facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.9k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มิ.ย. 2560 17:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 2



เฉินหย่งหนานกลับมาถึงบ้านสกุลเฉินเมื่อตะวันตกดินล่วงไปแล้ว บ้านตระกูลเฉินที่บิดาของเขาซึ่งเป็นน้องชายของเฉินจิ้งเหอได้ส่งให้บุตรชายมาอยู่ในการเลี้ยงดูของผู้เป็นลุงแต่วัยเยาว์เพราะมองเห็นถึงความฉลาดหลักแหลมเกินกว่าผู้เป็นบิดาจะสั่งสอนให้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา



เขาเดินทอดน่องไปตามทางเดินจากประตูรั้วสูงใหญ่มีทหารยามยืนเฝ้าภายนอกผ่านสวนร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ บ้านหลังใหญ่สร้างอยู่ลึกจนถึงใจกลางที่ดินกว้างขวาง และมีบ้านหลังเล็กที่ปลูกสร้างขึ้นมาใหม่สำหรับเฉินหยางซุนบุตรชายของเฉินจิ้งเหอที่แต่งงานรับสะใภ้เข้าบ้านเยื้องอยู่ทางด้านหลัง หย่งหนานก้าวเข้าไปในตัวบ้านที่มีการตกแต่งอย่างเรียบง่ายช่างแตกต่างจากความโอ่อ่าของผู้นำจักรวรรดิญี่ปุ่นลิบลับ



“เกิดจากดิน ใยต้องเติบโตให้ต่างจากดิน สุดท้ายปลายทางเช่นไรก็ต้องตายไปกับดิน”



เฉินจิ้งเหอผู้เป็นลุงเคยกล่าวเช่นนั้น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้นำสูงสุดของแผ่นดินจีนในขณะนี้แต่จิ้งเหอก็ยังรำลึกเสมอว่าบรรพบุรุษของเขาเป็นใคร



หย่งหนานเดินตามเสียงพูดคุยจนไปถึงห้องรับรองแขก ที่บัดนี้มีเพียงเฉินจิ้งเหอและเฉินหยางซุนบุรุษสองวัยกำลังนั่งพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด หนึ่งเป็นบุรุษวัยชราอายุห้าสิบปลายแต่ยังดูแข็งแรงและน่าเกรงขามอีกหนึ่งเป็นบุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงประมุขของบ้านในวัยใกล้เบญจเพศมากกว่าหย่งหนานไปสองปี หย่งหนานทอดสายตามองผู้นำของประเทศปัจจุบันและอนาคตหากหยางซุนคิดจะสืบทอดอำนาจทางการเมืองจากบิดา



“อ้าวหย่งหนานกลับมาจากช่างไห่แล้วรึ”



ผู้เป็นลุงหันมาทักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหย่งหนานจึงเดินตรงเข้าไปคำนับผู้เป็นลุงและญาติผู้พี่ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งเพื่อร่วมวงสนทนา



“เป็นเช่นไร ไอ้คิริซาวะมันว่ากระไรบ้าง”



หยางซุนรีบเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ อุปนิสัยของเขาเป็นคนใจร้อนและออกจะโผงผางบุ่มบ่ามผิดจากบิดาไปบ้าง หยางซุนเองก็เป็นทหารเช่นกัน เขาถูกส่งไปฝึกวิชาทหารจากประเทศเยอรมันเมื่อเรียนจบกลับมาไม่นานก็ได้แต่งงานกับบุตรีของผู้นำคนหนึ่งจากพรรคชาตินิยมที่บิดาเป็นหัวหน้าพรรคตามความเหมาะสมที่บิดาและมารดาจัดหาให้ หากแต่ในความเป็นจริงก็เพื่อเสริมอำนาจในพรรคให้เฉินจิ้งเหอได้แข็งแกร่งมากขึ้น



“ไม่ได้ผลครับ” หย่งหนานถอนหายใจ “เขากล่าวว่าจะทำทุกอย่างเพื่อความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ”



หย่งหนานถ่ายทอดคำกล่าวของพลเอกเจ้าชายคิริซาวะให้จิ้งเหอและหยางซุนฟังตั้งแต่ต้นจนจบที่เขาไปเจรจา ทั้งพ่อและลูกต่างก็มีปฏิกิริยาไปคนละแบบ จิ้งเหอกระทำเพียงย่นคิ้วสีดอกเลาเข้าหากันแต่หยางซุนกลับทุบโต๊ะดังปัง



“เลวมาก มันเห็นพวกเราเป็นเพียงหนทางแผ่ขยายอิทธิพลของมัน คุณพ่ออย่างไปยอมมันนะครับ เราต้องจัดการพวกญี่ปุ่นให้พ้นไปจากแผ่นดินจีน”



“คิดเหรอว่าพ่อไม่อยากทำ”



จิ้งเหอกล่าวอย่างสุขุม เพราะภาระอันหนักอึ้งที่อยู่บนบ่าทำให้เขาต้องไตร่ตรองทุกการกระทำเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือหากจะเกิดมันต้องสูญเสียน้อยที่สุด



“ตอนนี้คิริซาวะกำลังฮึกเหิมอย่างหนัก การที่พวกเขาได้ครอบครองแมนจูเรียทำให้กันชนทางฝั่งเหนือของเราอ่อนแอ หากเราจะสู้กับญี่ปุ่นในตอนนี้เราจำเป็นต้องหาตัวช่วย อย่างเช่นอังกฤษหรืออเมริกาที่พวกนั้นก็กำลังหาทางยับยั้งไม่ให้กองทัพญี่ปุ่นขยายกำลังไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”



“คุณพ่อจะกลัวอะไรครับ” หยางซุนมองบิดาอย่างขุ่นข้องใจ



“กองทัพทหารของเราแข็งแกร่งขนาดไหน ทำไมคุณพ่อไม่มั่นใจในฝีมือการรบของพวกเรา และประชาชนชาวจีนที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเพื่อขับไล่พวกมันอีกเล่า ไม่มีใครยอมให้ประเทศตกเป็นเมืองขึ้นของใครหรอก”



“หากชีวิตของพ่อเพียงคนเดียวสามารถแลกได้กับการขับไล่ญี่ปุนพ่อก็จะทำ แต่ถ้าหากมันต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของประชาชนในฐานะนายกรัฐมนตรีคิดว่าพ่อจะมองหน้าคนที่ยังเหลืออยู่ได้หรือไม่หยางซุน”



คำกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวดทำให้หยางซุนต้องระงับอารมณ์วู่วามลง ใบหน้าของเขาบึ้งตึงยามมองกลับบิดา



“เอาเถอะครับ คุณพ่อเป็นผู้นำจะคิดอ่านอย่างไรก็จงบัญชา แต่อย่าลืมว่าตอนนี้พวกญี่ปุ่นมันใกล้จะทำลายพวกเราได้ทั้งประเทศแล้ว พวกมันมีพื้นที่แค่เกาะเล็กๆในขณะที่แผ่นดินของเรากว้างใหญ่ไพศาล หากมันชนะเราผมเองก็ไม่มีหน้าไปมองชาวจีนที่ยังหลงเหลืออยู่หรอกครับ”



หยางซุนลุกขึ้นยืนและก้มคำนับให้บิดาก่อนจะก้าวเท้าออกไป จิ้งเหอมองตามหลังบุตรชายพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม



“หยางซุนเป็นทหารที่ดี เขายอมตายเพื่อรักษาประเทศไว้ แต่เขาไม่ได้มองอย่างนักปกครองว่าหลังจากเสร็จสิ้นสงครามแล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง”



หย่งหนานที่นั่งเงียบอยู่นานเพื่อฟังบทสนทนาของลุงและญาติผู้พี่ค้อมศีรษะรับฟังคำพูดของจิ้งเหอ



“ตอนนี้เรามีศึกรอบด้าน ทั้งศึกนอกคือญี่ปุ่นและศึกในคือพรรคสังคมนิยมที่กำลังเดินหน้าล้างสมองประชาชนด้วยอุดมการณ์ที่พวกเขาคิดว่ามันดีอีกด้วย หลานรู้หรือไม่ว่าตอนนี้พวกเขาทำอะไรไปถึงไหนแล้ว”



จิ้งเหอเอ่ยถามหลานชายที่เลี้ยงมาประหนึ่งบุตรของตนเอง หย่งหนานพยักหน้ารับ



“พอจะทราบมาบ้างครับคุณลุง ตอนนี้อู๋จินไห่ผู้นำพรรคสังคมนิยมกำลังจัดตั้งมวลชนจากพวกชาวนาที่ต้องการความเสมอภาคอย่างที่เขาหาเสียงทางลับ”



ใบหน้าของจิ้งเหอเพิ่งจะปรากฏรอยยิ้ม เขามองหลานชายอย่างพึงพอใจ



“นั่นเป็นหอกข้างแคร่ชิ้นสำคัญ เขาฉวยโอกาสใช้ช่วงที่เรากำลังมุ่งความสนใจไปที่การเกิดสงครามกับญี่ปุ่นค่อยๆดึงคนให้ไปเข้ากับพวกสังคมนิยม กว่าสงครามจะจบลงพวกชาวไร่ชาวนาก็คงเข้าร่วมกับพวกเขาจนหมดและเหลือให้พวกเราเพียงแค่กองทัพที่บอบช้ำจากสงคราม”



หย่งหนานได้รับมุมมองใหม่ตามที่จิ้งเหอจงใจสั่งสอน จิ้งเหอมองเห็นอะไรบางอย่างจากชายหนุ่มที่คล้ายคลึงกับเขามากกว่าบุตรชายเสียอีก



“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องยันญี่ปุ่นไว้ให้ได้และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้พรรคสังคมนิยมกวาดผู้คนไปได้มากกว่านี้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องหาแนวร่วมจากขุนศึกของมนฑลต่างให้มาร่วมมือกับเรา”



“แนวร่วมจากขุนศึก คุณลุงก็มีจำนวนมากแล้วนี่ครับ”



หย่งหนานมองลุงของเขาด้วยความสงสัย สีหน้าของจิ้งเหอยังครุ่นคิดไม่หยุดหย่อน



“ไม่พอ ลุงต้องการกำลังที่มากกว่านี้”



“ใครที่คุณลุงมองไว้เป็นพิเศษครับ”



“หลี่จินซาน”



หย่งหนานย่นหัวคิ้วครุ่นคิด เขาเคยได้ยินชื่อหลี่จินซานขุนศึกจากมณฑลชานซีที่มีกองกำลังในมือจำนวนมาก หากจิ้งเหอได้หลี่จินซานเข้ามาเสริม กองทัพก็จะมีปริมาณทหารมากขึ้น



“หลี่จินซานมีลูกสาวอยู่คนหนึ่งชื่อหลี่ฟางซิน อายุเข้ายี่สิบปีเรียนจบจากวิทยาลัยการช่างสตรี หากเราดองเป็นเครือญาติกับสกุลหลี่ หลี่จินซานก็คงไม่ขัดข้องที่จะช่วยเหลือเรา”



“คุณลุงหมายความว่า?”



ชายหนุ่มมองสบตากับผู้เป็นลุงอย่างพอจะเดาจุดประสงค์ของจิ้งเหอออก จิ้งเหอสบตากลับด้วยแววตาเชิงขอร้อง



“หลานเองก็ยังไม่มีคนรักมิใช่หรือ และเพราะตรากตรำทำงานช่วยเหลือลุงก็สมควรจะมีฮูหยินมาปรนนิบัติให้สุขสบายได้แล้ว ลุงคิดว่าคุณสมบัติของหลี่ฟางซินก็เหมาะสมกับหลานทุกประการ หลานจะขัดข้องหรือไม่”



หย่งหนานอยากจะถอนหายใจแต่เขาก็ต้องรักษากิริยาต่อหน้าจิ้งเหอ เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นที่จิ้งเหอต้องการเป็นการผูกสัมพันธไมตรีได้ดีที่สุดมาทุกยุคทุกสมัย หากแต่ไม่นึกว่าเขาเองก็ต้องเป็นหนึ่งในนั้น หย่งหนานจำเป็นต้องมองที่ความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ



“ถ้าคุณลุงคิดว่าทุกอย่างเหมาะสมหลานก็ไม่มีอะไรจะต้องขัดข้องครับ”



จิ้งเหอลุกจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาหย่งหนาน เขาดึงไหล่กว้างของหลานชายให้ลุกขึ้นยืนเสมอกับเขาและมองด้วยความชื่นชม



“ขอบใจหลานมากหย่งหนานที่เสียสละเรื่องส่วนตัวเพื่อช่วยส่วนรวม ต่อไปภายภาคหน้าหลานจะต้องภูมิใจที่หลานได้ช่วยบ้านเมืองของเราจากศัตรูทั้งหมด”



หย่งหนานฝืนยิ้มรับด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง






เรือนหอถูกสร้างอย่างรวดเร็วราวกับเนรมิตด้วยอำนาจของเฉินจิ้งเหอในบริเวณด้านหลังของบ้านหลังใหญ่คนละปีกกับหลังของหยางซุน เพียงไม่ถึงเดือนทุกอย่างก็เรียบร้อยและพิธีแต่งงานก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงคนจากสกุลเฉินและสกุลหลี่เท่านั้นที่มาร่วมงาน แม้แต่บุคคลจากพรรมชาตินิยมก็ไม่ได้มาร่วมงาน ท่ามกลางการคุมเชิงซึ่งกันและกันของจีนกับญี่ปุ่นที่ใกล้จะแตกหักลงทุกที



เจ้าสาวของหย่งหนานสวมชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งรออยู่ที่เตียงเมื่อเขาก้าวเข้าไปในห้อง หย่งหนานประเมินจากสายตาแล้วหลี่ฟางซินมีรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น หย่งหนานเดินไปนั่งข้างเคียงและเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวตามประเพณี หญิงสาวก้มหน้ายิ้มขัดเขินเมื่อไปประจักษ์ว่าเจ้าบ่าวของเธอนั้นเป็นบุรุษที่งามสง่านัก หย่งหนานพิศมองเจ้าสาวเป็นครั้งแรกเช่นกัน ฟางซินแม้จะไม่งามจับหน้าแต่ก็มีใบหน้าหมดจดและมีเมตตา



“ยินดีต้อนรับเข้าสู่สกุลเฉิน ต่อจากนี้เธอจะเป็นภรรยาของฉัน”



แม้จะเป็นการแต่งงานเพื่อการเมืองแต่หย่งหนานก็คิดจะปฏิบัติตัวเป็นสามีที่ดี เขากล่าวต้อนรับหญิงสาวที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมที่ไม่ต่างจากเขา ฟางซินยิ้มบางหล่อนหลงรักเจ้าบ่าวของหล่อนตั้งแต่แรกเห็น



“ขอบคุณค่ะ น้องจะเป็นภรรยาที่ดีของพี่ตลอดไป”



หย่งหนานเองก็รู้สึกถูกชะตากับฟางซิน และคิดว่าคงจะไม่ใช่เรื่องยากที่ต้องใช้ชีวิตคู่กับฟางซินไปตลอดชีวิต หญิงสาวท่าทางฉลาดและอ่อนโยน หย่งหนานยิ้มตอบกลับและโน้มฟางซินลงไปบนเตียง เขามอบความสุขให้กับภรรยาของเขาเป็นครั้งแรกในคืนเข้าหอ



แต่ยังไม่ทันข้ามคืนแต่งงานคู่บ่าวสาวหมาดๆที่นอนเคียงคู่กันอยู่บนเตียงในเวลาใกล้รุ่งก็พลันสะดุ้งตื่นอย่างตกใจเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยจากทหารที่อยู่เวรเฝ้าหน้าประตูรั้ว หย่งหนานผละออกจากฟางซินและหันกลับไปมองอย่างยุ่งยากใจ ฟางซินฝืนยิ้มกลับมาอย่างเข้าใจ



“ไปเถอะค่ะ อย่าเป็นห่วงน้องเลย เดี๋ยวน้องตามไป”



หย่งหนานพยักหน้ารับ เขาคว้าเสื้อผ้ามาใส่ให้รัดกุมก่อนจะวิ่งไปยังบ้านใหญ่ที่ทุกคนมารวมตัวกันอยู่บริเวณห้องรับรองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด



“เกิดอะไรกันครับคุณลุง”



รีบถามสาเหตุของสัญญาณเตือนภัย และเป็นหยางซุนที่หันมาตอบเขาด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น



“ญี่ปุ่นมันบุกเราแล้ว ไอ้เลวเอ๊ย!”



หย่งหนานหันขวับไปหาลุงของเขาทันที



“จริงหรือครับคุณลุง ที่ไหนครับ”



“ที่ลูเกาเจียว สะพานมาร์โคโปโล”



แม้น้ำเสียงของจิ้งเหอจะไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นักแต่หย่งหนานก็จับกระแสความเครียดและไม่พอใจได้



“สงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นแล้วหย่งหนาน”


(7 กรกฎาคม ค.ศ.1937)







แม้ว่าความเป็นอยู่ในคณะงิ้วจะไม่สุขสบายนักแต่เมื่อเทียบกับในสำนักคณิกาที่เคยอยู่และสภาพสังคมภายนอกในความรู้สึกของเหวินเป่าก็คิดว่าดีมากมายแล้ว เขาอยู่ในคณะงิ้วในฐานะของเด็กรับใช้ที่คอยช่วยเหลือตามแต่คนในโรงงิ้วจะสั่ง แต่เพราะความที่เขาตัวเล็กจึงช่วยหยิบจับยกของหนักไม่ได้มาก เหวินเป่าจึงได้รับคำสั่งให้ไปรับใช้นักแสดงงิ้วที่เป็นตัวเด่นทั้งหลาย เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนเขาก็เริ่มคุ้นเคยกับผู้คนในที่แห่งนี้ และคนที่เหวินเป่าสนิทสนมด้วยเป็นพิเศษก็คือคนที่รับตำแหน่งฮวาต้าน(นางเอกวัยรุ่น) ชื่อว่าเยี่ยไป๋ซาน



ก่อนจะมาอยู่ที่นี่เหวินเป่าไม่เคยดูงิ้วมาก่อน เพราะมันเป็นความรื่นเริงของพวกคนรวยเท่านั้น ครั้งแรกที่ได้ดูงิ้วเหวินเป่าถึงกับอ้าปากค้างในความงดงามของเสื้อผ้าเครื่องประดับและการลงสีบนใบหน้า การร่ายรำประกอบเสียงร้องก็ทำให้เหวินเป่าถึงกับตะลึงลาน และเมื่อเขาเห็นนักแสดงเหล่านั้นล้างหน้าล้างตาถอดเสื้อผ้าแล้วจึงได้รู้ว่านักแสดงทั้งหมดแม้แต่คนที่แสดงเป็นตัวนางล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย



“งิ้วน่ะไม่มีผู้หญิงแสดงหรอก”



ไป๋ซานบอกกับเหวินเป่าเช่นนั้นเมื่อสนิทกันแล้ว เขาเป็นชายหนุ่มที่โตมาที่โรงงิ้วตั้งแต่ห้าขวบเพราะพ่อแม่ขัดสนจึงต้องขายลูกให้โรงงิ้ว  ไป๋ซานอายุได้สิบแปดปีแล้วในตอนนี้ เขากำลังไต่อันดับความนิยมโดยได้แสดงในตำแหน่งฮวาต้าน รูปร่างของเขาสูงเพรียวสะโอดสะองสมกับเล่นเป็นตัวนาง



“เหล่าซือบอกว่าน้ำเสียงของผู้ชายแม้จะดัดจนเล็กก็ยังร้องงิ้วน่าฟังกว่าผู้หญิง การร่ายรำก็มีน้ำอดน้ำทนมากกว่า”



“เล่นงิ้วยากไหมพี่ไป๋ซาน”



“ยาก” ไป๋ซานตอบพร้อมกับเบ้ปาก



“พี่น่ะ ต้องฝึกดัดตัวตั้งแต่เด็กๆให้ตัวอ่อน ฝึกฉีกแข้งฉีกขาจนปวดระบมไปหมดทั้งตัว จะหนีไปไหนก็หนีไม่ได้เพราะพ่อแม่ขายพี่มาแล้ว”



ไป๋ซานหันมาพิจารณาเหวินเป่า คราบดำมอมแมมติดอยู่ตามใบหน้ายังมิอาจปิดบังใบหน้าหวานของเด็กวัยแปดขวบไปได้



“อยากเล่นงิ้วไหมล่ะเหวินเป่า ถ้าอยากเล่นพี่จะไปบอกเหล่าซือให้”



เหวินเป่าส่ายหน้ายิ้มแหย



“ไม่ล่ะพี่ไป๋ซาน หนูไม่อยากเล่นงิ้ว หนูจะกินข้าวเยอะให้แข็งแรงแล้วไปเป็นกุลีแบกของก็พอ”



“เด็กนี่ พี่สอนแล้วไม่จำ ผู้ชายน่ะใครเขาแทนตัวว่าหนูกันเล่า ใช้ว่าผมสิ”



ก็เหวินเป่าโตจากสำนักคณิกานี่นา เด็กน้อยแอบเถียงในใจ สาวๆในนั้นใครๆก็ใช้หนูด้วยกันทั้งนั้น



“แล้วก็นะ บ้านเมืองในช่วงสงครามแบบนี้จะไปหาข้าวมากินจากไหนเยอะๆกัน ข้าวของก็แพง มิจฉาชีพก็เต็มไปหมด ที่นี่มีอาหารให้กินพออิ่มก็บุญเท่าไหร่แล้ว”



“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมโรงงิ้วถึงยังมีงานตลอดล่ะพี่ไป๋ซาน”



ไป๋ซานมองเหวินเป่าอย่างนึกทึ่ง เด็กน้อยฉลาดเฉลียวกว่าเด็กคนอื่น และช่างสังเกตจนบางทีผู้ใหญ่อาจตอบคำถามไม่ได้



“คนที่รวยก็คือนักการเมือง พวกเขาฉ้อฉลและสุขสบายท่ามกลางความทุกข์ยากของคนจนอย่างเรา ในขณะที่ชาวบ้านไม่มีเงินไม่มีข้าวแถมยังต้องถูกเกณฑ์ไปรบ แต่พวกนักการเมืองก็ยังสบายดีและมีเงินมาจ้างพวกเราเล่นงิ้วให้พวกเขาเสวยสุขไงล่ะ”



ไป๋ซานพูดอย่างเหยียดหยาม เขานึกชังสังคมเช่นนี้ ครั้งหนึ่งเขาเคยไปฟังคนจากพรรคสังคมนิยมกล่าวปราศัย คำพูดเหล่านั้นตรึงใจเขานัก



ไม่ทันได้พูดคุยกันต่อหลังจากนั้น ทุกคนในโรงงิ้วก็ยิ่งตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั้งถนนเส้นสำคัญของนานกิงเมื่อถูกทิ้งระเบิดจากเครื่องบินของจักรวรรดิญี่ปุ่น และตามด้วยทหารจากกองทัพที่บุกเข้ามาปะทะกับกองกำลังของจีนที่รักษานานกิงอยู่



เหวินเป่านั่งตัวสั่นกอดอยู่กับไป๋ซาน เด็กน้อยร้องไห้โฮด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อในที่สุดญี่ปุ่นก็บุกเข้ายึดนานกิงเมืองหลวงของประเทศจีนได้สำเร็จ



TBC

** **

ใครรอคู่พระนายเจอกันอีกครั้งก็ใจเย็นๆเน้อ

รอเสร็จสงครามก่อน



ความคิดเห็น