี้ผู้คนทำตามกระแสเห็นรู้ได้ยินข่าวอะไรก็เชื่อไปหมด ไม่คิดไต่ตรองให้ดีเสียก่อนถ้าเขาแคร์คำพูดและเสียงนินทาทุกคนคงอกแตกตายเพราะฉะนั้นปล่อยๆ ไปเดี๋ยวเรื่องมันก็เงียบไป

แม้ว่าจะมีเรื่องอื่นเข้ามาแทนเสมอน่ะนะ

“ไปกินเค้กกันไหม อยากไปหาเฮีย” ไม่รู้อะไรดลใจให้คิทอยากไปที่ร้าน เขาว่ากันว่าผู้หญิงมักอารมณ์แปรปรวนซึ่งไวน์คิดว่าผู้ชายเองก็ไม่ต่างกัน ตอนแรกๆอารมณ์เดือดตอนนี้อารมณ์ดีซะแล้ว แต่ก็ดีเพราะเขาไม่อยากให้เพื่อนเครียดกับเรื่องของเขามากนัก

“แล้วแคทไปไหม” หันไปถามเพื่อนตัวเล็กอีกคนที่มีนิสัยเงียบๆและขี้อาย ต่างขั้วจากคิทที่พูดเยอะและกล้าแสดงออกเหมือนกันคือน่าตาของทั้งคู่นี่แหละ แต่ทั้งคู่ไม่ใช่ฝาแฝดกันจริงๆ คิทกับแคทเป็นพี่น้องที่เกิดหัวปีท้ายปีแต่เข้าเรียนพร้อมกันเนื่องจากเมื่อก่อนตอนเด็กๆ แคทที่เป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูดเลยมักจะโดนรังแก พี่ชายอยางคิทที่รักน้องมากจึงยอมสละตัวเองซ้ำชั้นเพื่อให้ได้เรียนพร้อมกันและคอยดูแลน้องไปด้วย

“ไปก็ได้” แคทตอบตกลง ที่เขาถามเพราะบางครั้งสองพี่น้องก็ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด คงเป็นเพราะนิสัยด้วยส่วนหนึ่งและอีกอย่างแคทก็เป็นคนไม่ชอบเที่ยวด้วย ถ้าไม่เห็นแคทไม่ต้องตามหาหรอกไปที่ห้องสมุดเดี๋ยวก็เจอ ตัวเขาเองก็ไปบ่อย

ไม่ได้ไปอ่านหนังสือหรอก ไปแอบนอนหลับ เอาจริงๆก็อ่านนะแต่ยืมกลับไปอ่านที่บ้านดีกว่า โดยส่วนตัวเขาชอบอ่านนิยายแปลแนวผจญภัยแฟนตาซีอะไรพวกนี้ มันค่อนข้างตื่นเต้นและน่าทึ่งกับจินตนาการของมนุษย์ที่เขียนเรื่องราวแสนวิเศษออกมาได้

“งั้นก็โอเค”

“เฮียยย” เมื่อมาถึงร้านเติมรักคิทก็ตะโกนเรียกเฮียลัมเสียงดังลั่นดีนะที่ตอนนี้ไม่มีลูกค้าพอดี ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งไปกอดหมับจนร่างเล็กถึงกับเซ ตัวก็พอๆกันกอดแรงขนาดนั้นไม่ล้มก็ดีเท่าไหร่

“ใจเย็นๆ เดี๋ยวพากันล้มทั้งคู่หรอก” เขาเอ่ยปรามท่าทางของเพื่อนที่ดูเหมือนเด็ก ก่อนจะยกมือไหว้เฮียลัมโดยไม่ได้เอ่ยอะไร

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เจ้าของร้านขนมหวานตัวเล็กยิ้มรับเพื่อนตัวเล็กของเขาด้วยความเอ็นดู คิทกับแคทสนิทกับเฮียลัมพอสมควรเพราะเจ้าตัวใจดีชอบฝากขนมผ่านเขาไปให้เพื่อน

“เนาะๆ คิดถึงเฮียม๊ากกกมากกก” คิททำหน้าอ้อนเสียงอ้อนจนแคทถึงกับส่ายหน้าปลงๆ ไวน์เลยเดินเลี่ยงเข้ามาในห้องแต่งตัว วันนี้มาทำกะบ่ายเพราะตอนเย็นต้องไปรับดิวไปเรียนพิเศษ

กริ๊ง

เสียงกระดิ่งของร้านดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามา เขาสวมเสื้อช็อปสีกรมท่ากับกางเกงยีนส์สีซีดขาดตรงขานิดๆ หากไม่ใช่หุ่นและหน้าตาที่ดูดีจนสาวๆในร้านมองค้างละก็คงจะดูไม่ดีอย่างนี้แน่ๆหากแต่งตัวแบบนี้ สิ่งที่โดดเด่นของเขาคือรอยยิ้มที่เห็นแล้วให้ความรู้สึกเหมือนมองพระอาทิตย์ มันสว่างสไวเจิดจ้าเอาเสียมากๆ

อีกด้านหนึ่ง

“สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ”

“พายสตอเบอรี่ 2 ชิ้นครับ” ร่างสูงชะงักไปนิดหน่อยที่เผลอสั่งขนมตามความเคยชิน แต่ก็ช่างเถอะยังไงซะก็กินประจำอยู่แล้ว “แล้วก็ล้าเต้เย็นไม่หวานอีกแก้วด้วยครับ”

“ครับ พายสตอเบอรี่ 2 ชิ้น กับล้าเต้เย็นไม่หวาน 1 แก้วนะครับ...ทานที่ร้านหรือใส่กล่องกลับบ้านครับ”

“ที่นี่ครับ”

วันนี้จู่ๆ อาจารย์ก็เลิกคลาสบ่ายโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า แถมเพื่อนในแก๊งค์ดันโดดทั้งกลุ่มพบรักเลยรู้สึกหงุดหงิดนิดๆ ไหนจะต้องเดินฝ่าแดดร้อนๆ เพราะไอ่เรดลูกรักที่กลายเป็นลูกทรยศดับกลางทาง ต้องเข็นมาทิ้งไว้ร้านซ้อมรถเหงื่อท้วมตัว ยังดีที่บังเอิญเห็นร้านขนมเลยกะจะมากินให้อารมณ์ดีขึ้นสักหน่อย พบรักจ่ายเงินแล้วเดินไปนั่งรอที่โต๊ะ เขาเลือกแถวที่ติดกระจกเพราะชอบมองวิวข้างนอก แต่พอสังเกตดูดีๆ เขาคิดว่าร้านนี้ค่อนข้างน่ารักคิกขุดูขัดๆกับผู้ชายตัวโตแบบเขามากทีเดียว

“ขนมได้แล้วครับ” เสียงไม่เล็กไม่ทุ้ม แต่เป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นเรียกสติให้พบรักเงยหน้าขึ้นมอง

ร่างสูงชะงักกึก นิ่งค้างไปเลย

“มีอะไรรึเปล่าครับ” ร่างสูงโปร่งถามเมื่อลูกค้ามองตนแล้วเงียบ

“เฮ้ย! ...เอ่อวางเลยครับ” เกือบไปแล้วไอ่รัก พบรักคิดในใจเพราะเผลออุทานออกไปเสียงดัง ยังดีที่ปรับตัวได้ทัน ก็คนที่มาเสิร์ฟขนมให้เขาตอนนี้น่ะสิ ดันเป็นเจ้าของดวงตาหวานที่ตัวเองเคยเผลอมองวันนั้นหัวใจเจ้ากรรมเต้มแรงอย่างกับวิ่งมา100 เมตร พบรักพยายามทำเฉยๆ เก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้ ทำไมประเหม่าขนาดนี้วะกู ยิ่งมองหน้าคนสวยแล้วยิ่งใจเต้นแรง แต่ไหงใบหน้าสวยยังนิ่งไม่ตกใจกับท่าทางของเขาแม้แต่น้อย

...คนอะไรหน้านิ่งชะมัด!

พบรักมองตามแผ่นหลังบางไปจนเจ้าตัวเดินหายไปหลังเค้าเตอร์ ‘กูเป็นอะไรวะ’ ได้แต่สบถถามคำถามนี้ซ้ำๆในใจ โอ๊ย! ละสายตาไม่ได้เลย

ไม่ว่าอีกคนจะทำอะไรก็อยู่ในสายตาของเขา ทุกอิริยาบทไม่ว่าจะพูดกับลูกค้า เสิร์ฟเครื่องดื่ม เช็ดโต๊ะจัดเก้าอี้ก็อยู่ในสายตาโดยที่เขาไม่รู้ตัว...

อาการหนักจริงๆ ไอ่พบรัก!

บ้าเอ้ย! เผลอยิ้มกว้างเพราะสบตากับคนสวย แต่มันก็รู้สึกดีแปลกๆ แต่เพราะข่าวลือที่เคยได้รับรู้มาว่าคนๆ นี้มีประวัติไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ มันเลยทำให้เขาสับสนนิดๆ แต่ยอมรับว่าละสายตาจากใบหน้าสวยๆ ไม่ได้

ทุกอย่างมันรวดเร็วนี่เขาคงไม่ได้กำลัง... ‘พบรัก’ หรอกใช่ไหม?

คนสวยของเขา (ตั้งแต่เมื่อไหร่?) เดินหายเข้าไปทางหลังร้าน ร่างสูงได้แต่ชะเง้อมอง ไปซะแล้ว

ใบหน้าหล่อเหลาหงอยลงหลายส่วน หากเป็นสุนัขหูก็คงจะตกเหมือนที่คนเขาเรียกว่า ‘หมาหงอย’ แน่ๆ

นั่งเซ็งๆ มองผู้คนสัญจรไปมา สักพักยกแขนขึ้นมองนาฬิกา พบว่าผ่านมาเกือบสามชั่วโมงที่เขานั่งกินพายสองชิ้นกับล้าเต้เย็นแก้วเดียว ให้ตายสิ! มัวแต่มองไม่ได้สนใจขนมเลย พบรักยกลาเต้เย็นขึ้นดูดอีกอึก รสชาติจืดชืดเพราะน้ำแข็งละลายเกือบหมดก่อนจะยัดพายที่เย็นชืดใส่ปากแปบๆ ก็หมด จากนั้นก็ออกจากร้านด้วยความเสียดาย

“เสร็จยังคับพี่"

“เสร็จแล้วๆ” พี่ช่างซ้อมรถว่าพลางยื่นกุญแจให้ พบรักจ่ายเงินและขับไอ่เจ้าเรดลูกชายสุดรักออกจากร้านซ้อมรถ ฟีโน่สีแดงดำแล่นมาตามถนน ขณะนี้เย็นมากแล้วเพราะเอาแต่นั่งจมในร้านขนมเพลินลืมดูเวลาเลย เขาต้องรีบกลับบ้านไปช่วยแม่ทำงานอีก ความจริงก็ไม่ใช่หน้าที่หรอกเพียงแต่พบรักไม่อยากให้แม่เหนื่อยก็เท่านั้น

ขณะที่รถจอดติดไฟแดง สัญญาณคนข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียวทุกคนต่างเดินข้ามไปแล้วแต่ยังมีคุณยายสูงอายุยังเดินข้ามไปไม่พ้น

“คนสมัยนี้ใจจืดใจดำจริงๆ” พบรักสบถเบาๆ คิดจะจอดรถและไปช่วยคุณยายแต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีพลเมืองดีวิ่งมาจูงมือคุณยายตัดหน้าเสียก่อน

“อ๊ะ ไวน์นี่” และบังเอิ๊ญบังเอิญพลเมืองดีที่ว่าคือไวน์คนสวยของเขา แบบนี้น่ะเหรอที่ว่าไวน์ไม่ดี หยิ่ง ไม่แคร์และไม่สนใจใคร ข่าวที่เคยรับมามันใช่จริงๆ งั้นเหรอ ความรู้สึกของเขามันตีรวนไปหมด จากที่ประทับใจรูปร่างภายนอกเฉยๆ เห็นแบบนี้แล้วยิ่งรู้ประทับใจกับความมีน้ำใจของอีกฝ่าย

คนนี้ๆ น่าสนใจ ตัวตนจริงๆ ของนายเป็นคนยังไงนะไวน์...

ย้อนกลับมาทางด้านไวน์ก่อนหน้านี้

“ไวน์ ดูเหมือนผู้ชายนั้นจะมองไวน์ตลอดเลย” เพราะคิณณ์เอ่ยขึ้นมาเขาจึงเหลือบตาขึ้นมองตาม เห็นผู้ชายตัวโตที่นั่งอยู่ติดกระจกกำลังมองมาที่ตัวเอง ก็รู้ตัวว่าโดนจ้องแต่ก็ไม่ได้สนใจ ตอนไปเสิร์ฟขนมเมื่อกี้คนๆ นั้นก็มีท่าทางแปลกๆ เหมือนตกใจที่เห็นเขา แถมยังอุทานซะดังลั่นร้านดีนะลูกค้าคนอื่นนั่งอยู๋ไกล

“ช่างเถอะ” บอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพราะอีกเดี๋ยวจะต้องไปรับดิวแล้ว พูดถึงดิวเขาก็ต้องคิดมากทุกทีเพราะช่วงนี้เจ้าตัวดูวุ่นๆ เหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ เขาไม่ได้ถามเซ้าซี้ แต่ก็เป็นห่วงนั่นแหละ

“จริง? ออกจะหล่อนะไม่สนเหรอออ” เสียงคิณณ์ฟังแล้วชักจะกวนๆ เจ้าหมอนี่ชอบหยอกล้อเขาประจำ ถ้าไม่ติดว่าสนิทกันตั้งแต่เด็กนะพ่อจะจับทุ้มให้นอนหยอดน้ำข้าวต้มสักอาทิตย์

“คิณณ์ทำงาน”

“ฮ่าๆ ครับๆ” ขนาดปรามยังจะหัวเราะทำหน้าทะเล้นอีก ไวน์ส่ายหน้าอย่างระอากับไอ่นิสัยกวนประสาทของคิณณ์ ก่อนจะเผลอเหลือบไปมองคนที่นั่งติดกระจกอีกครั้ง สายตาดันบังเอิญสบกันพอดี รอยยิ้มเจิดจ้าไม่ต่างจากแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่มองนานๆ แล้วรู้สึกแสบตา ไวน์เบือนหน้าไปอีกทางอย่าไม่ใส่ใจ เขาไม่จำเป็นต้องจดจำ คิดว่าคงไม่ได้เจอกันอีก

...คิดว่าอย่างนั้น

“แล้ววันนี้เลิกกี่โมง” แคทถามเพราะไวน์ทำงานไม่เป็นเวลา ส่วนมากว่างก็มาทำเลย เพราะที่ร้านไม่ค่อยมีพนักงานมีแค่ไวน์กับคิณณ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนเสิร์ฟเท่านั้น เวลาที่ผมกับคิณณ์ไปเรียนก็เหลือเฮียลัมคนเดียวแต่ช่วงกลางวันไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่แกก็ทำได้ บางวันไม่มีเรียนเขามาทำทั้งวันก็มี

“อีกชั่วโมง”

“เลิกไวจัง ไปไหนต่อ”

“ไปรับเด็กนั่นละสิ” คิทแทรกขึ้นมาอย่างรู้ทัน

“อืม...”

“เมื่อไหร่จะเลิกล่ะ”

“คิท!” แคทเรียกพี่ชายเสียงดังเพื่อจะปรามๆ เพราะคิทพูดตามใจคิด คิทไม่ค่อยชอบดิวเท่าไหร่ คอยยุให้เขาเลิกกับน้องหลายครั้งแล้ว

“ก็มันจริงนี่ เด็กนั้นไม่น่าไว้ใจ”

“ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของไวน์ไปสิ คิทอย่าเอาอคติส่วนตัวไปตัดสินคนอื่น”

“จิ๊ เชื่อฉันเถอะลางสังหรณ์ของฉันมันบอกว่าเด็กนั่นต้องทำให้ไวน์เสียใจ”

“พอๆ หยุดเลย” แคทดึงคิทให้ลุกขึ้น “กลับกันเถอะคุณย่าไลน์มาบอกว่าให้ไปกินข้าวเย็นด้วย”

“จะไปแล้วเหรอ”

“อืม ตอนแรกว่าจะชวนไปด้วยแต่ไว้วันหลังก็แล้วกันนะไวน์”

“อืม ฝากบอกท่านด้วยว่าคิดถึง”

“โอเค”

หลังจากเลิกงานไวน์ก็ขับรถออกมาจากทางหลังร้าน ยูเทิร์นรถไปยังอีกฝั่งโรงเรียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเพื่อรับดิว แต่พอไปถึงตรงสี่แยกเห็นคุณยายท่านหนึ่งเดินยังไม่พ้นแต่สัญญาณไฟแดงกำลังจะหมด ไวน์ตัดสินใจเปิดไฟเลี้ยวและจอดรถชิดซ้าย ลงไปช่วยท่านจูงท่านเดินข้ามไปถึงฝั่ง

“ขอบใจมากนะจ๊ะพ่อหนุ่ม” คุณยายท่านยิ้มอ่อนโยน ทำไมกันนะลูกหลานถึงได้ปล่อยให้ท่านมาเดินคนเดียวแบบนี้ พอคิดแบบนี้สองคิ้วก็ขมวดมุ่น

“ไม่เป็นไรครับ เดินทางระวังหน่อยนะครับ”

“จ่ะ ยายขอบคุณจริงๆ ขอให้พ่อหนุ่มผ่านเรื่องทุกข์ในใจไปให้ได้นะ อีกไม่นานจะพบกับสิ่งที่ปรารถนา” คำพูดสุดท้ายของคุณยายเป็นปริศนา เขาไม่เข้าใจ มือเล็กแตะที่ต้นแขนเขาเชิงให้กำลังใจก่อนที่ท่านจะขอตัวเดินจากไป ไวน์ยืนคิดตามที่ท่านพูดสุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบจึงเลิกคิดเพราะไม่มีเวลาคิดมากต้องไปรับดิวแล้ว

ติ๊ง..

พี่ไวน์วันนี้พี่ชายดิวมารับ พี่ไม่ต้องมานะ

มีข้อความแจ้งเตือนทำให้เขาเห็นข้อความของดิวเข้าเมื่อสิบนาทีที่แล้ว แต่พอจะกดตอบโทรศัพท์ดันแบตหมดอีก ร่างโปร่งขมวดคิ้วด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย เวลาเลิกเรียนของเด็กมัธยมรถก็เยอะและเขาดันมาถึงหน้าโรงเรียนก็ตอนเปิดอ่านข้อความจากดิวนี่แหละ เพราะดิวไม่รู้ว่าวันนี้ไวน์มาทำงาน ทำให้มารับตนได้ไวขนาดนี้

ขณะนั้นเอง สายตาของไวน์ก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กที่คุ้นตา ดิวกำลังยืนอยู่หน้าประตู แต่เพราะรถติดและหาที่จอดไม่ได้จึงได้แต่มอง ก่อนจะต้องแปลกใจเมื่อมีผู้ชายร่างสูงในชุดสูทท่าทางดูดีเดินลงมาจากรถคันหรูติดฟิล์มดำสนิท คนๆ นั้นกระชากข้อมือเล็กให้เดินตาม ดิวทำหน้างอง้ำอย่างขัดใจแต่ก็เดินตามไม่ได้ขัดขืน

พี่ชายดิวเหรอ?

คำถามผุดขึ้นในใจผู้ชายคนนั้นก็หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเจอมาก่อน เมื่อเห็นรถคันนั้นแล่นผ่านไปไวน์จึงตัดสินใจหักพวงมาลัยกลับแล้วขับตาม

รถคันดังกล่าวเลี้ยวเข้าห้างสรรพสินค้า แต่จอดอยู่นานก็ไม่มีใครเดินลงมาจากรถ ประมาณ10 นาทีประตูรถฝั่งหนึ่งก็เปิดออกพร้อมกับร่างเล็กที่ก้าวออกจากรถ ท่าทางเร่งรีบพร้อมหมดน้ำตาที่ไหลเต็มหน้า เขาเกือบจะลงไปหาแล้ว แต่ประตูรถอีกฝั่งก็เปิดออกเสียก่อน ผู้ชายคนนั้นก้าวลงมาและเดินตามดิวด้วยใบหน้าบึ้งตึง

“ดิว!!” แขนเล็กถูกกระชากอย่างแรงจนร่างปะทะเข้ากับอกแกร่ง

“ปล่อย!”

“ไม่! ฉันเตือนแล้วใช่ไหมว่าอย่าขัดคำสั่ง”

“แต่ผมบอกคุณแล้วว่าไม่!”

“ไม่งั้นเหรอ...”

“ใช่ผม...อื้อ” ยังไม่ทันพูดจบประโยคร่างเล็กก็ถูดบดริมฝีปากอย่างแรง ภาพตรงหน้าทำเอาเขาตัวชาไปชั่วขณะ

สมองยังประมวลไม่ได้ว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร มันมึนเบลอจนได้ยินเสียงตะคอกจากร่างสูงนั่นแหละ

“นายเป็นของฉันจำเอาไว้!”

“ไม่!!!” เขาเห็นคนรักถูกชายอื่นอุ้มกลับเข้าไปทางรถ จึงรีบเปิดประตูและสาวเท้าก้าวเข้าไปก่อนจะกระชากตัวดิวลงมาจากบ่าหนา

“พี่ไวน์!” ดิวดูตกใจมากที่เห็นเขา

“ใคร?” เอ่ยถามเสียงนิ่ง แม้ในใจกระแทบระเบิด

“คะ คือ...คือ” ท่าทีอึกอักของดิวยิ่งทำให้เขายิ่งร้อนใจมากไปกว่าเดิม

“ไวน์สินะ...ลูกชายคนเล็กของตระกูลเหมราช” ร่างสูงเอ่ยขัดขึ้นมา เขารู้สึกไม่ชอบสายตาของคนๆ นี้ มันดูเจ้าเล่ห์และร้ายกาจจนรู้สึกได้ และสิ่งที่คนตรงหน้าเอ่ยก็ทำให้เขาแปลกใจ คนๆ นี้รู้เกี่ยวกับตัวเขา เรื่องที่ไวน์เป็นลูกชายคนเล็กแห่งตระกูลเหมราชนอกจากเพื่อนสนิทและคนที่ร้านก็ไม่มีใครรู้

‘เหมราช’ นามสกุลที่หลายๆ คนรู้จักแน่นอนเพราะธุรกิจมากมายที่เหมราชเป็นเจ้าของล้วนแต่ขึ้นชื่อและโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าที่พวกเขายืนอยู่นี่ก็ด้วย มีอยู่ทุกจังหวัดในประเทศไม่รวมไปถึงโรงแรม5ดาวชื่อดังที่มีเครือทั้งในและต่างประเทศ

“พี่ต้องการคำอธิบาย” ไวน์หันมาสนใจดิวที่ยืนเงียบ รับรู้ได้จากมือเล็กที่ตนกอบกุมนั้น มันสั่นจนสัมผัสได้ แม้ใจจะอยากได้คำตอบแต่อีกใจก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้ คนตรงหน้านิ่งเงียบ ขอบตาของน้องแดงก่ำ เขามองคนรักที่กัดริมฝีปากเล็กแน่นอย่างหวาดหวั่น จนสุดท้ายเสียงของชายร่างสูงที่ยืนข้างน้องก็เป็นคนให้คำตอบ

“ไม่บอกไปล่ะว่าฉันคือสามีของเธอล่ะ และนายปล่อยมือจากเมียของฉันด้วย”

“อ๊ะ!” ดิวถูกดึงไปมือที่กุมอยู่หลุดออก คำที่ได้ยินทำให้เขารู้สึกหมดแรง

“ดิว”

“ฮึก ผะ ผม...” ดวงตากลมโตสั่นระริก ทอดมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกผิดมันเป็นคำตอบที่ทำให้ไวน์รับรู้ว่าสิ่งที่ผู้ชายตรงหน้าพูดคือเรื่องจริง

“ขอตัว หวังว่าจะได้พบกันใหม่...ไวน์”

“ไวน์!”

“...”

“จะซึมไปถึงเมื่อไหร่ แค่ผู้ชายคนเดียว!”

“คิท!” เสียงปรามมาจากแคท

“ขอโทษ แต่ฉันทนเห็นไวน์มันเป็นแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะ ดูสิแคทนี่มันผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วนะแถมสภาพแย่กว่าตอนปั่นงานของ’ จารย์ป้ามหาภัยอีก”

เสียงของเพื่อนสนิททั้งสองที่ทนสภาพของเขาต่อไปไม่ได้ หลังจากเหตุการณ์วันนั้นก็ล่วงเลยผ่านมาเป็นอาทิตย์กว่าๆ แล้ว วันแรกไวน์ทำใจไม่ได้ถึงขั้นเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ไปเรียน พอสองวันถัดมาเขาก็คิดได้พยายามติดต่อดิว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ทั้งเฟสฯ ไลน์หรือช่องทางที่สามารถตามหาร่างเล็กได้ก็ไม่มีวี่แวว หอพักที่เคยอยู่ก็แจ้งย้ายออกกระทันหัน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ หายไปหมดเหลือทิ้งไว้เพียงรูปถ่ายเขาและอีกฝ่ายที่ถ่ายคู่กัน รวมไปถึงเสื้อผ้าของเขาที่เคยเอาไปไว้เผื่อค้างเท่านั้น มันถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดายสุดท้ายเขาก็เก็บของทั้งหมดกลับมา

สายตาของไวน์เหม่อมองข้าวของเหล่านั้นที่วางระเกะระกะเกลื่อนห้อง

“หยุดคิดถึงมันได้แล้ว!” คิทว่าพลางหยิบรูปถ่ายขึ้นมาก่อนจะโยนทิ้งไปยังถังขยะที่วางอยู่ใกล้ๆ โต๊ะเครื่องแป้ง ทำให้เขารู้สึกหัวใจกระตุกทันทีที่เห็น

“คิท!”

“ทิ้งๆ ไปเถอะของแบบนั้น เก็บไว้มองก็เสียลูกตาเปล่าๆ ไป! ลุกเดี๋ยวนี้” เพื่อนตัวเล็กดึงให้เขาลุกขึ้นก่อนจะยัดผ้าเช็ดตัวและดันให้เดินเข้าห้องน้ำ “ถ้าไม่รีบอาบฉันจะบอกเรื่องนี้กับพี่โซดา” คำขู่ของคิททำเอาไวน์นิ่ง นึกถึงพี่สาวคนโตที่แสนร้ายกาจ จึงจำใจเข้าห้องน้ำและจัดการกับสภาพเน่าๆ ของตัวเองจนสะอาดเหมือนเดิม แม้ว่าขอบตาจะคล้ำเพราะนอนไม่หลับหลายวันก็เถอะ

...ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่ได้มีน้ำตาสักหยด แต่หัวใจคล้ายกับไม่มีแรงเต้นนี่สิ มันทำให้ร่างกายหนักไม่อยากขยับตัวไปไหนจนเพื่อนทั้งสองต้องตามมาถึงห้อง

30 นาทีผ่านไปร่างสูงโปร่งก็เดินออกจากห้องน้ำด้วยสีหน้าสดชื่นขึ้นเล็กน้อย ดูคิทจะพอใจขึ้นมาบ้าง

“ไวน์เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” แคทยื่นชุดให้ ไวน์จัดการเปลี่ยนตามคำสั่งเงียบๆ โดยมีสองพี่น้องช็อคโกแลตชื่อดังยืนคุม

“ไปกัน”

“ไปไหน”

“เถอะน่า” คิทและแคทช่วยกันลากไวน์ให้เดินออกมา

ทั้งสองรู้ว่าเรื่องของดิวเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อใจเพื่อนมาก ดูจากภายนอกหลายๆ คนคิดว่าไวน์ไม่เป็นอะไรแต่มันไม่ใช่

ไม่ใช่เลย...

“ไป ลงไปปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง” คิทบอกก่อนจะเดินนำเพื่อนสนิทและน้องชายเข้าไปข้างใน ทั้งสองควงแขนไวน์คนละข้าง

ทันทีที่เข้ามาก็ได้ยินเสียงเพลงอึกระทึกครึกโคมเข้าหู กลิ่นบุหรี่คละคลุ้งเหม็นจนแสบจมูก สายตาโลมเลียจากเหล่าหมาป่าที่จ้องหาเหยื่อ หากถึงเป็นอย่างนั้นไวน์กลับไม่สนใจเดินตามแรงจูงของเพื่อนทั้งสองขึ้นไปชั้นสองซึ่งเป็นโซนวีไอพี บรรยากาศต่างจากชั้นล่างริบลับ

“ดื่ม เอาให้เมา!” คิทยัดแก้วน้ำสีเหลืองอำพันใส่มือไวน์ แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรได้มากมายแต่อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเลือนไปช่วยขณะ

“ขอบใจ” ยกดื่มแบบรวดเดียวหมดแก้ว

“เฮ้ย! ใจเย็นๆ” แคทเอ่ยปราม เพราะคงไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่คิทเสนอแต่เถียงยังไงก็แพ้เลยได้แต่ปล่อยและติดตามมาควบคุมและคอยพากลับเท่านั้น

“แคทอย่าห้าม ตัวก็ดื่มด้วย”

“ไม่เอาคิท เดี๋ยวไม่มีใครพากลับ”

“งั้น...ดื่มนิดๆ ก็ได้”

“อืมๆ เอาไว้ตรงนั้นแหละ”

“ทำไมทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้...” ไวน์พึมพำก่อนจะหลับตานิ่งๆ เอนตัวพิงเบาะโซฟา ภาพเหตุการณ์วันนั้นฉายเข้ากับราวกับละคร

แก้วในมือถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากบางหลายต่อหลายครั้ง ความเจ็บปวดในใจไม่ได้หายไปไหน ใครว่าเมาแล้วจะลืมรัก

มันไม่จริงเลย...

“สวัสดีคร๊าบบบ วันนี้ก็มาพบกันอีกแล้วเวลาเดิม” น้ำเสียงนุ่มทุ้มฟังแล้วให้ความรู้สึกคล้ายกับปลอบประโลม ไวน์ลืมตาขึ้นก่อนจะมองลงไปยังชั้นล่างตรงเวที ทุกวันศุกร์เสาร์อาทิตย์เวลา4 ทุ่มจะมีวงตนตรีขึ้นมาร้องสดจนถึงเที่ยงคืนจากโต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่ไม่เห็นว่าใครเป็นคนร้อง แต่เสียงของนักร้องคนนั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

เหมือนหัวใจช้ำๆ จะได้รับการเยียวยาขึ้นมานิดหน่อย

“วันนี้...เรามาเริ่มด้วยเพลงช้าๆ เศร้าๆ กันก่อนเลยนะครับ...” เปลือกตาขาวหลับตาลงพร้อมกับเสียงอินโทรกีตาร์ดังขึ้น เสียงกรีดร้องของสาวๆ ข้างล่างดังขึ้นก่อนจะค่อยๆ เงียบลงไปราวกับว่าทุกคนตั้งใจฟัง

จากที่คิดว่าเสียงเวลาหมอนี่พูดฟังดูดีแล้วแต่เวลาร้องเพลงกลับเพราะกว่าที่คิดเสียอีก

*’ วันหนึ่งที่รักทำเราให้เจ็บ... ต้องจากกัน’

สุดท้ายต้องกลายเป็นฉัน ที่เสียใจ

เฝ้าคิดทบทวนทุกอย่าง ที่ผ่านมา

ไม่เหลืออะไรให้คว้า เก็บมาไว้ในใจ

ที่เคยคิดว่ารักเท่านั้น ได้พาเราไปถึงฝัน

ในวันนี้เมื่อฉันได้รู้ จึงยอมเเละพร้อมทำใจ

ว่ารักไม่ใช่ทุกอย่าง เสมอ

รักมันไม่ใช่เธอ ฉันหรือว่าใคร

รักไม่ใช่ความสุข ในบางครั้ง

รักไม่ใช่ความหวัง วันที่ฉันเเละเธอต้องจากไป

รักไม่เคยพาเราไปไกล

ยังคงรั้งยังดึงเราไว้ อยู่อย่างนั้น

ชีวิตฉันมีความสุข ก็เพราะรัก

บางครั้งไม่ยอมหยุดพัก เมื่อรักไม่เคยรอใคร

ค่ำคืนที่ฉันว้าเหว่ ร่ำเรียกหา

ว่ารักทำไมไม่มา กลับเดินหนีฉันไป

เคยวาดฝันพรุ่งนี้ ว่าคงจะดีถ้ามีรักมา

แต่วันนี้เมื่อมีน้ำตา จึงรู้ว่ามันไม่ใช่

คำว่ารักที่หวังได้เห็น แล้วทำไมไม่เป็นเช่นนั้น

ต่อจากนี้ชีวิตของฉันจะเป็นเช่นไร

รักให้เรามาตั้งเท่าไร

เเต่ตอนสุดท้ายก็เอากลับไป

รักไม่เคยพาเราไปไกล

ยังคงรั้งยังดึงเราไว้ อยู่อย่างนั้น

อยู่อย่างนั้น อยู่อย่างนั้น

หยดน้ำจากดวงตาคู่สวยค่อยๆ ไหลรินช้าๆ มันจบแล้วความรักของเขา ก็ใช่ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ไวน์มีแฟน แต่หากครั้งนี้มันคิดจะจริงจังที่สุด เขามีความรักไม่บ่อย ทุกครั้งมักจะยาวนานกว่าจะยอมเปิดใจรักใครสักคน มันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งแรกที่ไวน์พบกับดิว เขาไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเท่าไหร่ เห็นเป็นเพียงรุ่นน้องที่โรงเรียนเก่าเท่านั้น กว่าที่เขาจะรักนานเป็นปี และกว่าเราจะได้คบกันแบบจริงจังก็ผ่านอะไรมามาก ตลอดทั้งปีดิวคอยวิ่งตามเขาต้อยๆ ภายนอกอาจจะคิดว่าดิวเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้แต่อีกด้านหนึ่งเจ้าตัวก็เป็นเด็กที่มีความคิดโตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เอาแต่ใจแต่ไม่ได้งี่เง่า

ดิวทำให้เขาพูดมากกว่าเดิม ยิ้มบ่อยกว่าเดิม แต่สุดท้ายเขาก็ทำให้เขาเจ็บแบบเดิม...

จากบทเพลงช้าๆ ก็เปลี่ยนเป็นเพลงเร็ว ทุกคนต่างสนุกสนาน ไวน์ทำเพียงแค่นั่งดื่มเงียบๆ จนเวลาร่วงเลยจนถึงช่วงท้าย ไม่ใช่นักร้องคนเดิมแล้ว อาจจะเปลี่ยนคน แต่เพราะสาเหตุจากอะไรก็ไม่ใส่ใจอีกต่อไป เขานั่งนึกย้อนดูอดีตของตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยเสียใจ

“ไปไหนไวน์” แคทเอ่ยทักเมื่อไวน์ลุกขึ้น ส่วนคิทเมาหลับคอพับไปแล้ว

“ไปห้องน้ำ”

“ไปเป็นเพื่อนไหม” ร่างเล็กเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นห่วงแต่ดูจากสภาพแล้วคิทต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อนมากกว่าไม่อย่างนั้นอาจจะมีใครสักคนฉุดไปแน่ๆ

“ไม่ต้องๆ” ไวน์ปฏิเสธและรีบเดินออกมา เซนิดหน่อยแต่ก็เดินจนมาถึงห้องน้ำจนได้

“อ๊ะ!” แรงปะทะทำให้ร่างโปร่งล้มลงไปกองกับพื้น มันเจ็บนะแต่เพราะฤทธิ์จากน้ำเมาที่ดื่มเข้าไปเยอะมันเลยทำให้ไม่รู้สึก คาดว่าพรุ่งนี้เช้าอาจจะมีรอช้ำตามตัวโดยที่จำไม่ได้ว่าได้มายังไง จากที่ยังพอทรงตัวได้พอจะลุกภาพตรงหน้าก็เอียงทันทีเหมือนอยู่โลกหมุน ไวน์สะบัดหน้าหลายทีทว่าไม่ทำให้รู้สึกหายมึนแม้แต่นิด

“เฮ้ย!” เสียงของคู่กรณีร้องอย่างตกใจ ไวน์ทำหน้ายุ่ง ก็แค่เดินชนกันทำไมต้องเสียงดัง เขาไม่ชอบมีเรื่องกับใครด้วยสิ แต่จะให้ยอมอ่อนข้อก็ไม่ได้

“อารายของแก” โลกมันชักจะกวนประสาทมากเกินไปแล้วนะ จะหมุนทำไม!

“เมาเหรอ” มือแข็งแรงฉุดเขาให้ลุกขึ้น ทีแรกไม่ได้รู้สึกเมาถึงขนาดนี้นะพอล้มปุบดันรู้สึกเมาเสียเฉยๆ

“คายย” ไวน์ควบคุมให้เสียงเป็นปกติไม่ได้ มันยานครางเสียจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง เกิดมาไม่เคยเมาขนาดนี้

“ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเมา” มือหนาประคองเขาให้ยืนทรงตัวดีๆ

“ร้องไห้เหรอครับ”

“ม่ายยย” เสียงอ้อแอ้เอ่ยปฏิเสธ หากแต่ใบหน้าสวยกลับมีร่องรอยแห่งความเจ็บปวด หยดน้ำใสๆ ค่อยไหลลงมาช้าๆ

ร่างของไวน์สั่นเทิ้ม พอถูกใครสักคนปลอบประโลม ความเข้มแข็งความอนทนที่มีมันก็สลายหายไปน้ำตาที่กักเอาไว้ไหลรินราวกับเขื่อนแตก

“เฮ้ย! ฉิบหายละ” อีกคนสบถเสียงดัง ก่อนจะพยุงร่างโปร่งฝ่าดงผีเสื้อราตรีจนหลุดออกมาจนได้ “เอาไงต่อดีวะ” เขาพึมพำเบาๆ ไวน์ไม่ได้ตั้งใจฟัง มันมึนๆ ร้องไห้จนเหนื่อยมันชักจะง่วงขอนอนเลยได้ไหม และแล้วสติทั้งหมดก็ดับวูบไป

ส่วนอีกคนที่ยังมีสตินั้นกำลังหัวเสียเพราะคนเมาไม่มีอะไรติดตัวสักอย่างแม้แต่โทรศัพท์มือถือ แล้วแบบนี้จะติดต่อเพื่อนของคนหน้าสวยได้ยังไงล่ะ

ไอ่พบรัก ทำยังไงดีวะ!

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชวนคุยท้ายบท

มาแล้วค่ะตอนที่ 2 เรื่องนี้จะค่อนข้างแหวกแนวจากนาวา เพราะไม่ค่อยดราม่าสักเท่าไหร่ อิอิ ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ

*เพลง รักไม่ใช่ทุกอย่าง (Love is Not Everything)

ศิลปิน ออกัส

ความคิดเห็น