ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 32 แผนที่ไม่อยู่ในแผน (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 32 แผนที่ไม่อยู่ในแผน (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2559 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 32 แผนที่ไม่อยู่ในแผน (100%)
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 32 แผนที่ไม่อยู่ในแผน

 

 

 

 

                  “เอาไงดีพวก เล่นกับหมาข้าไม่ถนัด....”

 

                  “ทำไมน้ำลายมันฟูมปากงั้นวะ เป็นบ้าหรือเปล่า?”

 

                  “ไม่แน่ใจ อย่าให้เขี้ยวมันโดนมือเป็นพอถ้าไม่อยากหอนก่อนตาย”

 

                   “เอ็งอย่าพูดอะไรเป็นลางอย่างงั้นออกมาเชียว ตายตอนนี้ก็อดมีเมียกันพอดี!”

 

                  “กลัวด้วยเหรอ เห็นเฉยนักนึกว่าไม่อยากมี”

 

                  “มันยังไม่เจอคนที่ใช่โว้ย ไม่ใช่ไม่อยาก”

 

                  พจน์กับชีวินตะโกนแข่งกับเสียงเพลงที่ยังดังกระหึ่มและสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเกาะ

 

                   เพลงที่ดังมาก

 

                ดังดีจนอยากวิ่งไปตบรางวัลคนเปิดที่เน้นเสียงเบสได้หนักขนาดที่นกกาตกใจพากันออกมาบินว่อนกันเต็มท้องฟ้า

 

               คนสี่คนกำลังจ้องหมาหน้าโหดที่กิตติศัพท์ความดุร้ายของมันทำให้ต้องระวังตัว และเจ้าเขี้ยวแหลมเองก็กำลังจ้องมาที่พจน์กับชีวินเขม็งเช่นเดียวกันเพราะมีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่เริ่มขยับตัว

 

                ภีมคอยส่องกล้องมองพื้นที่ด้านล่างเผื่อว่าจะมีอะไรผิดสังเกต แต่ก็หันกลับมามองพี่ชายเป็นพักๆเพราะเผื่ออยากได้ความช่วยเหลือ

 

                เจ้าล็อตไวเลอร์ขยับถอยหลังคล้ายจะตั้งหลักและหยั่งเชิงกันว่าคนหรือหมาใครจะใจกล้าเป็นฝ่ายบุกก่อน

 

                มีเพียงหมอนิวิฐเท่านั้นที่เปลี่ยนหน้าตัวเองกลับมาเฉยเมยเหมือนเดิมอย่างครุ่นคิด ก่อนที่มือเรียวขาวอย่างคนที่ไม่เคยแตะต้องงานหนักจะล้วงมือเข้าไปในเป้ของตัวเองแล้วหยิบบางอย่างขึ้นมาโยนเล่น

 

                “หันมาทางนี้ไอ้หน้าขน...”

 

                “หงิ๊งงงงง

 

                ขวับ!!

 

                ตั้งใจจะเรียกแต่หมา แต่สามคนข้างๆก็เสือกหันขวับมาอย่างพร้อมเพรียง แล้วก็พากันหันกลับไปมองเจ้าล็อตไวเลอร์อย่างแปลกใจ เพราะตอนนี้ท่าทางและหน้าตาดุๆของมันได้เปลี่ยนไปราวกับฝ่ามือเป็นหลังเท้า

 

                 “อยากได้นี่ไหม อยากได้หรือเปล่า?”

 

                 กิริยาที่ไอ้หมอเหวี่ยงแขนไปทางซ้ายทีทางขวาทีเหมือนจะคว้างแต่ก็ไม่คว้าง ทำให้ไอ้หน้าขนเห่า โฮ่ง! โฮ่ง! แล้วกดหน้าของมันลงพร้อมกับโก่งตูดส่ายหางที่ยาวกว่าข้อนิ้วนิดเดียวของมันไปมาอย่างลุ้นเต็มที่ว่าขว้างสิ ขว้างเลย ทำเอาเหล่ามนุษย์ที่ยืนมองรู้สึกฟาวล์อย่างแรงเพราะเผลอไปกลัวไอ้หมาปัญหาอ่อนแบบนี้ตั้งแต่แรก

 

                 “เอ้า ไปเก็บมา”

 

                 วื๊ดดดดดด!!!

 

                 รูบิกขนาดเหมาะมือถูกเหวี่ยงหวือไปไกล พาให้ไอ้สี่ขาหันหลังวิ่งจู๊ดสบัดตูดเลิกสนใจคนแปลกหน้า ทำให้คนทั้งสี่ถึงกับถอนหายใจเฮือก

 

                 “ใช้ได้นี่หว่าไอ้หมอ”

 

                “ไม่ยักรู้ว่าเอาไอ้นั่นมาด้วย ติดมากเลยนะเอ็ง”

 

                 “เออ! ถ้ารู้ว่าจะต้องเอามาใช้ล่อหมา จะติดมาซักสามอัน”

 

                 “ทีนี้ก็ไปกันได้ซักที”

 

                 “ไม่คิดว่าแค่หมาตัวเดียวจะทำให้เสียเวลาขนาดนี้”

 

                  “เอาน่า ไหนๆมันก็ไปแล้ว......”

 

                  “เฮ้ยยย!!!”

 

                  “เฮ้ยยย!!!”

 

                  “เฮ้ยย!!!”

 

                  “เฮ้ยยย!?....”

 

                  สี่เสียงดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

 

                  เจ้าหมาหน้าโหดที่เพิ่งวิ่งลับตาไปเมื่อครู่กำลังยืนคาบวัตถุที่เพิ่งเหวี่ยงไปไกลดักรอห่างออกไปไม่ถึงสามวาดี แถมมันยังเดินเข้ามาใกล้หมอแล้วคายของที่คาบไว้ในปาก แล้วส่ายตูดที่ประดับด้วยหางสั้นๆของมันคล้ายกับจะบอกว่า 'เอาอีก เอาอีก คว้างอีก'

 

                   “เวรแล้วไง นี่มันใช่เวลาไหม?” ชีวินกอดอกพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

 

                   “แกนี่มันเอ๋อผิดหน้าตาจริงๆ”

 

                  ภีมเปรยแล้วหันไปมองหน้าพี่ชายอย่างปรึกษาว่าเอไงดี พราะขืนปล่อยไว้แบบนี้ จากที่ไม่อยากให้ใครรู้ก็คงได้รู้กันทั้งเกาะเพราะไอ้นี่คนเห่าบอกเขาไปทั่ว แล้วก็มองเลยไปที่หมอนิวิฐที่กำลังล้วงมือเข้าไปหยิบของบางอย่างในเป้

 

                   แล้วสองพี่น้องก็ทำกิริยาเหมือนกันเป๊ะคือเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย ยกเว้นชีวิน

 

                   แกร๊ก! แกร๊กก!!

 

                  “เฮ้ย! กะเอาตายเลยเหรอวะ?”

 

                 “ใครบอกเล่า”

 

                  ฟิ้ววววว!!

 

                 ฉึก!!

 

                 “แค่ให้หลับไปชั่วคราวก็เท่านั้น”

 

                  ยาสลบที่เสียบเข้าจุดหมายราวกับจับวางออกฤทธิ์ทันที และไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเจ้าล็อตตัวใหญ่แต่นิสัยผิดสายพันธุ์ก็ตาปรือแล้วล้มลงตรงหน้า

 

                  “เห็นไหม แค่นี้ก็เรียบร้อย”

 

                 ไอ้หมอเก็บปืนแล้วเดินไปหยิบของเล่นที่ใช้หลอกหมาเมื่อครู่มาเก็บลงเป้ก่อนจะปัดมืออย่างที่ชอบทำประจำ เรียกรอยยิ้มขำของทั้งสามราวกับนัดหมาย 'ให้มันได้อย่างนี้สิวะ'

 

                 “หวังว่าคงจะไม่มีตัวที่สองวิ่งมาตามหาพวกมันหรอกนะ”

 

                “ภาวนาให้อย่ามี เพราะยาสลบเอามาจำกัด ทีแรกกะจะเอามาใช้กับตะกวดหรือไม่ก็เสือ”

 

                “ถ้ามีเสือนะ ป่านนี้พวกไอ้เสี่ยนั่นคงเป็นอาหารของมันไปเรียบร้อย อย่างมากก็ลิงดุ หรือไม่ก็งู ระวังหน่อย ตั้งแต่ขึ้นมายังไม่เห็น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี”

 

                “พูดถึงลิงแล้วนึกขึ้นได้ เจ้าขนุนไปถึงไหนแล้ว?”

 

                “นั่นสิ เจอหมาเลยลืมลิงไปเลย

 

                ชีวินว่าแล้วล้วงโทรศัพท์ออกมาเช็ภาพ แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

 

                “หือ?”

 

               “มีอะไรวิน?”

 

                พจน์ลดกล้องส่องทางไกลจากตาเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างจากเพื่อน

 

                 “ภาพมันกลับหัวว่ะ”

 

                 ว่าแล้วก็ยกโทรศัพท์ในมือให้ดู ทำให้นิวิฐกับภีมยื่นหน้ามามองอย่างสงสัย ก่อนจะพากันขมวดคิ้วหันมองหน้ากันเพราะไม่ว่าชีวินจะเอียงโทรศัพท์ในมือไปในทิศทางไดภาพที่ได้ก็ยังคงกลับหัวอยู่ดี

 

                  “เกิดอะไรขึ้น ต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ”

 

                  “เจ้าลิงมันกลับหัวอยู่เหรอ ไม่น่าใช่ เพราะตั้งแต่เจอมันไอ้นี่ก็ทำตัวไม่ค่อยเหมือนลิงเท่าไหร่”

 

                  "ถ้าไม่ใช่ภาพมันจะออกมาเป็นแบบนี้เหรอวะ?”

 

                  “งั้นเจ้าขนุนมันก็ต้องห้อยหัวนิ่งๆ ภาพมันถึงเป็นแบบนี้ ว่าแต่ว่า มันอยู่ตรงไหน?”

 

                   ชีวินพลิกกล้องไปมาเพื่อจะดูให้รู้ว่ามันเป็นส่วนไหนของเกาะ พจน์เท้าสะเอวมองเพื่อนก่อนจะหันมายกกล้องขึ้นส่องตาเช็ครอบๆเช่นเดียวกับภีมและนิวิฐ

 

                   “แปดโมงกว่าแล้วพรรคพวก ถ้ายังมัวแต่จ้องกันไปจ้องกันมาแบบนี้วันนี้ทั้งวันก็ไม่เสร็จ”

 

                   “แล้วได้รูปที่จะเป็นหลักฐานพอหรือยังวิน”

 

                  “ไม่มาก ยังหามุมเด็ดๆไม่ได้

 

                  “ต้องเข้าไปใกล้กว่านี้ งั้นเอ็งจัดการเรื่องรูปไปเลย ส่วนเอ็งไอ้หมอ เข้าไปช่วยลุงคนที่เราเห็นเมื่อกี้”

 

                  “โอเค”

 

                  “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมป่วนให้”

 

                   เสียงภีมแทรกขึ้นเหมือนจะรู้หน้าที่ตัวเองทำให้พจน์หัวเราะหึๆ ชีวินเข้ามาตบไหล่อย่างชอบใจ

 

                  “ตกลงครับคุณชาย ได้ยินสัญญาณเมื่อไหร่เอาให้หนักๆ”

 

                  “เช็คไมค์เรียบร้อย มีอะไรส่งซิกดังๆ เอาให้เห็นชัดๆเลยนะพวก”

 

                  “โอเค”

 

                  ทั้งสี่เสียงรับคำแล้วหันหลังให้กันก่อนจะมุ่งไปยังจุดที่ตัวเองจะต้องทำ

 

                  ชีวินมองกล้องในมือแล้วค่อยๆย่องหลบต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้เพื่อจะตามหาเจ้าขนุนที่จู่ๆก็หายไป

 

                  หมอนิวิฐเองก็รอจังหวะเพื่อจะเข้าไปช่วยคนงานที่คิดว่าน่าจะเป็นน้องชายลุงดุ่ย

 

                  ภีมเดินมาได้สักพักก็เจอชะง่อนหินที่จำได้ และนั่งหลบรอสัญญาณจากพวกพี่ๆและในระหว่างนั้นก็หยิบอุปกรณ์สำหรับ “ป่วน” โดยเฉพาะออกมาเช็เพื่อให้แน่ใจว่าพร้อมใช้งานทันทีเมื่อถึงเวลา ก่อนที่คนที่เด็กที่สุดในกลุ่มจะหยิบเครื่องดักฟังขนาดเล็กมาจัดการแล้วเล็งเป้าหมาย

 

                  เสียงบางอย่างที่ดังขึ้นท่ามกลางเพลงใหม่ที่กำลังดังกระหึ่มไปทั่วเกาะไม่ได้ทำให้พวกของเสี่ยประดิษฐ์เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อย และแรงสะเทือนเล็กๆบนหน้าผากับหินที่ร่วงกราวลงมาก็เป็นเรื่องปกติของเกาะนี้อยู่แล้ว

 

                   หากแต่ใครจะคิดว่าการร่วงของหินครั้งนี้มันเกิดขึ้นแบบไม่ธรรมดาเท่านั้นเอง

 

                   จุดกระพริบสีแดงที่แทบจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นไม่ได้เรียกร้องความสนใจจากใคร แต่กับสี่คนที่แอบขึ้นมาใหม่นั้นถึงกับยิ้มเมื่อได้ยินเสียงคุยของกลุุ่มเป้าหมายชัดขึ้น

 

                    มือที่กำลังปรับกล้องส่องทางไกลของพจน์ถึงกับกระตุก เมื่อตอนนี้ปากทางเข้าถ้ำมีคนที่ตนต้องการให้มันระเห็จออกไปไกลจากเกาะหลายหมื่นโยชน์ยืนอยู่

 

                   “ไอ้ประดิษฐ์”

 

                   เสียงทุ้มคำราม จากนั้นยังมีลูกน้องตัวใหญ่ของมันอีกสามคนเดินออกมาสมทบ และตามด้วยคนงานที่ช่วยกันยกเข่งรังนกที่ได้มาออกมาวางนอกถ้ำ

 

                  “เร็วๆหน่อยโว้ย ชักช้า”

 

                   หนึ่งในลูกน้องของมันตะโกนดัง ทำให้คนงานหลายคนวิ่งเข้าวิ่งออกเพื่อลำเลียงเข่งออกมาวางโดยไม่ได้พักหายใจ ซ้ำยังโดนผลักจนเซหลุนๆทำเอาคนแอบมองไม่พอใจอย่างแรงเมื่อเห็นกิริยาไร้น้ำใจแบบนั้น

 

                   พจน์กัดฟันกรอด รู้สึกผิดที่ตนไม่ได้เข้ามาดูแลเกาะตั้งแต่แรก ลืมนึกไปว่ามูลค่าของรังนกพวกนี้มันมหาศาลถึงขนาดที่ทำให้พวกเห็นแก่เงินเข้ามาหาผลประโยชน์แบบนี้ได้ง่าย

 

                  คิ้วเข้มกระตุกเมื่อได้ยินประโยคจากคนด้านล่าง

 

                 “มึงไปเรียกไอ้คนที่นอนอยู่มาช่วยกัน คนแค่นี้มันไม่ครบเห็นไหม ขาดไปคนนึงจะช่วยกันยกได้ยังไงวะ”

 

                  “ลูกพี่ ลุงเด่นแกป่วยลุกขึ้นมาช่วยไม่ไหวหรอก เหลือแค่นี้เองเดี๋ยวพวกผมจะรีบขน”

 

                  “กูสั่ง....มึงต้องทำไม่ใช่มาเถียงกู ไป๊!”

 

                  “แต่ว่า...”

 

                  พลั๊ววว!!!

 

                  อั๊กกก!

 

                 “ไอ้มาก!”

 

                  เพื่อนคนงานที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับปล่อยมือจากเข่งที่ช่วยกันยกออกมาถลาเข้าไปหาคนที่หงายหลังลงไปนอนหอบหายใจ

 

                  “มึงเป็นไรไหม?”

 

                  “กู ..ซี๊ดด...กูไม่เป็นไร”

 

                   “ไม่เป็นไรห่าไร เลือดล้นปากขนาดนี้”

 

                  “ก็เห็นแล้วมึงยังเสือกถาม”

 

                   “เออกูผิด”

 

                   “พอๆ พอ เสียเวลา กูบอกให้ไปเรียกไอ้คนที่นอนอยู่มาช่วยกันยกเข่งพวกนี้ ไปสิวะ!! ถ้ายังมีปัญหาอีก.....”

 

                   ไอ้กล้ามโตพูดค้างไว้แค่นั้นแล้วถลกเสื้อแขนสั้น อวดแขนที่เต็มไปด้วยลายสักของบรรดานักษัตร์เต็มทั้งสองแขน และแน่นอนไม่ต้องเดาให้ยากเลยว่าลายพวกนั้นคงเต็มไปทั้วตัวใหญ่ๆของมันด้วยแน่ๆ

 

                   “หึๆ”

 

                   พจน์ที่เห็นเหตุการณ์ปรับกล้องให้ซูมเข้าไปอีกเมื่อเห็นหนึ่งในคนงานวิ่งไปอีกทางและไม่ต้องเดาว่าไปไหน

 

                  “ไอ้หมอ”

 

                  “ว่าไง?..”

 

                 “กำลังจะมีแขกไปหา”

 

                 “โอเค”

 

                  นิวิฐรับสั้นๆแค่นั้นและแน่นอนว่าเสียงบอกนั้นอีกสองคนก็ได้ยิน และต่างก็ขยับตัวเพื่อเร่งจัดการส่วนที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ

 

                 ภีมเหลียวซ้ายแลขวา

 

                 ชะง่อนหินที่ยื่นยาวออกไปพอสมควรทำให้ไม่มีใครสังเกตที่จะมองขึ้นมา ทำให้ภีมง่ายต่อการมองลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง แม้จะไม่สูงมากมายนักแต่ก็เห็นบริเวณด้านล่างชัดเจน อีกทั้งใบไม้และเถาวัลย์ที่ห้อยระโยงระยางหนาๆเป็นม่านชั้นดีให้ร่างสูงแอบซุ่มทำอะไรบางอย่างโดยที่คนด้านล่างไม่มีโอกาสมองหรือสังเกตุเห็นอะไรได้

 

                   ส่วนทางด้านชีวินที่เดินบ้าง วิ่งบ้าง หลบต้นไม้มาเรื่อยตามสัญญาณที่บอกจุดที่อยู่ของสร้อยคอ ก่อนจะแหงนมองฟ้าแล้วยกยิ้มร้าย

 

                  “วี๊ดดดดดดดดด!!!”

 

                  “วี๊ดดดดดดดด!!”

 

                   เพลงที่เปิดดังกระหึ่มจบลงไปเพลงแล้วเพลงเล่า แต่คราวนี้ทั่วทั้งเกาะมีอีกหนึ่งเสียงที่ดังแทรกขึ้นมา ไม่รู้ด้วยว่าต้นเสียงมาจากทิศทางไหน และเสียงหวีดแหลมเล็กที่หูมนุษย์ฟังไม่ได้ยินนั้นกลับทำให้ภายในถ้ำถึงกับป่วน

 

                    “เฮ้ย!!!!?”

 

                     นกตัวเล็กหลายหมื่นตัวพากันบินว่อนชนกันตุ๊บตั๊บเพราะตกใจจนคนที่ยืนอยู่ในถ้ำพลอยตกใจในสิ่งที่เห็น

 

                    “เกิดอะไรขึ้น!?”

 

                    ไอ้โต้ง หรือที่คนงานเรียกเฮียโต้ง หนึ่งในมือขวาของเสี่ยประดิษฐ์ถึงกับตาเบิกโพลงตะโกนถามเสียงดัง พอๆกับคนงานที่กำลังปีนเสาไม้ไผ่ต้องชะงักมือเมื่อนกตัวเล็กบินมาชนหน้าชนตาจนทำงานลำบาก

 

                   “นี่มันอะไรกัน?!”

 

                   ไอ้โต้งหันขวับเมื่อได้ยินเสียงนายตัวเอง แต่แล้วทั้งนายทั้งบ่าวก็ต้องพากันหันไปมองอีกทางเมื่อมีเสียงตกใจอีกเสียงที่แทรกขึ้น

 

                   “เสี่ย! ! แฮ่ก แฮ่ก ก เกิดเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่!”

 

                   “เรื่องใหญ่อะไรของมึง?”

 

                   “เอ่อ คือว่า....แรม ...โบ้ แรมโบ้หาย หายไป”

 

                  “หาย? มึงดูลูกกูยังไง?”

 

                  “ผ ผมแค่ปลดปลอกคอให้มันออกไปวิ่งเล่นเหมือนปกติ ต แต่คราวนี้ไม่คิดว่ามันจะหายไป เรียกเท่าไหร่ก็ไม่กลับ หรือ หรือว่าโดน....”

 

                  “หุบปากของมึงเดี๋ยวนี้!!”

 

                 แก้มอวบอูมของเสี่ยประดิษฐ์แดงก่ำ ซ้ำยังตะโกนใส่หน้าลูกน้องจนน้ำลายกระเด็นแทบโดนหน้าพี่เลี้ยงหมา ก่อนที่มืออวบๆป้อมๆจะชี้หน้าไอ้คนที่วิ่งมาบอก

 

                   “มึงไปตามลูกกูให้เจอ ถ้าไม่เจอมึงไม่ต้องกลับมาให้กูเห็นหน้า ไป๊!!”

 

                   “ครับเสี่ย...”

 

                   ไอ้โต้งมองนาย แล้วมองตามหลังไอ้เป๊กก่อนจะส่ายหน้ากับหน้าที่ที่มันโครตจะเกลียด รู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยรักไอ้แรมโบ้มากยังทำมันหาย นี่ก็คงจะรู้ชะตากรรมตัวเองแล้วละว่าถ้าหาไม่เจอคงจะเป็นยังไง

 

                    “ดูกันยังไงวะ อ่าว!? แล้วลงมาทำไม รีบๆสิวะ เดี๋ยวส่งของไม่ทัน เรือรออยู่”

 

                     คนงานที่กำลังทยอยปีนลงจากเสามองหน้ากันเลิกลัก สถานการณ์แบบนี้ยังจะเร่งให้เก็บโดยไม่สนเลยว่ามันอันตรายแค่ไหน เลยทำให้หลายคนไม่พอใจ แต่เพราะการที่จะออกไปจากเกาะนี้ต้องเพิ่งเรือของไอ้เสี่ยหน้าเลือด ทำให้คนที่ไม่พอใจเก็บอาการไม่มิด และไอ้โต้งก็เห็น

 

                    “ได้ยินแล้วใช่ไหม ขึ้นไปแล้วเก็บของล็อตนี้ให้เสร็จแล้วค่อยลงมา”

 

                    “ได้ยิน แต่ไม่เห็นหรือไงว่า.....”

 

                    “ไอ้ทิต มึงเงียบ

 

                     “แต่ลุงดูพวกมันทำกับพวกเรา.....”

 

                    “นั่นแหละมึงไม่ต้องพูด”

 

                    ลุงช่วยผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มตัดบทแล้วพยักพะเยิดให้ขึ้นไปเก็บให้เสร็จตามที่พวกมันบอก เพราะดูจากเข่งที่ว่างอยู่ก็เหลืออีกไม่กี่เข่งแล้ว พอเสร็จจากการเก็บรังนกล็อตนี้นั่นก็หมายความว่าจะได้กลับบ้านตามที่ต้องการ ซึ่งหลายคนก็เห็นด้วยและไม่อยากปะทะกับไอ้โต้งหรือขัดคำสั่งเสี่ยเท่าไหร่ เพราะถ้าทำให้ไม่พอใจเท่ากับเงินกับโบนัสที่จะได้อาจจะแหว่งไปได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

                    เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมีปัญหามากไอ้โต้งก็หันหลังไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิม ยกขาขึ้นพาดโต๊ะไม้ไผ่หมายจะควักบุหรี่ออกมาจุด แต่ก็นึกได้ว่าสูบในนี้ไม่ได้จึงเก็บไฟแช็กแล้วคาบบุหรี่เดินออกจากถ้ำไม่พูดไม่จา

 

                    จนเมื่อถึงปากถ้ำจึงจุดไฟแล้วอัดควันเข้าฟืดใหญ่โดยไม่ห่วงปอดตัวเอง และไม่รู้ว่าทั้งภาพและเสียงที่คุยกันนั้นมีคนนอกได้ยิน

 

                   “ไอ้หมอ คนป่วยเป็นไง”

 

                   “เป็นไข้ ฉีดยาให้แล้ว แต่กลัวจะมีอย่างอื่นแทรกด้วย”

 

                   “ต้องขนย้ายคนป่วยไหม”

 

                   “ไวเท่าไหร่ยิ่งดี”

 

                   “โอเค เข้าใจแล้ว วิน”

 

                  “ว่าไง?”

 

                  “เอ็งอยู่ตรงไหน”

 

                  “เจอเจ้าจ๋อแล้ว ไอ้นี่มันฉลาดว่ะ มันไม่กระโตกกระตากให้ใครเห็นเลยเว้ย แต่ตอนนี้เหมือนมันอยากทำอะไรซักอย่าง เห็นจดๆจ้องๆอยู่

 

                 “อะไร? จะเข้าไปช่วยเหรอ ให้ช่วยอะไรไหม?”

 

                “ช่วยเรียกร้องความสนใจไอ้ยักษ์หน้าหมูทางนี้ที”

 

                “ยักษ์หน้าหมู? หึๆ นึกภพออกเลย”

 

                 “เออ สงสัยไอ้เสี่ยนี่จริงๆ”

 

                 “สงสัยอะไรของเอ็งนักหนาวะวิน?”

 

                 “สงสัยวิธีหาลูกน้องของไอ้เสี่ยนี่ไง ขอให้ตัวใหญ่ได้เป็นพอ”

 

                 “ก็ไม่เห็นหรือไงว่าตัวใหญ่แล้วได้เปรียบ เห็นตัวใหญ่ใครก็ไม่กล้าหือ”

 

                 “มันไม่รู้หรือไงว่าตัวยิ่งใหญ่ยิ่งล้มดั

 

                 “เอาไว้บอกไอ้ประดิษฐ์มันเองก็แล้วกัน”

 

                “ภีมได้ยินไหม?”

 

                “ชัดเลยพี่วิน

 

                “จัดมาตอนนี้สักหน่อยคุณชาย ชักคันไม้คันมือ”

 

                 “ได้เลยครับผม”

 

                  “เดี๋ยวก่อนภีม!”

 

                   มือหนาที่กำลังจะทำอะไรบางอย่างชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงท้วง

 

                   “ครับพี่หมอ?”

 

                   “จากบริเวณปากทางเข้าถ้ำ พวกเองอยู่ตรงไหนกัน?”

 

                   “ข้าอยู่เยื้องทางซ้ายจากทางเข้า”

 

                    พจน์บอกทันที ส่วนภีมก็อยู่เยื้องขึ้นไปด้านบนไม่ไกลจากปากถ้ำเท่าไหร่นัก กับชีวินที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลกว่าเพื่อน

 

                   “จำจุดที่เราเห็นคนป่วยนอนอยู่ตอนแรกได้ใช่ไหม เอ็งรีบมาหาข้าเดี๋ยวนี้เลยไอ้คนเลี้ยงม้า”

 

                    “ทำไมวะ มีอะไรให้ช่วย?”

 

                    “เอน่า มาไวๆ”

 

                   “ได้ จะรีบไป”

 

                    พจน์กดวางเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วแล้วเสียบใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะวิ่งลัดเลาะ หมอบบ้าง หลบบ้างเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตุหรือเรียกร้องความสนใจของใครตอนนี้

 

                    จนเมื่อร่างสูงมาถึงจุดที่ไอ้หมอนั่งอยู่ แล้วพจน์ต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเห็นไอ้หมอไม่ได้นั่งคุยกับคนที่สงสัยว่าเป็นน้องของลุงดุ่ยเพียงลำพัง ยังมีใครอีกคนนั่งคุยอยู่ด้วย

 

                   “มีอะไรไอ้หมอ?”

 

                   “นั่นไงครับมาแล้ว เจ้าของเกาะตัวจริง”

 

                   พอจบประโยคพูดของไอ้หมอ พจน์ยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน

 

                   “คุณครับ พี่ชายผมไม่เป็นไรใช่ไหม เขาปลอดภัยใช่ไหม?”

 

                    ดูเหมือนคนป่วยจะพยายามยักแย่ยักยันลุกขึ้นยืนเพื่อจะขยับเข้ามาใกล้ จนพจน์ทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายขยับเข้าไปหาแกซะเอง

 

                    “ถ้าพี่ชายของลุงคือลุงดุ่ย ตอนนี้เขาปลอดภัย”

 

                    “........อึก!....... อึก!....โฮฮฮฮฮฮฮฮ!!!!.....”

 

                    ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงทันทีอย่างอ่อนแรงจนพจน์และนิวิฐต้องรีบประคองเพราะกลัวแกล้มหัวน็อกพื้น ส่วนชายอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยก็ยกแขนเสื้อขาดๆขึ้นเช็ดตาที่กำลังแดงกล่ำของตัวเองก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่นๆบ้าง

 

                     “ลุงแกยังไม่ตายใช่ไหมคุณ?”

 

                      “ตอนนี้อยู่ในมือหมอแล้วไม่ต้องห่วง”

 

                      “ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ....”

 

                      พจน์รีบห้ามมือใหญ่ๆของลุงแกที่กำลังพยายามกราบมาบนรองเท้าที่ตนสวมอยู่ปลกๆ

 

                      “ลุงอย่าทำอย่างนี้ เดี๋ยวผมอายุสั้น!”

 

                       “อึก อึก ฮือออ!...”

 

                       ร่างหนาๆของลุงแกนั่งแปะลงกับพื้นดินแข็งๆ พลางยกมือที่เปื้อนไปด้วยดินขึ้นปาดน้ำออกจากตา และแกก็ไม่สนด้วยว่าหน้าตัวเองเต็มไปด้วยดินแดงๆยังไง

 

                     “ผม อึ๊ก! ...คิดว่ามันตาย ….อึก …..ฮืออ! ฮืออ! ผมบอก....มันแล้ว ว่าอย่า อึ๊กก! ไปเสือกเรื่องของคนอื่น มันก็ไม่เชื่อ...ผม”

 

                     “เสือก? // เสือก?”

 

                    พจน์กับนิวิฐมองหน้ากันก่อนที่มือเรียวหนาจะวางบนไหล่ของผู้สูงวัยกว่า

 

                     “เอาล่ะลุง ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าลุงเด่นปลอดภัย ลุงทำใจให้สบาย หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยเล่าให้ผมฟังว่าเรื่องราวมันเป็นไงมาไง ทำไมพวกลุงพากันมาเก็บรับนกบนเกาะไกลๆแบบนี้ได้?”

 

                      ใบหน้าที่มีส่วนคล้ายลุงดุ่ยอยู่มากพยักหน้ารับ แกหันไปมองเพื่อนที่มาด้วยกันแล้วก็เริ่มแนะนำตัวเอง ว่าตนชื่อเด่นกับพี่ก็คือลุงดุ่ยเป็นคนทำสวนยาง แต่ปีนี้รายได้ไม่ค่อยดีนักแถมราคายางยังตกฮวบจนขาดทุนทำเอาเข่าแทบทรุด และก็ช่างพอดีกับที่ลูกน้องของนายประดิษฐ์ให้คนเข้าหมู่บ้านปล่อยข่าวว่าอยากได้คนงานที่มีความสามารถขึ้นที่สูงๆได้ รายได้งาม และพอได้ยินค่าจ้างแล้วก็พากันตาโตปรึกษากันเสร็จสรรพก็สมัครมากันทั้งพี่ทั้งน้อง และเพื่อนบ้านก็ตามกันมาหลายคน เพราะเรื่องขึ้นที่สูงเป็นเรื่องที่พวกตนถนัดอยู่แล้ว

 

                      “แล้วทำไมลุงถึงอยู่ในสภาพนี้?”

 

                      สภาพที่ว่าคือร่อแร่เหมือนคนหมดแรง เหมือนไม่ได้กินข้าวกินน้ำ เหมือนคนเหนื่อยไม่ได้พักได้ผ่อน และดูเหมือนคำถามของพจน์จะไปสกิดใจคนฟังจนแกสะอื้นฮักๆ

 

                     “ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”

 

                     “อ่าว!?”

 

                     “ผมไม่อยากทำงานให้ไอ้พวกฆาตกร” แกบุ้ยปากไปยังทิศทางที่พวกนั้นอยู่ “ถ้าผมรู้ผมกับพี่คงไม่มา พวกมันฆ่าคนผมแอบเห็น แต่ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย โชคดีที่พี่ผมมันดวงแข็ง เจอคนดีช่วยเอาไว้ ไม่งั้นก็ไม่วายเป็นเหยื่อของไอ้หลามกลางทะเลอย่างคนอื่น”

 

                     พจน์มองหน้าชีวิน เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเล็กๆซะแล้ว และการที่จะเอาคนงานกลับคงต้องได้ปะทะกับพวกของนายประดิษฐ์แน่ๆ

 

                   “ลุงไม่อยากอยู่ งั้นก็กลับ เพราะอาการของลุงตอนนี้น่าเป็นห่วง อาจจะมีปอดบวมแทรกเข้ามาด้วย ถ้าทำงานหนักไปกว่านี้ผมเกรงว่าโรคอื่นจะถามหาเอา”

 

                    “ไม่ได้หรอกคุณ พวกนั้นไม่ให้กลับแน่ๆ นี่มันก็บอกให้ผมมาตามลุงเพราะคนไม่พอ”

 

                      “ก็ไปทำงานด้วยไง”

 

                      “เดี๋ยวก่อนนะไอ้หมอ เอ็งจะเอายังไง จะให้ลุงแกกลับไปทำงานหรือจะให้กลับบ้านเอาแน่ๆ”

 

                       “คนหนึ่งก็ไปทำงาน ส่วนอีกคนก็ไปขึ้นเรือไง”

 

                      “หมายความว่าไงวะ?”

 

                     “ข้าจะให้ลุงแกขึ้นเรือ ส่วนเอ็งนะพจน์ เอ็งต้องไปทำงานแทนลุงแก”

 

                     “ห๊ะ!?”

 

                      ไม่ใช่แค่เพียงลุงเด่นกับพี่ยอดเท่านั้นที่อึ้งอ้าปากค้างมองคุณหมอทีแล้วก็หันไปมองอีกคนที่เพิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าของเกาะตัวจริงที แม้แต่ภีมกับชีวินก็พากันครางฮือมาตามสายกับแผนที่โครตบันเจิดของหมอนิว โดยเฉพาะตัวหลักยิ่งอึ้งหนักกว่าใครเพื่อน

 

                      “ยังไงวะ ให้ข้าไปทำงานแทนลุงเด่น นี่มันไม่ใช่ในหนังนะโว้ยไอ้หมอ จะได้เอาผ้าปิดหน้าแล้วปลอมตัวเข้าไปเดินปะปนกับคนงาน ส่วนไอ้พวกผู้ร้ายก็โครตปัญญาอ่อนเพราะเสือกมองไม่ออกน่ะ”

 

                     “นั่นละใช่”

 

                     “เอ็งบ้าแล้ว”

 

                     “มันเป็นวิธีที่จะได้เข้าใกล้ไอ้เสี่ยนั่นนะเว้ย ไหนลุงช่วยลุกขึ้นหน่อยได้ไหมครับ”

 

                     พจน์มองไอ้หมอประคองลุงเด่นแขนหนึ่ง ตนก็เลยช่วยประคองอีกแขนหนึ่งให้แกยืนขึ้นตรงๆ พอได้ดังนั้นแล้วไอ้หมอก็ยิ้มเจ้าเล่ห์

 

                    “นี่ไงเห็นไหม?”

 

                    นิวิฐว่าอย่างนั้น มองพจน์ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วกอดอกใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งลูบคางตัวเองเบาๆอย่างครุ่นคิด

 

                    “เอาให้เคลียไอ้หมอ นี่ตกลงจะให้ข้าปลอมตัวเป็นคนแก่จริงเหรอวะ”

 

                   “ฉลาดขึ้นแล้ว”

 

                   “อย่ามาหลอกด่า” พจน์ถอนฉุน ก่อนจะมองสำรวจลุงเด่นให้ละเอียดขึ้น

 

                    “เอ็งไม่เห็นเหรอว่า มันมีความเหมือนที่พอจะปลอมเป็นลุงได้อยู่ ถ้าเป็นข้าหรือไอ้วินปลอมไป ต่อให้โง่แค่ไหน มองแว๊บเดียวต้องรู้แน่ๆ เพราะฉะนั้นต้องเป็นเอ็ง เอ็งคนเดียวเลยพจน์ วินได้ยินไหม?”

 

                     “ว่ามาเลยเพื่อน”

 

                     “เอ็งช่วยเอากล้องมาให้พจน์มันที คราวนี้จะได้ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ เดินเข้าไปปะปนทำตัวให้กลมกลืนกับคนอื่นแล้วก็เอากล้องใส่ย่ามเข้าไปด้วย ได้โอกาสใกล้ไอ้เสี่ยกับพวกของมันเมื่อไหร่ก็ควักกล้องออกมาจ่อถ่ายหน้ามันตรงนั้นเลย”

 

 

 

ToBeCon............

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น