งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 14:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 8
แบบอักษร

 

คุณวีเปลี่ยนไป 

 

 

“ป้าอิ๊ว ป้าว่าวันนี้ฝนมันจะตกไหม”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เห็นฉันเป็นพวกนักทำนายสภาพอากาศเหรอ นางนี้นิ”

“อ้าวไม่ใช่อย่างนั้น ป้านี่ไม่รับมุขฉันเลย ก็ดูบรรยากาศเช้านี้สิป้า มันดูมืดครึ้มเหมือนฝนจะตกเลย ฉันว่าดีไม่ดีอาจจะเป็นพายุลูกใหญ่เลยก็ได้นะป้า” นิดกระซิบกันสองคนกับป้าอิ๊วที่พากันยืนห่างออกไปจากโต๊ะทานข้าว ที่ตอนนี้มีเพียงเจ้านายของแกนั่งมองมื้อเช้าตรงหน้าอยู่เงียบ ๆ ไร้วี่แววคนร่วมโต๊ะเหมือนปกติอย่างเช่นทุกวัน ส่วนหนูอัยเองก็ปฏิเสธบอกว่าไม่ค่อยสบายอยากจะพักผ่อน ซึ่งแกก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะยังไงเรื่องดูแลกวีก็เป็นหน้าที่ของแกอยู่แล้ว แต่คนที่น่าจะมีปัญหากลับเป็นเจ้านายของแกแทน ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่มีใครรู้ก็กวีเล่นขึ้นเสียงดังลั่นห้อง ใออัยก็ปิดประตูห้องกวีเสียงดังโครมใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องลึกของเรื่องราวที่ทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันมันคือเรื่องอะไร บ่อยครั้งที่กวีชอบตวาดเสียงดังยามพวกผู้แลทั้งหลายทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ แต่นี่ดูโมโหมากกว่าทุกครั้ง แต่แปลกที่คุณเธอไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ถ้าเป็นคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้มีหวังได้โดนไล่ออกไปแล้ว

“ป้าอิ๊วครับ”

“คะ คุณวีอยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่าคะ”

“ไปตามคุณผู้อาศัยกิตติมาศักดิ์มากินข้าวด้วยครับ” ตกใจหมดนึกว่าเรื่องอะไร เมื่อกี้แกถึงกลับสะดุ้งนางนิดเองก็ด้วย และคนที่กวีพูดถึงแกก็พอจะเดาได้ว่าหมายถึงใคร

“เอ่อ คืออย่างนี้นะคะ หนูอัยเธอบอกว่าไม่ค่อยสบายอยากพักผ่อน แล้ววันนี้คงจะมาดูแลคุณวีไม่ไหว” ตั้งแต่เมื่อเช้ามืดที่ใออัยมาบอกแกไว้เห็นหน้าซีด ๆ ก็เลยให้นอนพักไป แต่จะว่าไปพอหนูอัยมาดูแลเจ้านายของแก ก็เหมือนจะมีอะไรเปลี่ยนไปเยอะอยู่เหมือนกัน แม้กระทั่งคนที่นั่งอยู่แต่ไม่ยอมแตะข้าวสักคำนี่ก็ด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีหรือจะมานั่งรอใครแบบนี้ ก็อย่างว่าต่อให้อายุมากแค่ไหนความเหงามันก็ไม่เคยปรานีใคร พอมีคนมาอยู่ด้วยทุกวันคงจะกลายเป็นความชินไปเสียแล้ว

“ไม่สบายอย่างนั้นเหรอครับ”

“ค่ะ เธอบอกไว้แบบนั้นตอนนี้ก็น่าจะนอนอยู่ในห้องนั่นแหละค่ะ”

“ป้าไปเรียกเขามากินข้าวก่อนได้ไหมครับ”

“แต่เธอบอก”

“หรือจะให้ผมไปตามเอง”

“ค่ะ ป้าไปตามให้เองดีกว่า”

“ขอบคุณครับ” ไม่บ่อยนักที่กวีจะใช่น้ำเสียงคำสั่งแบบนี้ เพราะกวีเคารพป้าอิ๊วไม่ได้ต่างจากญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว แต่เพราะหงุดหงิดที่โดนคู่กรณีหลบหน้าเลยเผลอแสดงอำนาจออกไป แทนที่เช้านี้จะได้มาคุยกันให้รู้เรื่องแต่กลับมาหนีหน้า เขาไม่คิดหรอกนะว่าใออัยจะไม่สบายจริง ๆ เจ้าตัวคงจะไม่กล้าสู้หน้าเขาคงจะเป็นเหตุผลนี้มากกว่า เพราะเมื่อคืนทำกับเขาไว้เยอะ ตบหน้าไม่พอยังมาเดินหนีและปิดประตูใส่หน้าเขาอีก คอยดูเถอะถ้าถึงเวลานั้นเมื่อไหร่เขาจะจับเด็กนั้นมาคิดรวบยอดทั้งต้นและดอกให้คุ้มเลย

 

 

 

 

 

 

“หนูอัยคะหนูอัย นอนอยู่หรือเปล่าลูก” ซึ่งไม่ต้องเคาะถึงสองสามรอบคนในห้องก็เปิดประตูออกมาหาคนเรียก ก็เจอป้าอิ๊วยืนรออยู่

“ครับ”

“คุณวีให้มาตามหนูอัยไปทานข้าวค่ะ”

“คือผม”

“ รีบไปเถอะค่ะ ดูวันนี้อารมณ์คุณเธอจะไม่ดี หนูไหวใช่ไหมลูก” ใออัยนึกอยากจะแย้งป้าอิ๊วเต็มทน ว่าเจ้านายแกก็ไม่เคยเห็นจะอารมณ์ดีกับใครเขาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันตอบป้าแกก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “ถ้าหนูอัยไม่เป็นอะไรมาก ก็ออกไปทานข้าวเป็นเพื่อนคุณวีหน่อยนะคะ ตอนนี้นั่งหน้าบึ้งจนอาหารจะบูดตามอารมณ์แล้วล่ะคะ”

“แต่ผม”

“นะคะ คงจะไม่ชินที่ต้องทานข้าวคนเดียว”

ไม่ใช่ว่ากลัวอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของกวี แต่สิ่งที่ทำให้คนตัวเล็กยอมก้าวตามคนสูงวัยมายังห้องอาหารก็คือประโยคสุดท้ายของแก ‘ไม่ชินที่ต้องทานข้าวคนเดียว’ อย่างนั้นหรือ มันเป็นความรู้สึกอุ่นซ่านอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้รู้ว่าไม่ได้มีแค่ใออัยฝ่ายเดียวที่รู้สึกกังวลที่ต้องปล่อยให้ใครอีกคนทานข้าวคนเดียว เจ้าตัวเกือบจะเดินออกไปเองถ้าไม่ใช่เพราะป้าอิ๊วมาเคาะประตูห้องเรียกเสียก่อน มันไม่ใช่เรื่องผิดที่คนสองคนที่ต่างก็เหงาทั้งตัวและหัวใจจะเผลอมีความรู้สึกเดียวกันขึ้นมา มันยากจะปฏิเสธว่าตอนนี้ความรู้สึกดี ๆ มันกำลังแอบเกิดขึ้นในหัวใจของทั้งคู่ทีละน้อย น้อยจนคนสองไม่ทันได้รู้สึกตัวและยิ่งยากเมื่อมันคอยแอบซ่อนอยู่ จึงไม่รู้ว่าวันไหนกวีและใออัยจะหามันเจอ

“นั่งสิ” ใออัยนั่งลงตามคำชวนแต่ไม่ได้ถามอะไรออกไป กวีเองก็เช่นกันพอเห็นหน้าของอีกฝ่ายก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา เพียงแค่พยักหน้าให้อีกฝ่ายลงมือทานข้าวได้แล้ว บรรยากาศรอบตัวที่เคยมืดครึ้มหายไป พลอยทำให้สองสาวต่างวัยที่ยืนรอลุ้นสถานการณ์หายใจเข้าออกอย่างโล่งอก แม้ทั้งคู่จะไม่ได้คุยอะไรกันเลยแต่ไอความรู้สึกรอบ ๆ ตัว มันดูจะเบาสบายและชวนอบอุ่นไปด้วยกลิ่นอายในความใกล้เคียงของคำว่า ‘ครอบครัว’ 

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนอย่างไอ้ง่อยกวีมันจะไว้ใจแกได้ขนาดนี้ ฉันคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เรียกแกมา ใออัย ” ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นบริเวณโต๊ะอาหารของบ้าน ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีบุคคลหนึ่งได้กลับเข้ามาในบ้าน หลังจากที่เธอไม่ได้กลับมาเสียหลายวัน เพราะมัวแต่เที่ยวสนุกจนลืมหลานที่ตัวเองเรียกขึ้นมาเพื่อที่จะใช้งาน และดูท่าว่าหลานของเธอจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง อีกไม่นานแผนการมันก็จะเริ่มขึ้น จากที่ตอนแรกกำลังหงุดหงิดที่ต้องกลับแท็กซี่เพราะรถยนต์เกิดปัญหาขึ้นกะทันหันแต่ตอนนี้ดูอารมณ์ของเธอจะดีขึ้นเป็นพิเศษ ในเมื่ออนาคตอันสวยงามที่เธอเฝ้าฝันไว้กำลังใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว อรอินทร์คิดลำพองในใจก่อนจะเดินเลี่ยงขึ้นชั้นบนไป

 

 

 

 

 

 

“ขอโทษนะครับ พอจะเคยเห็นคนในรูปนี้ไหมครับ”

“ไม่เคยจ๊ะ”

“แล้วคนนี้ล่ะครับ เคยเห็นไหม”

“ขอโทษนะพ่อหนุ่ม ป้ากำลับรีบ” หญิงสูงวัยชาวเกาะบอกกับชายหนุ่มตัวสูงผิวขาวก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปโดยไม่สนคำเรียกตามหลังของอีกคนเลยสักนิด ทำยังกับว่าหนีอะไรยังไงยังนั้น

“ป้าครับ ป้า เดี๋ยวครับป้า” อะไรกัน ก็ไหนบอกว่าอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ แต่พอมาถามหากลับไม่มีคนรู้จักสักคน เขาเดินหาคนที่น่าจะรู้จักคนในรูปทั้งสองมาทั้งวันแต่ไม่เจอใครที่พอจะให้เบาะแสอะไรเขาได้เลย แล้วพื้นที่บนเกาะนี้ก็ไม่ใช่แคบ ๆ ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของพี่ชายเขามีหรือที่เขาจะต้องถ่อมาถึงที่นี่ ขณะที่ยืนหันรีหันขวางอยู่ใต้ร่มไม้ก็มีเสียงทักขึ้นเสียก่อน พอหันไปดูก็เจอเด็กผู้ชายยืนเท้าสะเอวมองเขาอย่างสงสัยอยู่

“นี่นาย นายนะ”

“นายหมายถึงฉันใช่ไหม” ชายนี้หนุ่มชี้ตัวเองแล้วถามอย่างงง ๆ

“ใช่ นายนั่นแหละ ทำหน้าบื้ออะไรอยู่น่ะ”

“อ้าวน้อง พูดแบบนี้ได้ยังไงครับ” ชายหนุ่มมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับเจ้าเด็กตัวผอมคนนี้มาก่อนและคนไม่รู้จักกันจะมาพูดแบบนี้ใส่กันได้ด้วยหรือ ไม่มีมารยาทจริง ๆ

“ฉันพูดความจริง หยุด ไม่ต้องแย้ง ฉันมีเรื่องจะถาม” ถึงกับอึ้ง เกิดมาก็พึ่งเคยเจอคนแบบนี้ เขาจะแย้งแต่เจ้านี่กลับสั่งให้หยุด มันมากเกินไปหรือเปล่า เป็นเด็กเป็นเล็กมาพูดแบบนี้มันไม่ได้น่าฟังเลยสักนิด

“นี่มันใช่วิธีที่เขาใช้ถามหาคำตอบจากคนที่ถามเหรอน้อง”

“ทำไม ฉันเลือกใช้คำกับคนที่น่าไว้ใจเท่านั้นแหละ”

“แล้วฉันไม่น่าไว้ใจตรงไหน”

“ก็สิ่งที่นายทำอยู่นั้นไง”

“แค่ฉันมาถามหาคน มันน่าสงสัยตรงไหนไม่ทราบ”

“ใช่ มันน่าสงสัย”

“ไร้สาระ” ว่าจบคนตัวสูงก็หันหน้ากลับไปทางเดิม ก่อนจะทันได้เดินออกไปอีกฝ่ายก็วิ่งมาดักทางกางแขนกั้นไม่ให้เขาไป คิดหรือว่าแค่นี้มันจะขวางเขาได้ เขาไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้าเด็กนี้หรอกนะ เขาต้องรีบและต้องสืบให้แน่ชัดว่าคนใกล้ตัวพี่ชายเขาไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาเหมือนเริ่มหงุดหงิด “อะไรของนายอีก ถ้าไม่มีอะไรก็ถอยไปด้วย ฉันรีบ”

“นายมาถามผู้ชายในรูปไปทำไม”

“เรื่องของฉัน ไม่จำเป็นต้องบอกคนที่พึ่งเคยเห็นหน้าอย่างนาย ถ้าจะถามแค่นี้ก็ถอยไป”

“ไม่”

“นี่เจ้าเตี้ย ฉันไม่รู้ว่านายเป็นบ้าอะไรนะแต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย เพราะฉะนั้นหลบไป เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน”

“ทำไม นายจะทำอะไรฉัน ขู่ฉันเหรอ ดีเลยฉันจะไปแจ้งตำรวจและฉันจะบอกพวกเขาด้วยว่านายมันน่าสงสัย มาเที่ยวตามหาคนไปทั่ว” ดูเด็กคนนี้มันคิด คิดหรือว่าตำรวจจะทำอะไรเขาได้ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิดแต่จะว่าไป อีกฝ่ายดูสนใจผู้ชายในรูปที่เขาถืออยู่เป็นพิเศษ ทั้งที่เขาถือมาสองใบแต่เลือกเจาะจงถามแค่รูปเดียว ซ้ำคนในรูปที่เขาถืออยู่ก็ดูออกยากเสียด้วยว่าเป็นชายหรือหญิง แต่เจ้าตัวกลับรู้ในมันทีว่าเป็นผู้ชาย

“น่าหัวเราะ ตำรวจเขาไม่จับฉันหรอก นายมั่นใจได้เลย”

“ทำไม หรือว่านายเป็นพวกคนเลวใช้เงินยัดใต้โต๊ะแบบนั้นใช่ไหม”

“นี่ ระวังปากด้วย ที่ฉันพูดแบบนั้นไปเพราะฉันบริสุทธิ์ มันเลยไม่มีเหตุผลอะไรที่ตำรวจจะมาจับฉัน และอีกอย่างฉันมาตามหาญาติของคนงานในบ้านฉันมันผิดตรงไหน” ถ้าไม่ติดว่าสงสัยเจ้าตัวอยู่เขาคงเอาเรื่องไปแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้มายืนต่อปากต่อคำแบบนี้แน่ พอชายหนุ่มพูดจบปฏิกิริยาของคนตรงหน้าก็เปลี่ยนไป เจ้าตัวพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อเขาแล้วจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง ส่วนสูงอีกฝ่ายก็อยู่แค่ไหล่มันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด มันเหมือนแมวน้อยที่กำลังขู่เสียมากกว่า ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองข้างจับที่ข้อมือเล็กเตรียมที่จะสลัดอีกคนออกแต่ก็ต้องชะงัก

“นายเอาใออัยไปไว้ไหน”

“ใออัย หมายถึงน้องอัยใช่ไหม แล้วที่ว่าฉันเอาไปไว้ไหนมันหมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มถามกลับในสิ่งที่ได้ยิน มันเหมือนกับว่าในที่สุดสิ่งที่เขาตามหามาตลอดระยะเวลาหลายวันก็เจอเสียที แต่ดูท่าว่าคำที่ใช้พูดจะไม่ถูกหูคนฟังสักเท่าไหร่ เพราะทันทีที่ได้ยินนอกจากจะไม่ยอมปล่อยคอเสื้อเขาแล้ว เจ้าตัวยังกำมันแน่นจนน่าจะยับเยินไปเรียบร้อยแล้ว

“มีสิทธิ์อะไรมาเรียกเพื่อนฉันว่าน้อง หรือว่าเหตุผลที่ใออัยต้องไปที่นั่นอีกครั้งจะเป็นเพราะนาย”

“มันชักจะมากไปแล้วนะ ฉันมีเหตุผลอะไรที่ต้องเอาเพื่อนนายไป แล้วที่เพื่อนนายต้องไปก็ไม่ใช่เพราะฉันด้วย”

“ก็ถ้าไม่ใช่นายมันจะเป็นใคร พอใออัยไปนายก็โผล่มาพร้อมกับถือรูปเพื่อนฉันร่อนถามคนอื่นไปทั่วแบบนี้ จะให้ฉันคิดว่ายังไง”

“ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ฉัน” จริงอยู่ที่ว่าตัวเขารู้จักกับใออัยแต่คนที่ชักนำและพาอีกคนเข้ามาในชีวิตพี่ชายของเขาก็คือคนใกล้ตัวของใออัยเอง จะเปิดเผยหมดก็ไม่ได้เพราะสิ่งที่ทำอยู่นี้ค่อนข้างเป็นความลับ ถ้าเรื่องรั่วไหลไปกวีคงพลอยได้รับอันตรายไปด้วย

“แต่คนที่น่าสงสัยมันมีแค่นาย”

“นายเอาอะไรมาตัดสินกันเจ้าเตี้ย”

“ฉันไม่ได้ชื่อเตี้ย”

“แล้วนายชื่ออะไร”

“ทำไมฉันต้องบอกชื่อฉันกับคนแปลกหน้าอย่างนายด้วย”

“หรือว่านายไม่อยากรู้ว่าตอนนี้เพื่อนของนายเป็นยังไงบ้าง คิดดูเอาแล้วกันว่าจะแลกไหม แฟร์ ๆ กันทั้งสองฝ่าย นายบอกชื่อฉัน ฉันบอกชื่อนาย” เขาไม่ได้คิดจะต่อรองกับเด็กแต่เพราะเจ้าตัวบอกเป็นเพื่อน จึงน่าจะรู้เรื่องราวของใออัยเป็นอย่างดี ฉะนั้นเขาควรเลือกเด็กคนนี้เป็นเป้าหมายแรกในการตามหาสิ่งที่ต้องการ

“แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่านายจะไม่หลอกฉัน”

“เด็กอย่างนายมีอะไรให้ฉันอยากจะหลอกเหรอ ดูจากสภาพแล้วก็นะ” ร้อยกรองใช้สายตายมองสำรวจตั้งแต่ล่างขึ้นบนอย่างยั่วยุ ทำให้อหีกฝ่ายไม่พอใจแทบจะกระโดดใส่เขาอยู่ร่อมร่อ

“นี่นาย”

“ตกลงว่ายังไง ฉันมีเวลาไม่มากหรอกนะ ตัดสินใจเอา ถ้าตกลง เราก็มาคุยกันแต่ถ้าไม่ก็ทางใครทางมัน” ชายหนุ่มยืนกอดอกรอคำตอบจากตนตรงหน้าอย่างไม่เร่งรีบ เพราะดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเพื่อนเอามาก ๆ ขนาดเห็นเขาเป็นคนแปลกหน้ายังเผลอหลุดท่าทางที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ารู้จักกับใออัยดีขนาดไหน เจ้าตัวอ่อนหัดเกินไปและคำตอบที่เขาควรจะได้รับ ก็คงเป็นไปในทิศทางเดียวเท่านั้น

“ธารา”

“อะไรนะ”

“ชื่อของฉัน ธารา”

“ชื่อเพราะดีนะ”

“ไม่ต้องมายุ่ง แล้วนายล่ะ”

“อะไร”

“ชื่อของนายไง” เด็กหนุ่มเริ่มแยกเขี้ยว ทำไมถึงกวนอารมณ์เขาได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากรู้เรื่องราวของเพื่อนสนิทมีหรือที่เขาจะยอมบอกง่าย ๆ ตอนแรกที่เห็นก็ดูเป็นผู้ชายที่ชวนสะดุดตามากคนหนึ่ง แต่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะเกี่ยวพันกับเพื่อนรักของเขาไปเสียได้ ยิ่งการใช้รูปเพื่อนเขามาตามหามันยิ่งแปลกไม่ใช่หรือ เขามั่นใจว่าตลอดหลายปีที่คบกันมา ใออัยไม่เคยออกไปไหนเลยนอกจากช่วงที่ไปกรุงเทพ ฯลฯ ครั้งนั้น และเขาไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อน ถ้าจะไปรู้จักกันที่นู้นแล้วทำไมถึงได้มาตามหาอยู่ที่นี่ ในเมื่อครั้งนี้ใออัยก็ไปกรุงเทพ ฯลฯ และยังไม่ได้กลับมา ทั้งที่ไปนานเป็นเดือนแล้ว หรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขา นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธาราตัดสินใจเข้ามาทักคนที่กำลังวุ่นวายกับการตามหาคน ถามชื่อเขาได้แต่พอเขาถามกลับ กลับมายียวนไม่อยากจะตอบ ชักจะกวนกันเกินไปแล้ว ยังไม่ทันได้ว่าต่อ คำตอบที่ธาราอยากได้ยินก็ถูกบอกออกมา

“ฉันร้อยกรอง ยินดีที่ได้รู้จัก”

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย”

“แต่ว่าผม”

“ไม่มีแต่ คุยกับฉันมันจะกระอักเลือดตายหรือไง” กวีไม่รับฟังคำปฏิเสธของคนที่พยายามขยับปากตอบ ในเมื่อเขาเป็นเจ้านายจะคุยกับลูกจ้าง จำเป็นต้องรอให้เจ้าตัวสะดวกใจก่อนหรือไง ที่บอกว่าลูกจ้างก็เพราะกวีได้ให้เงินเดือนกับใออัยเพื่อเป็นค่าตอบแทนโดยที่เจ้าตัวหรือแม้แต่อรอินทร์ก็ยังไม่รู้ ถ้าจะให้มาดูแลเฉย ๆ เห็นจะไม่ได้ ถึงน้าอรอินทร์จะไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้กับเขาแต่อย่างน้อยเด็กนี้ก็น่าจะได้อะไรเป็นการตอบแทนบ้าง เพราะอย่างนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะมองอีกฝ่ายเป็นลูกจ้างหรือไม่จริง “พาฉันไปที่ห้องหนังสือหรือถ้าไม่ ฉันก็จะพูดมันตรงนี้ให้ทุกคนได้ยินกันให้หมด” เหมือนโดนขู่ นอกจากต้องทำตามแล้วใออัยจะทำอะไรได้อีก

“เมื่อคืนนายตบหน้าฉัน” หลังจากที่เข้ามาในห้องหนังสือเรียบร้อยแล้ว คนบนรถเข็นก็เอ่ยขึ้นมา ซึ่งไม่ผิดจากที่ใออัยคิดสักนิด

“ผมขอโทษ” ตอนแรกไม่ได้คิดจะพูดคำนี้ออกไปเพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันสมน้ำสมเนื้อกันแล้วแต่พอได้กลับมาคิดตรึกตรองดู ใออัยจึงรู้ว่ามันไม่เป็นผลดีต่องานและหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายเลยแม้แต้น้อย ถึงมันจะเป็นการเอาเปรียบตัวเองมากเกินไปก็ตาม ยิ่งอารมณ์เย็นลงมากเท่าไหร่ความรู้สึกผิดยิ่งส่งผลให้ความโกรธก่อนหน้านั้นหายไปแทบไม่มีเหลือ

“ฉันควรยกโทษให้นายไหมแต่ก็เอาเถอะ ฉันจะปล่อยผ่านไป เรื่องนี้จะไม่ถึงหูน้าของนาย แต่ว่า” เป็นคำพูดที่เอาแต่ใจอย่างเห็นได้ชัด ใออัยรู้สึกไม่ชอบใจคำว่าแต่ที่เว้นจังหวะไว้เลย มันเหมือนกับว่าจะมีเรื่องวุ่น ๆ ตามมาอีกและก็เป็นจริงอย่างที่คิด “นายอยากไถ่โทษที่ทำไว้หรือเปล่า”

“ครับ” ถ้าสามารถทำได้ใออัยก็อยากจะทำเพราะกลัวน้าของตนเองจะรู้เข้า แต่คำพูดต่อมาของกวีกลับทำให้คนตัวเล็กแข็งค้างไปเลยทีเดียว

“ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป นายต้องมานอนเฝ้าฉันที่ห้องเพื่อเป็นการไถ่โทษ” ทันทีที่ได้ยินทางเลือกที่กวีเสนอมา ใออัยก็เลือกขยับปากปฏิเสธทันที

“ไม่”

“ตามใจ ฉันไม่ได้บังคับ ส่วนเรื่องจะถึงหูน้าของนายไหม นายรอดูผลของมันเองก็แล้วกัน ถือว่าฉันช่วยนายแล้ว” นี่หรือที่บอกว่าช่วย มันต่างจากการบังคับเขาทางอ้อมตรงไหน ใออัยไม่เข้าใจเลยว่ากวีมีเหตุผลอะไรที่ต้องให้เจ้าตัวไปนอนห้องเดียวกัน แค่นี้เรื่องระหว่างเราสองคนมันยังไม่มากเกินไปหรือ แล้วคิดไหมว่าคนที่พึ่งโดนกระทำแบบนั้นมาจะกล้ากลับไปนอนในห้องตามลำพังกับอีกฝ่ายได้ยังไง กวีจงใจแกล้งไม่รู้หรือยังไงกัน

“แต่ว่า” ยังไม่ทันที่อีกคนจะค้าน เสียงทุ่มที่เคยห้วนกลับดังขึ้นขัดเสียก่อนพร้อมกับน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปคล้ายจะโน้มน้าวและหาเหตุผลมาอ้างเพื่อให้เป็นไปตามสิ่งที่ตนต้องการ

“ที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากจะรบกวนนายหรอกแต่ตอนกลางคืนมันไม่สะดวก ไหน ๆ นายก็มาดูแลฉันแล้ว นายก็ควรจะย้ายมาอยู่ห้องฉันเลยน่าจะดีกว่า เรื่องนี้ฉันควรจะบอกนายตั้งแต่ที่นายเริ่มดูแลฉันแต่เพราะตอนนั้นฉันเองยังไม่กล้าไว้ใจนาย เลยให้นายไปนอนคนละห้อง” วาจาฉลาดสมกับเป็นนักธุรกิจแถวหน้า นอกจากจะพูดได้ตรงจุดแบบที่อีกคนปฏิเสธไม่ได้ ยังเป็นการชื่นชมไปในตัวอีกด้วย

“คือผม” ใออัยกำลังรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มันเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่ลำคอทำให้คำบอกปัดที่อยากบอกไปถูกหยุดเอาไว้

“ปกติเวลาฉันจะเข้าห้องน้ำตอนดึก ๆ ฉันก็ต้องโทรไปหาป้าอิ๊วเหมือนเดิมตลอด ทั้งที่ตอนนี้ฉันก็มีผู้ดูแลส่วนตัวอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังต้องไปรบกวนเวลาพักผ่อนของป้าแกอีก ทั้งที่ตอนกลางวันก็ทำงานแทบไม่ได้พักอยู่แล้ว ฉันนี้มันตัวภาระจริง ๆ เลยว่าไหม” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเนิบนาบไม่ได้แสดงอาการขอร้องเพียงแค่พูดให้ฟัง แต่มันกลับดูน่าเห็นใจและตำหนิกราย ๆ ไปในตัวด้วยว่าใออัยทำงานได้ปกพร่อง กวีรู้ดีว่าการที่จะทำให้เด็กคนนี้ยอมก็คือความสงสารและความรู้สึกผิด เพราะดูจากช่วงแรกที่มาดูแลเขา เจ้าตัวทำให้เขารู้สึกแบบนั้นจนมันน่าหงุดหงิด แม้จะไม่ชอบคำ ๆ นี้แต่มันจำเป็นเพราะแผนเขาได้เริ่มไปแล้ว ถ้าจะให้เห็นผลเร็วก็ต้องรวบรัดเพื่อให้พวกนั้นเคลื่อนไหวเร็วขึ้น “นายคงจะคิดมากเรื่องเมื่อคืนสินะ ถึงฉันจะบอกว่าเพราะอยากสั่งสอนแต่ฉันก็ไม่ควรทำแบบนั้น แต่ฉันก็ตอบเหตุผลจริง ๆ ของมันไม่ได้หรอกนะว่าทำไมถึงทำแบบนั้นไป ถ้านายังกังวลก็ลืมเรื่องที่ฉันพูดไปเถอะ”

“คือผม ผมจะไปนอนห้องเดียวกับคุณ” การขยับปากตอบตกลงไม่ใช่การพลั้งปากแต่อย่างใด แต่เพราะสิ่งที่กวีพูดมันทำให้เจ้าตัวคิดได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองทำอะไรไปบ้าง กลางวันงานในบ้านก็ไม่ได้ทำ ทั้งที่อยากจะชดเชยในสิ่งที่อรอินทร์ทำแต่เอาเข้าจริงเขากลับไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย น่าระอาย แถมยังทำให้คนอื่น ๆ พลอยลำบากไปด้วยอีก เขามาเพื่อดูแลคน ๆ นี้ไม่ใช่หรือ ฉะนั้นเรื่องที่จะทำก็คือหน้าที่ ส่วนเรื่องเมื่อคืน กวีก็พูดแล้วว่าเพียงแค่อยากทำให้อับอาย ทำไมเขายังต้องมาคิดมากอีก เคยทนมาตั้งมากมายแล้วทำไมเรื่องแค่นี้จะทนไม่ได้

“แน่ใจนะ นายไม่กลัวว่าเรื่องแบบเมื่อคืนจะเกิดขึ้นอีกหรือไง”

“กลัวครับ”

“แล้วทำไมถึงตอบตกลง”

“มันคือหน้าที่ครับ”

“หน้าที่สินะ ถ้านายตกลงแล้วก็ไปจัดการของใช้ส่วนตัวนายเอาแล้วกัน จะย้ายของมาด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่นาย” กวีพูดแค่นั้นก่อนจะหมุนรถไปทางชั้นหนังสือ ซึ่งก็เท่ากับว่าหมดเรื่องที่จะคุยแต่ผู้ดูแลอย่างเขาก็ไม่คิดจะไปไหน ในเมื่อคนที่ต้องดูแลยังอยู่ในห้องนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สังเกตตั้งแต่ที่ป้าอิ๋วไปตามเขามาทานข้าว ดูอีกฝ่ายจะแปลก ๆ ไป ไม่ดุไม่เสียงดังใส่แถมยังถามอาการป่วยของใออัยอีกด้วย เจ้าตัวจึงได้บอกปัดว่าอาการดีขึ้นแล้ว แล้วเมื่อกี้น้ำเสียงของกวีก็เปลี่ยนไปเหมือนกับว่าน้อยใจอะไรใออัยอยู่ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนตัวเล็กไม่ยอมก้าวออกจากห้องไปไหน

 

 

 

 

 

 

 

บรรยากาศในร้านอาหารหรูในช่วงกลางวันไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นักสำหรับหญิงวัยกลางคนอย่างอรอินทร์ แม้ภายในร้านจะตกแต่งออกมาได้ดูดีและน่าเข้ามารับประทานอาหารมากเพียงใด และต่อให้อาหารที่ทานจะอร่อยมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่มาด้วย แล้วยิ่งเป็นคนที่เธอไม่อยากจะพบ อารมณ์ในการอยากอาหารสำหรับเธอยิ่งแย่เข้าไปอีก

“เขาชื่ออะไร”

“ถามทำไม พึ่งคิดได้ว่ามีมันอยู่ในโลกใบนี้หรือไง”

“ผมถามคุณก็บอกมาเถอะ คุณน่าจะรู้นะว่าไม่ควรขัดใจผม” คำพูดแสดงอำนาจและข่มคนฟังไปในตัว ถึงกับทำให้อรอินทร์ชักสีหน้าก่อนจะถอนหายใจแรง ๆ แล้วตอบในสิ่งที่ผู้ถามอยากรู้

“ใออัย”

“ชื่อฟังดูน่ารักดี”

“น่ารักบ้าอะไร ฉันไม่ชอบและรำคาญมันเต็มทนแล้ว”

“ผมไม่ชอบที่คุณพูดแบบนี้เลยนะ ทำไมคุณต้องจงเกลียดจงชังแกขนาดนั้น”

“เรื่องจงเกลียดจงชัง ตัวคุณน่าจะรู้ดีกว่าฉันอีกนะ”

“อรอินทร์” เธอไม่มีอาการตื่นกลัวกับคำเรียก มิหนำซ้ำยังพูดต่อได้อย่างไม่สะทกสะท้าน เธออาจจะกลัวผู้ชายคนนี้แต่ไม่ใช่ในเวลาที่ทั้งคู่ยังอยู่ในที่สาธารณะ

“คุณก็น่าจะรู้ว่าเพราะอะไร ฉันถึงเกลียดมัน มันทำลายชีวิตฉันมันทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันพยายามทำมา สมควรแล้วที่ฉันจะเกลียดมัน”

“แต่เขาเป็นคนสำคัญของผม”

“แล้วทำไมไม่รับมันไปเลี้ยงเลยล่ะ จะปล่อยให้มันเป็นหนามยอกอกฉันอยู่แบบนี้ทำไม” ในแววตาของเธอฉายแววเจ็บปวดอย่างเด่นชัด ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากเรื่องไหนกันแน่ กี่ปีกันที่เธอต้องทนเห็นมันค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ ยิ่งมันโตมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งตอกย้ำความหลังที่เธอเคยผิดพลาดมา

“คุณก็รู้ว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมมีเหตุผลและความจำเป็นของตัวเอง”

“มันก็แค่ข้ออ้างในการเห็นแก่ตัวของผู้ชาย”

“คุณจะพูดอะไรก็พูดไปผมไม่ถือ”

“ไม่ต้องมาเสแสร้งทำเป็นพูดดี ฉันกับคุณมันรู้ไส้รู้พุ่งกันมาหมดแล้ว กี่ขดต่อกี่ขดฉันรู้ซึ้งดีเลยล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่อ้อมค้อมนะ ผมอยากเจอเขา คุณพอจะจัดการให้ผมได้หรือเปล่า”

“แล้วฉันจะได้อะไรเป็นการตอบแทน”

“ผมให้คุณไปเยอะแล้ว อย่าลืมว่าผมกุมความลับคุณไว้อยู่ อย่าพยายามยั่วโมโหผม ไปมากกว่านี้ ผมขอเตือน”

“ก็ได้ คุณจะได้เจอมัน” การพูดคุยจบลงเพียงเท่านั้นก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะเดินออกไปโดยทิ้งให้คู่สนทนานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารตามลำพัง โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีบุคคลที่สามบังเอิญได้มารับรู้เรื่องราวที่พวกตนทั้งคู่คุยกันและเห็นเหตุการณ์โดยรวมทั้งหมด

 

 

 

 

 

 

 

ใจเต้นแปลก ๆ หรือเพราะเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเกิดอาการกลัวและตื่นเต้นไปในเวลาเดียวกัน ใออัยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสัมผัสที่กวีมอบให้มันไม่ได้น่ารังเกียจ มันมีแต่ความวาบหวามปนความซาบซ่านส่งผ่านมาให้เจ้าตัวได้ลิ้มลอง ถึงแม้ร่องรอยจากสัมผัสพวกนั้นจะแนบเอาความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาด้วยก็ตามที เพราะสิ่งที่กวีทำมันไม่ได้ต่างจากการลงโทษเลยสักนิด จนตอนนี้ใออัยก็ไม่รู้ตัวเลยว่าที่พยายามหลบหน้ากวีในตอนเช้ามาจากสาเหตุไหนกันแน่ ระหว่างโกรธที่กวีด่าว่าอรอินทร์หรือรู้สึกเสียใจที่เห็นจูบแรกของเขาเป็นเพียงการเอาชนะ

“เข้ามา” ทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง กวีก็เอ่ยอนุญาตให้คนที่ยืนอยู่หน้าประตูเข้ามา เพราะนี้ก็ได้เวลาพักผ่อนสำหรับตัวเขาแล้ว “ทำไมนายอาบน้ำนานจังเลย ไม่ใช่ตัวเปื่อยหมดแล้วหรอกนะ” คนเข้ามายังไม่ทันได้ได้ปิดประตูเลยด้วยซ้ำคำพูดหยอกล้อจากคนที่นั่งอ่านแฟ้มงานอยู่บนเตียงก็ถูกส่งออกมา คนตัวเล็กเกิดการชะงักแต่ก็แค่ครู่เดียวก่อนที่ใออัยจะเดินหอบเอาผ้าห่มและหมอนไปวางไว้ข้าง ๆ เตียงของกวี แต่นั้นก็เรียกสายตาจากคนตัวโตให้ละสายตาจากแฟ้มเอกสารได้เป็นอย่างดี “นั่นนายจะทำอะไร”

“จัดที่นอนครับ”

“จัดทำไม”

“ที่นอนของผม” ใออัยขยับปากตอบแต่กวีกลับถอนหายใจออกมาเหนื่อย ๆ เหมือนกับว่าอีกคนทำให้เขาเริ่มรำคาญแต่นี้เป็นแง่คิดที่ใออัยคิดเองไปฝ่ายเดียว

“ไม่ต้องจัด จะไปนอนที่พื้นทำไม ห้องฉันก็มีเตียง นอนด้วยกันมันจะเป็นไรไป”

“แต่ผม” อาการระแวงตัวระวังภัยของอีกคนแสดงออกมาอย่างชัดเจน ไม่แปลกใช่ไหมที่กวีคิดว่าผู้ชายแบบใออัยมันน่าแกล้งไปเสียทุกอย่าง ก็เพราะอาการตื่นตูมเกินความจำเป็นนี้แหละที่อาจทำให้เขาพลั้งเผลอทำอะไรเกินเลยไปอีก

“นายจะกลัวอะไร ฉันกับนายก็เคยจูบกันมาแล้ว ถ้ามันจะมากกว่าจูบก็ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอกมั้ง”

“คุณวี” การขยับปากครั้งนี้เรียกเสียงหัวเราะให้กับกวีก่อนที่เขาจะพูดต่อ

 

“ฉันล้อเล่น อ้าวเป็นอะไรไป ได้ยินที่ฉันพูดไหม” ไม่ต่างจากเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ตอนนี้ใออัยเพียงนิ่งเงียบนั่งมองกวีตาไม่กระพริบ เพียงแค่มองเท่านั้น เหมือนไม่อยากจะเชื่ออะไรสักอย่าง ไม่ใช่เพราะคำว่าล้อเล่นแต่เพราะเสียงหัวเราะของกวีต่างหากที่ทำให้ใออัยเหมือนตกอยู่ในภวังค์ นี้เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เจ้าตัวได้เห็นกวีหัวเราะแบบนี้ แถมยังมาหยอกล้อสองแง่สองง่ามกับเขาอีก คุณเขากินยาผิดขนานมาหรือไงกัน “ใออัย เป็นอะไรไป ได้ยินที่ฉันพูดไหม”

“ครับ”

“ยังจะมาครับอีก ฉันถามว่านายเป็นอะไร ทำไมเอาแต่นั่งจ้องหน้าฉัน” ใออัยตอบโดยการส่ายหน้าแล้วหันหนีไปอีกทางปล่อยให้อีกคนได้หาคำตอบด้วยตัวเองแต่มันคงไม่เกินความสามารถของกวี เพราะริ้วสีชมพูจาง ๆ ที่เริ่มขึ้นตามแก้มเนียนก็พอจะบอกทุกสิ่งอย่างได้เป็นอย่างดี คนแอบมองจึงเปรยยิ้มออกมาเล็กน้อยที่ถ้าใออัยหันมามองคงจะรู้สึกได้ว่าเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นเพียงใด “ขึ้นมานอนได้แล้วมันดึกแล้ว ฉันก็จะนอนแล้วเหมือนกัน” แต่ใออัยก็ยังคงนั่งนิ่งจนกวีต้องพูดอีกรอบ “ยังจะมานั่งเฉยอยู่อีก เอาแฟ้มไปเก็บให้ฉันด้วย รีบ ๆ ละ ฉันง่วงแล้ว” ไม่ใช่ไม่ได้ยินเพียงแค่ขอทำใจสักครู่เท่านั้นเอง ซึ่งใออัยก็ทำตามไม่รอให้กวีต้องบอกอีกเป็นครั้งที่สาม พอวางแฟ้มเอกสารไว้ที่โต๊ะแล้วก็กลับมาหอบผ้าห่มและหมอนขึ้นไปกองไว้ยังฝั่งตรงข้ามกับกวี ที่นั่งเอนตัวพิงหัวเตียงมองการกระทำของเจ้าตัวอยู่ ใออัยจับนู้นหยิบนี่อยู่สักหน่อยพอเสร็จก็เดินมาฝั่งกวีเพื่อจะช่วยกวีขยับตัวให้นอนสบายขึ้นแต่ก็ต้องชะงักเพราะตกใจที่อยู่ ๆ กวีก็ใช้มือยันตัวเพื่อขยับตัวนอนเอง แต่พอนึกได้ว่ากวีช่วตัวเองได้ประมาณหนึ่งแล้วก็ขยับเข้าไปใหม่เพื่อช่วยให้กวีขยับง่ายขึ้น พอเรียบร้อยก็ปิดไฟกลางห้องและไฟหัวเตียงฝั่งกวี ก่อนที่ตัวเองจะปีนขึ้นเตียงเตรียมตัวนอนด้วยใจเต้นตุ้ม ๆ ต๋อม ๆ พร้อมกับแสงไฟฝั่งตนเองดับลง

ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด ต่างคนต่างก็คิดไปในมุมของตัวเอง ทั้งที่ตอนแรกกวีบอกว่าง่วงแต่กลับนอนไม่หลับ ส่วนใออัยก็หันไปอีกทางทำเหมือนว่าหลับไปแล้วแต่เพราะช่วงตัวที่กระเพื่อมไม่สม่ำเสมอทำให้กวีรู้ว่าอีกอีกคนก็ยังไม่หลับ แต่ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ทำไมต้องทำเหมือนคิดหนักอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เดาความคิดใออัยได้แต่เพราะลมหายใจที่เดี๋ยวก็สั้นเดี๋ยว ๆ ก็ยาวจนกวีต้องหันไปมอง

“นายเป็นอะไรหรือเปล่า” พอทักขึ้นคนตัวเล็กถึงกลับสะดุ้งเกือบตกเตียง ดีที่กวีใช้แขนซ้ายดึงหัวไหล่อีกคนไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นมีหวังได้ไปนอนกองอยู่กับพื้นแล้วเป็นแน่ พอตั้งตัวได้กวีก็ปล่อยมือ ใออัยก็รีบพลิกตัวกลับมามองทันที แต่เพราะความมืดจึงมองไม่ออกว่าคนตัวเล็กมีสีหน้าแบบใดแต่ที่บอกได้ก็เพราะเสียงที่เกิดตอนเจ้าตัวขยับตัว “นายกลัวฉันมากเลยเหรอ”

“เปล่า” แม้จะขยับปากไปแต่กวีมองไม่เห็นจึงเข้าใจไปว่าสิ่งที่เขาพูดไปนั้นมันถูกต้อง”

“ถ้านายนอนไม่หลับเพราะฉัน จะกลับไปนอน” ยังไม่ทันที่จะพูดจบมือเล็กก็คว้าเข้าที่มือของกวีเสียก่อนทำให้กวีต้องหันไปมอง ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายมาจับมือเขาไว้ทำไม มือเล็กหงายมือกวีขึ้นก่อนจะวาดนิ้วเป็นตัวอักษรเพื่อบอกคำที่อยากพูด “เปล่าครับอย่างนั้นเหรอ” กวีทวนคำให้ ซึ่งใออัยก็เขียนคำว่าใช่ลงบนมือกวีอีกครั้ง

“แล้วนายเป็นอะไร”

“ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี” ใออัยยังคงใช้วิธีเดิมในการสื่อสาร ซึ่งกวีก็เข้าใจ สำหรับเขาการอ่านปากยังยากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ

“แปลว่านายไม่ได้กังวลเรื่องที่ต้องมานอนกับฉัน”

“กังวล แต่ว่าไม่มากเท่าเรื่องอื่น” ตอนนี้ใออัยเพียงแค่อยากระบายให้ใครสักคนฟัง แม้มันจะเป็นเรื่องที่บอกใคร ๆ ไม่ได้ กวีเองก็ยินดีจะรับรู้ในสิ่งที่คนตัวเล็กกว่าอยากบอก ถือว่าใออัยเก่งมาก ขณะที่อยู่ต่อหน้าคนอื่นเจ้าตัวไม่เคยแสดงอาการทางสีหน้าว่าคิดมากอะไรอยู่เลยสักนิด ปกปิดมันไว้ด้วยสีหน้านิ่ง ๆ หรือรอยยิ้มสดใส ราวกับว่าเจ้าตัวไม่ได้มีเรื่องทุกข์ใจอยู่เลย

“เรื่องอะไร”

“ผมเป็นห่วงคุณน้า” ก็แปลกอยู่นะที่ใออัยมาพูดเรื่องนี้กับเขา จริงอยู่ที่กวีเป็นคนถามก่อนแต่เรื่องของอรอินทร์ที่ใออัยก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่าเขากับน้าของเจ้าตัวไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่ในเมื่อคิดจะเป็นผู้ฟังแล้วก็ควรจะตัดคติส่วนตัวออกไปก่อนเพราะอย่างน้อย ๆ คนที่ถามคงอยากจะสบายใจถึงได้ระบายออกมา

“เรื่องเที่ยวหรือว่าไง ถ้าเรื่องนั้นนายไม่ต้องห่วงหรอก น้าของนายเขาดูแลตัวเองได้ ตอนบ่ายนายก็เจอกับเขาแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่านายยังไม่ได้คุยกับน้าของนายอีก”

“คุณรู้”

“คนเข้าออกบ้านฉัน ทำไมถึงจะไม่รู้”

“ครับ ได้คุยแล้ว แต่เขาไม่ฟังผมเลย”

“ฉันจะไม่ถามนะว่าเรื่องอะไร แต่ถ้านายอยากบอกฉันก็ยินดีรับฟัง”

“ครับ ถ้าคุณวีมีคนสำคัญแต่ว่าเขาเกิดทำผิด คุณวีจะเลือกอยู่ฝั่งไหนเหรอครับระหว่างความถูกต้องหรือคนสำคัญ” ใออัยตวัดนิ้วไปช้า ๆ ไม่ได้เร่งรีบเพราะอยากให้กวีได้รับรู้ทุกตัวอักษรและเพราะตั้งใจมากเจ้าตัวถึงขั้นลุกขึ้นนั่งเพื่อวาดคำเหล่านี้ลงบนมือหนา พอวาดจบกวีก็เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดให้คนรอฟังสะอึก

“ความถูกต้อง ต่อให้คน ๆ นั้น สำคัญต่อฉันยังไง คนผิดก็ต้องว่าไปตามผิดและถ้าคน ๆ นั้นเป็นคนที่ฉันไว้ใจมาก แต่ถ้าความเชื่อใจนั้นถูกทำลายลงฉันจะเอาคืนให้สาสม” ไม่รู้ว่าคุยกันคนละเรื่องเดียวกันไหมแต่นั้นก็มากพอที่จะทำให้ใออัยเสียวสันหลังขึ้นมา “ว่าแต่คนสำคัญของนายเขาทำผิดเรื่องอะไร นายถึงได้กังวลขนาดนี้”

“ผมแค่สมมติ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามนายกลับในคำถามเดียวกัน นายจะเลือกอะไร” นอกจากจะไม่มีคำตอบให้ ใออัยยังปล่อยมือกวีก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง “นายยังไม่ต้องตอบฉันตอนนี้ก็ได้ เพราะสักวันฉันก็คงจะได้คำตอบจากนายเอง นี้ก็ดึกแล้วนายก็รีบนอนเถอะ ตาฉันจะปิดอยู่แล้ว” กวีว่าพลางแสร้งยกมือมาปิดปากหาวก่อนจะปิดตาลง ใออัยเองก็หันหลังกลับเหมือนเดิมพลางถอนหายใจแล้วข่มตาหลับตามอีกคนไป

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายรู้เรื่องอะไรมาบ้าง แต่ถ้านายเลือกอยู่คนละฝั่งกับฉัน” หลังจากที่อีกคนหลับไปแล้วกวีก็ลืมตาขึ้นแล้วพูดเบา ๆ ในความมืด “ฉันจะทำให้นายสำนึกว่านายเลือกผิดเองใออัย” สายตาที่ทอดมองไปในความมืดเห็นเพียงเป็นเงาด้านหลังของคนที่หลับสนิท แค่มองยังรู้ว่าหลังที่ว่ามันบอบบางแค่ไหน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองต้องมาเพ่งพินิจด้านหลังของผู้ชายที่ขนาดตัวเล็กกว่ามาตรฐานแบบนี้ สิ่งที่เขาทำมันอาจจะเป็นการเล่นกับความรู้สึกของอีกฝ่ายมาก แต่เขายินดีรับผิดชอบกับการกระทำครั้งนี้ของตัวเอง แม้มันจะดูใจร้ายกับใออัยแต่เขาเลือกแล้วที่จะทำแบบนี้ กวีคิดขณะยื่นมือไปแต่ที่แขนของใออัยเบา ๆ พร้อมกับขยับตัวเข้าหาแล้วดึงคนที่หลับไม่ได้สติเข้ามากอดไว้แนบอก แล้วหลับไปด้วยท่านอนแบบนั้นจนถึงรุ่งเช้า

เสียงขยับตัวหยุกหยิกจากคนที่นอนกอดมาตลอดทั้งคืน ช่วยเรียกสายตาจากคนที่นอนมองฝ้าเพดานห้องให้หันมามอง กวีตื่นได้สักพักแล้วแต่ก็นอนรอดูว่าเมื่อไหร่คนที่หนุนแขนเขานอนอยู่ถึงจะตื่น ไม่ใช่ว่าใออัยตื่นสายหรืออะไร เพราะนี้ก็พึ่งฟ้าสางได้ไม่นาน เดี๋ยวสักพักเจ้าตัวก็คงจะตื่น จะให้ปลุกนั้นก็ได้อยู่แต่เหมือนอีกคนกำลังฝันดีสุดท้ายจึงทำไม่ลง กวีเองก็พึ่งมีโอกาสได้มองหน้าตอนหลับของใออัยชัด ๆ เมื่อคืนมันมืดเกินไปเลยไม่รู้ว่าสีหน้าตอนหลับของอีกฝ่ายนั้นเป็นอย่างไร แม้นี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่นอนร่วมเตียงกัน แต่พอเห็นแล้วก็ไม่ผิดหวัง ยังเป็นท่านอนที่ทั้งสุภาพและน่าทะนุถนอมเหมือนเด็กที่ยังไม่โตไม่เปลี่ยนแปลง ช่างไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ชายเอาเสียเลย ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาใออัยแทบจะไม่ขยับตัวเลยก็ว่าได้ จนกวีนึกว่าเขากำลังกอดตุ๊กตาอยู่เสียอีก แค่คิดย้อนกลับไปกวีเองยังรู้สึกแปลกใจไม่หาย ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะยอมเล่าเรื่องที่ตัวเองกำลังคิดมากอยู่ให้เขาฟัง และรอยสัมผัสที่ฝ่ามือของเขาก็ยังจำได้เป็นอย่างดีว่ารู้สึกเช่นไรยามที่ปลายนิ้วเล็กนั้นตวัดวาดไปบนฝ่ามือเขา มันทั้งแผ่วเบาและนุ่มนวลแต่ก็เน้นชัดทุกการลากผ่าน แต่ก่อนจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น แรงขยับตัวที่เริ่มจะมากขึ้นจากคนที่ใกล้จะตื่น ทำให้กวีเลือกที่จะปิดเปลือกตาลงเหมือนกับว่าตัวเขานั้นยังไม่ตื่น และก็เป็นไปตามคาด

ทันทีที่เปิดเปลือกตาขึ้นก็พบกับแผ่นอกกว้างที่อยู่ภายใต้เสื้อนอนลายขวางที่กวีใส่อยู่และคนที่ว่าก็หายใจเข้าออกอย่าสม่ำเสมอ นั้นก็แปลว่ากวียังไม่ตื่น ใออัยถึงกับโล่งอกที่อย่างน้อยเช้าที่น่าอายนี้เป็นเขาที่ตื่นก่อน ไม่เช่นนั้นวันนี้ทั้งวันเขาคงโดนกวีเอาเรื่องนี้มาแหย่เขาเล่นเป็นแน่ นึกแล้วถึงกับอยากเขกหัวตัวเองซักทีสองที ทำไมถึงเป็นคนหลับลึกได้ขนาดนั้น ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าเผลอไปกอดคนตัวโตไว้ทั้งคืน มัวแต่คิดกลัวว่ากวีจะมาลวนลามตัวเองแต่ที่ไหนได้กลับเป็นตัวเขาที่ทำเองเสียได้ แต่จะว่าไปเมื่อคืนก็หลับสบายเสียจริง นานเป็นเดือนแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกหลับสนิทได้ขนาดนี้ ยิ่งได้ระบายสิ่งที่อึดอัดอยู่ในใจให้กวีได้ฟัง แม้จะไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดแต่มันก็เหมือนได้ยกอะไรหนัก ๆ ที่อยู่ภายในใจออกมาบ้าง ขณะคิดใออัยก็เผลอยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูกและไม่น่าเชื่อว่าคน ๆ นี้จะยอมรับฟังเรื่องราวจากคนใบ้อย่างเขา มันไม่ง่ายเลยที่จะหาคนที่ยอมทนให้เขาได้อธิบายช้า ๆ ด้วยวิธีสื่อสารในแบบที่ใออัยทำ สิ่งที่เจ้าตัวสัมผัสได้จากกวีในตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกและไม่รู้ด้วยว่าเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นนี้จะสร้างความประทับใจให้กับตัวเองมากแค่ไหน คนตัวเล็กขยับตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะมองไปที่นาฬิกาตั้งโต๊ะตรงหัวเตียง คงต้องไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนค่อยมาปลุกกวี เมื่อคิดได้เจ้าตัวก็ก้าวลงจากเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อม ๆ กับที่กวีลืมตาขึ้นมาพลางพึมพำเบา ๆ คล้ายจะพูดกับตัวเอง

“ถ้าความใสซื่อที่ฉันเห็นมันเป็นเรื่องจริง ก็คงจะดีไม่ใช่น้อยนะใออัย”

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น