ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทที่ 1

เติ้งลี่เซียนลูกสาวคนโตของเติ้งลี่เหมิ่น และเป็นพี่สาวของเติ้งลี่เซียว เดิมทีพ่อของเธอเป็นเจ้าหน้าที่ศาลไต่สวนที่ปลดประจำการแล้ว มาอาศัยอยูู่ที่หมู่บ้านฉิงเฉิงต่อมาพ่อของเธอก็ได้เสียชีวิตเพราะโรคระบาดทำให้เธอต้องดูแลแม่ที่ป่วยและน้องที่พิการเดินไม่ได้แต่กำเนิดโดยลำพัง 

เติ้งลี่เซียนเธอจึงต้องทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เธอจึงรู้จักคุณค่าของเงินดีกว่าใคร นอกเหนือจากงานที่ทำอยู่ ที่หอซื่ออี้แล้ว (หอหญิงคณิกา) เป็นประจำทุกวันแล้ว เธอยังรับจ้างส่งเหล้าให้กับพวกขุนนางในวังหลวงอีกด้วย หลายต่อหลายครั้งที่นางต้องถูกพวกขุนนางลวนลาม พวกขุนนางที่หื่นกามทั้งหลายแหล่ จนชายหนุ่มรูปงามอย่างมู่เซียงเฉิงที่มาเห็นเหตุการณ์เข้าจึงทนไม่ไหวรีบเข้ามาช่วยเหลือเติ้งลี่เซียนทันที 

“แม่นาง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ถูกพวกมันแตะต้องตัวหรือไม่ ทีหน้าทีหลัง เจ้าไม่ต้องมาส่งเหล้าแถวนี้อีกแล้วนะ มันไม่ปลอดภัยสำหรับ หญิงสาวเช่นเจ้า" มู่เซียงเฉิงมองหน้าเติ้งลี่เซียนด้วยความเป็นห่วงเป็นห่วงใย 

“ขอบคุณเจ้าคะ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือข้าในครั้งนี้ ครั้งหน้าข้าเองจะระมัดระวังตัวเองให้มากกว่านี้”เติ้งลี่เซียนตอบเขา ว่าถ้ามีครั้งหน้าอีกจะระวังตัวเองให้มากกว่านี้ 

“นายน้อย นายท่านเรียกหา ให้นายน้อยไปพบเดี๋ยวนี้ขอรับ”บ่าวรับใช้เข้ามาขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขา 

“ถ้าอย่างนั้น ข้าขอตัวไปก่อนนะแม่นาง พอดีวันนี้ข้าจะต้องไปธุระกับท่านพ่อของข้าเสียก่อน”มู่เซียงเฉิงได้บอกเหตุผลกับเติ้งลี่เซียน  

เมื่อมู่เซียงเฉิงเมื่อพูดเสร็จเขาก็รีบเดินจากไป ปล่อยให้เติ้งลี่เซียน ที่กำลังยืนมองชายหนุ่มอย่างเขาอยู่นั้น รู้สึกสงสัย อยู่ลึกๆ ว่าเขาคือใครกัน 

เติ้งลี่เซียนนั้นรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของเขาอย่างมาก เหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก พอได้สติจึงนึกได้ ว่ายังไม่รู้จักชื่อของเขาเลยจึงได้ร้องตะโกนถามเขาออกไป แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว เขาเดินจากไปไกลมากจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงของเธอที่กำลังร้องตะโกนเรียกเขาอยู่ 

“คุณชาย คุณชายท่านนี้ ข้ายังไม่รู้จักชื่อแซ่ของท่านเลย นะเจ้าคะ เสียดายจังข้ามัวแต่….จึงลืมถามชื่อของท่าน ถึงอย่างไรข้าก็ขอขอบคุณท่านอีกครั้งนะคุณชาย ท่านผู้มีพระคุณ" เติ้งลี่เซียนขอบคุณเขาจากใจ 

เติ้งลี่เซียนรีบเดินออกมาจากที่ตรงนั้นมุ่งหน้ากลับบ้านพักทันที ที่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เธอกลัวว่าแม่กับน้องสาวจะเป็นห่วง ก่อนกลับเธอแวะมาหาเสี่ยวซือซือเจ้าของหอซื่ออี้ เสี่ยวซือเองก็ทั้งรักและเอ็นดูเติ้งลี่เซียนเหมือนลูกสาวแท้ๆ ของนาง และวันนี้ก็เหมือนอีกเช่นเคยที่เสี่ยวซือซือได้ให้ค่าจ้างและอาหารให้เติ้งลี่เซียน ให้เธอนำกลับบ้านไปให้แม่กับน้องสาว 

“มาแล้วหรือแม่ตัวดี เจ้าเอาไปสิ่งนี้ไป นี่คือค่าจ้างสำหรับวันนี้ ส่วนนี่คืออาหารเอาไปให้แม่กับน้องของเจ้ากินซะ ข้าสั่งพ่อครัวทำให้เจ้าเป็นพิเศษเลยนะเนี่ย” เสี่ยวซือล้วงมือหยิบห่อผาและห่ออาหารให้กับเธอ 

“ขอบคุณท่านพี่เสี่ยวซือมากเจ้าคะ สำหรับค่าจ้างและอาหารเย็นนี้ของค่ำนี้ ข้ารู้สึกเกรงใจท่านเหลือเกิน ทีหลังไม่ต้องเอามาให้ข้าก็ได้ ข้ารับไม่ไหวมันมากเกินไป” เติ้งลี่เซียนเกรงใจเสี่ยวซือ 

“เจ้าเห็นข้าเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ อย่าได้เกรงใจข้าเลยข้าเต็มใจ อีกอย่างข้ากับเจ้าก็คนกันเองทั้งนั้น ไปเถอะเจ้ารีบกลับไปได้แล้วนี่ก็มือคํ่าแล้วมันอันตราย” เสี่ยวซือให้เธอรีบกลับบ้าน 

“งั้นข้าไปก่อนนะเจ้าคะ พรุ่งนี้ข้าขอมาทำงานสายหน่อย ข้าจะต้องพาแม่ไปหาท่านหมอเซียนอี๋ตามที่ท่านหมอได้นัดดูเรื่องอาการป่วยของแม่ข้า” เติ้งลี่เซียนบอกกับเสี่ยวซือ 

“ได้สิข้าอนุญาต เจ้าไม่ต้องรีบมาก็ได้มาสายสักวันข้าไม่ว่าหรอก ไปได้แล้ว” เสี่ยวซือโบกมือไล่ให้เติ้งลี่เซียนกลับ 

เสี่ยวซือ นางอดที่จะเป็นห่วงและสงสารเติ้งลี่เซียนไม่ได้เพราะชีวิตนางลำบากมากตั้งแต่พ่อนางตาย ฐานะทางบ้านก็ขัดสนเงินทอง ต้องหยิบยืม จากคุณหนูที่อยู่ดีกินดีกับต้องมาทำงานอย่างกรรมกร น่าสงสารยิ่งนัก 

เติ้งลี่เซียนเองจำไม่ได้ด้วยซํ้าว่าเคยอยู่สุขสบายแต่งตัวสวยงามไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้ แต่ว่าตอนนี้มันเหมือกับฝันเธอต้องทำงานหนักเอาเบาสู้ทุกอย่างเพื่อหาเงินมารักษาแม่ที่ป่วยและดูแลน้องสาวที่พิการเดินไม่ได้ คิดแล้วก็น้อยใจในโชคชะตาที่ทำให้มันเป็นไปแบบนี้ 

ที่บ้านพักท้ายหมู่บ้านฉิงเฉิง 

“ท่านแม่ข้ากลับมาแล้วเจ้าคะ นี้คืออาหารที่พี่เสี่ยวซือฝากมาให้ ข้าจะวางไว้ตรงนี้นะเจ้าคะ วันนี้ข้าเหนื่อยมาก ข้าขอตัวไปอาบนํ้านอนก่อนนะเจ้าคะ” เติ้งลี่เซียนบอกกับแม่ 

“เซียนเอ๋อร์เจ้าไม่กินข้าวด้วยกันก่อนหรือลูก” แม่ของเธอเอ่ยถาม 

“ไม่เจ้าคะข้ากินมาแล้ว ท่านแม่กับเซียวเอ๋อร์กินกันเลยเจ้าคะ ข้าขอตัวไปอาบนํ้าก่อนข้าเหนื่อย แล้วหลังจากนั้นข้าก็จะเข้านอนเลยเจ้าคะ” พูดจบเติ้งลี่เซียนก็เดินเข้าห้องไป 

ด้วยความเหนื่อยล้าเติ้งลี่เซียนจึงเข้านอนไวกว่าปกติ เพราะว่าพรุ่งนี้เธอจะต้องรีบตื่นพาแม่ไปหาหมอเซียนอี๋ อีกทั้งเงินที่หามาได้จำต้องจ่ายเป็นค่ายารักษาแม่จนหมดสิ้นไม่มีเหลือเก็บเลยสักบาท หลังจากที่เติ้งลี่เซียนพาแม่ไปหาท่านหมอเซียนอี๋ เติ้งลี่เซียนก็รีบไปทำงานที่หอซื่ออี้อย่างรีบเร่ง ระหว่างทางพบกับคุณชายที่เคยช่วยตัวเองไว้ครั้งก่อนนางจำเขาได้ จึงกล่าวทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง 

“คุณชายท่านจำข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ขาคือคนที่ท่านช่วยเอาไว้เมื่อครั้งก่อน” เติ้งลี่เซียนกล่าวทักทายด้วยวาจาสุภาพ 

“จำได้สิแม่นาง ข้าจำเจ้าได้ ไม่ทราบว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่กันเล่า ที่นี่เขาไม่ให้เด็กอย่างเจ้าเข้ามานะ รีบออกไปเลย ไปเดี๋ยวนี่ ใครพบเห็นเจ้าเข้ามันจะดูไม่งาม” มู่เซียงเฉิงพูดด้วยความเป็นห่วง 

“เจ้าคะ ข้าทราบแล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าทำงานที่นี่ และอีกอย่างข้าไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ข้า16แล้วข้าโตพอที่จะทำงานได้แล้ว” เติ้งลี่เซียนพูดกับเขา 

“เก่งจริงนะแม่นาง ตัวแค่นี้เอง เจ้าก็ยังรู้จักทำงานหาเงินแล้วต่างจากแม่นางวัยเช่นเจ้า ที่เอาแต่แต่งสวย ข้ายังมีที่ต้องไปอีก ข้าไปก่อนนะ ไว้ครั้งหน้าค่อยพบกันใหม่” มู่เซียงเฉิงได้บอกลาเติ้งลี่เซียน 

“แต่ว่าคุณชาย ข้ายังไม่รู้จักชื่อของผู้มีพระคุณอย่างท่านเลย ท่านคือผู้ใดกัน” เติ้งลี่เซียนรีบพูดก่อนเขาจะเดินจากไป 

“ข้านะรึ ข้ามีนามว่ามู่เชียงเฉิง อีกอย่างถ้าเจ้ามีเรื่องอะไรที่ให้ข้าช่วยเหลือ เจ้าก็ไปหาข้าที่บ้านตระกูลมู่ได้ทุกเวลาเลยนะ แต่วันนี่ข้าต้องขอตัวไปก่อน ไว้ครั้งหน้าค่อยมสนทนากันใหม่ ข้าหวังว่าจะได้พูดคุยกับเจ้าอีกแม่นาง” มู่เซียงเฉิงพูดทิ้งท้ายก่อนเดินจากไป 

เติ้งลี่เซียนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ตัวนางนั้นถึงอยากพบอยากเจอกับเขาทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้จักเขาดีเลย แต่กับมีความรู็สึกว่าชอบเขาเข้าแล้ว และนางก็จะชอบเก็บเอามาเพ้อฝัน มัน เป็นการเพ้อแบบข้างเดียว นางคิดเอาเองว่ามันคือความรัก เขาผู้ที่เป็นเหมือนรักแรกของนาง เขาผู้เป็นชายหนุ่มที่มีทั้งหน้าตาและบุคลิกภาพที่แสนจะอบอุ่นที่ทำให้ผู้ใดที่อยู่ใกล้ต่างก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้สนทนา ด้วย 

ในงานเลี้ยงที่ทางหอซื่ออี้ได้จัดขึ้นทุกปี นั้นก็คืองานประกวาดสาวงาม ดาวประจำหอซื่ออี้ เติ้งลี่เซียนได้มาร่วมงานนี้เป็นปีแรกนางชอบมาแอบดูเหล่าหญิงคณิกา ที่ออกมาแต่งตัวสวยๆ เพื่อที่จะมาประชันกันว่าใครจะเป็นดาวประจำหอซื่ออี้ในปีนี้ ซึ่งเธอเองดูตื่นเต้นมาก 

หลงเหลี่ยง หญิงคณิกาดาวเด่นประจำหอซื่ออี้ เธอเป็นตัวเต็งของทุกๆ ปี และเช่นเคยปีนี้นางต้องได้รางวัลอีกแน่ เป็นดาวประจำหอซื่ออี้สามปีซ้อนอย่างแน่นอน 

“เซียนเอ๋อร์เจ้าช่วยข้าแต่งตัวหน่อย เดี๋ยวข้าจะช้าไม่ทันการแล้ว เร็วเข้า เข้ามาที่ห้องของข้าเดี๋ยวนี้” หลงเหลี่ยงเรียกเติ้งลี่เซียนให้มาช่วยแต่งตัว 

“เจ้าคะเดี๋ยวข้าจะช่วยท่านพี่หญิงเดี๋ยวนี้เลยเจ้าคะพี่หลงเหลี่ยงเชื่อมือข้านะเจ้าคะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านพี่หญิงต้องผิดหวังอย่างแน่นอน” เติ้งลี่เซียนคุยโว 

"เสร็จแล้วเจ้าคะ โอ้โหพี่หญิงของข้า วันนี้ท่านช่างงดงามยิ่งนัก วันนี้ท่านจะต้องเป็นดาวประจำของหอซื่ออี้อีกปีเป็นแน่” เติ้งลี่เซียนเอ่ยชมหลงเหลี่ยง 

“เจ้านี้ปากหวานเสียจริงนะเติ้งลี่เซียน อยากจะได้อะไรละสิท่า ถึงได้พูดกับข้าเช่นนี้ แต่ว่าดูตัวเจ้าสิมอมแมมอย่างกับลูกแมวตกนํ้า ดูไม่เป็นแม่หญิงเอาเสียจริง มานี้มาเข้ามานี่เลย ข้าจะช่วยเจ้าและแต่งตัวให้เจ้าเป็นแม่หญิงเหมือนกับคนอื่นเขา” หลงเหลี่ยงดึงแขนเติ้งลี่เซียนเข้าหลังผ้าม่านเพื่อแต่งตัวให้เสียใหม่ 

หลงเหลี่ยงไม่พูดพรํ่าทำเพลงจับ เติ้งลี่ซียนแต่งตัวเสียใหม่ให้เป็นแม่หญิงที่งามที่สุด และสุดแสนจะน่ารักอ่อนหวาน ซึ่งมันก็ตรงกันข้ามกับตัวนางมาก ถึงเเม้ว่าเติ้งลี่เซียนจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม หลงเหลี่ยงก็ไม่สนใจ 

“ในที่สุดก็เสร็จแล้วเสียที ข้าว่าเจ้านะแต่งตัวแบบนี้ดูงามมากกว่าแบบเก่าเลยนะเนี่ย เจ้ารู้หรือไม่เซียนเอ๋อร์ น้องสาวสุดที่รักของข้า” หลงเหลี่ยงพูดชมเติ้งลี่เซียนเหมือนกัน 

เติ้งลี่เซียนมองดูตัวเองในกระจกเงา แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง มันนานมากแล้วที่ไม่ได้แต่งตัวสวยงามเช่นนี้ มันทำให้มีความรู้สึกหวนคิดถึงอดีตที่เคยผ่านมาว่าครั้งหนึ่ง ตังนางเองนั้นก็เคยทำแบบนี้มาก่อน และก็มีเหล่าสาวใช้มารุมล้อมเช่นนี้ 

“ข้าว่าข้าดูจะแปลกๆ ไปนะ ข้ารู้สึกว่าตัวข้าไม่ชินหูชินตาเอาเสียเลย ที่แต่งตัวแบบนี้ ถ้าจะให้ข้าแต่งตัวแบบนี้ ข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของข้าเหมือนเดิมดีกว่านะท่านพี่หลงเหลี่ยง” เติ้งลี่เซียนดูไม่มั่นใจ 

“ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก เจ้าไม่ต้องไปเปลี่ยนแล้ว งานมันจะเริ่มแล้ว ข้าว่าเจ้าช่วยถือชายกระโปรงของข้าออกไปข้างนอกกับข้าจะดีกว่านะ” หลงเหลี่ยงตัดบททันที 

“ก็ได้ ก็ได้เจ้าคะ ข้าจะช่วยท่านพี่หญิงผู้เป็นสุดที่รักของข้าและวันนี้ท่านพี่จะต้องชนะแน่” เติ้งลี่เซียนมั่นใจ 

จากนั้นเติ้งลี่เซียนก็รีบเข้าไปช่วยหลงเหลี่ยงถือชายกระโปรงของนางทันที ตัวเติ้งลี่เซียนกับหลงเหลี่ยงนั้นรู้จักกันมาก่อน ก่อนที่จะมาทำงานที่หอซื่ออี้เสียอีก เเละเป็นหลงเหลี่ยงนั้นแหละที่ชวนให้เติ้งลี่เซียนมาทำงานที่นี้ ทั้งสองจึงรักกันมากเหมือนพี่น้องกันจริงๆ เลยก็ว่าได้ 

งานวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี แน่นอนว่าหลงเหลี่ยงเป็นผู้ชนะการแข่งขัน และได้เป็นดาวประจำหอซื่ออี้อีกเป็นปีที่สาม เมื่อไม่มีอะไรแล้ว เติ้งลี่เซียนจึงแอบออกมาจากงานออกมาหาอากาศที่บริสุทธิ์อยู่ข้างนอก จนทำเธอได้พบกับ มู่เชียงเฉิงที่อยู่ข้างหน้าประตูทางเข้าอีกครั้งเหมือนกับว่ามันคือพรมลิขิตที่ถูกขีดไว้จากคนบนฟ้า 

“แม่นาง แม่นาง เป็นเจ้าใช่ไหม เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย ว่าแต่วันนี้ทำไมแต่งตัวสวยงามยิ่งนัก งามมาก งามเสียจนข้าจำเจ้าแทบไม่ได้เลย” มู่เซียงเฉิงแปลกใจที่เห็นเติ้งลี่เซียนแต่งตัวแบบนี้ 

“ท่านก็พูดชมข้าเกินไปท่านผู้มีพระคุณ แล้วท่านละมาที่นี้ได้อย่างไรกัน อย่าบอกนะว่าท่านก็มาเที่ยวที่แห่งนี้” สายตาของเติ้งลี่เซียนจับจ้องมองมาที่มู่เซียงเฉิงราวกับว่ามีคำพูดที่สงสัยอยู่ในใจมากมาย 

“ไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านผู้มีพระคุณหรอกแม่นาง เรียกข้าว่าท่านพี่มู่ก็ได้จะได้ดูสนิดชิดเชื้อ อีกอย่างข้าไม่ได้มาเที่ยวที่นี่อย่างที่เจ้าคิดอยู่แน่ ข้าแค่มาบ้านท่านลุงลู่ที่อยู่แถวนี้ต่างหากละ เขาคือท่านลุงของข้า อยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง” มู่เซียงเฉิงพูดพร้อมกับชี้ให้เติ้งลี่เซียนดู 

“อ๋อๆ ข้าก็นึกว่าท่านจะมาเที่ยวที่นี่เสียอีก โล่งอกไป” เติ้งลี่เซียนอุทานออกมา 

เติ้งลี่เซียนได้พบกับมู่เชียงเฉิงบ่อยขึ้นหลังจากวันนั้น ความสำพันธ์ของพวกเขาก็เริ่มที่จะพัฒนาขึ้น จนกลายเป็นความรัก ท่ามกลางความรักของพวกเขาทั้งสองนั้น ก็ได้ถูกผู้เป็นพ่ออย่างมู่อี้เหวิ่นขัดขวางและเข้ามาห้ามไม่ให้ทั้งสองคบกัน ให้เหตุผลที่ว่า เติ้งลี่เซียนเป็นคนชั้นตํ่าที่ทำงานอยู่ในหอคณิกา จึงไม่เหมาะสมกับตระกูลมู่ ชนชั้นสูงของเขา ซึ่งเป็นถึงตระกูลแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นซุ้ย 

“ท่านพ่อ ท่านเอาอะไรมาวัดคุณค่าของคนกัน ข้ากับเติ้งลี่เซียนพวกเรารักกันด้วยความจริงใจ” มู่เซียงเฉิงอธิบายเหตุผลกับผู้เป็นพ่อ 

“ความจริงใจอย่างนั้นนะรึ เจ้านี้มันช่างไม่รู้อะไรเสียเลยนะ เจ้ารู้หรือไม่ว่า แม่นางคนนั้น ทำงานในที่แห่งนั้น ที่ๆ ใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นที่ของหญิงขายเรือนร่าง เขาทำกัน” มู่อี้เหวิ่นพูดออกมาตรงๆ ว่าไม่ชอบเติ้งลี่เซียนเอามากๆ และจะทำทุกอย่างขัดขวางพวกเขาทุกอย่าง 

“ท่านพ่อ ท่านอย่ามีอคติกับนางสิ นางไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพ่อคิดอย่างแน่นอน ข้าขอรับรอง” มู่เซียงเฉิงพูดให้ผู้เป็นพ่อเข้าใจ 

“มันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ถึงอย่างไรข้าก็ขอสั่งห้าม ไม่ให้เจ้าไปพบนางอีก เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นเจ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่” มู่อี้เหวิ่นขู่เขา 

มู่อี้เหวิ่นสั่งห้ามพวกเขาสองคนไม่ให้ไปพบกันอีกเพราะเขากลัวว่าชาวบ้านจะนินทราหาว่าตระกูลมู่ของเขาเอานางคณิกามาเป็นสะใภ้ อีกอย่างเขาได้หมั้นหมาย มูู่เชียงเฉิงกับองค์หญิงอันหลานไว้แล้ว พอดีได้โอกาสมีรับสั่งจากองค์ฮ่องเต้ซุ้ยหย่งหมิงเหวิ่นตี้ให้เขาซึ้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นซุ้ย ไปเผ่ายูจาที่อยู่ทางตอนใต้เพื่อเจรจาสงบศึก เขาจึงคิดที่จะพามู่เชียงเฉิงไปด้วยครั้งนี้ 

“ท่านพ่อข้าไม่ไปไม่ได้หรอ” มู่เซียงเฉิงเขาไม่อยากไป 

“ไม่ได้นี้เป็นรับสั่งจากองค์ฮ่องเต้ เจ้าจะต้องไปกับข้า ไปเตรียมตัวได้แล้วเร็วเข้า อีกสองวันเราจะออกเดินทางกัน” มู่อี้เหวิ่นไม่ให้เขาได้เอ่ยปากอีก 

ในใจมู่เซียงเฉิงตอนนี้ร้อนลุ่มอย่างกับมีไฟเข้ามาแผดเผาไปทั่วร่างกาย คิดไปคิดมาการไปครั้งนี้มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ เขาเองก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ ว่าพ่อของเขานั้น ยิ่งไม่ชอบเติ้งลี่เซียนอยู่แล้ว พ่อของเขาคงจะใช้โอกาสนี้ ขัดขวางความรักของพวกเขาเป็นแน่ แต่ในทางกับกันมู่เซียงเฉิงกับคิดว่าการเดินทางครั้งนี้ ถ้ามันประสบผลสำเร็จ เขาจะทูลขอให้ฮ่องเต้ จัดงานแต่งงานของเขากับเติ้งลี่เซียนทันที ก่อนจะเดินทางไปเขาได้นัดเจอกับเติ้งลี่เซียน และได้ให้คำมั่นสัญญาต่อกันที่ ริมแม่นํ้าเหยาอิง แม่นํ้าที่ใครๆ ต่างก็มาขอพรกันในเรื่องของความรักและเขาก็ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อเติ้งลี่เซียน 

แม่นํ้าเหยาอิง 

“ข้ามู่เชียงเฉิงขอสัญญาต่อหน้าพระแม่คงคา ว่าข้าจะรักแค่เติ้งลี่เซียนเพียงคนเดียว จะไม่ขอรักใครอีก แล้วในชาตินี้ ถ้าเกิดว่าวันใดข้าผิดคำสัญญาวันใดขอให้ชีวิตของข้ามีจุดจบอย่างน่าอนาจ” มู่เซียงเฉิงให้คำสัตย์สัญญาต่อหน้าพระแม่คงคา 

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ข้าเชื่อมั่นในคำสัญญาของท่านแล้วท่านพี่มู่ของข้า” เติ้งลี่เซียนไม่ต้องการให้เขาสัญญาแบบนี้ 

เติ้งลี่เซียนรีบทักท้วงมู่เซียงเฉิงเพราะว่าถ้าเกิดวันใดวันหนึ่ง เขาเกิดหมดรักในตัวเธอแล้วนั้น คำสัญญาและคำสาบานเหล่านี้จะต้องกลับคืนมาหาตัวเขาเป็นแน่ ถึงแม้จะเชื่อในสิ่งที่มู่เซียงเฉิงพูดแต่เติ้งลี่เซียนก็ไม่ต้องการเห็นเขามีอันเป็นไป 

“เซียนเอ๋อร์เจ้าจงจำคำพูดของข้าเอาๆ ไว้ให้ดีนะ เมื่อเสร็จงานครั้งนี้แล้ว ข้าจะทูลขอฮ่องเต้ให้พระองค์จัดงานแต่งให้กับพวกเราสองคน ถึงท่านพ่อและท่านแม่จะไม่ยอมแต่ก็คงขัดราชโองการฮ่องเต้ไม่ได้อย่างแน่นอนข้าเชื่อว่าอย่างนั้น รอข้านะเซียนเอ๋อร” มู่เซียงเฉิงได้ให้คำมั่นกับเติ้งลี่เซียน 

เติ้งลี่เซียนนางรู้ดีอยู่แก่ใจดีว่าตระกูลมู่นั้นไม่มีทางยอมรับตัวเองเป็นสะใภ้อย่างแน่นอน ถึงแม้พวกเขาจะได้แต่งงานกันจริงๆ ก็ตาม แต่ว่าเธอก็ได้แต่แอบหวังว่าวันนั้นจะมาถึง และพวกเขาจะมองเห็นความดีของ 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น