งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 13:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 7
แบบอักษร

 

 

สองพี่น้องเป็นเหตุ 

 

ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่ใออัยถูกกวีชวนแกมบังคับให้มาทานข้าวด้วยกัน และในทุก ๆ วันจะมีเพียงทั้งคู่ที่ทานด้วยกันจนกลายเป็นเรื่องปกติที่ผู้ร่วมโต๊ะจะมีเพียงแค่สองคน แต่วันนี้กลับต่างออกไปตรงที่มื้อค่ำของวันนี้มีผู้ร่วมโต๊ะเพิ่มมาก็คือคู่พี่น้องชายหญิงอย่างภาสนัยและนราภัทร บรรยากาศที่คนตัวเล็กสัมผัสได้มีแต่ความอึดอัดที่ถูกส่งผ่านมาจากคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จนเจ้าตัวไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกนิ้ว 

“ฉันชื่อนราภัทร จะเรียกคุณน้ำก็ได้ฉันไม่ถือ” แม้จะมีรอยยิ้มส่งมาให้แต่ใออัยกลับรู้สึกไม่ชอบมันเลย สีหน้าของเธอดูสวนทางกับสิ่งที่เธอพูด มันดูไม่เป็นมิตรทั้งที่พวกเขาทั้งสองคนไม่เคยมีเรื่องให้ขัดเคืองใจกัน ซ้ำนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เจออีกฝ่ายด้วย “ส่วนนาย ไม่ต้องแนะนำตัวอะไรหรอก พี่วีบอกฉันหมดแล้ว” คนตัวเล็กยิ้มและพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ แต่ก็ต้องชะงักเพราะประโยคถัดมาที่นราภัทรจงใจพูดจิกกัดไม่ได้เกรงใจคนฟังเลยสักนิด “ว่านายเป็นหลานของภรรยาน้อยของพ่อพี่วี ที่มาจากบ้านนอกอะไรเทือกนั้น แถมยังพูดไม่ได้อีกต่างหาก ฉันเห็นใจนายจริง ๆ นะใออัย นายมันน่าสงสารที่สุดเลยรู้ตัวหรือเปล่า” 

“ยายน้ำ” 

“ก็หรือไม่จริงคะ น้ำพูดผิดตรงไหน” 

“ไม่ผิดแต่มันไม่เหมาะ” ภาสนัยรีบปรามเมื่อเห็นว่านราภัทรพูดเกินไป ใออัยเองก็อยากแย้งกลับเหลือเกินว่าเธอไม่จำเป็นต้องมอบคำว่าสงสารให้เขา เพราะสายตาที่มองมามันมีแต่ความเย้ยหยันไม่ได้เป็นจริงตามที่ปากบอก มันดูแคลนจนแม้แต่ผู้ร่วมโต๊ะคนอื่น ๆ ยังสัมผัสได้ 

“อ้าว เหรอคะ ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” 

“พี่ขอโทษแทนยายน้ำด้วยนะครับน้องอัย” คนตัวเล็กตอบรับเพียงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วยิ้มจาง ๆ ส่งไปให้ แม้นราภัทรจะไม่ได้ใส่ใจกับคำขอโทษนั้นนัก ใออัยก็ไม่ได้โกรธ เพียงแต่ไม่เข้าใจการกระทำเหล่านั้นเท่านั้นเอง สุดท้ายก็ห้ามสายตาไม่อยู่หันไปมองคนที่นั่งตรงหัวโต๊ะเหมือนอยากจะถามว่ากวีเป็นคนพูดให้คู่หมั้นสาวฟังแบบนั้นจริงหรือ ถ้าไม่จริงแล้วทำไมไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลยสักคำ แต่พอได้สบตากลับเป็นใออัยเองที่เลือกเสหลบไปอีกทาง ด้วยไม่อยากให้เห็นว่ากวีนั้นมีผลต่อความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจครั้งนี้ของตัวเองมากแค่ไหน มันเป็นความรู้สึกวูบไหวที่แม้แต่ใออัยก็นึกรำคาญตัวเองอยู่เหมือนกัน และต่อให้กวีพูดจริงมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาไม่ใช่หรือ เรื่องอะไรที่ต้องไปโต้แย้งเพราะเรื่องที่นราภัทรพูดมามันคือเรื่องจริง 

“ทานข้าวกันเถอะ พี่หิวแล้ว” 

“ค่ะ พี่วีทานเยอะ ๆ นะ เดี๋ยวน้ำตักให้” 

“ไม่เป็นไรหรอกน้ำ เราทานไปเถอะ พี่ช่วยตัวเองได้” 

“ไม่เป็นไรค่ะ น้ำเต็มใจ น้ำอยากดูแลพี่วีนะคะ ให้ดูแลตลอดชีวิตของน้ำยังได้เลยค่ะ” น้ำเสียงแสนออดอ้อนพร้อมแววตาที่สื่อออกมาให้เห็น ถึงจะเอ่ยห้ามแต่นราภัทรก็ยังคงตักนั่นตักนี้ให้กวีไม่หยุด แถมพูดคำสื่อความหมายออกมาให้คนทั้งสามเข้าใจเป็นอย่างดีว่าคำที่หญิงสาวพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร ภาสนัยยิ้มรับกับคำพูดนั้นเหมือนเอ็นดูแต่ก็อดแขวะคนเป็นน้องไม่ได้อยู่ดี 

“แก่แดดนะเรา” 

“พี่ภาสหยุดว่าน้ำเลยนะ สักวันถ้าพี่เจอคนที่ใช่ คนที่อยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต พี่เองก็จะพูดเหมือนน้ำแน่นอน” นราภัทรพูดพลางมองหน้ากวีเหมือนจะบอกความนัยแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่คู่หมั้นของเธอไม่ได้มีทีท่าปฏิเสธคำที่เธอพูด แต่ก็เหมือนนราภัทรยื่นโอกาสให้กับคนเป็นพี่ชายด้วยเหมือนกัน เพราะตอนนี้ภาสนัยก็หันหน้าไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสายตาสื่อความหมายอย่างชัดเจนไม่แพ้คำพูดของน้องสาวเลยสักนิด 

“พี่ว่าพี่เจอแล้วล่ะ คนที่อยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตแต่อยู่ที่ว่าเขาจะให้โอกาสพี่ได้ดูแลเขาหรือเปล่านี่สิ” ยิ่งประกอบกับพูดและท่าทางไม่ว่าใครก็ดูออกว่าคนที่ภาสนัยพูดถึงนั่นคือใคร ในเมื่อสายตาที่ชายหนุ่มใช้มองใออัยมันหวานหยดเสียขนาดนั้น แม้แต่นราภัทรยังยิ้มชอบใจที่พี่ชายดูเปิดเผยและเป็นไปตามที่เธอคิด เธอไม่ตกใจที่ภาสนัยจะสนใจใออัยเพราะเธอรู้ดีว่ารสนิยมพี่ชายคนนี้เป็นยังไง 

เมื่อมีคนชอบใจก็ต้องมีคนไม่ชอบเช่นแม่บ้านคนเก่าคนแก่อย่างป้าอิ๊ว ที่ยืนอยู่ห่างจากโต๊ะทานอาหารไปไม่มากเพราะต้องคอยรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนายเผื่อจะต้องการอะไรเพิ่มเติม อยู่ ๆ แกก็เกิดอาการหมั้นไส้กับเหตุการณ์ตรงหน้าขึ้นมา กับคนเป็นพี่ป้าแกก็ไม่ได้อะไรมากเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก เอ็นดูไม่ต่างจากกวีกับร้อยกรอง แต่กับน้องสาวนั้นป้าอิ๊วแกคงพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าไม่ชอบ เพราะดูก็รู้ว่านราภัทรจงใจพูดใส่ใออัย ยิ่งอาการเกินงามที่แสดงออกมาแกยิ่งไม่ปลื้ม คงคิดคงฝันอยากจะมาเป็นคุณนายของบ้าน ‘บดินทร์อารักษ์’ แต่เห็นต้องแสดงความเสียใจไว้ล่วงหน้า คนที่จะมาเป็นสะใภ้บ้านนี้ได้ต้องงดงามทั้งภายนอกและภายใน ถึงจะไม่เท่าดารายหรือแม่ของกวี แต่มันต้องไม่ใช่คนที่ตั้งใจปรุงแต่งสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา ภาสนัยก็อีกคนแกจะไม่ว่าเลยถ้าคนที่หมายตาอยู่ไม่ใช่ใออัยคนที่แกอยากจะให้คู่กับเจ้านายของแกที่ตอนนี้นั่งเงียบเหมือนไม่สนใจอะไร ทั้งที่ก็เอาแต่มองการกระทำของภาสนัยอย่างไม่วางตา พอเห็นอย่างนี้แกก็อดที่จะหงุดหงิดนิด ๆ จนเผลอบ่นเจ้านายในใจไม่ได้ ระวังเถอะเนื้อชิ้นงามจะโดนฉกไปแบบไม่ทันได้ตั้งตัว คุณวีนะคุณวีมัวแต่เก๊กอยู่ได้ เมื่อไหร่ถึงจะได้หนูอัยมาครอง 

“แล้วพี่ภาสไม่ลองขอโอกาสเขาดูล่ะคะ เผื่อเขาอาจจะคิดแบบเดียวกับพี่ก็ได้ เห็นด้วยไหมใออัย” อยู่ดี ๆ ก็ถูกดึงเข้าไปในบทสนทนา ใออัยถึงกับเกิดอาการตั้งรับไม่ทันเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่นราภัทรถามขอความเห็น แต่ยังไม่มันที่คนตัวเล็กจะได้แสดงอาการตอบรับหรือปฏิเสธ เสียงทุ้มแต่ออกห้วนของเจ้าบ้านก็ขัดขึ้นเสียก่อน พลอยทำให้ภาสนัยและนราภัทรที่กำลังยิ้มอย่างรู้กันชะงักไปด้วย 

“กินข้าวกันก่อนดีไหมครับ เรื่องอื่นที่ไม่สำคัญเราไว้คุยกันทีหลัง” 

“พี่วีล่ะก็ ไม่สำคัญอะไรกันคะ นี้แหละเรื่องสำคัญเลย นาน ๆ ทีพี่ภาสจะเจอคนถูกใจ เราก็ต้องช่วยกันเชียร์สิคะ” แม้จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างที่คู่หมั้นหนุ่มขัด แต่เธอก็ต้องเก็บอาการไว้ นราภัทรรู้ดีต่อให้รั้นเอาแต่ใจตนเองไปก็ไม่มีทางใช้ได้ผลกับกวี ฉะนั้นการไหลตามสถานการณ์น่าจะดีที่สุด ถึงมันจะพลาดโอกาสที่เธอจะได้พูดประเคนเด็กใบ้นี้ให้พี่ชายก็ตามที แต่เธอเชื่อว่ายังไงพี่ชายเธอก็ไม่มีทางปล่อยให้หนุ่มน้อยคนนี้หลุดมือไปแน่ เธอไม่ได้คิดร้ายกับคนไม่มีเสียงแต่เธอแค่อยากกำจัดคนที่อาจขวางทางเธอไปก็เท่านั้น 

“แล้วพี่ภาสถูกใจใครเหรอครับ ไม่เห็นพามาให้ผมรู้จักบ้างเลย” 

“นายเองก็น่าจะรู้ดีนะกวีว่าฉันหมายถึงใคร” 

“เหรอครับ ถ้าอย่างนั้นพี่ภาสอาจจะต้องเสียใจก็ได้นะ เพราะคน ๆ นั้นอาจมีเจ้าของอยู่แล้วก็ได้” ใออัยหันไปมองคนพูดอย่างไม่เข้าใจเหมือนว่าตัวเองถูกตัดจากการสนทนายังไรอย่างนั้น ทั้งที่เมื่อครู่ประเด็นของเรื่องยังถามหาคำตอบจากเขาอยู่เลย ยิ่งกวีกับภาสนัยใช้สายตาและน้ำเสียงท้าทายกันมากเท่าไหร่นราภัทรก็ยิ่งเพ็งมองมาที่เขามากขึ้นไปอีก จนเขาต้องเอาแต่ก้มหน้าและลอบมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ตอนนี้ใออัยอยากจะร้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคนเหลือเกิน อยากบอกให้พาเขาออกจากสถานการณ์อึดอัดนี้สักที ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาสักนิดทำไมเขาต้องมีส่วนรับรู้ด้วย การที่ภาสนัยสนใจใครมันก็เป็นเรื่องส่วนตัว ถึงจะถามเขาไปก็เสียเวลาเปล่า เขาไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นเสียหน่อย แต่ใออัยคงไม่ทันนึกว่าการสนทนาที่ว่ายังไม่ได้กล่าวถึงหญิงสาวที่ไหน พอมองไปทางป้าอิ๊วก็เห็นเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่กับพี่นิด ดูท่าจะชอบใจในสิ่งที่เจ้านายของตนกำลังพูด ดูทุกคนจะเข้าใจเรื่องราวกันหมด จะมีก็แต่ใออัยที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลย นี่แหละหนาความซื่อไม่เข้าเรื่องของคน 

“ก็ไม่แน่เพราะคนที่น่าจะมีเจ้าของอาจจะไม่ใช่คนที่ฉันหมายตาอยู่ก็ได้ แต่อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้ที่น่าจะมีเจ้าของอยู่แล้ว” 

“มันก็อาจจะไม่แน่เหมือนกันก็ได้นี่ครับ คน ๆ นั้นอาจจะไม่อยากมีเจ้าของแล้วก็ได้เพราะที่ผ่านมาคน ๆ นั้นก็ไม่เคยคิดว่าใครเป็นเจ้าของของเขาอยู่แล้ว” 

“นายนี่มันจริง ๆ เลย เอาเถอะของอย่างนี้ใครดีใครได้จริงไหม” สุดท้ายภาสนัยก็ต้องยอมอ่อนลงให้กวี ที่พูดเหมือนว่าเขาสองคนไม่ลงรอยกันแต่นั่นเปล่าเลยเพราะนี้คือเรื่องปกติ การแข่งขันเป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนไม่อยากจะยอมแพ้ แม้จะเป็นพี่น้องกันแต่ถ้าหมายตาของชิ้นเดียวกันอยู่ การได้มาคือผู้ชนะอีกคนจึงต้องเป็นผู้แพ้ และครั้งนี้กวีก็คิดว่าตัวเขาจะไม่แพ้ เพราะชัยชนะของเขามันนำพี่ชายต่างสายเลือดไปมากแล้วนั้นเอง แต่สองหนุ่มคงจะลืมไปว่ายังมีอีกคนที่น่าจะเข้าใจเรื่องราวที่พวกเขาพูดตอบโต้กันไปเมื่อครู่ นราภัทรตามทันความหมายและเข้าใจในสิ่งที่สองหนุ่มพูดดี และเพราะรู้ดีนราภัทรถึงรู้สึกโกรธและโมโหจนต้องใช่มือบีบขาตัวเองไว้แน่นเหมือนกำลังระงับอารมณ์ที่กำลังคลุกครุ่นอยู่ภายใน เธอไม่อยากอาละวาดที่นี่เพราะไม่อยากให้ใครเห็นนิสัยของตัวเองนั้นเป็นเช่นไร ยิ่งคนที่จะมาเป็นสามีในอนาคตยิ่งไม่ได้เพราะภาพลักษณ์ของเธอคือคู่หมั้นสาวผู้แสนดี เธอไม่อยากให้ทุกอย่างมันพังทั้งที่เธอวางแผนมาดีแล้ว เพราะอย่างนั้นหน้าที่ของเธอก็คือแกล้งโง่และยิ้มออกไป รอยยิ้มที่เป็นมิตรถูกส่งไปให้คนที่เป็นใบ้ ซึ่งคนที่ว่าก็ยิ้มตอบกลับมาให้ด้วยท่าทางใสซื่อราวกับไม่รู้สึกรู้สาจนนราภัทรแทบอดไม่ไหว อยากจะกระโจนเข้าใส่คนที่นั่งข้างพี่ชายเสียแทบแย่ ทั้งที่มันเป็นชนวนของเรื่องราวครั้งนี้แท้ ๆ แต่มันกลับมองดูสถานการณ์ตรงหน้าด้วยใบหน้าโง่ ๆ “ดูสิน้องอัยงงไปหมดแล้ว มาพี่ตักกับข้าวให้ดีกว่า แขนยิ่งสั้น ๆ อยู่คงเอื้อมไม่ถึงทุกอย่างหรอก” 

“แขนสั้นแต่ใช่จะไม่มีแขนนี่ครับ” เป็นอีกครั้งที่กวีพูดขัด ซึ่งใออัยเองก็เข้าใจแต่แตกต่างจากคู่พี่น้องที่เข้าใจไปอีกทาง 

“นายอย่าขัดฉันนักเลย ฉันเต็มใจทำให้น้องอัย ตกลงไหม” อาการเลิ่กลั่กของคนตัวเล็กที่มองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างไม่รู้จะทำยังไงมันคงจะน่าเอ็นดูไม่ใช่น้อย แต่สำหรับหนึ่งสาวที่ร่วมโต๊ะด้วยแล้ว ท่าทางแบบนั้นมันคือการเสแสร้งเรียกร้องความสนใจ เหมือนกับน้าของมันไม่มีผิดและไม่ใช่แค่นราภัทรที่คิดเพราะกวีเองก็เริ่มที่จะคิดตามเพราะผู้ดูแลของเขาไม่คิดจะปฏิเสธอะไรเลย มันน่าโมโหจริง ๆ ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้องโมโหเพราะอะไร 

การแสดงออกของภาสนัยชัดเจนขนาดนั้น ทำไมกวีจะดูไม่ออกว่าคนเป็นพี่กำลังสนใจผู้ดูแลหนุ่มของเขาอยู่และดูท่าคนตัวเล็กเองก็ดูจะเต็มใจที่จะให้พี่ชายของเขาดูแลอยู่ไม่น้อย เขาเกิดอาการหงุดหงิดและขัดตากับสิ่งที่เห็นไปเสียหมด ที่พูดทำนองข่มอีกฝ่ายไปก็เป็นเพราะแรงอารมณ์ที่ตีตื้นขึ้นมาล้วน ๆ เหยื่อของเขาที่ตั้งใจเอาไว้ล่อพวกสารเลวจะมาหลุดมือไปเพราะพี่ชายคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด เขาไม่มีทางยอม 

“นายก็รู้ว่าฉันสนใจน้องอัย” ภาสนัยเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ 

“แล้วยังไงครับ” 

“แล้วยังไงน่ะเหรอ ก็นายไม่ใช่เหรอที่จงใจขัดขวางฉัน” 

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย” กวีตีหน้าซื่อ เขาไม่ได้ขัดขวางแต่แค่ไม่เปิดทางให้ สิ่งที่เขาหาคำตอบให้ตัวเองได้ในตอนนี้ มีแค่ผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากการใช้ใออัยเป็นตัวล่อ 

“ฉันถามจริง ๆ นะ นายคิดยังไงกับน้องอัย สำหรับฉัน ฉันคิดว่านายไม่น่าจะชอบเพราะน้องเขาเป็นผู้ชาย ถูกไหม” กวีไม่ได้ตอบคำถามนั้นปล่อยให้ภาสนัยได้พูดในสิ่งที่อยากจะบอกต่อและที่พวกเขาคุยกันเรื่องนี้อย่างเปิดอกได้ก็เพราะเวลานี้พวกเขาอยู่กันเพียงแค่สองคน หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จภาสนัยบอกมีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วยเป็นการส่วนตัวและสถานที่ที่น่าจะเหมาะสมที่สุดก็คือห้องหนังสือ แต่เรื่องที่บอกว่าสำคัญหมายถึงเรื่องนี้หรอกหรือ “นายเองก็กำลังจะหมั้นกับยายน้ำ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายมีเหตุผลอะไรถึงขัดขวางฉันเรื่องน้องอัยและฉันจะไม่ถามด้วย” 

“นี่คือเรื่องสำคัญที่พี่อยากจะพูดเหรอครับ” กวีไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกไปเพียงแค่มองพี่ชายต่างสายเลือดนิ่ง ๆ ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวหรืออะไรสักอย่าง ไม่มีทีท่าจะชวนทะเลาะ คนเป็นพี่จึงต้องยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อเป็นการขอร้องแทน กวีก็แบบนี้บางทีก็นิ่งจนเหมือนคนไร้ความรู้สึก 

“กวี ถ้านายยังเห็นฉันเป็นพี่อยู่ก็ถือว่าช่วย ๆ กัน ฉันสนใจน้องอัยจริง ๆ ฉันไม่เคยรู้สึกดีกับใครขนาดนี้มาก่อน” 

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องตัดสินใจ เด็กคนนั้นต่างหากที่ต้องเป็นคนเลือก ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมเห็นต้องขอตัว” 

“นายนี้มัน” สุดท้ายก็ไม่เป็นผล ภาสนัยถอนหายใจออกมายาว ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย เขารู้จักกวีดีว่าเป็นคนเอาแต่ใจและดื้อรั้นขนาดไหน ถ้าลองได้ตัดสินใจเรื่องอะไรไว้แล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนความคิด ส่วนเรื่องที่ตัวเขาจะมาพูดกับกวีมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของใออัยแต่เป็นเรื่องอื่นที่ถูกไหว้วานมาอีกที ถึงจะลำบากใจอยู่บ้างที่ต้องพูดเพราะยังไงเขาก็เป็นคนนอก “เรื่องที่ฉันจะพูดกับนายคือเรื่องของคุณลุงดนัยทัศน์” 

“เรื่องหมั้นใช่ไหมครับ” 

“ใช่ ฉันว่าอีกไม่นานคุณลุงคงมาหานายด้วยตัวของท่านเอง” 

“ผมยังไม่อยากตัดสินใจเรื่องนี้ ผมอยากให้ผ่านวันเปิดพินัยกรรมไปก่อน” 

“แล้วฉันจะบอกคุณลุงให้ก็เแล้วกัน” 

“ขอบคุณมากครับ” 

“อย่างนั้นฉันกลับก่อนแล้วกัน จะให้ฉันเรียกน้องอัยให้ไหม” 

“ไม่เป็นไรครับ” ทันทีที่ประตูห้องหนังสือปิดลง คำตอบที่ภาสนัยยังไม่ได้รับ กวีกลับพูดออกมา ที่แม้แต่ตัวเองยังไม่อยากจะเชื่อว่าความคิดของเขามันไปไกลถึงขนาดนี้แล้ว “ถ้าคิดจะชอบคิดจะรัก ผมไม่สนหรอกว่าคน ๆ นั้นจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง” 

 

 

 

 

 

 

สวย สวยมาก สวยจนเธออิจฉา หญิงสาวนั่งมองใออัยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยใบหน้านิ่งเฉย แม้ในใจแทบอยากจะไล่ตะเพิดอีกฝ่ายไปให้พ้น ๆ ทั้งที่เป็นผู้ชายกลับมีใบหน้าและรูปร่างบอบบางไม่ได้ต่างจากผู้หญิง เธอไม่แปลกใจเลยถ้าจะมีคนหลงรักผู้ชายด้วยกันเอง ยิ่งอยู่ใกล้กันมากขนาดนี้มีหรือที่ผู้ชายอย่างกวีจะไม่หวั่นไหว ดูอย่างพี่ชายเธอสิ ถึงจะคั่วทั้งชายและหญิงแต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่พี่ชายของเธอจะแสดงเจตนาอยากได้ผู้ชายด้วยกันชัดเจนขนาดนี้ แสดงว่าใออัยก็ต้องมีดีในตัวอยู่ไม่ใช่น้อย 

“นายคิดอะไรกับพี่วีหรือเปล่าใออัย” 

“ไม่ ไม่ครับ” คนไม่มีเสียงรีบส่ายหน้าขยับปากบอกปฏิเสธ อะไรที่ทำให้นราภัทรคิดแบบนั้นกัน เธอลืมไปหรือเปล่าว่าทั้งใออัยและกวีต่างก็เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไง อีกอย่างกวีก็เป็นคู่หมั้นของเธอไม่ใช่หรือ เขาไม่มีทางคิดเกินเลยกับคนที่มีคนรักอยู่แล้วแบบนั้นแน่นอน 

“นั่นสินะ ก็นายเป็นผู้ชาย แถมพี่วีก็เป็นผู้ชายเขาไม่มีทางมาชอบผู้ชายแบบนายได้หรอก ฉันนี่ก็ถามอะไรแปลก ๆ ไปได้นะว่าไหม” ใออัยรู้สึกเหมือนว่าเธอจงใจเน้นคำว่าผู้ชายให้เขาฟังหรือตัวเขาคิดมากไปเอง แม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าตัวกับกวีจะเกินเลยไปหน่อย ซึ่งมันคือเรื่องผิดพลาดและไม่มีทางเกิดขึ้นอีก “แต่ก็ดีแล้วที่นายตอบฉันมาแบบนี้เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ เพราะอะไรรู้ไหมใออัย” คนตัวเล็กส่ายหน้าจนนราภัทรหลุดเสียงหัวเราะราวเย้ยหยันออกมาเบา ๆ “นายก็รู้ใช่ไหมว่าสมัยนี้พวก ‘ผิดเพศ’ มันเยอะ เยอะจนฉันกลัวว่าพี่วีจะกลายเป็นแบบนั้นไปด้วย ฉันไม่อยากเสียใจหรือร้องไห้เพราะผู้ชายบางคนมาแย่งผู้ชายของฉันไป” ยิ่งพูดน้ำเสียงของเธอก็ยิ่งแข็งขึ้นไปอีก จนใออัยต้องเสมองไปทางอื่นเพราะคำพูดเหล่านั้นราวกับว่าเธอกำลังพูดกับเขาไม่ใช่พูดเพื่อระบายสิ่งที่เธอคิด “ฉันคงทนไม่ได้แน่ ๆ ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันคงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างจนคน ๆ นั้นไม่กล้าแม้แต่จะแย่งพี่วีไปจากฉัน” 

“คุยอะไรกันอยู่เหรอยายน้ำ น้องอัย ทำหน้าซีเรียสเชียว” 

“เปล่าหรอกค่ะ คุยธุระเสร็จแล้วเหรอ แล้วพี่วีล่ะคะ” นราภัทรยิ้มออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปคล้องแขนพี่ชายไว้หลวม ๆ ยามถามหาคู่หมั้นหนุ่ม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ใช่อารมณ์แบบนี้เลย 

“อยู่ในห้องสมุด ไปลานายวีก่อนไป พี่มีเรื่องจะคุยกับน้องอัยนิดหน่อย” 

“โอเคค่ะ” 

แปลกทั้งพี่ทั้งน้องทำเอาใออัยสับสนไปหมด หลังจากที่นราภัทรเดินออกไป ภาสนัยก็เปิดประเด็นคุยกับเขาทันที ถามนั้นนี่สารพัดทั้งที่ก็รู้ว่าสื่อสารกับใออัยมันลำบากแต่ก็อดทนอ่านตามที่เขาเขียนทุกคำ ส่วนเรื่องที่ถามก็เป็นเรื่องของความรัก เคยมีแฟนมาหรือยัง มีคนเข้ามาคุยด้วยไหม ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบไปตามจริงและยังเคยถามอีกว่า เมื่อก่อนเคยมาอยู่ที่นี่ไหมเหมือนว่าภาสนัยจะคุ้นหน้าใออัยอยู่ไม่มากก็น้อย แต่นึกไม่ออกมาว่าเคยเจอกันที่ไหน ถามเรื่องครอบครัว การศึกษา ชีวิตประจำวัน จนถึงเรื่องของกวีที่ตอนนี้อาการดีขึ้นบ้างหรือยัง ซึ่งใออัยก็ตอบเท่าที่ตอบได้ นึกไม่ถึงว่าภาสนัยเองก็เป็นคนตลกมากคนหนึ่ง ทั้งที่จริงบุคลิกก็ไม่ได้ต่างจากกวีมากนัก ต่างนิดหน่อยตรงที่ยิ้มง่ายกว่าแต่ไม่คิดว่าจะตลกขนาดนี้ อีกฝ่ายเล่าให้ใออัยฟังหลายอย่าง ทั้งตอนที่ไปเรียนอยู่เมืองนอกแต่เพราะตอนนั้นเขายังเข้ากับเพื่อนไม่ได้เลยลำบากน่าดู ทั้งที่ตอนนั้นพ่อกับแม่ก็พึ่งเสียชีวิต การไปใช้ชีวิตคนเดียวในที่ต่างแดนแบบนั้นมันทั้งกดดันทั้งเหนื่อยทั้งท้อไปสารพัด คุยสัพเพเหระอยู่ไม่นาน นราภัทรก็ออกมาก่อนจะกลับกันไปทั้งคู่ พูดแล้วก็อดสงสารไม่ได้ทั้งกวีและภาสนัยไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทั้งที่มีเงิน เคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแต่อยู่มาวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นกลับหายไป ไม่ใช่เงินทองที่หายแต่เป็นคำว่าครอบครัวต่างหากที่ไม่มีทางได้กลับคืนมา นี้แหละชีวิตคนมีแต่ความไม่แน่นอน มีพบก็ต้องมีจากไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องลาจากกันอยู่ดี พูดไปก็คิดถึงตากับยายอยู่ ป่านนี้จะได้รับจนหมายของเขาหรือยัง จะสบายกันดีอยู่หรือเปล่า ถ้างานที่ต้องดูแลกวีเสร็จสิ้นลงเร็ว ๆ ก็คงดี 

“มีความสุขจังเลยนะ” 

“ครับ” คนไม่มีเสียงรับคำด้วยความฉงน ทำไมกวีถามแบบนี้ หน้าเขาดูออกขนาดนั้นเลยหรือ รู้ตัวอยู่หรอกว่าเผลอยิ้มออกมาแต่ไม่คิดว่าอีกคนจะเห็นเพราะตอนนี้ใออัยกำลังก้มหน้าทำกายภาพขาให้อีกฝ่ายอยู่ วันนี้ก็ไม่มีอะไรมากเพียงแค่ให้นั่งพิงหัวเตียงแล้วขยับขาขึ้นลงช้า ๆ โดยมีคนช่วยประคองอยู่ ตลอดเวลา จากที่เริ่มทำจนตอนนี้กวีก็ยังไม่พูดอะไรเลยสักคำ ที่จริงคือไม่พูดตั้งแต่ส่งแขกกลับ เห็นทำหน้านิ่ง ๆ อยู่ตลอดเหมือนคนหงุดหงิดอะไรสักอย่าง 

“นายชอบพี่ภาสหรือเปล่า” คนตัวเล็กทำหน้าฉงนด้วยความไม่เข้าใจแต่ก็เลือกจะตอบคำถามตามความรู้สึกตัวเอง 

“ชอบครับ” 

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น” กวีทำเสียงในลำคอพร้อมยิ้มหยันออกมากับคำตอบที่คนตัวเล็กขยับปากตอบ ในใจเขาภาวนาให้เด็กนี้ตอบว่าไม่หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คำว่าชอบ แม้คำ ๆ นี้จะใช้แทนได้หลายความหมายในแต่มันต้องไม่ใช่ตอนที่เขาถามเพื่อเอาความหมายอีกแบบจากอีกฝ่าย กวีหันไปมองทางอื่นพลางดันกระพุ้งแก้มเหมือนกำลังใช้ความคิด เมื่อระงับอารมณ์บางอย่างที่ใกล้ปะทุได้บ้างแล้วจึงหันมามองอีกคนด้วยแววตาเรียบเฉย ใออัยที่ยังไม่เข้าใจในคำพูดจึงต้องขยับปากถามออกไป 

“หมายความว่ายังไงครับ” 

“ฉันก็เคยคิดนะว่า คงมีแต่ผู้หญิงที่รู้จักออดอ้อนผู้ชาย ไม่นึกว่าผู้ชายแบบนายก็ทำแบบนั้นเป็นด้วยเหมือนกัน” 

“คุณพูดอะไร” ยิ่งคุยก็ยิ่งไม่เข้าใจ ใออัยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ 

“เลือดของน้านายนี้มันแรงจริง ๆ ขนาดเป็นแค่หลานยังได้เชื้อมาขนาดนี้ ฉันไม่อยากนึกเลยว่า ถ้านายเป็นลูกจะได้เชื้ออ่อยผู้ชายมาจากแม่มากแค่ไหนกัน” ทันทีที่กวีพูดจบ มือเล็กก็ตวัดลงไปบนแก้มซีกขวาของเจ้าของห้อง มันแรงและหนักมากพอที่จะทำให้หน้าของกวีถึงกลับหันไปตามแรงฟาดนั้น เกิดความเงียบชั่วขณะ พอรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ใออัยจึงรีบชักมือกลับแต่กลับไม่ทัน เมื่อมือใหญ่ดันคว้าแขนเล็กนั้นไว้เสียก่อน 

“นายตบฉัน” กวีพูดขึ้นมาเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่มันก็ดังพอที่คนตัวเล็กจะได้ยิน ใออัยถึงกับสะดุ้งพยายามบิดแขนออกแต่ก็ไม่เป็นผล กลิ่นคาวเลือดที่อยู่ในปากทำให้กวีรู้ปากของเขาแตกเพราะการถูกตบหน้าเพียงครั้งเดียว ทั้งที่มันไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเลยทั้งที่คนตบก็เป็นผู้ชาย แต่เป็นผู้ชายที่มีแรงเยอะกว่าผู้หญิงนิดหน่อย เขาเพียงแค่ใช่ลิ้นแตะบริเวณแผลและออกแรงดันเบา ๆ พลางเงยหน้ามองเพดานห้องอย่างพยายามสงบอารมณ์ ก่อนจะหันมามองคนต้นเรื่องด้วยแววตาที่ทำให้ใออัยรู้ว่าพลาด พลาดที่ไปทำให้กวีเจ็บตัว “ฉันควรจะตบนายคืนดีไหม” 

“ผม ผมขอโทษ” การขยับปากติด ๆ ขัดไม่ได้ทำให้กวีรู้สีกโมโหน้อยลงเลยสักนิด เขารู้ว่าใออัยกำลังกลัวและพยายามดิ้นหนี 

“แล้วฉันควรจะทำยังไงกับนายดีล่ะ นายตบฉันเลยนะและปากของฉันก็เป็นแผลมีเลือดซะด้วย เอาอย่างนี้ดีกว่าเมื่อฉันเจ็บนายเองก็ควรจะเจ็บด้วย ถ้าฉันมีเลือดตัวนายก็สมควรที่เลือดจะไหลด้วยเหมือนกัน” 

“ปล่อย ปล่อยนะ ปล่อย” เมื่อขอโทษไปแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้อภัย คนไม่มีเสียงจึงเริ่มดิ้นหนีอีกครั้ง แววตาเจ้าเล่ห์ที่ฉายออกมามันบอกให้ใออัยรู้สึกกลัว ยังไงกวีก็ต้องเอาคืนเป็นแน่ แต่ยิ่งดิ้นมากเท่าไหร่อีกคนก็ยิ่งบีบแขนเล็กแน่น จากที่จับใออัยไว้แค่มือเดียวกลายเป็นว่ากวีจับแขนเล็กไว้ทั้งสองข้างก่อนจะกระตุกแขนทำเอาคนตัวเล็กไปเกยอยู่บนตัวเขาในท่าค่อมทับ ทั้งคู่เกิดอาการชะงักงันแต่กวีก็ไม่ยอมปล่อยแขนใออัยอยู่ดี 

“ทำไมฉันต้องปล่อย ฉันแค่จะเอาคืนนายเท่านั้นเอง กลัวอะไร” เพราะใออัยอยู่สูงกว่า กวีเลยต้องเงยหน้าขึ้นมาพูด ทั้งน้ำเสียงและท่าทางมันทำให้ใจของคนด้านบนเต้นแรง “มันไม่เจ็บหรอกน่า แปปเดียวก็เสร็จ” พูดจบกวีก็รวบแขนทั้งสองข้างของใออัยไว้ด้วยมือข้างเดียว ในเมื่อดิ้นไม่หลุดก็จำต้องยอมเพราะตัวเองเป็นคนผิดที่เผลอทำตามอารมณ์จนกวีเจ็บตัว ถึงอย่างนั้นก็อดที่จะกลัวไม่ได้ ด้วยขนาดตัวของกวีที่ใหญ่กว่าแรงก็น่าจะเยอะกว่า ถ้าตบลงมาไม่รู้ตัวเขาจะทนได้ไหม เมื่อตัดสินใจได้แล้วคนตัวเล็กจึงหลับตาลงรอรับการเอาคืน แต่แปลก มือใหญ่ที่ควรสัมผัสอยู่บนใบหน้าสวยกลับมาจับที่ท้ายทอยของใออัยแทน ทั้งยังกดศีรษะเล็กให้ก้มลงต่ำมาเรื่อย ๆ เพราะความสงสัยใออัยจึงลืมตาขึ้น ครั้นจะห้ามก็ไม่ทันเสียแล้วก็ในเมื่อตอนนี้ปากของเจ้าตัวและกวีได้เลื่อนมาแตะและประกบกันจนไม่มีช่องให้อากาศพัดผ่านแล้วนี่สิ 

ดวงตาของใออัยแม้ว่ายามปกติจะทั้งกลมและโตอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับยิ่งโตและขยายขนาดขึ้นไปอีก อาการตกใจที่เกิดขึ้นส่งผลให้ดวงตาหวานเบิกกว้าง ตัวแข็งทื่อกับการจู่โจมจากคนตัวโตที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีก และยังเป็นตอนที่เขามีสติครบถ้วนรับรู้ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น กวีเองก็ใช่ว่าจะไม่ตกใจในการกระทำของตนเองแต่เพราะเลือกที่จะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกต่อให้ผลที่ตามมาจะกลายเป็นว่าเขาจูบเพศเดียวกันด้วยความเต็มใจถึงสองครั้งก็ตามที เริ่มแรกริมฝีปากหนาเพียงแค่ประกบปิดปากอวบย้อย ก่อนเริ่มขยับและบดเบียดให้แนวปากของทั้งคู่แนบแน่นยิ่งขึ้น เหมือนคนตัวเล็กจะรู้สึกตัวเลยดิ้นพยายามผลักตัวออกห่างแต่มันก็ไม่เป็นผลเพราะกวีเปลี่ยนจากการจับยึดแขนมาเป็นโอบรัดจนร่างบางแทบขยับตัวไม่ได้แม้แต่มือที่ดันอยู่ตรงอกหนายังเกิดช่องว่างเพียงแค่ระยะฝ่ามือกั้น เมื่อยิ่งดิ้นคนตัวโตก็ยิ่งอยากแกล้ง อารมณ์ที่เคยโมโหก่อนหน้ากลับถูกพัดปลิวหายไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สัมผัสริมฝีปากอวบ แค่ตบแล้วได้แลกกับจูบถือเป็นการเอาคืนที่คุ้มยิ่งคุ้ม รสชาติมันยังเหมือนคืนนั้น คืนที่เผลอไปหลักหลับอีกคนเข้า มันยังติดตรึงและยากที่จะลบเลือน กวีพึ่งรู้ว่าตัวเองนั้นก็เป็นคนโลภ เพราะเพียงแค่ได้สัมผัสกับความหอมหวานนี้อีกครั้งมันก็เรียกร้องอยากจะให้เกิดขึ้นอีกครั้งและอีกครั้งเมื่อมีโอกาสครั้งหน้า อาการขัดขืนและพยายามส่ายหน้าหนีไม่ได้สร้างความลำบากให้แก่เขาเลยแม้แต่น้อย มันกลับรู้สึกหมั่นเขี้ยวจนเผลอขบเบา ๆ ไปหนึ่งทีจนคนตัวเล็กเบ้หน้าเมื่อถูกกัดเข้าบริเวณเนื้ออ่อน ยิ่งใออัยไม่มีเสียงโต้ตอบคนทำก็ยิ่งได้ใจ ขบบ้างกัดบ้างตามแรงอารมณ์ แถมยังดูดดุ้นจนปากอวบนั้นยืดย้อยออกมา แต่คนตัวเล็กก็ยังไม่ยินยอมให้เขาได้เข้าไปสำรวจในโพรงปาก เจ้าตัวทั้งกัดฟันและเม้มปากแน่น ส่วนคนที่ตั้งใจจะหยอกล้อเกิดทนไม่ไหวกัดไปที่ปากแรง ๆ อีกที จนใออัยต้องเผยออ้าปากด้วยความเจ็บ ใออัยคิดว่าเลือดตัวเองคงได้ไหลสมใจกวีไปแล้ว แต่นั่นก็เท่ากับเปิดโอกาสให้อีกคนที่รอจังหวะจ้องจะเข้าไปลิ้มลองความหวานจากกลีบปากสวย กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดท่าก็ตอนที่ลิ้นหนาเกี่ยวกระหวัดไล่ต้อนลิ้นเล็กที่พยายามหลบหนีที่แม้จะหนียังไงก็ไม่พ้นเสียแล้ว 

ถึงมันจะไม่ใช่ครั้งแรกแต่ใออัยก็พึ่งได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้ แม้ร่างกายจะปฏิเสธแต่ภายในใจกลับไม่ได้คิดรังเกียจ เหมือนในสมองมันจะคิดขัดแย้งกับหัวใจจนเจ้าตัวมึนงงไปหมด ยิ่งถูกไล่ต้อนและล่อลวงจนเริ่มเบลอ อาการขัดขืนก่อนหน้าก็ดูจะลดลงจนกลายเป็นอ่อนโอนตามสัมผัสที่กวีใช่หลอกล่อให้ใออัยติดบ่วง มันไม่ผิดที่ใออัยจะเผลอติดกับรสสัมผัสนี้ มันก็ไม่ต่างจากความรู้สึกอยากริลองของเด็กน้อยที่อยากจะรู้อยากจะเห็นว่ามันเป็นยังไง จะว่าไปแล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างกันเพราะกว่าจะรู้สึกตัวว่าหลงมัวเมาอยู่ในวังวนสิ่งที่เข้ามาลวงล่อก็ตอนที่เผลอติดใจและปฏิเสธมันไม่ได้กันแล้วทั้งนั้น ใออัยเองก็เช่นกัน มันเป็นความรู้สึกที่เบาหวิวเหมือนกำลังลอยอยู่กลางอากาศเหมือนสมองและหูจะพลอยอื้ออึ้งจนไม่สามารถรับรู้อะไร มันเป็นความแปลกใหม่เป็นสิ่งที่คนตัวเล็กพึ่งเคยพบเจอ เสียงครางที่หลุดออกมาจากคนตัวโตเหมือนเป็นตัวเร่งที่ทำให้ใออัยนึกอยากจะตอบโต้แต่ไม่รู้ต้องทำยังไง จากที่คอยเอาแต่หลบหนี ลิ้นเล็กกลับเริ่มตอบรับ สงสัยเจ้าตัวคงจะลืมไปแล้วว่าควรจะหยุด มันไม่สมควรเกิดขึ้น เมื่อคนในอ้อมกอดไม่มีท่าทางขัดขืนแถมยังอิงซบเขาไว้ทั้งที่อยู่ในท่าค่อม มันยากที่จะหักห้ามทั้งที่ตอนแรกเพียงแค่อยากเอาคืนให้อีกฝ่ายรู้สึกอาย แต่สิ่งที่กวีทำมันกลับดูสวนทางเพราะสิ่งที่ชายหนุ่มเลือกก็คือการกดจูบอีกครั้งและอีกครั้ง จนคนในอ้อมแขนต้องทุบไหล่กว้างประท้วงเพราะลมหายใจเริ่มสะดุดแต่พอถอนปากออกได้เพียงชั่วครู่คนเอาแต่ได้ก็กดจูบย้ำเริ่มรอบใหม่ทันที 

ไม่ว่ากวีจะล่อหลอกไปทางไหนใออัยก็เหมือนจะยินยอมไปเสียหมด ด้วยความไม่ประสาบวกกับความอ่อนต่อโลกของคน มันเกือบจะทำให้ตัวเองพลาดท่าแต่ก่อนจะมีอะไรเลยเถิดไปมากกว่านั้น สัมผัสร้อน ๆ ที่เกิดอยู่บริเวณเอวบางก็ดึงสติที่กำลังหลุดลอยให้กลับมา ใออัยร้องบอกตัวเองว่ายังไงก็ต้องหยุดมัน มันเป็นเรื่องไม่สมควร อาการต่อต้านเริ่มกลับมาพลอยทำให้กวีชะงักไปด้วย ทั้งที่ตอนนี้เขากำลังไล่ชิมซอกคอหอมอย่างเพลิดเพลินอยู่แท้ ๆ สุดท้ายก็ไม่สนใจยังคงใช้มือสอดเข้าไปใต้เสื้อและลูบไล้เบา ๆ บ้างจุดก็เคล้นหนักมือสลับไปมา จนคนโดนทำสติแทบจะกระเจิงกับสัมผัสนั้นอีกครั้ง มันยากที่จะประคองสติเอาไว้แต่คนตัวเล็กก็ต้องทำมันให้ได้ มือทั้งสองที่ถูกปล่อยวางอยู่ถูกยกมาใช้ห้ามจับมือซนที่พยายามสอดเลื้อยเข้ามา คนโดนห้ามก็เริ่มจะหงุดหงิดจนต้องถอนจูบออกจากซอกคอขาวมองมาอย่างไม่พอใจ 

“ทำไม” ใออัยไม่ตอบเอาแต่ส่ายหน้า ซึ่งมันคือการปฏิเสธ แต่มีหรือที่กวีจะยอมทำตาม พอจะดึงกลับเข้ามาใกล้อีกครั้ง อีกคนก็ขืนตัวเอาไว้และยิ่งดิ้นแรงขึ้นไปอีก “จะดิ้นอะไรนักหนานายก็รู้ว่าสู้แรงฉันไม่ได้” 

“ปล่อย” 

“ไม่ปล่อย ใครจะทำไม หรือจะบอกว่าเมื่อกี้ที่ฉันทำนายไม่ชอบ” เมื่อดิ้นไม่ได้ผลก็ต้องเจรจาแต่ดูท่าการอ้าปากโต้ตอบก็คงจะไม่เป็นผลเช่นกัน 

“ไม่” 

“เหรอ แต่หน้านายมันเคลิ้มมากเลยรู้ตัวไหม ทั้งแก้มทั้งหูแม้แต่ตอนนี้ปากของนายเองก็ยังบวมแดงไปด้วย แล้วรู้ไหมมันเกิดขึ้นเพราะใคร” 

“เพราะคุณ” ใออัยรีบขยับหน้าหนีทันทีที่ใบหน้าของกวีโฉบเข้ามาใกล้ เจ้าตัวรู้สึกไม่ชอบใจเลยสักนิดที่กวีทำเหมือนกำลังเย้าแหย่ให้เขารู้สึกอาย ทำเหมือนว่าเขาเป็นเพียงลูกกวางตัวน้อยที่ไม่ทางดิ้นหลุดจากเสือร้ายบาดเจ็บตัวนี้ไปได้ 

“ดีที่ยังรู้” 

“คุณเป็นชอบผู้ชายหรือไง” กวีชะงักไปกับการขยับปากถามครั้งนี้ ก่อนจะตวาดออกมาเสียงดัง 

“ไม่มีทาง” 

“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อย ผมเป็นผู้ชาย มันน่าเสียศักดิ์ศรีที่ต้องมาโดนผู้ชายด้วยกันทำแบบนี้” การขยับปากเน้นย้ำทุกคำที่ปากอวบพยายามสื่อออกมาให้กวีเข้าใจง่ายที่สุด มันทำให้ก้อนความนึกคิดตีตื้นขึ้นมา ก่อนที่ความโมโหก่อนหน้าจะวกกลับเข้าสมองจนเผลอผลักคนตัวเล็กเต็มแรงแต่ก็ไม่ถึงกลับทำให้อีกคนตกจากเตียง นี่นะหรือคนที่นั่งมาตลอดขนาดทำเรื่องพรรค์นั้นกวีก็ยังไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย มันดูแปลกและฝืนแต่มันก็ถูกต้องแล้วเพราะยังไงเสียกวีก็ยังเดินเองไม่ได้ แต่ก็ดีแล้วที่กวีผลักใออัยออกมาเพราะมันจะทำให้ตัวเองยิ่งปลอดภัย ยิ่งอยู่ไกลจากผู้ชายคนนี้มากเท่าไหร่หัวใจของเขาจะได้สงบลงเสียที คนตัวเล็กรีบขยับลงไปยืนบนพื้นเหมือนกลัวว่าคนที่นั่งอยู่จะไล่ตามมาตะคลุบอีกรอบ ใออัยถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา ตลกจริง ๆ คิดไปได้ยังไงถ้ากวีเดินได้แล้วก็ว่าไปอย่าง 

“คิดว่าฉันอยากจับนักหรือไง ที่ฉันทำก็เพราะต้องการสั่งสอนนายยังไงล่ะ แต่ฉันก็อดชื่นชมไม่ได้ อย่างน้อย ๆ นายก็มีพรสวรรค์ด้านนี้น้อยกว่าน้าของนาย เพราะนายมันไร้รสชาติ จืดสนิท ไม่ได้ทำให้ฉันติดใจนายเท่าที่พ่อของฉันติดใจน้าของนายเลยสักนิด” ปากร้าย ผู้ชายคนนี้ปากร้ายเหลือทน คนตัวเล็กไม่ได้หือได้อืออะไรเพียงแค่เอียงหน้ามองกวีก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมา เท้าเล็กก้าวเดินไปชิดริมเตียงที่กวีนั่งอยู่แต่ก็ทิ้งระยะห่างถึงหนึ่งเอื้อมมือ ก่อนจะยกมือเล็กทั้งสองข้างมาประกบกันพนมไว้กลางอก จนกวีเกิดความสงสัยว่าเด็กคนนี้เป็นบ้าอะไรถึงมายืนไหว้เขาหรือจะมาขอโทษเขาอย่างนั้นหรือ ริมฝีปากหนากำลังจะยกแย้มอย่างผู้ชนะแต่ก็ต้องหน้าสะบัดตามแรงกระทบจากแก้มซีกซ้ายอีกครั้ง แถมความเจ็บยังเพิ่มมากกว่าครั้งแรกเกือบอีกเท่าตัว กวีจึงได้รู้ว่าใออัยไม่ได้เพียงแค่ยกมือขอโทษแต่เด็กนี้กำลังขออนุญาตเพื่อจะเอาคืนเขาอีกครั้ง 

“ใออัย” คนโดนเรียกถึงกับสะดุ้งที่โดนกวีตลาดเสียงใส่แต่ก็ไม่ตกใจเท่ากับที่กวีเรียกชื่อตนออกมา ถ้าเป็นสถานการณ์ที่ดีกว่านี้มันคงจะรู้สึกซาบซึ้งไม่น้อยเพราะในที่สุดกวีก็ยอมเรียกชื่อเขาแล้ว ชื่อของใออัยถ้าเรียกด้วยเสียงเบา ๆ มันจะดูอ่อนหวานแต่ในทางกลับกันถ้าถูกเรียกด้วยน้ำเสียงกระชากและผสมความโมโหเข้าไป ความนุ่มนวลของชื่อที่มีมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่ก็เท่านั้นใออัยเลือกที่จะทำเมินและสะบัดตัวหนีจากมือหนาที่พยายามจะเอื้อมมาดึงเขาไว้ ดูท่าคนตัวโตจะโมโหน่าดูและถ้าขืนโดนจับได้อีกครั้งเขารู้ดีว่ากวีคงไม่หยุดสัมผัสเขาแค่นั้น และบางทีเรื่องคราวนี้คงจะไหลไปไกลแม้กวีจะขยับช่วงล่างไม่ได้ แต่เชื่อสิอย่างกวีต้องทำมันได้แน่นอน “หยุดนะ จะไปไหน ฉันสั่งแล้วหรือไง ฉันบอกให้หยุด ใออัย หยุดเดี๋ยวนี้” กวีเรียกตามคนที่เดินหันหลังหนีทั้งที่พึ่งทำร้ายร่างกายเขาไปถึงสองครั้ง มันน่าโมโห น่าจับมาหักให้เป็นสองท่อนนักเชียว เรียกก็ไม่หยุด มันชักจะเกินไปแล้วนะ แต่สุดท้ายประตูบานใหญ่ก็ถูกปิดลงต่อหน้าจะเรียกว่าปิดใส่หน้าก็ได้เพราะเสียงกระแทกปิดมันก็ดังพอที่ทุกคนในบ้านจะได้ยิน “ไอ้เด็กบ้า” 

ใออัยจำได้แค่ว่าตัวเองโกรธ โกรธจนยั้งอารมณ์ไม่อยู่และเผลอตบหน้าคนที่อยู่ห้องข้าง ๆ ไปถึงสองครั้งแต่ไม่นึกเสียใจเลยสักนิด เจ้าตัวควรจะต่อยกวีสักหมัดสองหมัดเลยด้วยซ้ำ มันใช่เรื่องปกติเหรอที่ผู้ชายเอาคืนกันด้วยการกระแทกปากจูบแบบนั้น แค่นั้นไม่พอยังมาด่าว่าเขาพาดพิงไปถึงน้าอรอินทร์อีก อีกฝ่ายคงไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นปมและสร้างบาดแผลทางใจให้ใออัยมากแค่ไหน กวีเองก็คงโกรธมากดีไม่ดีเรื่องคงถึงหูอรอินทร์ในไม่ช้า พอคิดถึงจุดนี้จะบอกว่าช่างมันเหมือนตอนแรกก็ไม่ได้เสียแล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้นเขาจะเข้าหน้าอีกฝ่ายยังไง 

ใออัยไม่เคยทำร้ายใคร กวีเป็นคนแรกที่โดนเจ้าตัวตบแต่ก็เป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ยิ่งนึกถึงสาเหตุใบหน้าหวานก็เริ่มเปลี่ยนสี ทำไมกันพอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอากาศในห้องถึงได้ร้อนขึ้นแบบไม่มีสาเหตุ แถมอาการใจวูบไหว สมองก็คิดเห็นแต่หน้าและริมฝีปากของอีกคน นี่มันอะไรกัน เขาควรจะขยะแขยงไม่ใช่หรือแต่ทำไมความรู้สึกถึงได้กลับตาลปัดไปหมด ความรู้สึกแบบนี้ใออัยไม่อยากรู้จักมันเลย หวังว่าหัวใจตัวเองจะไม่เผลอไปเปิดต้อนรับคนโมโหร้ายคนนั้นให้เข้ามาหรอกใช่ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงจุดจบของมันใออัยก็พอจะนึกภาพออก เพราะมันไม่มีทางที่จะจบลงอย่างสวยงามแน่นอน 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น