จะออกตอนต่อไปก่อนสิ้นปี2018 ฮ่าฮ่าฮ่า

ชื่อตอน : 13

คำค้น : หรงเอ๋อ,ผจญภัย,หาสมบัติ,ข้ามเวลา,วาย,y,yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.5k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2561 10:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
13
แบบอักษร

2016-12-27

ฟางอี้หรง

เมื่อวานผมเผลอนึกถึงชีวิตในชาติที่แล้วขึ้นมา เมื่อได้ยินพี่จื้อเหยียนพูดเหมือนไม่เชื่อถือ ความอัดอั้นจึงกลายเป็นน้ำตา ผมคิดถึงแม่เมื่อชาติที่แล้วเหลือเกิน ถึงชาตินี้ครอบครัวนี้จะดีกับผมแต่เราเพิ่งพบกันไม่นานย่อมสู้ความผูกพันของผมที่มีต่อแม่ในชาติที่แล้วที่มีมายี่สิบห้าปีไม่ได้แน่นอน ผมร้องไห้แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาจึงหลับไปในอ้อมกอดของท่านพ่อ มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่กับซ่านหยวนสองคนในห้องเสียแล้ว

เจ้าคนหื่นกามซ่านหยวน วิธีการง้อของเขาน่ากลัวมาก ผมไม่เข้าใจตัวเองทำไมถึงยอมง่ายๆ จูบของซ่านหยวนทำให้ผมหมดเรี่ยวแรง ยอมรับก็ได้ว่ามันรู้สึกดีมากๆแต่ผมไม่ยอมเสียเอกราชง่ายๆหรอกนะ

ผมแต่งตัวไปเข้าเฝ้าท่านลุงพร้อมท่านพ่อ ท่านแม่กับพี่จื้อเหยียนก็ไปด้วย ท่านพ่อบอกว่าครั้งนี้มีชีวิตของคนในตระกูลเป็นเดิมพัน ถ้าหากว่าฮ่องเต้เห็นด้วยก็โชคดีไปแต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วย พวกเราก็ยากที่รอดชะตากรรมอันเลวร้าย ท่านพ่อจึงอยากให้ท่านแม่ไปอยู่กับท่านยาย ถ้าผลของวันนี้ออกมาไม่ดี ท่านแม่จะได้อาศัยบารมีท่านยายรักษาชีวิตไว้ได้

ผมร้องย่ำแย่ในใจ ไม่เคยคิดเลยว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้

"เจ้าจงทำขนมอะไรก็ได้หนึ่งอย่างไปถวายท่านลุงแล้วอ้อนเข้าไว้" พี่จื้อเหยียนบอกไว้เมื่อวาน ผมจึงต้องตื่นเร็วกว่าที่เคย ทำสังขยาเผือกกับฝอยทองไปถวายท่านลุง หวังว่าใบหน้าของผมจะสามารถเป็นใบเบิกทางให้ท่านลุงใจอ่อน มิเช่นนั้นผมคงต้องใช้วิธีสุดท้ายเท่านั้น

เมื่อแรกผมตั้งใจว่าถ้าว่าไม่สามารถเจรจากับฮ่องเต้ได้สำเร็จก็จะใช้วิชาแมวสามขาขโมยแผนที่เอาดื้อๆ แต่เมื่อเรื่องมาถึงตรงนี้กลับทำมิได้ เพราะผมไม่อาจปล่อยให้ผู้คนในจวนของท่านพ่อหลายร้อยชีวิตถูกประหารได้ มีแต่ต้องทำให้ท่านลุงเห็นด้วยทางเดียวเท่านั้น

"เจ้ากังวลเรื่องใดหรือหรงเอ๋อ" พี่จื้อเหยียนถามระหว่างที่เรานั่งรถม้าเข้าวัง

"ตอนแรกลำพังแค่ตัวข้าแต่ตั้งใจว่าจะขโมยแผนที่จากท้องพระคลังหลวง แต่ข้ามิอาจดึงพวกท่านลงปลักน้ำนี้ได้"

"เด็กโง่ เจ้าอย่าคิดล่วงหน้าวุ่นวายไป ฮ่องเต้โปรดปรานเจ้ายิ่งนัก จงใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ แสดงให้ฮ่องเต้เห็นถึงเจตนาของเจ้าที่ต้องการระงับสงครามการสูญเสีย พ่อเชื่อว่าเจ้าทำได้" ท่านพ่อลูบผมด้วยความรัก

ท่านพ่อให้ผมรออยู่ในสวนจนกว่าจะประชุมขุนนางเสร็จ ท่านไม่ให้ผมไปหาท่านยายกับท่านแม่เพราะอาจจะถูกกักตัวไว้จนเย็นจนไม่ได้คุยกับท่านลุง

ผมเดินเล่นในสวนด้านหลังท้องพระโรงโดยมีทหารคนสนิทของพี่จื้อเหยียนอยู่เป็นเพื่อน เขาชื่อหานถิงฟงอายุไล่เลี่ยกับพี่จื้อเหยียนรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาจนผมริษยาอยากจะทำร้ายเขานัก บุรุษในยุคนี้ทุกคนต่างองอาจผึ่งผาย ทำไมผมจึงมีใบหน้าและร่างกายเยี่ยงสตรีเช่นนี้ได้

เดินไปเดินมาก็รู้สึกเบื่อจึงคิดจะไปหอตำราหลวง หนังสือที่อ่านครั้งที่แล้วมิได้กล่าวถึงการยึดทรัพย์เลย ผมคิดว่าจะลองไปหาดูพลางๆจะดีกว่า แต่กลับเจอขบวนสาวชาววังเข้าเสียก่อน

ผมถอยไปยืนข้างทางมองด้วยความสนใจ ตอนอยู่วังหลังไม่ยักเจอ มาเจอที่วังหน้าแถมใกล้ท้องพระโรงด้วย

"บังอาจ เห็นขบวนสนมผิงไม่คุกเข่าอีก เจ้าอยากตายหรือยังไง" นางกำนัลท่าทางโอหังตวาดใส่ผม เสียงดังจนน่าจะไปถึงท้องพระโรงแล้ว

"ข้าต้องคุกเข่าด้วยเหรอถิงฟง" ผมไม่รู้จริงๆ

"ท่านชายมิต้องคุกเข่าแต่อย่างใด เชิญท่านไปหอตำราหลวงอย่าได้สนใจนาง"

เมื่อถิงฟงพูดแบบนี้ ผมจึงเดินเลี่ยงแต่โดนขวางด้วยนางกำนัลสองคนท่าทางเอาเรื่อง

ผมมองนิ่งๆ เริ่มรำคาญไม่อยากมีเรื่องกับผู้หญิงแต่ก็คร้านที่จะเปิดปากถาม สนมผิงนายของพวกนางก็เชิดได้อีก นางมีใบหน้ากระจ่างแต่มิได้งามเลิศรูปร่างอวบอัดเย้ายวน ได้ยินนางกำนัลเรียกพระสนม หรือว่าจะเป็นเมียท่านลุง

"เจ้าคงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจึงไม่ทำความเคารพสนมผิง อยากโดนโบยหรือไร" นางกำนัลยังกล้าปฏิบัติตัวเยี่ยงนี้ ผู้เป็นนายคงให้ท้ายเป็นแน่

"สนมผิงเป็นใคร ไฉนข้าจึงต้องทำความเคารพ" ผมถามหน้ามึน

"เจ้าคนโง่เง่า สนมผิงเป็นสนมขององค์ชายใหญ่ซ่านตง รู้อย่างนี้ยังมิรีบคำนับอีก" นางกำนัลคนนี้คงมีอาชีพเล่นงิ้วมาก่อน เสียงดังเหลือเกิน

ถิงฟงทำท่าจะพูดแต่ถูกผมห้ามไว้ที่จริงคำนับไปส่งเดชก็ได้จะได้จบๆไป แต่ผมอยากจะลองหยั่งเชิงองค์ชายใหญ่เสียหน่อย ไม่รู้ว่าเป็นคนแบบไหนจึงมีสนมที่วางท่าใหญ่โตเช่นนี้ เมื่อวันงานเลี้ยงผมได้ยินว่าไปถือศีลบนเขา นึกว่าเป็นคนธรรมะธรรมโมเสียอีก กลับไปคงต้องไปถามท่านพ่อเสียหน่อยแล้วว่าองค์ชายใหญ่เป็นคนประเภทไหน แถมนี่ยังอยู่ไม่ไกลจากท้องพระโรงยังกล้าข่มเหงคน

"ข้าจึงไม่มีความจำเป็นต้องคำนับ" ผมแสร้งทำตัวเย่อหยิ่ง

"จัดการ" นางกำนัลสองคนส่งเสียงบอกกัน แล้วก้าวเท้ามาหาผม คงกะจะจับผมคุกเข่าสินะ แต่ถิงฟงก็เข้ามาขวางไว้ พวกนางชะงักแต่ก็ทำใจกล้าตวาดออกมา

"เจ้าคิดจะข่มเหงกันได้ง่ายๆ"

"ไฉนจึงเป็นข้าข่มเหงคน" ผมเลิกคิ้วถาม

นางกำนัลสองคนสบตากันก่อนที่จะบุกเข้าโจมตีถิงฟงโดยไม่ส่งเสียงเตือน ผมไม่เข้าไปช่วยด้วยอยากจะดูฝีมือของทั้งสองฝ่าย ท่านพ่อให้ถิงฟงมาติดตามผมฝีมือคงมิใช่ชั่ว ทางนางกำนัลที่อวดดีคงจะมีดีให้อวดบ้าง

นางกำนัลคนที่ส่งเสียงตอนแรกเป็นคนโจมตีก่อนดูเหมือนความเร็วจะเหนือกว่าเพื่อนนิดนึง ทั้งสองคนแยกเป็นซ้ายขวาจู่โจมถิงฟงพร้อมกัน

ถิงฟงก็ฝีมือไม่เลว กระบี่ยังไม่ถอดจากฝักก็ตวัดคลี่คลายกระบวนท่าของฝ่ายตรงข้าม นางกำนัลทั้งสองสบตากันแล้วพุ่งเข้าใส่อีกครั้งแยกเป็นจู่โจมบนล่างแต่อาศัยอีกคนนึงบังแล้วซัดอาวุธลับใส่ถิงฟง

"ต่ำช้า" ผมซัดฝ่ามือใส่อาวุธลับก่อนที่จะถึงตัวถิงฟง ทำให้นางกำนัลทั้งสองลนลานจู่โจมใส่จุดตายของถิงฟง

"ข้าไม่ต้องการรังแกสตรี" ถิงฟงแค่นเสียง ใช้ฝักกระบี่ฟาดใส่พวกนางจนล้มลุกไม่ขึ้น แต่ผมว่ามันแปลกๆ ยังไม่ได้ตัดสินใจจะทำอย่างไรต่อ เสียงขันทีประกาศเสียก่อน

"องค์ชายซ่านตงเสด็จ"

สนมผิงเปลี่ยนท่าทีจากเย่อหยิ่งเป็นน่าสงสารทันทีเข้าไปเกาะแขนองค์ชายใหญ่ ถิงฟงกลับมายืนข้างๆผม เรายืนรอดูละครอย่างต่อไปอย่างใจเย็น

"ถวายบังคมองค์ชายใหญ่" ผมคารวะ

"ไม่ต้องมากพิธี" เสียงทุ้มเอ่ย

ผมเงยหน้าขึ้นสบตา จากนั้นก็หลุบตาลงต่ำนึกประเมินองค์ชายใหญ่จากที่เห็น ลมปราณอยู่ในระดับธรรมดา หว่างคิ้วแฝงแววหมกหมุ่น หน้าผากแคบแสดงถึงสติปัญญาไม่สูงส่ง ผมก็เลยพอจะเข้าใจว่าทำไมท่านลุงถึงไม่แต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท

"ใครพอจะบอกข้าได้ว่าเกิดอะไรขึ้น" องค์ชายใหญ่ทำเสียงเข้ม

"หม่อมฉัน หม่อมฉัน..." สนมผิงสะอื้นน้อยๆเบียดตัวเข้าหาองค์ชาย มิว่าผู้ใดเห็นต้องเกิดความเวทนาอยู่หลายส่วน แต่ไม่ใช่ผมกับถิงฟงแน่

"เจ้าตอบ" ซ่านตงชี้มาที่ถิงฟง ไม่สนใจผมที่จ้องหน้าเขา

"ข้าเพียงปกป้องท่านชายพ่ะย่ะค่ะ" ถิงฟงก้มหน้าตอบ ทำให้ซ่านตงเปลี่ยนสายตามามองผมอย่างสนใจ

"เจ้าเป็นใคร" ซ่านตงแสดงท่าทางแทะโลมผมอย่างเปิดเผยจนสนมผิงส่งสายตามาดร้ายมาให้

"ข้าชื่อฟางอี้หรงเป็นบุตรชายของท่านเจ้าอินทรีย์ฟางเจี๋ยหลุนพ่ะย่ะค่ะ​" ผมประสานมือตอบ

"อ้อ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นบุตรชายคนเล็กที่ถูกลักพาตัวไปใช่หรือไม่"

"องค์ชายใหญ่เข้าใจถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ​" ผมก้มศีรษะรับ

"มิคิดว่าเจ้าจะมีใบหน้างดงามเยี่ยงนี้ ข้าไปถือศีลบนเขาจึงกลับมาไม่ทันงานเลี้ยงต้อนรับเจ้า วันนี้ขอให้ข้าเป็นเจ้าภาพซักมื้อเถิด"

ผมก่นด่ามันในใจ ตอนแรกยังทำท่าจะเอาเรื่องผมเอาใจสนมอยู่เลย พลิกลิ้นไวนัก ไอ้หื่นเอ๊ย

"วันนี้คงไม่สะดวก ข้าต้องรอท่านพ่อ ถ้าองค์ชายใหญ่มิคิดว่าจวนของข้าเล็กไปเชิญไปรับประทานที่จวนพรุ่งนี้เที่ยงดีไหมพ่ะย่ะค่ะ​"

"ข้าย่อมไปเยือนจวนของเจ้าแน่ แต่วันนี้ท่านพ่อคงประชุมอีกนาน ให้ข้าพาเจ้าไปตำหนักของข้ารับประทานอาหารเที่ยงก่อนเถิด ข้าจะทิ้งคนไว้ ถ้าท่านพ่อประชุมเสร็จคนของข้าจะรีบไปรายงานแล้วข้าจะพาเจ้ามาส่งให้ถึงมือท่านอาเขยเอง"

"รบกวนท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ​" ผมประสานมืออีกครั้ง แต่ถูกเสียงดัดๆจากสนมผิงขัดแย้งขึ้น

"ท่านพี่ เราจะไปเฝ้าฮองไทเฮากันมิใช่หรือเพคะ"

"เจ้าไปวังหลังคนเดียวเถอะ ถ้าท่านย่าถามก็บอกว่าข้าพาน้องคนใหม่ไปรับประทานอาหาร"

ซ่านตงผายมือให้ผมเดินนำแต่หางตายังเห็นสนมผิงยืนกำมือแน่นอย่างแค้นใจ

ซ่านตงเป็นคนดูง่ายแต่จะง่ายอย่างที่เห็นหรือไม่ เมื่อคิดถึงว่าเป็นถึงองค์ชายใหญ่แต่มิได้เป็นรัชทายาทแรงจูงใจให้ก่อกบฏนับว่ามีไม่น้อย

ผมมัวแต่คิดจึงถูกซ่านตงจูงมาถึงตำหนักโดยไม่รู้ตัว

"เจ้าเหม่ออะไรอยู่ มาทางนี้เถอะ วันนี้อากาศดีข้าพาเจ้าไปนั่งในสวนดีกว่า แล้วก็พูดกับข้าอย่างธรรมดาเถิด"

ผมเดินตามซ่านตงอย่างว่าง่าย ถิงฟงตามมาไม่ห่าง

อาหารรสเลิศสมดังว่า ผมขอให้จัดอาหารให้ถิงฟงด้วย

"เจ้าช่างใจดีต่อข้ารับใช้นัก" ซ่านตงว่าแต่ก็จัดให้ตามคำขอ

หลังรับประทานอาหารเสร็จก็ยังไม่มีใครมาตาม วันนี้ท่านลุงประชุมนานจริงๆ ผมจึงนั่งจิบน้ำชาชวนซ่านตงคุยไปเรื่อยๆ นับว่าได้ความมาไม่น้อย

วัดที่ซ่านตงไปถือศีลเป็นวัดเดียวกับที่มารดาของเขาไปบวช  นางเป็นนางกำนัลที่บังเอิญตั้งครรภ์ขึ้นตั้งแต่ท่านลุงเป็นองค์ชาย อายุมากกว่าพี่ซ่านเหยาตั้งหกปีซึ่งผมแอบคิดว่ามันหน้าแก่มาก เมื่อมารดาให้กำเนิดองค์ชายจึงได้ตำแหน่งเป็นพระสนม แต่ด้วยนางพื้นเพสามัญ ตำแหน่งรัชทายาทจึงตกเป็นของพี่ซ่านเหยาที่ถือกำเนิดจากฮองเฮา นางเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวง เมื่อซ่านตงเป็นหนุ่มจึงทูลลาท่านลุงไปบวชที่บ้านเกิด

ผมรู้จักซ่านตงมากขึ้นแต่ไม่พอที่จะสรุปได้ว่าเขาเป็นกบฏหรือไม่ แต่สรุปได้ว่ามันเป็นองค์ชายขี้หลี ผมเป็นผู้ชายนะเว้ย มาคีบกับข้าวให้ตาเยิ้มแบบนี้ผมรับไม่ได้จริงๆ

เสียงเอะอะดังขึ้นจากหน้าตำหนักทำให้ผมมองซ่านตงเป็นเชิงถาม องค์ชายใหญ่ดูจะงงๆ ท่าทางจะไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่เพียงพริบตาเดียว ผมก็ถูกอุ้มลอยขึ้นจากพื้น

สัมผัสที่คุ้นเคยแบบนี้ ซ่านหยวน?

"ท่านพี่ ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าขอตัวหรงเอ๋อไปก่อนนะ"

กว่าซ่านหยวนจะพูดจบคนก็มาไกลแล้ว จนผมไม่ทันเห็นว่าซ่านตงทำหน้าอย่างไร

ซ่านหยวนอุ้มผมโดดเข้าหน้าต่าง ปรากฏว่าเป็นห้องทรงงานของท่านลุงและทุกคนอยู่กันครบ

ผมดิ้นรนลงมายืนที่พื้น ซ่านหยวนไม่ยอมปล่อยจนท่านลุงดุเอาจึงยอมปล่อย พี่จื้อเหยียนจับผมหมุนไปมาสำรวจร่างกายอย่างเป็นห่วงแต่ทำเอาผมหัวหมุน

"พอเถอะพี่จื้อเหยียน ข้าเวียนหัว"

"ซ่านตงทำอะไรเจ้าหรือเปล่า"

"นอกจากพยายามแทะโลมข้าแล้วก็ไม่มีอันใด"

พี่จื้อเหยียนสบตากับซ่านหยวนและพี่ซ่านเหยา เรื่องแบบนี้สามัคคีกันขึ้นมาเลย ผมเป็นผู้ชายนะเฟ้ย อย่าปฏิบัติเหมือนผมเป็นผู้หญิงได้ไหม

"เอาละ พวกเจ้ามีอะไรจะเล่าให้ข้าฟัง" เสียงทรงอำนาจของท่านลุงสยบความวุ่นวายทั้งหมด

"หรงเอ๋อมีเรื่องจะเล่าให้ท่านลุงฟัง"

ผมเล่าเรื่องทั้งหมดที่ท่านตาสั่งมาให้ทำ มีท่านพ่อกับทุกคนนั่งให้กำลังใจอยู่ด้านหลัง

"ไม่ได้" ท่านลุงตวาดเสียงดังหลังผมเล่าจบ ทำเอาผมตกใจ ซ่านหยวนรีบดึงผมเข้าไปกอดไว้

"ท่านพ่อ หรงเอ๋อพูดถูกว่าสมบัติเหล่านี้เป็นชนวนแห่งเภทภัย สมควรที่จะกำจัดแล้วขอรับ" ซ่านหยวนสนับสนุน

"แต่สมบัติมากขนาดนั้น เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าถ้าเราได้มันมาสามารถช่วยบ้านเมืองได้มากนัก" ท่านลุงเริ่มเสียงอ่อนลง

"หรงเอ๋อขอบังอาจกล่าวสักคำ สมบัติเหล่านี้ได้มายามสงครามล้วนเปื้อนเลือดและน้ำตานับว่าเป็นของอัปมงคล บวกกับอยู่ในที่ห่างไกลลำบากต่อการขนย้าย ท่านลุงคิดว่ามีขุมกำลังกี่กลุ่ม คนจำนวนมากแค่ไหนที่พร้อมที่จะต่อสู้แย่งชิงเพื่อสิ่งอัปมงคลนี้ สิ่งที่ท่านต้องจ่ายคือความสงบสุขของแว่นแคว้น ชีวิตทหารและผู้เกี่ยวข้อง ทุกคนต่างมีครอบครัวบุตรธิดา ท่านลุงท่านคิดว่าสมบัติเพียงไหนจะทดแทนชีวิตที่เสียไปได้"

ท่านลุงเริ่มหวั่นไหวแต่ก็ยังปากแข็งอยู่

"การที่จะทำลายขุมทรัพย์นั้นก็ย่อมต้องส่งผู้คนออกไป"

"หรงเอ๋ออาสาไปเอง นั่นย่อมดีกว่าใช้ผู้อื่นไปเสี่ยงชีวิตนัก"

"ไม่ได้ เจ้าเพิ่งกลับมา ข้าจะปล่อยให้เจ้าไปเสี่ยงชีวิตไม่ได้" ท่านลุงดุ

"ช่างเถอะ ข้ามีชีวิตอยู่อีกเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ขอให้พวกท่านมีชีวิตยืนยาวดูแทนข้าว่าบ้านเมืองเดือดร้อนเพียงไหนก็แล้วกัน"

"เจ้าพูดอะไรของเจ้า" พี่จื้อเหยียนดึงแขนผมทำหน้าน่ากลัว

ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าหลุดปากไปจึงเม้มปากแน่นก้มหน้าไม่ยอมสบตาพี่จื้อเหยียน

"หรงเอ๋อ เจ้าเป็นอะไรเจ็บป่วยที่ใด" ซ่านหยวนมองอย่างเป็นห่วง

"ข้ามิได้เจ็บป่วย" ผมเมินไม่มองสายตาของคนตรงหน้า

"หรงเอ๋อ เจ้าเจ็บป่วยที่ใดจงบอกออกมา ในวังหลวงมีหมอมากมาย พวกเขาต้องหาทางรักษาเจ้าได้แน่" ท่านพ่อพูดอย่างอ่อนโยน

"ไม่มีหมอที่สามารถฝืนชะตาฟ้าได้หรอกท่านพ่อ" ผมยิ้มเศร้า

"ไฉนเจ้ากล่าวเช่นนั้นเล่าน้องพี่ ขอเพียงเจ้าบอกพวกเรามาว่าเจ้าเป็นอะไร เราย่อมช่วยกันหาทางแก้ไขได้แน่นอน" พี่ซ่านเหยาลูบหัวผม

"ข้ามีชะตาอายุเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น ท่านตาบอกว่าถ้าข้าสามารถระงับเหตุการณ์นองเลือดในแผ่นดินได้ก็จะเปลี่ยนแปลงชะตาให้มีอายุยืนยาว แต่เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ข้าคงต้องออกตามหาแผนที่ชิ้นที่เหลือแล้วทำลายทิ้งเพียงเท่านั้น ท่านลุงหลานตื่นแต่เช้าทำขนมมาให้ ต่อไปหลานคงไม่มีโอกาสทำให้ท่านอีกแล้ว ขอท่านโปรดถนอมตัวด้วย" ผมคุกเข่าโขกศีรษะให้ท่านลุงก่อนที่จะหันมาหาท่านพ่อ

"ท่านพ่อถึงจะเป็นเวลาสั้นๆที่ได้อยู่กับท่าน ข้ามีความสุขยิ่งนัก  เดิมทีข้าคิดเพียงว่าเมื่อมีโอกาสแล้วควรทำเรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินสักครา แต่เมื่อข้าได้เจอท่านทำให้ข้ารู้จักคำว่าครอบครัว ข้าไม่ต้องการให้มีผู้ใดพลัดพรากจากครอบครัวเช่นข้า ขออภัยที่ข้าอกตัญญูต้องขอลาท่านที่ตรงนี้ออกตามหาแผนที่เพียงลำพัง ถ้าข้ายังไม่ตายย่อมกลับมาหาท่านแน่นอน" ผมโขกศีรษะสามครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองท่านพ่อน้ำตาซึม

"ท่านพ่อ ข้าขอลาออกจากราชการไปกับน้องขอรับ" พี่จื้อเหยียนโพล่งขึ้น

"ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปคนเดียวหรอกนะ เราจะไปด้วยกัน" ซ่านหยวนกุมมือผมแน่น

"ท่านพ่อ" พี่ซ่านเหยามองท่านลุงอย่างอ้อนวอน

"พวกเจ้าอย่าบีบคั้นข้า" ท่านลุงทุบโต๊ะเสียงดังปัง ผมถูกซ่านหยวนดึงไปกอดไว้แน่นพี่จื้อเหยียนพยายามอย่างไรก็แกะไม่ออก

"เอาล่ะๆ ข้ายอมพวกเจ้าแล้ว หรงเอ๋ออย่าร้องไห้มาหาลุงเถิด ซ่านหยวนปล่อยน้องได้แล้ว" ท่านลุงแผดเสียงดังนั้นสนั่นแต่ซ่านหยวนทำหน้ามึนใส่

"ซ่านหยวนเจ้าปล่อยข้าก่อน ข้าจะเอาขนมไปจัดให้ท่านลุง" ผมดิ้นยุกยิกจนซ่านหยวนต้องปล่อย เดินออกไปหากงกงด้านนอกที่จัดขนมที่ผมทำมาใส่จานให้แล้ว

"เชิญท่านลุงรับประทานขนมก่อน เย็นนี้ข้าจะเข้าครัวเองดีหรือไม่ คงต้องขอยืมครัวในวังแล้ว" ผมอ้อน

"ย่อมได้อยู่แล้ว หลังอาหารเย็นเราค่อยปรึกษากันอีกทีว่าจะทำอย่างไร" ท่านลุงตัดสินใจ ตักสังขยาเข้าปากอย่างมีความสุข ว่าแต่เย็นนี้ทำอะไรรับประทานดีนะ

"อย่าลืมทำเผื่อพี่ด้วยนะ" พี่ซ่านเหยายิ้มหวาน ชิส์

ความคิดเห็น