ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER 9 เมนี่ เฉิน

ชื่อตอน : CHAPTER 9 เมนี่ เฉิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ธ.ค. 2559 13:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 9 เมนี่ เฉิน
แบบอักษร
CHAPTER 9 
เมนี่ เฉิน
 
 
                    “นาย…คือกรีนจริงอ่ะ”
                    “แอชเชอร์นี่ผมเองครับ!”
                    “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ะ”
                    “นายพูดแบบนี้มาสิบกว่ารอบแล้วนะ!”
                    “ก็มันไม่น่าจะเป็นไปได้นี่หว่า!”เด็กหนุ่มตัวสูงพูดขึ้นเสียงดังในขณะที่กวาดตาขึ้นลงอย่างไม่เชื่อ
                    “คนอย่างนายเนี่ยนะจะยอมใส่ไอ้เสื้อโชว์เนื้อหนังมังสา แล้วที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าคือไอ้หมอนั่นดันยอมปล่อยให้นายใส่ออกมาข้างนอก มันไม่น่าเป็นไปได้อ่ะ”
                    “มันเป็นไปแล้วไง”
                    กรพินธุ์อมยิ้มแล้วก้มลงจิบโกโก้ร้อนๆในแก้วกระดาษสีน้ำตาลอ่อน บัดนี้ทั้งสองเพื่อนสนิทได้มาถึงสถานที่เที่ยวเป็นที่เรียบร้อย แม้จะใช้เวลานานกว่าจะได้มาแต่กรพินธุ์ถือว่ามันคุ้ม เพราะนานๆทีกว่าที่คนตัวสูงจะปล่อยให้เขาได้ไปไหนเองตามแต่ใจนึกคิด
                    ร่วมชั่วโมงได้ที่เด็กหนุ่มตัวสูงต้องมานั่งฟังคำสั่งไร้สาระและสายตากดดันแกมริษยาจากลี่ซาน เขาทำเป็นไม่สนใจ แน่นอนว่าลี่ซานเองก็หาได้สนใจเขามากมายนัก ชายหนุ่มพูดกัดเขานิ่มๆยาวเหยียด คนอื่นๆรู้แต่กรพินธุ์ไม่รู้อีกตามเคย นานๆทีที่อีกฝ่ายจะยอมให้เขาก้าวเข้ามาในเขตบ้าน ปกติได้ส่งแค่ที่หน้าประตูก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้วสำหรับเขา
                    “ร้อนจัง…”
                    “ลวกลิ้นเหรอ”
                    “นิดหน่อย เมื่อกี้ตอนจิบลืมเป่าไปน่ะ”
                    “ค่อยๆกินดิ”
                    กรพินธุ์พยักหน้ารับ ขณะที่หันไปแจกรอยยิ้มให้เพื่อนเสียหนึ่งทีเป็นการขอบคุณ ทั้งคู่นั่งดื่มเครื่องดื่มร้อนๆอยู่ตรงม้านั่งใต้ต้นไม้ เด็กหนุ่มกำลังรอให้แอชเชอร์ถ่ายรูปต่างๆให้เสร็จตามที่ปรารถนา
หมวกไหมพรมสีน้ำตาลถูกครอบลงบนศีรษะเล็กอีกครั้งเมื่ออากาศเริ่มเย็นลง หมวกใบนี้เป็นใบโปรดของเขา เป็นของขวัญชิ้นที่สองที่แอชเชอร์เป็นผู้มอบให้ในวันเกิด ส่วนชิ้นแรกนั้นก็เป็นสายรัดข้อมือที่ยังสวมมันเป็นคู่หูกับแอชเชอร์มาจนถึงปัจจุบัน…
                    ช่วงนี้บรรยากาศระหว่างลี่ซานและแอชเชอร์เริ่มดีขึ้นมานิดหน่อย พวกเขาไม่ค่อยเสียดสีกันด้วยถ้อยคำรุนแรงอีกแล้ว กรพินธุ์รู้ว่าลี่ซานเริ่มไว้ใจเพื่อนของเขามากขึ้นในอีกหนึ่งระดับ ชายหนุ่มยอมให้กรพินธุ์แชทหาเพื่อนได้แค่คนเดียวซึ่งก็คือแอชเชอร์ ยอมให้ไปโน่นไปนี่ด้วยกันได้แต่ต้องรายงานทุกสถานการณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง บางครั้งก็ยอมให้เข้ามานั่งเล่นในห้องนั่งเล่นแม้ต้องมีลี่ซานมานั่งด้วยทุกครั้งก็ตาม เขาดูอ่อนลงให้ แม้จะนิดเดียวก็เถอะ
                    เหมือนอยากเอาใจ แต่เด็กหนุ่มก็มักสลัดหัวแรงๆเพราะคิดเสมอว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้
บางครั้งกรพินธุ์ก็คิด ว่าทั้งสองคนเหมือนคู่กัดที่น่ารักมากกว่าศัตรู
                    “กรีน นายมายืนตรงนี้เร็วเข้า ฉันจะถ่ายรูปให้”
                    สิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม กรพินธุ์ก็เดินไปตรงบ่อน้ำพุสูงสองชั้นขนาดใหญ่เพื่อเป็นหุ่นจำลองให้เพื่อนได้เก็บภาพ
                    “ยิ้มสวยๆ เออๆ แบบนั้นๆ”
                    “ถ่ายเยอะจัง”
                    “จะเอาไปอัดเก็บเป็นอัลบั้มไงล่ะ เอาไว้ดูเล่น”
                    “เอชถ่ายไหม เดี๋ยวกรีนจะเป็นคนกดถ่ายให้”
                    “เออ! ยังไม่ได้ถ่ายคู่กับนายเลยนี่หว่า กรีนมานี่เร็ว!”และแล้วช่างภาพสมัครเล่นวัยสิบเก้าก็ดึงร่างของกรพินธุ์มากอดเอาไว้แน่นแล้วกดถ่าย ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะยังไม่ค่อยพอใจ แอชเชอร์กดตั้งเวลาและเลือกมุมหลายๆมุมเพื่อใช้เป็นฉากหลัง กรพินธุ์เวียนหัวไปหมดกับการที่ต้องวิ่งไปมาเพื่อถ่ายรูปกับเพื่อนซี้ของตน
                    “รูปนี้นายน่ารักมาก”นิ้วเรียวชี้ไปยังรูปๆหนึ่งซึ่งเป็นตอนที่กรพินธุ์เหลียวหลังหันมามองกล้อง มุมแสงดี ฉากหลังให้บรรยากาศเข้ากันดี เข้ากับรอยยิ้มอ่อนหวานของกรพินธุ์เป็นอย่างดี ทำให้ภาพนี้สวยมาก…
                    แล้วถ้าเอาไปขาย…
                    “จะเอาไปขายให้ตาแก่ซาน…รับรองได้ทรัพย์อื้อซ่า”
                    “หือ? นายว่าอะไรนะ”
                    “อะไร? เปล่านี่ ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ”คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย เพราะเมื่อครู่นี้ถึงแม้ว่าจะได้ยินไม่ค่อยชัดเจนแต่ก็ถือว่าฟังความได้อยู่นะ เพื่อนคนนี้จะเอาอะไรไปขายงั้นเหรอ?
                    “แต่ผมได้ยินนะ”
                    “วุ้ย อย่าจับผิดฉันเลยน่า เอาล่ะๆได้เวลาแล้ว…”
                    “เวลาอะไรครับ”
                    “เวลาเที่ยงวัน หมดเวลาของเจ้าชายสุดหล่อแล้วครับ และฉันก็ต้องเอาเจ้าหญิงไปส่งคืนจอมมารให้ทันเวลาก่อนที่เจ้าตัวจะแล่นออกมารับด้วยตัวเอง เดือดร้อนชาวบ้านเขาอีก”
                    “เที่ยงแล้วเหรอ…”
                    “อ่าหะ โน่นไง มาโน่นละ”
                    เด็กหนุ่มเอี้ยวตัวกลับไปมองด้านหลัง เขาเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อพบว่าร่างสูงของลี่ซานเดินทำหน้าบึ้งตึงมาทางนี้ เขามาได้ยังไง
                    “กลับได้แล้วกรพินธุ์”
                    “พี่ซาน…”
 
 
 
                    “กรีนไม่ได้เกินเวลานะครับ”เขารีบชิงบอกก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อก้าวขึ้นรถมานั่งเคียงข้างกับร่างสูง ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากอะไรกับเขาหลังจากที่มารับด้วยตัวเอง ห้องโดยสารเงียบกริบ กรพินธุ์ไม่ได้พูดอะไรออกไปอีกจนกระทั่งรถคันหรูเคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่หน้าร้านอาหารเล็กๆร้านหนึ่ง
                    “ลงมาซิ”
                    “คะ ครับ”ขาเล็กก้าวลงไปตามคำสั่ง แม้จะยังงงๆแต่เด็กหนุ่มก็เดินตามลี่ซานไปแต่โดยดี ร่างสูงผงกศีรษะลงเล็กน้อย เมื่อมีชายหญิงในชุดบริกรสองคนออกมาต้อนรับเขาและเดินนำไปยังทางหนึ่งเพื่อขึ้นสู่ชั้นสอง
                    “เอ่อ…”กรพินธุ์ตกใจ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเมื่อขึ้นมาแล้วพบว่าทั้งระเบียงไม้ชั้นสองมีเพียงโต๊ะอาหารเล็กๆตั้งอยู่ คล้ายรอคอยใครให้มานั่ง อีกทั้งยังมีอาหารมากมายขึ้นโต๊ะเต็มไปหมด
                    “เราจะกินข้าวกันที่นี่ นั่งลงซะ”
                    “เอ่อ ครับ”ร่างเล็กทรุดตัวนั่งลงอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มลงมือทานอาหารและมีเอ่ยขอบคุณเสียงเบาเป็นบางครั้งเมื่อคนตรงข้ามตักอาหารบางอย่างที่เขาชอบใจมาวางไว้บนจานของเขา
หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นถี่ราวกับรัวกลองรบ ความอบอุ่นที่เขาสัมผัสกำลังทำให้พวงแก้วสีขาวขึ้นสีแดงขึ้นมาน้อยๆจนอีกฝ่ายหนึ่งสังเกตเห็น
                    “อากาศเย็นหรือเปล่ากรีน”
                    เรียกกรีนด้วย…
                    “ปะ เปล่าครับ”
                    “แล้วทำไมจมูกกับแก้มของนายถึงแดงนัก”
                    “…”
                    ก็เพราะว่าเขินไงเล่า
                    “ผมแค่…แค่ร้อนนิดหน่อย”
                    “งั้นก็รีบกินซะ จะได้รีบกลับ”
                    “ครับ”เด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตากินไม่หยุด เขาเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้ามเป็นพักๆในขณะที่ยิ้มเต็มใบหน้าด้วยความรู้สึกมีความสุข 
พี่ซานน่าจะเป็นแบบนี้ไปนานๆ…
                    “บังเอิญจังค่ะคุณซาน”
                    “…!?”
                    เขาเพียงคิดแบบนี้ไม่ทันถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าสิ่งที่จะทำให้เขาร้องไห้ก็โผล่เข้ามาขัดคอเสียแล้ว…กรพินธุ์หน้าเสีย ขณะที่เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงโปร่งของสตรีคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าสวยจัดและโฉบเฉี่ยว เธอเดินฉับๆเข้ามาเมื่อพบว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับกรพินธุ์คือลี่ซาน
                    “ไหนคุณบอกเมนี่ว่าไม่ว่างไงคะ”หญิงสาวพูดเสียงเง้างอดอย่างไม่พอใจ เธอทรุดตัวลงนั่งบนตักกว้างซึ่งนั่นทำให้ลมหายใจของเด็กหนุ่มสะดุด และมันก็ทำให้เขารู้ด้วยว่าเธอคือ‘เมนี่ เฉิน’ นางแบบสาวที่เป็นข่าวกับร่างสูงอยู่ในขณะนี้
                    “เมนี่เพิ่งถ่ายแบบเสร็จ เราออกไปหาอะไรทานข้างนอกกันดีกว่านะคะ”เธอพูดเสียงออดอ้อน
                    “ผมกำลังทานอยู่”
                    “โถ่ คุณเพิ่งทานไปนิดเดียวเอง แต่เมนี่ยังไม่ได้ทานนี่คะ นะ ออกไปที่อื่นกันเถอะ เมนี่ไม่ชอบทานริมระเบียงแบบนี้เลยค่ะ”
                    ดวงตาเรียวรีของเธอกวาดมองไปรอบๆร้านอย่างดูแคลน เมนี่ เฉินพูดออกมาอีกหลายประโยค เธอบอกว่าทีมงานพาเธอมาเลี้ยงอาหารขอบคุณหลังงานเสร็จที่นี่ แต่เธอไม่ชอบจึงขอตัวกลับ จึงเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่มาเจอเข้ากับร่างสูง
                    กรพินธุ์รวบช้อนไว้ข้างๆจานเมื่อพบว่าตัวเองกลืนอะไรไม่ลงอีกต่อไป เด็กหนุ่มเพียงนั่งมองนิ่งๆเมื่อเห็นว่าหญิงสาวผู้มาใหม่ไม่ได้สนใจอะไรเขานอกเสียจากชายหนุ่มร่างสูง ดูแล้วเธอคงยังจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีใครอีกคนนั่งอยู่ เขาหลุบสายตาลงต่ำเมื่อดวงตาสีดำขลับของลี่ซานมองมา…
                    “เด็กคนนี้ใครคะ?”กรพินธุ์สะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อน้ำเสียงแปลกใจระคนไม่พอใจของเมนี่เอ่ยถามถึงเขา ลี่ซานไม่ตอบ เขาเพียงแค่มองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาเรียบเฉยเท่านั้น แอเรียลที่เห็นคุณหนูของตัวเองตกที่นั่งลำบาก ชายหนุ่มตรงดิ่งเข้ามาราวกับพายุ เข้ามายืนซ้อนหลังของเด็กหนุ่มราวกับปกป้องกลายๆ ยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นไปอีก
                    “ใครคะซาน! อย่าบอกนะว่านี่เด็กใหม่ของคุณอีกแล้ว”เธอตวัดเสียงอย่างหงุดหงิด
                    “…ใช่ เด็กฉันเอง”กรพินธุ์พินตัวชาวาบไปหมดจนต้องกำมือตัวเองแน่นๆเพื่อระงับของเหลวอุ่นๆไม่ให้ไหลลงมาจากดวงตา เขารู้สึกว่าคำพูดแบบนั้นกำลังกดให้เขาดูด้อยค่ายังไงชอบกล…เหมือนว่าเขาเองก็ไม่ต่างไปจากเด็กคนอื่นในสต็อกยังไงยังงั้น…
                    “อีกแล้วนะคะ! ไหนบอกว่าจะมีแค่เมนี่คนเดียวไง”เธอกำลังโกรธจัด…
                    “เมนี่เป็นแฟนคุณนะคะ สนใจเมนี่หน่อยซิ ไม่รู้ล่ะ! ซานต้องไปทานข้าวกับเมนี่ ส่วนเด็กนี่ก็ให้กลับไป ไม่งั้นเมนี่ไม่ยอมแน่ๆค่ะ!”เธอเริ่มโกรธขึ้นมาจริงๆเสียแล้ว…ลี่ซานดูเหมือนไม่สนใจอะไรเลย ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะมองเธอด้วยซ้ำ!
                    “นี่แก!”
                    !! กรพินธุ์สะดุ้งเมื่อถูกตวาดเรียก เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอช้าๆหญิงสาวก้าวลงมาจากตักแกร่ง เธอเดินอ้อมมาที่เขาและตวัดนิ้วทั้งห้าของเธอจิกต้นแขนของเด็กหนุ่มจนเสียดแปล๊บไปหมด ซึ่งนั่นก็ทำให้แอเรียลและชายชุดดำที่ยืนกระจายตัวอยู่ข้างหลังพากันขยับตัวทันที
                    “เธอทำอะไร!”มือของแอเรียลกระชากแขนเธอออกก่อนจะผลักเธอจนเซแทบหงายหลัง เมนี่ที่รู้สึกเสียหน้า เมื่อตั้งหลักได้ก็กรีดร้องออกมาด้วยความโกรธจัด เธอหันไปฟ้องชายหนุ่มที่นั่งมองด้วยใบหน้าเรียบๆเสียงดัง
                    “นี่คนของคุณหรือเปล่าคะซาน ทำไมไม่มีมารยาทเอาเสียเลย! จัดการมันให้เมนี่เดี๋ยวนี้นะคะ!”
                    “…”
                    “ซาน!”
                    “กล้าเข้ามาอีกฉันเอาแกตายแน่!”แอเรียลขู่เสียงโหด เขาแทบจะหันไปตวาดแว๊ดเสียงดังใส่น้องชายของตัวเองเมื่อพบว่ามันเอาแต่ยืนเฉยพอๆกับเจ้านายของตนที่นั่งมองนิ่งไม่รู้สึกรู้สา
เจ้านายเขากับเอเลนพากันเป็นอะไรไปหมด ทำไมอยู่ๆถึงทำเป็นเมินเฉยใส่คุณหนูของเขาแบบนี้!
                    “แกกล้าดียังไงถึงผลักฉันยะ! ไอ้บ้า! แก!”เธอยิ่งกรี๊ดร้องเสียงหลงเมื่อพบว่าชายหนุ่มเมินเฉย ร่างสูงโปร่งของเธอก้าวฉับๆเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่หน้าซีดไปหมดด้วยเพราะไม่รู้จักการรับมือกับปัญหา กรพินธุ์ลุกขึ้นและอยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นๆแต่ทว่ามือยาวๆของเธอกลับเอื้อมมาคว้าเส้นผมของเขาเอาไว้และกระชากเหวี่ยงลงไปกองกับพื้นแทบไม่ต่างไปจากตุ๊กตาปุยนุ่น
                    “แกกล้าดียังไงถึงมายุ่งกับแฟนฉัน! ไอ้โสโครก! ไอ้ตัวดี!”
                    เพียะ! 
                    “คุณหนู!”ใบหน้าของเด็กหนุ่มชาไปทั้งแถบเมื่อโดนตบ กรพินธุ์กลิ้งตัวหลบเมื่อเธอหมายจะเข้ามาซ้ำ เขาแทบไม่รับรู้อะไรนอกเสียจากเสียงวิ้งๆที่ลอยอยู่ในหู เขาได้ยินเสียงแก้วแตกและเขาก็รู้สึกเจ็บเมื่อตัวถูกเหวี่ยงจนล้มไปกระแทกกับโต๊ะเก้าอี้ในร้าน
                    กรพินธุ์ไม่ใช่คนที่จะสู้ใคร เขาทำได้เพียงยกมือขึ้นปัดป้องเรียวแขนของคนด้านบนที่ถลันเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง ไร้เหตุผลและไร้ซึ่งการระงับอารมณ์ตนเอง น้ำตาของเด็กหนุ่มไหลพราก เขากอดร่างของพี่เลี้ยงตัวเองแน่นเมื่อถูกก้าวเข้ามาปกป้องเหมือนดังเช่นทุกครั้ง เขาถูกอุ้มขึ้นในอ้อมแขนของคนที่เขาคุ้นเคย เสียงกรีดร้องนั้นยังดังลั่นร้านไปหมด เขาไม่รับรู้อะไรนอกเสียจากคำด่านั้นของเธอที่ไปสะกิดจุดในจิตใจของเขาจนเหวอะหวะ
ไอ้โสโครก…
                    “เจ็บนิดหน่อยนะครับคุณหนู”
                    “…”ใบหน้าสวยเบ้บิดเมื่อสำลีสีขาวแตะลงบนมุมปากแตก เด็กหนุ่มยังคงร้องไห้ เขาแทบจำไม่ได้ว่าตัวเองกลับมาที่ห้องได้อย่างไร เพราะตลอดเวลาเขาผวากอดร่างของพี่เลี้ยงหนุ่มไม่ปล่อย
“แค่วันสองวันเดี๋ยวก็หายนะครับ…อย่าร้องไห้เลยนะ”
                    “…”แอเรียลเริ่มลนลานอย่างบอกไม่ถูกเมื่อพบว่าใบหน้าสวยนองไปด้วยหยดน้ำสีใสเต็มไปหมด ขอบตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ ใบหน้าช้ำและมีรอยเล็บข่วนตามแก้มและลำคออยู่หลายรอย ใต้เสื้อไหมพรมตัวสวยที่เขาเป็นคนเลือกให้สวมบัดนี้มันแทบจะกลายเป็นเศษผ้า เมื่อถูกแรงดึงทึ้งของผู้หญิงบ้าคลั่งกระชากไม่หยุด
                    “กรีนบอกแล้ว…ว่าเขาเป็นคนรักกัน…”รอยยิ้มฝืดฝืนดูแล้วชวนหดหู่ กรพินธุ์ปวดร้าวไปหมดเมื่อคิดถึงภาพที่เพิ่งผ่านเมื่อไม่นานมานี้ เขายังจำได้ถึงแววตาที่อีกฝ่ายใช้มอง มันราบเรียบและเหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป
                    “…คุณหนู”
                    “ถ้ากรีนเป็นคนสำคัญ เขาจะไม่ปล่อยให้กรีนเจ็บแบบนี้…”
                    “…”แอเรียลพูดไม่ออกจริงๆกับประโยคตัดพ้อที่มาพร้อมกับดวงตาเหมือนแตกสลาย ชายหนุ่มทำได้เพียงบีบมือเล็กแน่นๆ มือที่ค่อนข้างด้านเล็กๆเอื้อมไปเช็ดน้ำตาใต้ดวงตาช้ำเบาๆอย่างถนอม
                    “ถ้าเป็นผมนะ ผมจะชกตอบคืนสองเท่าเลยครับ”
                    “เดี๋ยวได้โดนไล่ออกจากบ้านกันพอดี ผมไม่มีที่ไปนะครับ”มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเองพร้อมกับพยายามยิ้ม 
                    “อย่างน้อยก็เชื่อเถอะครับว่าท่านเว่ยหวงไม่ปล่อยให้คุณหนูไปตกระกำลำบากที่ไหนแน่ๆ ถ้าโดนไล่ออกจากบ้านก็กลับไปอยู่กับนายใหญ่ซิครับ ง่ายจะตาย”
                    “ปาป๊า…”
                    เขาลืมปาป๊า…
                    “กรีนทำได้งั้นเหรอ?”
                    เขาทำได้ใช่ไหม เขาสามารถตอบโต้ได้ใช่ไหมนะ…
                    “ออกไปแอเรียล”
                    ทุกเสียงเงียบกริบ เมื่ออยู่ๆเจ้าของบ้านก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน…
                    “…”
                    “ออกไปแอเรียล”ลี่ซานย้ำเสียงหนักเมื่อพบว่าร่างของคนสนิทไม่ยอมขยับเขยื้อนตัวออกไปจากห้อง ร้อนถึงเอเลนที่ส่ายศีรษะไปมาในความดื้อรั้นนั้นของพี่ชายตน ก่อนจะเดินเข้ามาลากแขนออกไปพร้อมกับคำด่ามากมายไล่ตามหลังมาเป็นขบวนที่ฟังดีๆอาจจะรวมถึงด่าเจ้านายของตนเองด้วย
                    “…”ทั้งกรพินธุ์และลี่ซานต่างเงียบกริบ ร่างสูงทรุดลงนั่งแทนที่ร่างของแอเรียล ชายหนุ่มหยิบสำลีที่ชุบแอลกอฮอลไว้อยู่แล้วมาไว้ในมือและเริ่มเช็ดไปตามหลังมือและท้องแขนขาว ซึ่งแดงเถือกเป็นรอยเล็บข่วนเต็มไปหมด มันสร้างความตกใจให้เด็กหนุ่มไปน้อย เขาแทบไม่เคยได้รับการเอาใจใส่จากร่างสูงในลักษณะนี้มาก่อนเลย…
                    “…พี่”
                    “…”
                    “เมนี่คือคนรักของพี่เหรอครับ”
                    ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ…เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วถามคำถามนี้ออกมา เขาแทบตบปากตัวเองเมื่อพบว่าดวงตาของชายหนุ่มวาววับและคิ้วขมวดด้วยความไม่ชอบใจ แต่ทว่า…กรพินธุ์กลับไม่หยุด เขาโพล่งถามออกไปอีกครั้งด้วยความกล้ามากมายและน้ำตาที่แข่งกันไหล คำตอบยังไม่ได้รับ เด็กหนุ่มสะอื้นเสียงดังจนตัวโยน
                    ไม่มีคำตอบสำหรับคำถาม
                    กรพินธุ์ค่อยๆปล่อยมือที่บีบมืออีกฝ่ายแน่นอย่างเสียใจ
                    “เขาไม่ใช่คนรักของฉัน”
                    “…”
                    “…การสร้างแรงกดดัน เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้นายเข้มแข็งพอที่ก้าวมายืนอยู่จุดเดียวกับฉันได้ในวันข้างหน้า”
                    “…”
                    หมายความว่ายังไง…
                    “จำเอาไว้กรพินธุ์”
                    แล้วหลังจากนั้น…เม็ดยามากมายก็ตกลงสู่ท้องของกรพินธุ์ เขากินยาแก้ไข้ดักเอาไว้และหลับใหลลงอย่างง่ายดาย ภายใต้อ้อมกอดที่รัดร่างของเขาไม่ปล่อย แม้จะไม่ค่อยเข้าใจมากมายนักแต่เด็กหนุ่มถือว่าคำนั้นคือคำบอกอนุญาตให้เด็กหนุ่มตอบโต้
บางทีพี่ซานอาจจะเบื่อที่เขาปวกเปียกเกินไป
 
 
 
                    เช้าวันต่อๆมาเขาก็ไปโรงเรียนตามปกติ โทรศัพท์ที่ปิดเครื่องมาตั้งแต่เมื่อวานถูกเปิดอีกครั้ง สายไม่ได้รับนับร้อยสายโชว์หรา สายที่เขาเมมว่าเพื่อนสนิทโทรเข้ามาหลายครั้งแต่เขาไม่ได้รับ เมื่อก้าวลงจากรถที่มาส่งและกำลังเดินขึ้นตึกเรียน กรพินธุ์จึงกดโทรหาเพื่อนของตน
[กว่าจะรับนะ!]คำด่าคือคำทักทายของแอชเชอร์ กรพินธุ์ชาชินเสียแล้ว
[ฉันขับรถกำลังถึง รออยู่หน้าตึกนั่นล่ะ]เขาแทบจะไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป สายของเด็กหนุ่มอีกคนก็ชิงตัดไปก่อนเสียเฉยๆ กรพินธุ์จึงยืนหันหลังพิงกำแพงรออีกคนตามคำสั่ง
                    “…”เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกๆไม่น้อยเมื่อสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเริ่มมองเขาแปลกๆ ไม่แค่เฉพาะคนที่เดินผ่าน คนที่อยู่ห่างออกไปและแทบจะกลายเป็นคนที่อยู่รอบๆบริเวณนี้ด้วยซ้ำ ทุกคนจ้องมองกรพินธุ์และหันไปซุบซิบกันด้วยสีหน้าที่แตกต่าง ความรู้สึกแปลกใจกลายเป็นไม่สบายใจในที่สุด เด็กหนุ่มตัวเล็กก้มหน้ามองพื้นและภาวนาให้เพื่อนของตนรีบมาอย่างร้อนใจ
                    “คนนี้ไง ที่อยู่ในคลิป”
                    “น่ารักมากๆ ที่แท้ก็คนดังของเรานี่เอง ไม่อยากเชื่อเลยเนอะ”
                    “ก็ถึงว่าทำไมถึงหยิ่งจัง”
                    “ปากยังมีพลาสเตอร์แปะเลยอ่ะ”
                    “ก็อย่างว่าแหละ เขาหน้าตาดีนี่นะ มีเสี่ยเลี้ยงก็เรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”
                    “น่าเสียดายอ่ะ ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลยเนอะเธอ”
                    พวกเธอพูดอะไรกัน?
                    กรพินธุ์ขมวดคิ้วแน่นขณะที่ยกกระเป๋าขึ้นกอดกับแผ่นอก ผู้หญิงหลายคนที่เดินผ่านเขาต่างพูดประโยคคล้ายๆกันและมองมาทางเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม บ้างหัวเราะคิกคักและหนักถึงขั้นแอบถ่ายรูปด้วยซ้ำ ผู้ชายบางส่วนมองเขาด้วยสายตาหยาบคาย กรพินธุ์เริ่มร้อนรนและมองซ้ายมองขวาด้วยความอึดอัด
                    กระทั่ง…
                    “นายคือเหลยอู่ใช่ไหม?”
                    “…”เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มผู้หญิงขนาดย่อมกลุ่มหนึ่งด้วยความแปลกใจ พวกเธอแต่ละคนแต่งตัวและแต่งหน้าอ่อนๆสวยสดเหมือนพวกดาราที่เขาเห็นในทีวี ผิดแต่ว่าเธอกลุ่มนี้สวมชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา แล้วมาทักเขาทำไม
                    “พวกฉันเป็นแฟนคลับของเมนี่ เฉิน”
                    !!! 
                    ผู้หญิงที่ยืนกอดอกพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบสนิทแต่แววตาของเธอลุกวาวไปด้วยความโกรธ และเธอก็เป็นแฟนคลับของผู้หญิงคนนั้น!
                    “และเชียร์ให้เธอลงเอยกับคุณลี่ซานแฟนของเธอเร็วๆด้วย”
                    “…มะ มีธุระอะไร”
                    “หน้าด้าน!”
                    !! เขาสะดุ้งเมื่ออยู่ๆก็ถูกเธอตวาดใส่ หญิงสาวทั้งกลุ่มเบ้สีหน้าด้วยความดูแคลน บางคนทำสีหน้าไม่พอใจและพร้อมจะเข้ามาตบเด็กหนุ่มเหมือนเมนี่ เฉินเมื่อวันก่อนไม่มีผิด เขายิ่งกอดกระเป๋าตัวเองแน่นขึ้นอีกนิด
                    “เขาจะแต่งงานกันอยู่แล้วยังจะมีหน้าไปเป็นมือที่สามของเขาอีกนะ! ไร้ยางอายที่สุดเลยลี่เหลยอู่!!”
                    มือที่สาม…
                    “ผมไม่เข้าใจ มือที่สามอะไร?”ใบหน้าสวยหวานฉายรอยงุนงง
                    “ก็แกไงที่เข้าไปแทรกกลางความรักของเมนี่กับลี่ซานน่ะ!”
                    !!!
…………………….
                    หายไปนานเลย
 
ความคิดเห็น