ฝากคอมเม้นท์ ฝากติดตามนิยายของไรท์ด้วยนะคะ

My Young Wife [ Zayn & Khow Fang ] 3 100%

ชื่อตอน : My Young Wife [ Zayn & Khow Fang ] 3 100%

คำค้น : Zayn, Khow Fang, Love, เมียเด็ก, เซน, ข้าวฟาง, รัก

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.3k

ความคิดเห็น : 45

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2561 15:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
My Young Wife [ Zayn & Khow Fang ] 3 100%
แบบอักษร

คำแรกของการตื่นนอนคือ มึนหัว

มึนหัวเหี้ยๆเลยครับ ปวดตัวมากด้วย นี่กูเมาเหล้าหรือกูไปรบสงครามโลกมาวะ ทำไมมันปวดตัวมากขนาดนี้ไหนจะรู้สึกแสบหลังด้วย ตกลงเมื่อคืนกูไปทำอะไรมาวะ

แมะ!

ผมก้มมองแขนเล็กที่พาดเข้ามาที่หน้าเปลือย

เดี๋ยวนะหน้าอกเปลือยเหรอวะ? อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนผม...

“ไอ้เหี้ยเซน!” ผมเรียกชื่อตัวเองก่อนเอามือตบหน้าผากตัวเอง

ไอ้เหี้ยสัญญากับตัวเองแล้วแท้ๆว่าจะไม่ทำอะไรข้าวฟ่าง ยัยนี่ก็ไม่ห้ามห่าอะไรด้วย หรือว่าห้ามแล้วผมไม่ฟังวะ เพราะปกติถ้าผมดื่มเหล้าเมาผมมีความหื่นความต้องการเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวและแน่นอนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างข้าวฟ่างมีหรือจะสู้แรงผมไหว

“โอ๊ยตายๆเหี้ยเซน มึงก็พร้อมพุ่งชนเสมอนะไอ้ลูกชาย” ผมก้มไปพูดกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองที่ตอนนี้นอนหลับอย่างสงบอยู่

เมื่อคืนผมเมาและมีอะไรกับข้าวฟ่าง แสดงว่าไร้การป้องกัน ถ้าข้าวฟ่างท้องก่อนสอบติดหมอพ่อตาผมได้มาแหกอกแน่ ผมรีบลุกเข้าไปอาบน้ำแปรงฟันเพื่อออกไปซื้อยาคุมฉุกเฉินให้ข้าวฟ่าง

“อืออ...ป๋าาาา” เมื่อยตัวมาก

ปวดนม ปวดเอว ปวดตรงนั้นด้วย เมื่อคืนป๋าเล่นฉันหนักหน่วงจริงๆ เมาแล้วพูดจาหวานชวนเลี่ยนไม่พอยังหื่นกามอีก ถ้าปากติตอนไม่เมานะไม่มีทางที่พี่เซนจะพุ่งชนฉันขนาดนี้ถ้าไม่มีถุงยาง แต่เมื่อคืนพี่เซนได้ปล่อยลูกแสนล้านตัวเข้ามาในตัวฉันรอบแล้วรอบเล่าจนเกือบเช้า

ซึ่งแน่นอนร่างกายหญิงสาววัยรุ่นที่อุดมสมบรูณ์อย่างฉันถ้าไม่ป้องกันมีสิทธิ์ท้องร้อยเปอร์เซ็นต์ความฝันที่จะเป็นหมอได้ดับสูญแน่นอนฉันเด้งตัวลุกมานั่งก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องน้ำโดยลากผ้าห่มที่ปิดกายเข้ามาด้วย ไม่ได้จะมาเดินเปลือยในห้องนอนไม่ได้เดี๋ยวพี่เซนเกิดหื่นกามขึ้นมาจะแย่เอาฉันนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอย่างสบายตัว น้ำอุ่นๆช่วยบรรเทาความระบมของระบบร่างกายของฉันได้เป็นอย่างดี

“อ่าาา...สบายตัวจังเลย นอนแช่ซักชั่วโมงน่าจะดี”

ก๊อกๆ

“ข้าวฟ่างถ้าอาบน้ำเสร็จแล้วออกมากินยานะ ฉันซื้อยามาให้”

ยา? ยาอะไรอะ

“ยาอะไรเหรอคะป๋า?”

“ยาคุมฉุกเฉิน เมื่อคืนฉันไม่ได้ป้องกัน” อ่อ...กลัวฉันท้องนี่เอง

“ค่าาา!” ฉันตะโกนกลับไป ก่อนจะนอนแช่น้ำเหมือนเดิม ฉันอาบน้ำเกือบชั่วโมงพอเดินออกมาจากห้องน้ำพี่เซนก็นั่งกอดอกหน้ามุ้ยอยู่บนเตียง

“นึกว่าอืดตายอยู่ในห้องน้ำล่ะ”

“คนสวยต้องอาบน้ำนอนสิค่ะ”

“พูดมาก! ไปใส่เสื้อผ้าแล้วมากินยาเร็วๆ ก่อนที่มันจะไม่ทันการ”

“ค่าๆ” ชอบสั่งๆ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน แล้วใครที่ทำให้ฉันต้องมาเดือดร้อนกินยาคุมฉุกเฉินอะถ้าไม่ใช่ตัวเอง ชิ!

ฉันใส่เสื้อผ้าเสร็จก็มาทานยาคุมฉุกเฉินไป พี่เซนก็บ่นว่าไม่อยากให้กินเพราะมันจะไม่ดีต่อร่างกายฉันแต่ทำไงได้ล่ะในเมื่อตัวเองไม่ป้องกันเอง

“วันหลังถ้าเห็นฉันเมารีบหนีเลยนะ เดี๋ยวแม่งเป็นเหมือนเมื่อคืนอีก”

“เมื่อคืนหนูห้ามป๋าแล้วว่าห้ามทำแล้วป๋าก็บอกว่า เมียกับลูกป๋าเลี้ยงได้”

‘เมียกับลูกป๋าเลี้ยงได้’ นี่เมื่อคืนกูแทนตัวเองว่าป๋าเลยงั้นเหรอ ให้ตายเถอะไอ้เหี้ยเซนวันหลังมึงแดกพอประมาณก็พอนะ ผมพูดกับตัวเอง ไม่ได้การขืนผมยังดื่มเหล้าเมาโดยมีข้าวฟ่างอยู่ข้างๆแบบนี้ข้าวฟ่างแม่งได้เห็นอีกด้านของผมแน่ ผมก็อายเป็นนะเว๊ย ผู้ชายห่ามๆจะมาพูดจาไพเราะเหรอ หู้ย พูดแล้วขนลุก

“อะไรที่ได้ยินมาก็ทำลืมๆไปล่ะกัน ฉันเมาไม่รู้ตัว” ผมอธิบายให้ข้าวฟ่างฟัง

“ค่ะ” พยักหน้าไปงั้นแหละ แต่จะเก็บไว้เอาไปล้อพี่เซนในวันข้างหน้า ฮะฮ่าๆ

“ยิ้มอะไร!”

“หิวข้าวหนูข้าวค่ะ ปะเราลงไปทานข้าวข้างล่างกันเถอะ”

“หิวข้าวแล้วยิ้มคงจะประสาท สงสัยจะอ่านหนังสือเยอะไป”

“คิกๆ” ฉันได้แต่หัวเราะเบาๆก่อนจะลากแขนพี่เซนลงมาทานข้าวข้างล่าง

พอทานข้าวเสร็จฉันก็ขอตัวขึ้นมาอ่านหนังสือเพื่อจะไปสอบ

“หาวววว” พออ่านหนังสือนานสมาธิก็เริ่มแตก ง่วงนอน ฉันปิดหนังสือก่อนจะหยิบโทรศัพท์มานอนเล่นที่โซฟา เล่นโทรศัพท์ให้หายง่วงเดี๋ยวค่อยอ่านต่อล่ะกัน

“ฮะฮ่าๆ” ฉันดูคลิปตลกอยู่

“ทำไมไม่อ่านหนังสือข้าวฟ่าง!”

อุ๊ย! มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงตกใจหมด

“ตกใจหมดเลยป๋าก็” ฉันเหงยหน้ายู้ปากใส่พี่เซนก่อนจะก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ต่อ

“วางโทรศัพท์ลงแล้วอ่านหนังสือข้าวฟ่าง” ผมยืนเท้าสะเอวมองข้าวฟ่างที่เอาแต่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์

ไหนบอกว่าจะมาอ่านหนังสือพอจะมาดูเด็กขยันให้ชื่นใจหน่อย พอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นเล่นโทรศัพท์หัวเราะลั่นห้อง ขนาดผมเดินเข้ามาในห้องยังไม่รู้เรื่องลองคิดดูสิ

แล้วก็นะผมบอกให้วางโทรศัพท์แล้วอ่านหนังสือ แล้วดูแม่นางไม่ตอบผมไม่พอยังก้มเล่นโทรศัพท์ต่อไปอีก

หงุดหงิดแล้วนะเว๊ย!

"หงุดหงิดกว่าการเคี้ยวหมูไม่ขาดก็เธอนี่แหละ บอกให้อ่านหนังสือก็เล่นโทรศัพท์ อยากโดนดีดหูรึไงวะหะ!" ผมตวาดใส่ข้าวฟ่างเสียงดัง

"ป๋าอย่าดุสิ หนูขอเล่นโทรศัพท์แป๊ปเดียวเองค่ะ" ปากพูดแต่หน้าก้มดูโทรศัพท์ ผมเอาเมื่อเสยผมพร้อมกับทำเสียงฮึดฮัดใส่ข้าวฟ่างก่อนจะพูดกับข้าวฟ่างอีกครั้ง

"ฉันจะพูดกับเธออีกแค่ครั้งเดียวนะข้าวฟ่าง ถ้าไม่อ่านหนังสือสอบ หมอก็ไม่ต้องเป็น เพราะฉันจะให้เธอเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก อยากอ่านหนังสือดีๆหรืออยากโดนฝากเด็กไว้ในท้อง" ผมพูดจริงทำจริงบอกเลย ดื้อๆแบบนี้จะจับดีดหูซะให้เข็ด

"..."ข้าวฟ่างไม่ตอบผมแต่ก็ชะงักเมื่อได้ยินพูดผม

"อ่อ...เงียบ แสดงว่าอยากให้ฝากเด็กไว้ในท้อง ได้!...วันนี้จะฝากยันเช้าเลย ไม่ท้องไม่หยุด!"

"ไม่นะป๋า!" ฉันปฏิเสธเสียงดัง

จะให้อยู่บ้านเลี้ยงลูกไม่เอาหรอกนะ ฉันยังไม่ทำความฝันตัวเองให้สำเร็จเลย

"ไม่ก็เก็บโทรศัพท์ซะ! ก่อนที่ฉันจะจับเธอหักคอบนเตียง 1...2..."

ยะ...อย่าเร่งสิ

"กะ...เก็บแล้วค่ะ เก็บแล้วค่ะ" ฉันปิดทุกอย่างก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้บนโซฟาและไปหยิบหนังสือที่จะสอบมาอ่าน

ทำไมต้องโหดใส่ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างฉันด้วยก็ไม่รู้ :(

“ฉันจะยึดโทรศัพท์ของไว้จนกว่าจะถึงเวลาบ่าย 4 โมง” ผมพูดแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ของข้าวฟ่างใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง

“อีกตั้งชั่วโมงกว่าเลยนะป๋า หนูไม่เอาหรอกค่ะ อ่านวันละนิดสมองจะได้จำได้หมด” ฉันแย้งพี่เซนขึ้น

อ่านหนังสือมาชั่วโมงกว่าแล้วจะให้มาอ่านหนังสือต่ออีกชั่วโมงกว่าอีก สมองมึนกันพอดี

“อ่านวันละนิด เหอะ ไอ้ที่เสียเวลาชั่วโมงกว่านี้เพราะเธอเล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือจริงๆไม่ถึงชั่วโมงมั่งเธออะ” พูดอย่างกับมาแอบดู

“ป๋ารู้ได้ยังไงคะว่าหนูอ่านหนังสือไม่ถึงชั่วโมง ป๋าไม่ได้มานั่งเฝ้าหนูอ่านหนังสือซะหน่อย”

“แหมเธอนี่ฉลาดดีนะ”

“อะ..อะไรคะ?” อยู่ดีๆก็มาชมฉันว่าฉลาด เมื่อกี้ยังด่าฉันบึ้มๆ

“ก็ที่เสนอให้ฉันนั่งเฝ้าเวลาเธออ่านหนังสือไง”

ไม่ได้เสนอ...แต่ประชดโว๊ยยยย

“ไม่ได้นะป๋า ป๋าห้ามนั่งเฝ้าหนูอ่านหนังสือ เพราะมันทำให้หนูเสียสมาธิ” ให้ตายฉันก็ไม่ยอมให้พี่เซนมานั่งเฝ้าฉันอ่านหนังสือหรอก เพราะฉันจะแอบงีบไม่ได้

“นั่นมันก็เรื่องของเธอ เธอต้องหัดฝึกทำสมาธิตัวเองให้คงที่” พี่เซนพูดก็นั่งลงที่โซฟาก่อนจะมองมาทางฉัน

“มองหน้าทำไม อ่านหนังสือดิ”

“ค่ะ!” ฉันกระแทกเสียงไป

ฉันทำอะไรไม่ได้นิ เถียงก็โดนดุ ไม่อ่านหนังสือก็โดนดุ คนแก่นิสัยไม่ดี!

ผมนั่งเฝ้าข้าวฟ่างอ่านหนังสือ เธอก็นั่งอ่านไปเหลือบตามองผมไป คนที่เสียสมาธิเองก็คือตัวเองนั่นแหละ ผมอดไม่ได้เลยเขกหัวไปทีหนึ่งโทษฐานละสายตาออกจากหนังสือ


ชั่วโมงกว่าผ่านไป

“เย้ในที่สุดก็ถึงบ่าย 4 โมงสักทีหนึ่ง” ฉันยกมือขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะแหกปากร้องเย้ออกมา

แต่ก็ต้องชะงักเมื่อ..

“อีก 2 หน้าก็จบเรื่องนั้นแล้วก็อ่านให้มันจบๆไปซะสิ”

“แต่มันถึงเวลาบ่าย 4 โมงแล้วนะคะป๋า ป๋าจะผิดสัญญากับหนูเหรอ” ฉันเหล่ตามองพี่เซน

“การหาความรู้ใส่ตัวไม่ต้องรอให้ถึงเวลา ถ้าอยากฉลาดก็จงหาความรู้ใส่หัว ฉันรู้นะว่าเธออ่านหนังสือไปตาเหลือบมองนาฬิกาไปด้วย คนที่ทำให้สมาธิเสียไม่ใช่ฉันแต่เป็นเธอต่างหาก”

“...”

“ฟังฉันนะข้าวฟ่าง ถ้าเธอได้ก้าวเข้ารั้วมหาวิทยาลัยแล้วเธอจะมานั่งๆนอนๆเล่นโทรศัพท์แบบนี้ไม่ได้นะ มหาวิทยาลัยเรียนหนักกว่ามัธยมตั้งหลายเท่า และอาจารย์ก็จะไม่รอด้วยถ้าเธอจะไม่สนใจเพราะยังมีเพื่อนๆที่สนใจเรียนมากกว่าเธอเยอะแยะ อาจารย์น่ะเค้าไม่บ่นมากหรอกเพราะยังไงเค้าก็มีความรู้อยู่ในหัวอยู่แล้ว อาจารย์บางคนสอนนักศึกษาเสร็จยังมานั่งอ่านหนังสือต่อโดยไม่สนใจว่าเวลาจะเดินไปแค่ไหน ขนาดกริ๊งหมดคาบดังอาจารย์ยังสอนต่ออีกนิดๆหน่อยๆเพราะอยากให้นักศึกษาได้มีความรู้ในเรื่องนั้นเพิ่มเติม บางคนร้องโอดโอยขี้เกียจเรียนแต่หารู้ไม่ว่าคนที่โอดโอยไม่พอใจที่อาจารย์จะให้ความรู้ต่อนั้นตอนนี้ได้เป็นลูกน้องของเพื่อนที่นั่งเงียบจดทุกอย่างลงสมุดและเอามาอ่านซ้ำๆเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้แก่สมองตัวเอง 

ตอนเรียนมันไม่เหนื่อยหรอกนะฉันจะบอกให้เพราะเรียนเสร็จก็กลับบ้านเที่ยว มันเหนื่อยจริงๆก็ตอนทำงาน ถ้าเธอได้ทำงานเธอจะมานั่งร้องโอดโอยในห้องทำงานว่างานเยอะไม่ได้นะเพราะเจ้านายกับอาจารย์ไม่เหมือนกัน ถึงแม้อาจารย์เค้าจะดุเราเค้าก็ยังให้เราเข้าเรียนต่อ แต่ถ้าเธอได้ทำงานจริงๆไม่มีคำว่าให้กลับมาทำงานต่อ เพราะองค์กรต้องการคนขยันไม่ใช่คนขี้บ่น”

สาธยายมาซะยาวเชียว

“มองหน้าฉันแบบนี้แสดงว่าไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูด ฉันจะพูดง่ายๆสั้นๆให้เธอฟัง ถ้าบ่นว่าขี้เกียจมากนักก็ไม่ต้องไปเรียนให้เสียเงินทองพ่อแม่ เพราะไปเรียนก็ไม่ตั้งใจเรียนอยู่ดี อยู่บ้านช่วยคนรับใช้ทำงานบ้านนี่แหละ”

“หนูจะอ่านหนังสือให้จบเรื่องค่ะ” มีกำลังฮึกเหิมขึ้นมาเลย

“อ่านให้เข้าสมองนะไม่ใช่แค่อ่านให้จบๆไป”

“ค่ะ” ฉันนั่งอ่านหนังสือจนจบตามที่พี่เซนบอก

ก็จริงอย่างที่เซนบอกว่าการทำงานนั้นเหนื่อยกว่าการเรียนมากแค่ไหน เพราะดูจากพ่อแม่และพี่เซนแล้ว พวกเค้าเหนื่อยกับงานมากจริงๆ บ้างครั้งก็ต้องทำงานจนดึก กลับมานอนไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องไปทำงานเช้าอีกแล้ว ในระยะเวลาระหว่างอ่านหนังสือสอบฉันจะไม่ดื้อกับพี่เซนเอ้า ให้สัญญาเลย

แต่...ถ้าเวลาอ่านหนังสือฉันขอพักรอบน๊า

“หนูจะไม่ดื้อกับป๋าแล้ว”

“ฉันไม่เชื่อเธอหรอก”

“เอ้า!” คนเค้าอุตส่าห์จะปฏิญาณตน

“ไม่ต้องมาเอ้า เพราะเธอแม่งดื้อกับฉันทุกวันเวลาฉันสั่งอะไร ลดความดื้อลงและเชื่อในสิ่งที่ฉันสอนเข้าไปในหัวก็พอ ดูนี่หัวโตมากเลยนะเธออะ” พี่เซนเอามือมาจับหัวฉัน

“ก็คนมันมีสมองเยอะนี่ค่ะหัวก็เลยโต” ฉันพูด

“มีแต่ลมเหอะ เอ๊ะ! หรือว่าขี้เรื่อยดีนะ”

“ป๋า!” มาด่าฉันว่าโง่ทางอ้อมได้ไงเนี่ย

“เด็กอะไร...” ผมพูดก่อนจะยกมือมาลูบคางตัวเอง

“สวยใช่ไหมคะ?”

“สวยกับผีนี่สิ” หลงตัวเองชะมัดยัยนี่

“หนูไม่สวยแล้วหนูเป็นเด็กอะไรละคะ? :(” ฉันพูดพร้อมกับเบะปากใส่พี่เซน

“ก็...”

“ถ้าพูดไม่เข้าหูหนูนะ หนูไม่ให้ป๋าหอมแก้มก่อนนอนจริงๆด้วย!”

“นมใหญ่ชะมัด”

หะ...ห่ะ? มะ...เมื่อกี้พี่เซนว่าไงนะ?

“ปกติเด็กที่อายุเท่าเธอไม่ได้มีสัดส่วนหรือนมใหญ่แบบนี้นี่วะ แอบกินยาเพิ่มนมมาแน่ๆ” ไม่เกี่ยวกับเรื่องการอ่านหนังสือของฉันเลย อยู่ดีๆก็พูดถึงเรื่องขนาดหน้าอกของฉัน

ก็นะ ตามันเหลือบไปเห็นนมพอดีไง จะด่าเรื่องอ่านหนังสือก็ลืมไปเลยเห็นนมแล้วลืมทุกสิ่ง ผมก็งงเหมือนกันว่าทำไมนมข้าวฟ่างมันถึงใหญ่พอๆกับนมเด็กมหาวิทยาลัยแล้วไอ้เสื้อผ้ารัดๆตัวจิ๋วๆนี่ชอบใส่จังเลย

ผมไม่เข้าใจว่าผู้หญิงทำไมชอบใส่เสื้อหมากัน

“เรื่องอ่านหนังสือกับเรื่องระดับเวเวลของสมองเธอจบแค่นี้ก่อน เรามาเคลียร์กันเรื่องชุดที่เธอใส่ก่อน”

“ชุดหนูมันทำไมอะคะ?” งงมากเลย ชุดฉันมันทำไมเหรอ?

ใส่เสื้อคอเต่าโชว์หน้าท้องหน่อยๆกับกางเกงขาสั้นแค่นี้เอง

“อายุอย่างเธออย่าเพิ่งแก่แดด เสื้อผ้าหมาพวกนี้ไม่ต้องใส่ให้เห็นอีก”

“เสื้อผ้าหมาอะไรเล่าป๋า นี้มันแฟชั่นที่เขาชอบใส่กัน” เรียกเสื้อผ้าฉันว่าเสื้อผ้าหมาดูเอาเถอะ

“ฉันไม่ชอบให้เธอใส่ชุดแบบนี้ ร่องนมร่องตูดให้ฉันเห็นแค่คนเดียวพอ”

“พูดจาลามก ร่องนมร่องตูดอะไร” ฉันก็อายเป็นนะ

“เสื้อหมาที่เธอใส่จะบอกว่าแฟชั่นฉันก็ไม่ขัด แต่ว่าใครจะใส่ก็ช่างมันแต่เธอห้ามใส่อีก ฉันไม่ชอบ!”

“หนูก็มีเสื้อผ้าแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ”

เมื่อก่อนไม่เห็นว่าวันนี้มาด่าฉอดๆ เรื่องอ่านหนังสือมายันเรื่องเสื้อผ้า ตกลงนี่จะเป็นสามีหรือพ่อกันแน่

“ฉันจะให้แม่บ้านขึ้นมาเก็บเสื้อผ้าหมาของเธอเอาไปทิ้งให้หมด”

“เอ้าแล้วหนูจะใส่อะไรเล่าป๋า หนูซื้อมาแพงด้วยบางตัวยังไม่เคยใส่ก็มีนะป๋า”

“ฉันจะพาเธอไม่ซื้อใหม่ ฉันรวยจบนะ” ไม่จบ!

“แต่ป๋า…”

“ไหนว่าจะไม่ดื้อกับฉันไง”

“ไม่ดื้อแค่เรื่องอ่านหนังสือค่ะ เรื่องอื่นหนูยังดื้ออยู่”

“อยากเจอดี” ผมเลิกคิ้วถามข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างไม่ตอบผมเลยเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเปิดดูเสื้อผ้าตัวจิ๋วของข้าวฟ่าง และแน่นอนมันมีเต็มตู้เลย

เมื่อก่อนผมไม่ว่าเพราะผมยังไม่รู้รักข้าวฟ่างไงแต่พอมันรักแล้วก็มีอาการหวงร่างกายเมียตัวเอง แฟชั่นแล้วไงวะใครสน

พรึ่บ! พรึ่บ!

ผมดึงเสื้อผ้าข้าวฟ่างที่เข้าข่ายโป๊ออกมาโยนกองๆกันไว้

“หยุดนะป๋า!” ฉันชอบเสื้อผ้ามากๆ ยิ่งเห็นคนจับเสื้อผ้าตัวเองโยนอย่างไร้ความหมายแบบนี้ฉันยิ่งไม่ชอบ

“ฉันไม่ให้เธอใส่เสื้อผ้าแบบนี้อีกแล้ว ฉันขอสั่งให้เธอห้ามใส่เสื้อผ้าสไตล์แบบนี้อีก!”

“ป๋าหยุดออกคำสั่งกับหนูสักทีเถอะ! แค่นี้หนูก็อึดอัดจะแย่แล้ว! อย่ามายุ่งกับชีวิตหนูมากกว่านี้ได้ไหม!” ฉันตวาดเสียงดัง ทำให้คนที่กำลังรือค้นเสื้อผ้าฉันชะงักก่อนจะหันหน้ามายืนประจันหน้ากับฉัน

“ฉันไม่ชอบมันผิดมากรึไง!”

“แล้วทำไมป๋าไม่ถามหนูสักคำว่าหนูพอใจรึป่าวที่ป๋าทำแบบนี้ ป๋าไม่ชอบให้หนูแต่งตัวโป๊ หนูไม่แต่งก็ได้ แต่อย่ามาโยนเสื้อผ้าหนูแบบนี้ พ่อกับแม่หนูยังไม่เคยทำแบบนี้กับหนูเลยนะ!”

“…”

“ตั้งแต่หนูรู้จักกับป๋า ป๋าก็เอาแต่สั่งๆ สั่งให้ทำโน้น สั่งให้ทำนี่ ไม่พอใจไม่ได้ดั่งใจก็ข่มขู่หนู ฮึก หนูก็ทำให้ พยายามทำตามที่ป๋าสั่งเพราะป๋าบอกว่าหวังดีกับหนู ฮื่ออ...แต่นี่มันมากเกินไปแล้ว ป๋าบังคับหนูเกินไปแล้วจริงๆฮือๆ”

“ฉันหวงเมียตัวเองผิดเหรอ?”

“ฮือๆ ฮือๆ”

“ฉันหวังดีกับเมียตัวเองมันผิดนะเหรอ? เธอยังเด็กใส่ชุดผู้ใหญ่จนเกินงามมันไม่ดี เธอไม่รู้บ้างรึไงเวลาที่เธอใส่ชุดโป๊ๆออกไปไหนมาไหนเค้าว่าเธอยังไงบ้าง เขาบอกว่าเธอเป็นเด็กแก่แดด ถึงว่าทำไมมีผัวตั้งแต่เด็กพ่อแม่เลี้ยงมาแบบไหนนะเธอคิดว่ายังไง เธอคิดว่าผัวอย่างฉันเนี่ยชอบใจนักเหรอที่ได้ยินคนอื่นพูดถึงเมียตัวเองแบบนี้นะหะ!”

ที่ไม่พูดไม่ใช่ว่าไม่สนใจ ผมมักจะได้ยินคนเล่าลือว่าข้าวฟ่างเสียๆหายๆมามากมาย ไม่ว่าจะคนในบริษัทผม คนในแวดวงในสังคม ที่ผมบังคับหรือข่มขู่ข้าวฟ่างก็เพราะอยากให้ทำตัวดีดี ไอ้ผมเห็นจนชินไม่อะไรหรอกแต่กับคนอื่นเค้าคนเหมือนผมซะที่ไหน จะไม่ให้ผมสนใจคนรอบข้างเลยก็ไม่ได้ เพราะคนรอบข้างเรานี่แหละที่จะทำให้เรายิ้มได้

คุณชอบเหรอถ้ามีคนมาว่าอะไรไม่ดีเกี่ยวกับคนที่คุณรักโดยไม่รู้อะไรเลย ข้าวฟ่างแต่งตัวโป๊ผมรู้ว่าเธอชอบใส่แบบนี้แต่พอออกจากบ้านไป เค้าไม่รู้หรอกว่าข้าวฟ่างชอบใส่เค้าคิดว่าชอบอ่อย อยากรู้ว่าพ่อแม่สอนมาแบบไหนลูกถึงได้แต่งตัวแบบนี้ และที่หนักสุดคงจะเป็นเรื่องที่ข้าวฟ่างอยากจะเป็นหมอนี่แหละ หมอแบบนี้ไม่อยากรักษาด้วยคุรคิดว่ายังไง ผมไม่เคยบอกข้าวฟ่างเลยว่าเธอโดนนินทาว่ายังไงบ้าง ผมไม่อยากให้เธอคิดมากก็เลยต้องเตือนเธอด้วยวิธีห่ามๆแบบที่ผมถนัด

“ปะ...ป๋า”

“ฉันไม่อยากทะเลาะกับเธอนะข้าวฟ่าง อะไรที่ฉันเตือนๆก็หัดฟังกันซะบ้างเถอะ ไม่ใช่เพื่อฉันแต่เพื่อตัวเธอเอง”

“ฮึก ฮึก หนูขอโทษ” ฉันไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองจะโดนนินทามากขนาดนี้

“โอเคฉันจะวุ่นวายกับชีวิตเธอให้น้อยลง เสื้อผ้าแบบนี้ให้ใส่แค่อยู่บ้านโอเคไหม?” ผมไม่อยากทะเลาะกับข้าวฟ่าง อะไรที่พอจะยุติได้ก็ควรจะทำ

“ค่ะ ฮึก หนูไม่รู้ว่าหนูจะโดนว่าขนาดนี้ ฮื่ออ...หนูไม่รู้เลย”

“เมื่อก่อนเธอคือเด็กผู้หญิงธรรมดาที่จะใส่หรือทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง อยากจะแต่งตัวโป๊แค่ไหนก็ไม่มีใครว่า แต่ปัจจุบันเธอคือเมียฉัน เมียของเจ้าของห้าง ZEN Z และลูกสะใภ้ของนักธุรกิจอหังสาริมทรัพย์จึงมีคนจับตามองเธอมากกว่าปกติฉันไม่อยากให้ใครมาว่าเธอ ถึงพวกเขาจะไม่รู้จักเธอแต่ถ้าเอาไปพูดปากต่อปากยังไงมันก็ไม่ดีกับเธอ”

“งื้อออ...รักป๋าจัง” ฉันรีบเข้าไปกอดพี่เซนด้วยความตื้นตัน

ไม่เคยคิดว่าผู้ชายห่ามๆแบบพี่เซนจะรักและห่วงฉันขนาดนี้

“ฮึๆ เด็กน้อยเอ๊ย!” ผมลูบหัวข้าวฟ่างอย่างเอ็นดู

“เดี๋ยวฉันต้องออกไปคุยงานกับลูกค้าแทนพ่อนะ”

“อ้าว แล้วเสื้อผ้าหนูที่ป๋าโยนออกมาละคะ?” โยนออกมาหมดตู้เลย

“เธอว่างนิเก็บเองล่ะกัน ฉันไปก่อนนะเดี๋ยวซื้อขนมมาฝาก”

ฟอด! ฟอด!

“ดะ...เดี๋ยวสิป๋า เดี๋ยวสิคะ!”

ปัง!

ไม่ทันแล้ว พี่เซนเดินออกจากห้องไปแล้ว ตกลงเสื้อผ้าฉันที่กองอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าคือฉันต้องเก็บเอง ฮ่วย! พับเก็บหมดเดี๋ยวให้ป๋าพาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ก็ได้ เป็นเมียเจ้าของห้างชื่อดังนอกจากจะสวยแล้วต้องมีระดับจะให้ใครมาว่าตัวเองแบบนี้ไม่ได้แล้วนะข้าวฟ่าง

ฉันนั่งพับเสื้อผ้าตัวที่ออกแนวโป๊ๆเก็บไว้ข้างล่างตู้จนหมด พอเสร็จก็ง่วงนอนขึ้นมาเลยไง เหนื่อยมากเลยวันนี้ โดนหลากหลายอารมณ์ตีรวนมาก

ผมกลับมาก็ 3 ทุ่มกว่าแล้ว แวะซื้อขนมมาฝากข้าวฟ่างเยอะแยะแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะต้องการนอนมากกว่านะ เดินเข้ามาในห้องก็เห็นเมียตัวน้อยของตัวเองหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงนอน

“ยังไม่อาบน้ำแล้วมานอนบนเตียงได้ยังไงยัยเด็กดื้อ ฉันขอโทษนะที่บังคับเธอมากเกินไป” ผมนั่งลงบนเตียงข้างๆข้าวฟ่างที่นอนอยู่ก่อนจะเอามือลูบหัวเมียตัวน้อยอย่างเอ็นดู

“อืออ...ป๋ากลับมาแล้วเหรอคะ?” ฉันรู้สึกตัวว่ามีคนมาลูบหัวตัวเองก็เลยลืมตาดูก็พบว่าเป็นพี่เซน

“อืม ไม่อาบน้ำรึไงเรา”

“อาบค่ะ แต่หนูเผลอหลับหลังจากจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เสร็จ”

“ฉันซื้อขนมมาฝากเยอะแยะจะกินเลยหรือเก็บไว้พรุ่งนี้”

“กินเลยดีกว่าค่ะ หนูเริ่มหิวแล้ว พอดีนอนหลับเพลินไปหน่อย”

“ถ้างั้นก็ลงไปกินจะได้ขึ้นมาอาบน้ำอาบท่านอน”

“ค่ะ”

“อืมมม...ป๋าอร่อยมากเลยค่ะ ง่ำๆอันนี้ก็อร่อยง่ำๆ”

นี่เมียหรือผีปอบ?

ข้าวฟ่างกับทุกอย่างที่ผมซื้อมา กินเข้าไปได้ยังไงวะของตั้งหกเจ็ดอย่าง ตัวก็เล็กนิดเดียว

“ค่อยๆกิน เดี๋ยวติดคอ”

“อึก แค่กๆ ฮื่ออ...ป๋า น้ำค่ะ แค่กๆ”

“พูดลิ้นยังไม่ทันเข้าปาก เอ้าน้ำค่อยๆดื่มล่ะ” ผมยื่นน้ำให้ข้าวฟ่างดื่มยัยนี่ก็รีบคว้าไปดื่มอย่างไว

อึก อึก อึก

“อ่าาาา...รอดตายแล้ว...ป๋าๆขยับหน้ามาใส่หนูหน่อย” ข้าวฟ่างเลียริมฝีปากตัวก่อนจะกวักมือเรียกผมให้เอาหน้าไปใกล้ตัวเอง

“อือ...มีไร” ผมขยับหน้าไปหาข้าวฟ่าง

“เอ้อ!”

“ยัยบ้านี่...ใครบอกให้เรอใส่หน้าฉัน!”









#จบตอนแล้วนะคะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ

ความคิดเห็น