facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.2k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2560 19:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 1

นครช่างไห่(เซี่ยงไฮ้)

กลางปีคริสตศักราช 1937



ร่างสูงยืนสงบอยู่เบื้องหน้าภาพวาดดอกเบญจมาศที่ใช้ประดับอยู่บนผนังของบ้านหลังใหญ่ ดวงตาคมพิศไปตามแต่ละกลีบอันมีสีเหลืองอร่ามที่จิตรกรบรรจงวาดซ้อนกันเป็นพุ่มดอกอย่างวิจิตรงดงาม ชายหนุ่มรู้ดีว่าดอกเบญจมาศที่มีกลีบดอกสิบหกกลีบและมีกลีบซ้อนอีกสิบหกกลีบนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระจักพรรดิแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลมาจนถึงประเทศจีนของเขามาตั้งแต่ก่อนจักรพรรดิองค์สุดท้ายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช



แม้ว่าเฉินหย่งหนานจะมีอายุเพียงยี่สิบสองปีและเพิ่งสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนนายร้อยของญี่ปุ่นกลับมาเป็นทหารภายใต้สังกัดของเฉินจิ้นเหอผู้เป็นลุงของเขา  แต่วัยหนุ่มของหย่งหนานกลับมิได้มีไว้เพื่อเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาเข้าดงฝิ่นอย่างเช่นชายวัยเดียวกัน  หย่งหนานรู้ดีว่าชีวิตของเขามีไว้เพื่อต่อสู้เพื่อความยิ่งใหญ่ของประเทศอย่างที่ลุงของเขาทำมาตลอดชีวิตและเป็นแบบอย่างให้หย่งหนานมีอุดมการณ์แข็งกล้าไม่ต่างจากเฉินจิ้นเหอผู้นำของพรรคชาตินิยมและเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานี้



สถานการณ์ไม่เคยปลอดภัย จิ้นเหอสอนหย่งหนานเช่นนั้น ทหารที่ดีต้องระแวดระวังทุกขณะเช่นเสือที่เยื้องย่างอยู่กลางป่า แม้ว่าลมจะหยุดพัดใบไม้ไม่ไหวติงแต่สายตาของเสือย่อมสอดส่ายและมองกว้างให้ทั่วป่า ยามภยันตรายจู่โจมเบื้องหน้าสัญชาตญาณของเสือจะรวดเร็วและรับมือได้โดยไม่หวาดหวั่น

“ชาติพยัคฆ์ย่อมไม่เกรงกลัวและไม่อ่อนข้อต่อสิ่งใด แม้ว่าสิ่งนั้นมันจะปลิดลมหายใจของมัน พยัคฆ์ย่อมไม่ยอมแพ้มันจะกระโจนเข้าใส่และต่อสู้จนลมหายใจสุดท้ายของมัน”



คำสอนนั้นย้ำเตือนอยู่เสมอ และส่งผลให้หย่งหนานกลายเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกสุขุมเยือกเย็นดวงตาคมกริบยามมองใครผู้นั้นมักจะลนลานด้วยความกริ่งเกรงอยู่เสมอ ร่างกายของเขาผ่านการฝึกกรำเพื่อเป็นทหารมาตั้งแต่จำความได้จึงสูงใหญ่ไหล่กว้างและผึ่งผายสง่างามเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัด หากกล่าวถึงหน้าตานั้นเล่าเขาก็เป็นที่กล่าวขวัญเพราะใบหน้าคมเข้มด้วยเครื่องหน้าลงตัว ตาคมดุประกายกล้าแกร่งภายใต้คิ้วเข้มดกดำรับกับจมูกโด่งเป็นสันคมปลายงุ้มเล็กน้อยอย่างคนมีวาสนารวมถึงปากหยักที่แทบไม่เคยเปิดปากหากไม่จำเป็น



ละสายตาจากดอกเบญจมาศดอกใหญ่หย่งหนานจึงได้กวาดสายตาไปโดยรอบห้องรับแขกอันโอ่อ่าหรูหรา เขาถอนหายใจเมื่อรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำ ในขณะที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอยู่กันอย่างลำบากอัตคัดในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ชาวต่างชาติที่รุกรานจนยึดผืนแผ่นดินในส่วนของแมนจูเรียไปได้นั้นกลับมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายในเมืองท่าช่างไห่ ของประดับตกแต่งภายในก็ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุโบราณล้ำค่าของแผ่นดินจีนทั้งสิ้น สำนึกความรักชาติของหย่งหนานก่อเกิดขึ้นมาจนแน่นอก



เสียงฝีเท้าดังแว่วปลุกหย่งหนานจากภวังค์ เขาหันกลับไปทางต้นเสียงและเหยียดกายงามสง่าก่อนจะค้อมศีรษะคำนับให้กับเจ้าของสถานที่ผู้ก้าวเข้ามา บุรุษวัยห้าสิบเศษในชุดทหารของจักรวรรดิญี่ปุ่นเต็มยศยิ้มทักทายพลางหัวเราะร่าเมื่อก้าวเข้ามาตบบ่าของหย่งหนานอย่างชอบใจ



“ดูสิ ดู ไม่พบกันเสียหลายปี พ่อหลานชายโตจนกลายเป็นนายทหารใหญ่โตเสียแล้ว”



“กระผมยังเป็นเด็กอยู่เสมอขอรับท่านนายพล”



น้ำเสียงของหย่งหนานนอบน้อมอยู่เสมอกับผู้สูงวัยกว่า บุคคลเบื้องหน้านอกจากจะเป็นนายพลเอกแห่งกองทัพญี่ปุ่นแล้วยังเป็นราชนิกุลของสมเด็จพระจักรพรรดิ์อีกด้วย เขาคือนายพลเอกเจ้าชายคิริซาวะ ยาคุริ จอมทัพแห่งจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นที่ควบคุมบัญชาการอยู่ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของประเทศจีนแห่งนี้



“เป็นเด็กที่อนาคตไกลนักร้อยตรีเฉิน”



คิริซาวะมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมแม้จะอยู่กันคนละฝั่ง หลานชายของนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐจีนที่เคยเห็นวิ่งตามผู้เป็นลุงอยู่ไม่นาน บัดนี้เติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มและกลายเป็นร้อยตรีของกองทัพจีนที่น่าเกรงขาม คิริซาวะยังนึกเสียดาย หากเขามีลูกสาวหรือหลานสาวเขายังนึกจะมอบให้เพื่อผูกสัมพันธไมตรีกับเฉินหย่งหนานผู้นี้เสียเป็นแน่



“ในที่สุดก็กลับมาช่วยเหลือลุงของเจ้าและสู้กับข้าสินะ”



มุมปากของหย่งหนานกดยิ้มแทนคำยอมรับ เฉินจิ้งเหอและคิริซาวะนั้นต่างก็เป็นผู้นำที่อยู่ตรงกันข้าม หากแต่ทั้งคู่ก็ยังชื่นชมในฝีมือของอีกฝ่าย เฉินจิ้งเหอในวัยหนุ่มเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยญี่ปุ่นเป็นรุ่นพี่ของคิริซาวะไม่กี่ปี และต้องมาขับเคี่ยวในการต่อสู้ที่เข้าใกล้คำว่าสงครามเต็มที ฝ่ายหนึ่งเพื่อปกป้องบ้านเมืองและอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อขยายอำนาจของบ้านเมือง



“มาถึงช่างไห่ในวันนี้ ต้องการมาบอกกล่าวสิ่งใดกระนั้นหรือ”



นัยน์ตาของหย่งหนานกร้าวขึ้นมาแวบหนึ่งเมื่อคิดถึงจุดประสงค์ที่เขาจำเป็นต้องมาที่ช่างไห่ในวันนี้



“คุณลุงให้กระผมมาเรียนกับท่านนายพลถึงการรุกล้ำที่มากเกินไปขอรับ”



น้ำเสียงของหย่งหนานเข้มและหนักตามเนื้อหาที่เขานำมาสื่อสารกับผู้นำของฝ่ายตรงข้าม



“แค่แมนจูเรียที่จักรวรรดิ์ญี่ปุ่นชิงไปก็เหมือนจะมากเกินกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว และตอนนี้การที่กองทัพของญี่ปุ่นหวังที่จะครอบครองทางเมืองท่าอย่างช่างไห่อันเป็นจุดศูนย์กลางของการค้านั้น คุณลุงเกรงว่าจะเป็นการกระทำที่มากเกินไป และกองทัพทหารของจีนไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้นได้”



รอยยิ้มของคิริซาวะพลันเลือนหายแม้ว่าแววตาจะยังชื่นชมหย่งหนานไม่เสื่อมคลาย คำพูดของบุรุษคราวลูกช่างเข้มแข็งแต่ก็ดูไม่โอหัง มันพอดีอยู่ในเนื้อความที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมา



“กลับไปบอกลุงของเจ้าเถิดร้อยตรีเฉิน สำหรับความเกรียงไกรเพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิ์ของเรานั้นแค่แมนจูกัวคงไม่เพียงพอ กองทัพของญี่ปุ่นจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทั้งโลกได้รู้จักพระราชอำนาจของพระองค์”


(ญี่ปุ่นยึดครองแมนจูเรียและเปลี่ยนชื่อเป็นแมนจูกัว//ผู้แต่ง)



“แม้ว่าการกระทำนั้นจะทำร้ายผู้บริสุทธิ์กระนั้นหรือขอรับ”



“ไม่มีมนุษย์ผู้ใดบริสุทธิ์หรอกร้อยตรีเฉิน”



คิริซาวะกล่าวอย่างเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยความดุดัน



“ใครเข้มแข็งก็อยู่รอดและได้เป็นผู้นำ ส่วนใครอ่อนแอก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้เท่านั้นเอง”



หย่งหนานลอบผ่อนลมหายใจอย่างหนักอึ้ง ดวงตาคมฉายแววผิดหวังก่อนจะกลับมารักษาท่าทีเช่นเดิม



“ถ้าเช่นนั้นกระผมคงต้องขอลา น่าเสียดายที่กระผมไม่สามารถหยุดยั้งความรุนแรงไว้ได้”



หย่งหนานค้อมศีรษะคำนับบุรุษสูงวัยอีกครั้ง เขาหันหลังกลับและเตรียมก้าวออกไปจากที่แห่งนี้



“ร้อยตรีเฉิน” คิริซาวะรั้งเขาไว้



“ฝากไปบอกลุงของเจ้า แม้ว่าเราจะเป็นศัตรูกันในสนามรบ แต่ข้าก็ยังเคารพเขาในฐานะรุ่นพี่อยู่เสมอ”



หย่งหนานก้มหน้ารับคำเป็นครั้งสุดท้ายจึงก้าวกลับออกมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง



หย่งหนานก้าวเท้าขึ้นตอนหน้าของรถทหารที่มีลูกน้องคนสนิทรออยู่แล้ว ทันทีที่เจ้านายขึ้นมานั่งและปิดประตูรถเรียบร้อยผู้หมู่ไห่ก็เหยียบคันเร่งออกไปโดยเร็ว เขาไม่ชอบบรรยากาศหน้าบ้านผู้นำของญี่ปุ่นเท่าใดนัก หน่วยองครักษ์เดินกันให้ขวักไขว่จนเขานึกหวาดเมื่อเห็นเจ้านายกล้าบุกเดี่ยวเข้าไปภายใน



“เป็นยังไงบ้างครับนาย ทำหน้าอย่างนี้คงไม่สำเร็จใช่ไหม”



เมื่อได้เป็นตัวเองแล้วหย่งหนานก็ถอนหายใจยาวโดยไม่ต้องซ่อนความหนักใจเอาไว้ สีหน้าของเขาทั้งเครียดทั้งขรึมเมื่อคิดถึงสถานการณ์ในอนาคตอันใกล้



“ไม่สำเร็จ เราคงต้องเตรียมตัวสำหรับสงครามที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้แหละอาไห่”



“เกลียดมันนัก” อาไห่ทุบมือกับพวงมาลัย “ไอ้พวกนี้มันบ้าสงคราม กระหายเลือด พวกเราชาวจีนต้องสู้กับมันให้ได้”



หย่งหนานไม่ได้กล่าวอะไรต่อทั้งที่ในใจเขาเห็นด้วยกับลูกน้อง ความหนักใจมีมากนักเพราะรู้ดีว่าแม้ชาวจีนจะมีพลเมืองมากกว่าแต่เพราะแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า รวมทั้งมีอีกฟากฝั่งที่คิดจะเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบสังคมนิยมก็เป็นเสี้ยนหนามให้ไม่สามารถรวมตัวกันต่อกรกับศัตรูได้ ปัญหาเหล่านี้หย่งหนานเรียนรู้จากจิ้งเหอมาตั้งแต่เด็ก



หย่งหนานเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆในสังคมอันใหญ่โตเท่านั้น แม้จะมีความรักชาติเพียงใดก็ตาม เขาเอนกายพิงศีรษะไปกับเบาะรถอย่างเหนื่อยอ่อน



“ขอหลับสักงีบก็แล้วกัน ขับรถไปถึงนานกิงเมื่อไหร่ก็ปลุกด้วยนะอาไห่”



หย่งหนานโยนเรื่องราวทั้งหมดออกจากหัว เขาปล่อยให้อาไห่ขับรถทหารกลับนานกิงเมืองหลวงที่ตั้งของรัฐบาลพรรคชาตินิยม สายลมที่พัดผ่านมาทางหน้าต่างรถทำให้หย่งหนานเคลิ้มหลับไป เขาไม่รู้สึกตัวอีกจนกระทั่งสะดุ้งตื่นเมื่ออาไห่เบรกรถจนสะเทือนไปทั้งคัน

นครนานกิง (หนานจิง) เมืองหลวง



“ไอ้เด็กบ้า วิ่งทะเล่อทะล่ามาได้ยังไง นี่มันกลางถนนนะโว้ย”



“เกิดอะไรขึ้น”



หย่งหนานตื่นตัวอย่างรวดเร็วตามประสาของทหารที่ถูกฝึกมาจนเคยชิน ด้านนอกของตัวรถคือความจอแจของผู้คนที่เดินกันขวักไขว่และรถสามล้อลากอยู่บนถนน หย่งหนานมองเห็นเด็กชายผอมกะหร่องคนหนึ่งยืนตัวสั่นอยู่หน้ารถทหาร



“เด็กวิ่งตัดหน้ารถน่ะครับนาย หวุดหวิดไปนิดเดียว”



หย่งหนานเปิดประตูรถและก้าวลงไป เข้าหยุดยืนอยู่ต่อหน้าเด็กชายที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโกโรโกโส ใบหน้ามอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาและละอองฝุ่น เด็กชายคนนั้นยิ่งสั่นด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นเขาที่อยู่ในชุดทหารเต็มยศจนกระทั่งร้องไห้ออกมา



“หยุดร้องก่อนเถอะ”



ความยากลำบากของหย่งหนานคือการปลอบโยนเด็ก เขาย่อตัวลงไปจนใบหน้าเสมอระดับเดียวกับเด็กชายตัวน้อย



“พ่อแม่ของเจ้าไปไหนเสียแล้วล่ะถึงได้ปล่อยให้ลูกชายมาวิ่งเล่นจนเกือบโดนรถชน”



“ไอ้ตัวดีมานี่นะ”



เสียงโวยวายแสบแก้วหูดังมาจากริมถนนจนผู้คนหันมามองอย่างสอดรู้ สตรีแต่งกายอวดเนื้อตัวกลุ่มหนึ่งพากันตรงเข้ามาหาและมองเด็กชายคนนั้นตาเขียว หนึ่งในกลุ่มสตรีที่ดูท่าจะมีอายุมากที่สุดรีบแย้มยิ้มอย่างมีจริตใส่หย่งหนานทันที



“นายท่าน ส่งไอ้เด็กนิสัยไม่ดีมาให้ข้าได้ลงโทษมันเถอะค่ะ”



“ไม่ ฮือ นายท่านช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากถูกตีอีกแล้ว”



เด็กน้อยร้องไห้จ้าก่อนจะรีบหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังของหย่งหนานที่ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับสตรีที่เขาดูออกว่าเป็นหญิงงามเมือง



“เดี๋ยวก่อน เด็กคนนี้ทำความผิดใดถึงต้องลงโทษจนเจ็บตัวขนาดนี้”



หย่งหนานมองเห็นร่องรอยบนร่างกายของเด็กคนนี้ทั้งรอยเก่าและรอยใหม่และรู้ทันทีว่าเด็กชายถูกรังแกมามากขนาดไหน เขานึกสงสารจนจำเป็นต้องสอดมือเข้าช่วยเหลือ



“มันเป็นเด็กดื้อชื่ออากุย(ลูกเต่า) แม่มันเป็นคณิกาอยู่ในซ่องที่ข้าดูแลอยู่นี่แหละค่ะ แม่ของมันไปขายตัวให้พวกญี่ปุ่นจนมีลูกติดท้องหาพ่อไม่ได้จนต้องมาคลอดอยู่ในซ่อง ข้าน่ะไม่อยากเลี้ยงมันไว้หรอกเด็กผู้ชายทำอะไรไม่ได้ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็ว่าไปอย่างเผื่อจะเลี้ยงตัวจนโตและออกขายได้”



คำพูดคำจาของแม่เล้าทำให้หย่งหนานยิ่งสงสาร เด็กชายนั้นเกาะขาของเขาไม่ยอมปล่อยราวกับจะยึดไว้เป็นเกราะคุ้มกันภัย เขานึกสะท้อนใจที่อากุยถูกรังเกียจเพราะเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ขนาดชื่อก็ยังใช้ชื่อว่าอากุยที่เป็นคำด่าทอชั้นต่ำ



“คนไหนเป็นแม่ของอากุยล่ะ”



“แม่ของมันรับงานหนักจนไม่สบายนอนอยู่ในซ่องเจ้าค่ะนายท่าน”



หนึ่งในสาวคณิกาที่พยายามเล่นหูเล่นตาตอบกลับ หย่งหนานตัดสินใจทันที



“พาข้าไปหาแม่ของอากุย”



คำสั่งของนายทหารทำให้แม่เล้าลนลานเดินนำไปยังสำนักคณิกาที่อยู่ไม่ไกลนัก หย่งหนานเดินตามเข้าไปในซ่องทรุดโทรมตามสภาพของเศรษฐกิจที่ซบเซาจนถึงห้องเล็กเท่ารูหนูที่มีสตรีนางหนึ่งนอนหมดแรงอยู่



“อากุย”



น้ำเสียงแหบแห้งปนกับเสียงไอดังขึ้นเมื่อเห็นบุตรชายมาพร้อมกับนายทหาร หล่อนรีบลุกขึ้นมานั่งอย่างยากลำบาก เด็กชายยืนตัวแข็งทื่อมองมารดาและหย่งหนานสลับกัน



“นี่ไปทำอะไรไม่ดีหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้าอีกล่ะ”



“หยุดก่อน อย่าเพิ่งไปดุอากุยเลย เจ้าชื่ออะไร”



“ข้าชื่อหลินเพ่ยหลิงค่ะนายท่าน”



หย่งหนานมองอย่างเวทนา เขาเดาว่าแม่ของอากุยคงเป็นวัณโรคจนผอมแห้งขนาดนี้



“ข้าเห็นอากุยที่อยู่ในสภาพไม่เป็นที่ต้องการแล้วอยากจะช่วยเหลืออากุย ถ้าเขาไม่เป็นที่ต้องการของที่นี่”



เพ่ยหลิงเบิกตากว้างพลันครุ่นคิด หล่อนมองหย่งหนานอย่างตัดสินใจเด็ดขาด



“จะเอามันไปไหนก็เอาไป”



“แม่ ข้าไม่อยากไป”



อากุยร้องไห้โฮโผเข้ากอดมารดา เพ่ยหลิงน้ำตาเอ่อขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะผลักอากุยออกจากอก



“อย่าโง่ไปหน่อยเลยอากุย เจ้าอยู่กับแม่ก็จะเป็นภาระเสียเปล่าๆ ในเมื่อนายท่านหวังดีจะพาเจ้าออกจากซ่องเลวๆอย่างนี้ก็อย่ารีรอ”



เพ่ยหลิงเอ่ยอย่างตัดใจ หล่อนล้วงเข้าไปในปลอกหมอนเก่าคร่ำคร่าและหยิบเชือกหนังที่มีจี้เป็นโลหะเก่าจนแทบดูไม่ออกขึ้นมาคล้องคอให้อากุยและดึงอากุยเข้ามากอด



“ไปเสีย ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลืมแม่ที่เป็นหญิงคณิกา ลืมว่าเจ้าเป็นลูกคนญี่ปุ่น อย่าได้บอกใครเป็นอันขาด เข้าใจไหมอากุย”



เพ่ยหลิงผลักอากุยที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นออกห่าง หย่งหนานควักธนบัตรจากกระเป๋าปึกหนึ่งส่งให้เพ่ยหลิง



“เก็บไว้รักษาตัวเถิด”



หย่งหนานดึงแขนของอากุยออกมาจากห้องเล็กท่ามกลางสายตาสอดรู้ของเหล่าคณิกา หย่งหนานส่ายหน้าพลางควักเงินออกมาอีกปึกหนึ่งส่งให้แม่เล้า



“ข้าขออากุยออกไปจากซ่องนี้”



แม่เล้าทำตาโตและรีบรับเงินไปพร้อมกับส่งเสียงขอบคุณเป็นการใหญ่ หย่งหนานจูงมืออากุยที่ยังไม่คลายเศร้าออกมาภายนอก เขาจูงมืออากุยมายังรถทหารของเขา



“เจ้าอายุเท่าไหร่”



“แปดขวบขอรับนายท่าน”



“ทำไมตัวเล็กเช่นนี้”



หย่งหนานมองสภาพของอากุยที่ผอมแห้งราวกับขาดสารอาหาร อากุยที่เพิ่งจะหยุดร้องไห้ได้เงยหน้ามองหย่งหนานแล้วถามเสียงขลาด



“ข้าจะต้องไปอยู่กับนายท่านเหรอครับ”



ชายหนุ่มครุ่นคิด ด้วยภาระหน้านี้ล้นมือทำให้เขาไม่พร้อมที่จะดูและเด็กชายในเวลานี้



“ไม่ได้หรอกอากุย ข้าคงต้องฝากเจ้าไว้กับคนที่ดูแลเจ้าได้”



เขาอุ้มอากุยขึ้นรถและออกคำสั่งกับอาไห่



“ขับรถไปที่โรงงิ้วของอาจารย์หยาง”



ไม่ต้องรอให้สั่งซ้ำ อาไห่รีบขับรถไปยังจุดหมายทันที เมื่อถึงโรงงิ้วของหยางซื่ออันเป็นคณะงิ้วปักกิ่งที่โด่งดังที่สุดในนานกิงหย่งหนานก็อุ้มอากุยลงมา เขาตอบรับคำทักทายจากหยางซื่อที่มาต้อนรับ



“ครูหยาง ข้าจะขอฝากให้ท่านเลี้ยงดูเด็กชายคนนี้ ขอให้ท่านดูแลเป็นอย่างดี”



หยางซื่อในวัยสี่สิบปี่เจ้าของคณะงิ้วอันโด่งดังมองเด็กชายตั้งแต่หัวจรดเท้า



“อั้ยยะ ทำไมมอมแมมเช่นนี้ แต่ถ้าคุณชายเฉินฝากไว้ข้าก็ไม่ขัดข้อง ว่าแต่เด็กคนนี้ชื่ออะไร”



หย่งหนานเกือบจะตอบว่าอากุย แต่เขาก็ชะงักเสียก่อน เขาหันไปมองเด็กชายที่ไม่ยอมปล่อยมือจากมือใหญ่ของเขา



“เด็กคนนี้แซ่หลิน มีชื่อว่าเหวินเป่า ที่แปลว่าความดีงามและสูงส่ง ข้าขอฝากเหวินเป่าไว้กับท่านครู”



หย่งหนานย่อตัวลงไปหาเด็กชาย เขาเช็ดคราบน้ำตาจากใบหน้านั้นจนหมด



“ต่อจากนี้เจ้าคือหลินเหวินเป่า จงเป็นเด็กชายที่เข้มแข็งอย่าได้อ่อนแอให้ใครเห็นเป็นอันขาด ตอนนี้ข้าไม่พร้อมจะดูแลเจ้า วันใดที่ข้าพร้อมเจ้าจะได้ไปอยู่กับข้านะเหวินเป่า”



เด็กชายเหวินเป่าสบตากับดวงตาคมคู่นั้น บางอย่างบอกว่าเขาจะวางใจได้กับคำสัญญา



เหวินเป่าเผยรอยยิ้มแรกออกมาเมื่อเขาเอ่ยอำลาหย่งหนาน



“ครับ ข้าจะรอวันนั้น รอวันที่นายท่านกลับมารับข้า”



TBC

** **

ถ้าชอบก็แจกดาวเป็นรางวัลบ้างน้า ^^



ความคิดเห็น