หนุ่มๆ คะ ฉันไม่ได้มาเปิดฮาเร็ม (NC18+)
ตอนที่ 3 ฉันต้องรอด!! I will survive
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 3 ฉันต้องรอด!! I will survive

ตอนที่ 3 ฉันต้องรอด!! I will survive

 

            หลังจากผ่านการถกเถียงในค่ำวันนั้นในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าระหว่างที่ฉันยังไม่ได้เลือกใครก็ให้อาศัยอยู่ที่วิหารนี้ไปก่อน

 

            ฉันเพิ่งรู้ล่ะว่าวิหารจันทราแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะลอยฟ้าที่เรียกว่าซาเพนธอสซึ่งเป็นนครรัฐอิสระไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจปกครองของประเทศไหน ช่วงประมาณเช้าตรู่ฉันก็ถูกพาตัวมาอยู่ในที่พักเดียวกับเหล่านักบวชหญิง ชั่วโมงต่อมาพวกผู้เฒ่าก็ให้เด็กรับใช้เอาจดหมายมาส่งให้ ฉันอ่านจดหมายอย่างสะลึมสะลือ เห็นว่าในตอนสายจะมีไกด์พาฉันออกไปชมเมือง

 

            ประมาณ 8 โมงเช้า ร่างกายของฉันตื่นเองตามปกติ แสงสว่างจากด้านนอกส่องผ่านเข้ามาในห้องพร้อมกับสายลมเย็นสบายกำลังดี เมื่อมองออกไปเห็นทิวทัศน์เขียวชอุ่มจึงเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ  ห้องพักของฉันแฝงความเรียบง่ายเพราะเป็นหอพักของนักบวช แต่ถึงอย่างนั้นก็กว้างขวางโอ่อ่า คาดว่าคงเป็นห้องที่ดีที่สุดในหอพักแห่งนี้

 

            ฉันลุกขึ้นไปชำระล้างร่างกายอย่างใจเย็น ไม่มีประโยชน์ที่จะโวยวายไม่จบสิ้นเพราะฉันเห็นแล้วว่าทุกอย่างถูกผนึก ฉันข้ามมิติมานักต่อนักแล้วในเมื่อเป็นแบบนี้สิ่งที่พอจะทำได้คือต้องเร่งเก็บเลเวลและเปิดทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตพื้นฐานก่อนเป็นอันดับแรก

 

            เมื่อจะหยิบเสื้อผ้าที่ถูกเตรียมเอาไว้ในตู้มาสวมใส่ก็เห็นเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ถูกแขวนเอาไว้ แต่ละอย่างแม้ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าเหมือนอาศัยในพระราชวังแต่ก็ตัดเย็บประณีตมากจนสามารถรับรู้ได้ถึงความตั้งใจในการต้อนรับองค์เทพีจากพวกเขา ฉันจึงเลือกเสื้อเชิ้ตคอปกสีขาวมาใส่คู่กับกางแกงรัดรูปที่ทำจากผ้าสักหลาดสีน้ำตาลอ่อนและไม่ลืมหยิบชิ้นเกราะอกกับเกราะแขนพร้อมดาบและรองเท้าบู๊ทยาวมาสวมทับ

 

            ที่โต๊ะอาหารมีสี่ผู้เฒ่ารอต้อนรับฉันอยู่ก่อนแล้ว ฉันจำได้แล้วว่าแต่ละคนชื่ออะไรบ้างเพราะหลังจากที่จบเรื่องแนะนำตัวเสร็จพวกเขาก็ส่งฉันมาพักที่นี่แหละ

 

            “องค์เทพี โปรดเสวยกระยาหารแบบพวกเราได้หรือไม่” ผู้เฒ่านิโกไลคนที่หน้าตาเหมือนคุณตาใจดีผายมือไปยังสารพัดอาหารที่จัดเรียงบนโต๊ะยาวแบบอลังการ ฉันได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อก...บอกแล้วไงว่าฉันทำภารกิจมาเยอะ ฉันเข้าใจสภาพสังคมแต่ละที่และไม่เรื่องมาก

 

            “ออกจะหรูหราเกินไปสำหรับมื้อเช้า แต่ขอบคุณท่านผู้เฒ่ามากๆ ที่เตรียมมาให้ วันหลังค่อยลดจำนวนลงก็แล้วกัน” ไม่ใช่อะไรนะ...ฉันเกรงใจไง ยังไงพวกเขาก็เป็นนักบวช ให้ฉันกินหรูกว่าเจ้าบ้านนี่บอกเลยว่ารู้สึกละอายใจ

 

            ท่านผู้เฒ่ายิ้มแย้มแล้วเชื้อเชิญให้ฉันนั่งลงที่หัวโต๊ะ ด้วยความเสียดายฉันจึงพยายามยัดลงท้องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก็หมดไปไม่ถึงหนึ่งส่วนของที่วางจัดบนโต๊ะด้วยซ้ำ พอเริ่มอิ่มความเร็วในการกินก็ตกลง เหมือนท่านผู้เฒ่าจะสังเกตได้จึงรีบชวนฉันพูดคุยถึงโปรแกรมของวันนี้

 

            “เรียนเชิญองค์เทพีเสด็จด้านนอกเถิด ตอนนี้เจ้าชายฮาเดสรอท่านอยู่หน้าวิหารแล้ว”

 

            “ฮาเดส?” ฉันชะงัก...อย่าบอกนะว่า

 

            “เจ้าชายจะเป็นผู้นำท่านชมเมืองซาเพนธอสในวันนี้”

 

            ฉันเหงื่อตก รู้สึกร้อนใจพิกลเหมือนหนูติดจั่น “แต่...”

 

            “องค์เทพีอย่าได้กังวล พวกเราหาได้เร่งรัดเรื่องการเลือกผู้เหมาะสมไม่ เพียงแต่องค์จักรพรรดิโครนอสมีรับสั่งให้เจ้าชายนำท่านเสด็จ”

 

            เอ้อ...ที่แท้โดนพ่อสั่งมานี่เอง แล้วงี้ตาบ้านั่นไม่ยิ่งหน้าบูดเป็นตูดเป็ดเหรอเนี่ย

 

            ฉันพยักหน้าเข้าใจ ไม่ต่อต้านอะไรอีก ถึงแม้อยากจะถามถึงซิกฟรีดแต่ก็ต้องหุบปากไว้เพราะประสบการณ์ผู้กล้ามืออาชีพสอนเอาไว้ว่าอย่าแสดงท่าทางโอนเอียงไปหาใครตั้งแต่แรกแม้จะติดใจแค่ไหน ฉันควรวางตัวเป็นกลางแล้วศึกษาสถานการณ์บ้านเมืองของพวกเขาก่อน

 

            ขบวนผู้เฒ่าเดินมาส่งฉันหน้าวิหารอย่างเอิกเกริก ทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มผิดกับเจ้าของร่างสูงที่ปล่อยรังสีอำมหิตไม่เข้ากับม้าขาวที่กำลังขี่อยู่เลยซักนิด นายนั่นมองฉันอย่างเหยียดๆ ดีที่ส่งแค่สายตาไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร จากนั้นเจ้าตัวจึงออกคำสั่งห้วนๆ “ขึ้นมา”

 

            ไม่มีแม้กระทั่งอาการช่วยฉันให้ขึ้นหลังม้า...คือก็ไม่ได้หวังอะไรหรอก แต่คุณเอ็งเข้าใจมั้ยว่าฉันเป็นองค์เทพีน่ะ ช่วยแสดงอาการใส่ใจซักนิดหนึ่งสิ...ฉันปีนขึ้นหลังม้าอีกตัวอย่างทุลักทุเล สกิลไม่เท่าไหร่ แต่ค่าสถานะที่ถูกผนึกไปทำให้ความสามารถทางกายภาพของฉันต่ำเตี้ยสุดๆ ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีวันให้เจ้าบ้านี่รู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้กลายเป็นจุดอ่อนของฉันแน่นอน

 

            แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี เจ้าม้าที่ฉันขึ้นขี่แสนรู้เอามากๆ ตัวของมันเป็นสีน้ำตาลแดงมีขนขาวเป็นรูปกากบาทที่หน้าผาก ฉันรู้สึกว่ามันกระดกก้นเบาๆ ส่งฉันให้นั่งบนอานได้โดยสวัสดิภาพ “น่ารักจัง...มันชื่ออะไร” ฉันอดชมไม่ได้

 

            “เจ้าเซ่อ” ฮาเดสบอกแล้วควบม้าออกไปแบบไม่สนใจฉันทันที

 

            เห้ย...มันไม่เซ่อซักหน่อย ฉันลูบหัวมันสองสามทีปลอบใจ “เอาแบบนี้ละกันฉันตั้งชื่อให้ว่าครอสนะ” ฉันเอ่ยตามจุดเด่นบนหน้าผากของมัน

 

            มันรองฮี้ๆ อย่างดีใจก่อนจะเหยาะย่างตามม้าตัวหน้าออกไป ฉันจึงได้แต่หันหลังโบกมือให้ท่านผู้เฒ่าทั้งสี่ที่อวยพรให้โชคดี

 

            ไม่ถึงสามสิบนาทีฮาเดสก็พาฉันชมเมืองจนเกือบครบ อยากจะบอกให้พี่แกรับรู้เหลือเกินว่าถ้าจะควบม้าเอาเป็นเอาตายให้ฉันควบตามแถมไม่อธิบายสถานที่อะไรแบบนี้เอ็งก็ไม่ต้องพาฉันมาชมเมืองก็ด้ายยยย...ที่วิ่งๆ ตามมานี่บอกเลยจำถนนไม่ได้ซักเส้น ถ้าวันหลังต้องมาเองหลงทางแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์

 

            ฉันหอบแฮ่ก เจ้าเซ่อ เอ๊ย เจ้าครอสก็หอบด้วย ฉันได้แต่ส่งสายตาเขียวปั๊ดไปให้ฮาเดสเพราะเหนื่อยจนพูดไม่ออก แล้วก็ไม่ผิดคาดนักเมื่อเขาพูดออกมา “พาชมครบแล้วนะ กลับเองก็แล้วกัน”

 

            อ้าวเฮ้ย! ฉันเบิกตากว้าง แต่ไม่ทันการแล้วเพราะคุณพี่ไปโน่นแล้วครับ...ไปโน่นแล้ว

 

            เอ๊ยย ฮาเดส กลับมาก่อน อย่าทิ้งฉัน!!!

 

            ฉันกู่ร้องในใจสุดเสียง ลมพัดใบไม้ปลิวพร้อมนกกระจิบหนึ่งตัวบินประกอบฉากด้านหลัง ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลงตกแล้วบ่นกับเจ้าครอสแทน “บ้าชะมัดเล้ย ให้ตายสิ”

 

            คอตกอยู่ไม่นานฉันก็ผงกหัวขึ้นดูดวงอาทิตย์  ถ้ายึดแค่ตามดวงอาทิตย์ไม่สนใจถนนหนทางในเมืองฉันก็พอคลำทางกลับวิหารจันทราถูก ถ้าหลงจริงๆ ถามชาวเมืองเอาคงไม่ยากนัก เพราะอย่างไรเสียเมืองนี้ก็มีสถานที่สำคัญที่สุดก็คือวิหารจันทรานี่เอง

 

            ตัดสินใจได้ดังนั้นฉันจึงพาเจ้าครอสมุ่งไปยังกำแพงเมืองฝั่งทิศใต้ ที่ฉันได้กลิ่นป่า คิดว่าถ้าออกไปนอกเมืองคงจะพอหาทางเก็บเลเวลนิดๆ หน่อยๆ ได้บ้าง ส่วนพวกร้านค้าคงต้องข้ามไปก่อนเพราะฉันไม่ได้เอาเงินติดตัวมา

 

            คิดในแง่ดี เจ้าบ้านั่นไม่อยู่ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้เก็บเลเวลโดยไม่ต้องกังวลว่าความจะแตก

 

            เมื่อออกมาถึงด้านนอกกำแพงเมือง ฉันก็พบว่ามีป่าอยู่อีกฟากหนึ่งของทุ่งหญ้าจริงๆ ด้วย ฉันรีบข้ามทุ่งหญ้าแล้วลงจากหลังเจ้าครอสเพื่อจูงมันเดิน มันดูกล้าๆ กลัวๆ ตามประสาม้าเลี้ยงที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง  อันที่จริงในใจฉันก็กังวลเพราะอัตราปลดปล่อย 1/10,000 ที่เห็นเมื่อคืนนั่นแหละ หมายถึงฉันต้องพยายามมากกว่าเดิมเป็นหมื่นเท่าสำหรับ 1 เลเวลสินะ

 

            ฉันที่ไม่รู้ว่าต้องฝึกฝนนานแค่ไหนถึงจะสามารถยกระดับได้เดินเข้าไปในป่าไม่ลึกนัก จากตรงนี้พอจะมองเห็นทุ่งหญ้าด้านนอกผ่านดงไม้...เอาที่นี่แหละ จะได้ไม่หลง!

 

            ดังนั้นฉันจึงหาที่ผูกเจ้าครอสไว้แล้วเลือกต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งเป็นที่ฝึกลับๆ ขั้นแรก...ว่าแล้วฉันก็นั่งลงขัดสมาธิ หลับตาแล้วกำหนดลมหายใจเพื่อเข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง อย่าแปลกใจว่าทำไมฉันถึงเลือกฝึกสายจิตก่อน นั่นก็เพราะความต้องการของฉันในตอนนี้คือปลดผนึกค่า MP ให้เร็วที่สุด การอยู่ในสถานะองค์เทพีประจำวิหารนั้นการันตีได้ระยะหนึ่งว่าฉันคงยังไม่จำเป็นต้องสู้กับใครตอนนี้ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือความสามารถในการใช้คาถาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์หลอกลวงชาวบ้านให้สมฐานะซักหน่อย

 

      เข้าสู่ภาวะสงบได้ไม่นานกระแสเวทในธรรมชาติก็ตอบสนองต่อฉันทันที เข้าใจแล้ว เป็นอย่างที่พระเจ้าอธิบายจริงๆ ด้วยว่าเวทมนต์บนดาวดวงนี้เข้มข้นมาก จากที่คาดคะเนนั่งสมาธิไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาทีฉันก็รู้สึกกดดันอย่างหนัก เหงื่อไหลโซมเพราะพลังที่บีบอัดจากภายนอกรอบด้าน ทำให้ฉันต้องด่ำดิ่งลึกลงไปในจิตของตัวเองยิ่งกว่าเดิม

 

      ทั้งที่กำหนดจิตจนนิ่งกว่าเดิมแล้วกระแสเวทกลับตามมากดดันบีบคั้นแบบไม่ยอมปล่อย ที่ปล่อยความคิดให้แกว่งไปชั่วครู่อุทานในใจ...เพราะอย่างนี้นี่เองดราคาเรียสที่ดูแข็งแกร่งขนาดนั้นถึงได้เลเวลต่ำผิดจากมาตรฐานมิติอื่นนัก คนอื่นๆ คงไม่ต่างกัน...แบบนี้ตัวฉันอยู่ระดับไหนกันแน่นะถ้าใช้เกณฑ์ของที่นี่

 

            ฉันฝืนจนไอเวทรอบตัวรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน แต่ไม่มีใครเห็นนอกจากเจ้าครอส...เจ้าม้าถอยกรูดเอาเป็นเอาตายจนสุดสายเชือก เมื่อไปไกลไม่ได้เกินกว่านี้มันก็มุดหัวซุกเข้าไปในพุ่มไม้

 

            ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วจนกระทั่งเจ้าครอสส่งเสียงงี้ดๆ คล้ายว่าทนไม่ไหวอีกต่อไป ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ยังคงมองเห็นไอเวทบางส่วนที่ไม่สลายแล้วเช็คสถานะ MP ของตัวเองที่ยังถูกปิดผนึกอยู่เช่นเดิม “นี่มันไม่ใช่ธรรมดาแล้ว โคตรหินสุดๆ”

 

            พูดไม่ทันขาดคำบริเวณจมูกของฉันก็ร้อนผ่าวพร้อมของเหลวไหลลงมา ฉันยกมือขึ้นแตะดูเลือดกำเดาตัวเอง...สีทอง!!

 

      เลือดของฉันเป็นสีทอง...ฉันไม่เคยเจอเผ่าพันธุ์แบบนี้มาก่อน

 

            ฉันรีบหาใบไม้แถวนั้นมาเช็ดแล้วฝังกลบมิดชิด ไม่ยอมให้เลือดเปื้อนติดเสื้อผ้าเด็ดขาด ก่อนที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ฉันจะไม่บอกข้อมูลนี้แก่ใครทั้งนั้น

 

            ฉันเดินไปหาเจ้าครอสเพื่อปลดเชือกให้มัน ท้องฟ้าด้านบนกลายเป็นสีส้มแล้ว...ฉันคงอยู่ในภวังค์เกือบทั้งวัน แบบนี้ต้องรีบกลับ ไม่รู้ว่าตอนกลางคืนที่นี่จะเป็นยังไงบ้าง

 

            เมื่อออกไปยังทุ่งหญ้า คงเพราะซาเพนธอสเป็นเกาะลอยฟ้าเหนือเมฆ ฉันจึงรู้สึกเหมือนเห็นดวงอาทิตย์กำลังตกดินได้ชัดกว่าปกติ พอชื่นชมอยู่แป๊บหนึ่งฉันก็ตัดสินใจกลับเข้าเมือง

 

            ไม่นานนักฉันก็หาทางกลับวิหารจันทราจนได้ ตัวฉันที่เหงื่อไหลและดูเหนื่อยโทรมทำเอาพวกนักบวชฝึกหัดวิ่งวุ่น เข้ามาถามซักไซ้กันใหญ่ว่าฮาเดสพาฉันไปตกระกำลำบากที่ไหนมา

           

 

            ฉันยิ้มอ่อน...เจ้าบ้านั่นทิ้งฉันแล้วหายหัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว ที่เห็นโทรมขนาดนี้แค่หลบไปนั่งสมาธิมา ใครจะรู้ว่ามันโหดหินขนาดนี้ แถมยังได้รู้ความลับของตัวเองอีกอย่าง...ยังไงฉันก็ต้องเก็บไว้เพื่อความปลอดภัย ต้องอยู่รอดจนกลับบ้านให้ได้!

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น