#ฟิคพิษกุหลาบ

พิษกุหลาบ ๐๒ :: ผู้ร้ายในสายตา [ ๕๐ % ]

ชื่อตอน : พิษกุหลาบ ๐๒ :: ผู้ร้ายในสายตา [ ๕๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2559 21:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พิษกุหลาบ ๐๒ :: ผู้ร้ายในสายตา [ ๕๐ % ]
แบบอักษร

พิษกุหลาบ

 

... ๐ ...

 

 

ผู้ร้ายในสายตา

 

 

 

            น้องน่ารักขึ้นมาก หลังจากไม่ได้เจอกันมาเกือบสามปี

            นั่นคือสิ่งที่พรหมเทพนอนคิดมาตลอดทั้งคืน ถึงข้างกายจะมีเขมที่คอยตามติดไม่ห่าง แต่หัวใจกลับเอาแต่คิดถึงเด็กที่ไม่ได้เจอกันมาสามปี ลิขิตก็ยังเป็นลิขิตอยู่วันยันค่ำ ยังคงน่าทะนุถนอมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ตัวทั้งเล็กและขาวสมกับเป็นพวกขี้โรค ดูบอบบางราวกับกระดาษจนพรหมเทพนึกอยากจะขยำให้ย่อยยับคามือ

“พี่พรหม”

            “หืม?”

            เสียงของเขมเรียกความสนใจจากพรหมเทพซึ่งกำลังนอนครุ่นคิดเกี่ยวกับเด็กอีกคนในห้วงความคิด สายตากลมโตมีเลศนัยแอบแฝงจ้องมองคนหน้าหวานที่นอนเคียงข้างชั่วครู่ก่อนจะกระถดกายเข้าไปกอดก่ายเมื่อเห็นว่าคนข้างๆ ส่งสายตาเว้าวอนดูเชิญชวนเสียเหลือเกิน

            “อื๊อ พี่พรหม เขมจั๊กจี้”

            “หึ ก็หวังให้ทำแบบนี้อยู่ไม่ใช่หรือไง”

            “อ๊า ฮ่าๆ”

            เขมครางท้วงเบาๆ พลางหัวเราะลั่นเมื่อโดนพรหมเทพฟัดให้เข้าที่ซอกคอขาว คุณหมอเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาสูดดมกลิ่นกายเฉพาะตัวของคนใต้อาณัติเข้าไปจนชุ่มปอด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและพรมจูบบนหน้าผากมนเบาๆ อย่างแสดงความรักใคร่ เขมรักเขามากเพราะเห็นเขาเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพียงสิ่งเดียวในชีวิต เรื่องนั้นพรหมเทพรู้ดี หากแต่บางทีก็อดโกรธเกลียดตัวเองไม่ได้ที่เอาแต่คิดถึงหน้าของลิขิต แม้จะเป็นตอนที่นอนใช้มือกอดก่ายตัวเขมไว้อยู่ก็ตาม

            “เมื่อวานตอนกลางวันน่ะ พี่พรหมหึงเขมเหรอ”

            “...”

            เสียงหวานเอื้อนเอ่ยถามขณะที่เจ้าของก็เอื้อมท่อนแขนขาวขึ้นคล้องลำคอแกร่ง หัวคิ้วเรียวของพรหมเทพขมวดมุ่นพลางนึกย้อนไปว่าคนใต้ร่างไปทำอะไรให้เขาหึง แล้วภาพทรงจำรางๆ ตอนอีกฝ่ายช่วยผู้ชายตัวสูงอีกคนที่มากับลิขิตถือแก้วน้ำก็ทำให้พรหมเทพกระตุกยิ้มมุมปาก เพราะไม่รู้จะพูดออกไปอย่างไรว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกหึงหวงแบบที่อีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด เนื่องจากตอนนั้นมีเรื่องที่เพิ่งเจอลิขิตให้เก็บเอามาครุ่นคิด นัยน์ตาคมเข้มจึงรีบเก็บซ่อนความมีพิรุธไว้ ก่อนที่เจ้าของจะโน้มหน้าลงไปคลอเคลียเคียงใกล้และทำให้คนใต้ร่างเข้าใจว่าตัวเองรู้สึกแบบนั้นต่อไป

            “เขมกับผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกันหรอกนะ อย่าทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นสิ อ๊ะ!

            พรหมเทพปิดปากคนช่างจ้อด้วยการประทับจูบลงไปบนกลีบปากสีเรื่อแสนนุ่มนิ่ม มันหวานล้ำราวกับน้ำตาลก้อนที่เริ่มละลายลงบนตุ่มรับรสในเกลียวลิ้น ทั้งบดคลึงและเร่งเร้าขอพรากเอาลมหายใจของเขมมาไว้กับตัว เพื่อพยายามลืมสัมผัสที่ครั้งหนึ่งเคยมอบให้ลิขิตด้วยการใช้เขมเป็นเครื่องมือ ทว่ายิ่งคิดแบบนั้น ก็อดจะจินตนาการว่าเขมคือคนเดียวกับผู้ป่วยในความดูแลซึ่งไม่ได้เจอกันมาสามปีไม่ได้เลย และความน่าหงุดหงิดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็ทำให้พรหมเทพรู้ใจตัวเองว่า ถึงเขมจะเข้ามาสร้างสีสันในชีวิตให้เขาขนาดไหน แต่กลับไม่มีทางใดเลยที่จะสามารถทำให้เขาลืมลิขิตได้

            ไม่มีใครเลยที่จะลบน้องออกไปจากหัวใจเขา

            ไม่มีใคร...

            ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว

 

 

 

 

            ลิขิตนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

            ไม่ใช่ว่าแปลกที่ ไม่ใช่ว่าบนหัวเตียงตอนนี้ไม่มีตุ๊กตาหมีสุดที่รักวางอยู่ หากแต่เป็นเพราะหน้าของผู้ชายที่ได้เจอเมื่อวานตามมาหลอกหลอนถึงในฝัน สุดท้ายแล้วแม้จะพยายามลบเลือนผู้ชายคนนั้นให้จางหายไปจากหัวใจนานเนิ่นเพียงไร แต่แค่ได้กลับมาเจอกันใหม่เพียงชั่วครู่เดียวก็ทำให้ลิขิตก้าวพลาดตกลงไปในหลุมเดิมซ้ำอีกครั้ง ไม่ใช่หลุมพรางรัก หากแต่เป็นหลุมกับดักที่คอยแต่จะยึดเหนี่ยวหัวใจให้ตกนรกทั้งเป็น

            “อื้อ พี่ตรัย ลิขิตลุกไม่ไหว”

            เสียงหวานครางฮือเมื่อรู้สึกปวดหนึบบริเวณศีรษะอย่างแรงกล้าและมีอาการเมื่อยล้าไปทั่วทั้งร่าง เพราะคงพักผ่อนน้อยแถมเมื่อวานก็เดินตากแดดเยี่ยมชมไปทั่วรีสอร์ตเสียตั้งนานสองนาน ทำให้ตอนนี้เนื้อตัวของลิขิตรุมๆ ราวกับคนมีไข้ ยิ่งมีเรื่องของพรหมเทพเข้ามาข้องเกี่ยว ก็ยิ่งทำให้คนขี้โรคอย่างลิขิตยิ่งปวดหัวหนักขึ้นไปอีก

            “ลุกไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนนะครับ วันนี้ทางรีสอร์ตก็มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไร เราไม่ต้องไปก็ได้เนอะ”

            “แต่บุพเพมันอยากไปนะพี่”

            ลิขิตค้านนายตำรวจหนุ่มที่เพิ่งทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เตียงด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เพราะเป็นคนรักน้องมาแต่ไหนแต่ไร ลิขิตเลยไม่อยากให้การที่จู่ๆ เขาดันมาป่วยกะทันหันทำให้บุพเพต้องมาติดร่างแหหมดสนุกในทริปมาเที่ยวครั้งนี้ไปกับตน

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปตามหมอมาดูอาการให้ลิขิตนะ เราจะได้ไปทำกิจกรรมที่ทางรีสอร์ตจัดไว้ให้พร้อมกับบุพเพกัน”

            “มะ ไม่ได้นะ!

            ลิขิตผวาเฮือกคว้ามือของตรัยเอาไว้ ถ้าเอ่ยถึงหมอละก็ แทบไม่ต้องเสียเวลาเดาให้ยากก็รู้ได้ว่าใครคือหมอประจำของกันทรารักษ์รีสอร์ต แน่นอนว่าคำตอบต้องเป็นผู้ชายคนเดียวกันกับคนที่ลิขิตพยายามหลีกเลี่ยงมาทั้งชีวิต แต่ในที่สุดกงล้อแห่งโชคชะตาก็หมุนวนพัดพาให้ได้กลับมาพบเจอกันอีกเข้าจนได้

            “ทำไมล่ะ? น้องลิขิตมีอะไรหรือเปล่า”

            “ลิขิตไม่เป็นไร ลิขิต...”

            แค่ขอเวลานอนพักอีกสักหน่อยเดี๋ยวก็คงหาย

            นั่นคือสิ่งที่ลิขิตต่อท้ายประโยคในใจ ทว่าไม่รู้ทำไมเหมือนกัน จู่ๆ เส้นเสียงในลำคอก็อันตรธานหายไปเสียอย่างนั้น แค่จะบอกว่าไม่ต้องการรบกวนตรัยที่ทำเพื่อเขามามากก็ยังฝืนทนอาการปวดระบมของร่างกายไว้ไม่ไหว สุดท้ายหนังตาอันหนักอึ้งก็ทำให้ลิขิตผล็อยหลับไป ทั้งที่เสียงของตรัยยังคงดังก้องอยู่ข้างหู

            “ลิขิต! พี่จะพาลิขิตไปหาหมอนะ อย่าเพิ่งหลับนะลิขิต”

 

 

 

 

            “พี่ตรัย ไม่เอา อย่าทิ้งลิขิตนะ ไม่เอา ลิขิตไม่ไปหาหมอ”

            เสียงหวานครางครวญเพราะเจ้าของกำลังเจ็บไข้ ร้อนถึงคุณหมอหนุ่มที่ยังง่วนอยู่กับการเคลียร์ค่ารักษาเบิกจ่ายของทางคลินิกต้องรีบพุ่งจากโต๊ะทำงานเข้ามาดูอาการ พอเห็นคนตัวขาวนอนระส่ำระส่ายบนเตียงก็รีบจับตัวน้องไว้แน่นพลางเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่นานนักนัยน์ตากลมซึ่งรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาสีใสก็ปรือขึ้นมอง พอสอดประสานสบตากับเจ้าของใบหน้าเย็นชา คนป่วยที่พอมีสติเลือนรางก็ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่นและแสร้งก้มหน้างุดหันหนีไปอีกด้านหนึ่ง

“ฟื้นแล้วเหรอ”

เสียงทักทายแสนคุ้นเคยเรียกให้ลิขิตที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือกระถดตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ หน้าชาวาบราวกับถูกตบเมื่อได้เห็นว่าเป็นพรหมเทพยังคงยืนอยู่เคียงข้างในระยะประชิด พอกวาดสายตามองไปรอบๆ ลิขิตถึงได้รู้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่ห้องพักในรีสอร์ตอาการหวาดระแวงจึงฉายชัดผ่านดวงหน้า ครั้นพอจะเอ่ยปากถามพรหมเทพว่าที่นี่คือที่ไหน ก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันเขาไปเสียหมด เพราะยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไร คุณหมอตัวสูงก็ปรายสายตาเย็นชามองมาและเฉลยความจริงที่เขากำลังอยากรู้ให้ฟังทันที

“ตอนนี้นายอยู่ที่คลินิกของพี่”

“อะ อืม”

คนตัวน้อยครางรับในลำคอเบาๆ ก่อนจะเคลื่อนข้อมือไปกอบกุมชายเสื้อยืดของตัวเองไว้เพราะความประหม่า ลิขิตกัดริมฝีปากอย่างพยายามควบคุมอาการใจเต้นไม่เป็นส่ำของตัวเอง ถ้าพรหมเทพไม่แทนตัวเองว่าพี่เหมือนแต่ก่อนก็คงดี เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกอะไรกับอีกฝ่ายมากไปกว่าที่กำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้

“ตัวสั่นเชียว ยังกลัวพี่อยู่หรือไง”

            “...”

            “พี่ถามทำไมไม่ตอบ”

เสียงดุตะคอกของพรหมเทพทำเอาลิขิตสะดุ้งไหว ใจดวงน้อยสั่นรัวเมื่อคุณหมอหนุ่มเอื้อมมือเข้ามาแตะหัวไหล่ ทั้งความกลัวและความคิดถึงแล่นวาบเข้าสู่ห้วงความคิดพร้อมๆ กัน หากแต่ลิขิตกลับเลือกที่จะกระถดกายหลบหนี มากกว่ายินยอมให้พรหมเทพแตะเนื้อต้องกายอยู่อย่างนั้น ถึงแม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงทำไปตามหน้าที่ ไม่ได้ต้องการจะทำให้เขาหวาดกลัวเฉกเช่นเมื่อสามปีก่อน...

“พี่ตรัยอยู่ไหน”

“...”

            “เรา...เราจะหาพี่ตรัย”

ไม่ชอบใจ

พรหมเทพกำลังรู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลยที่พอลิขิตลืมตาตื่นขึ้นมาก็เอาแต่ถามหาบุคคลที่เขาเองก็เพิ่งรู้จักชื่อเมื่อไม่นานมานี้ ถึงจะรู้สึกหึงหวงไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรมากไปกว่ายอมรับความเป็นจริงไม่ได้ เพราะยามใดเมื่อได้สบตากับลิขิต พรหมเทพก็สามารถรับรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกขลาดกลัว

น้องกลัวเขา และกลัวสัมผัสของเขา

สองสิ่งนั้นทำให้พรหมเทพถึงกับหลุดสบถหยาบด้วยความไม่ชอบใจอย่างคนหัวเสียอยู่พักใหญ่ เพราะคุณหมอหนุ่มรู้ตัวดีว่า ตัวเองในตอนนี้คงเป็นได้แค่ผู้ร้ายในสายตาของน้อง...

ไม่ใช่พี่หมอซูเปอร์ฮีโร่คนเดิมที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของ 'ลิขิต ภาคินบูรณะ' อีกต่อไป

“จะไปหาตรัยอะไรนั่นได้ยังไง นายยังไม่ได้ตรวจวัดไข้เลยนะ”

“เราไม่ตรวจ เราจะหาพี่ตรัย”

“เออ ถ้าอยากกลับไปหาไอ้ตำรวจนั่นเหมือนที่ปากว่า ก็รีบนอนคว่ำแล้วถลกกางเกงลงให้พี่สอดปรอทวัดไข้เข้าไปทางทวารหนักของนาย เดี๋ยวนี้”

“ตะ ต้องถอดกางเกงเลยเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ คิดว่าพี่กำลังล้อนายเล่นอยู่หรือไง”

ลิขิตตาโตด้วยความตกใจ ดวงหน้าขาวเห่อร้อนจนขึ้นสีเรื่อลามไปถึงลำคอระหง สายตากลมหลุกหลิกมองพรหมเทพที่ยังตีหน้านิ่งไม่เลิกด้วยความไม่มั่นใจ ลิขิตไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้นเป็นแค่เรื่องล้อเล่นขำๆ หรือเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อเห็นคุณหมอประจำรีสอร์ตกันทรารักษ์ยังทำสีหน้าเคร่งขรึมไม่ได้มีท่าทีว่ากำลังล้อเขาเล่นอยู่เลยสักนิด ลิขิตจึงก้มหน้างุดลงอายๆ ก่อนจะค่อยๆ ขยับท่าทางเปลี่ยนเป็นนอนคว่ำ และลดกางเกงลงตามคำสั่งของคนที่พูดปาวๆ ว่าต้องการจะวัดไข้ให้ทุกอย่าง

“หึ”

“หะ หัวเราะอะไรเหรอพี่หมอ”

เสียงหัวเราะในลำคอของคุณหมอหนุ่มเรียกให้คนไข้ที่เพิ่งนอนลดกางเกงลงเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะอยู่ในสภาพน่าอับอายเกินกว่าจะใจกล้าเงยหน้าขึ้นถาม ลิขิตเลยทำได้เพียงคว่ำหน้าลงกับหมอนแล้วรอฟังคำเฉลยจากปากของพรหมเทพเพียงเท่านั้น

            “ความจริงแล้วแค่วัดไข้ไม่จำเป็นต้องใช้ปรอทสอดเข้าไปในทวารหนักก็ได้ ลุกขึ้นใส่กางเกงได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะใส่ปรอทวัดไข้ให้นายเหน็บใต้รักแร้”

            “ก็พี่หมอบอกเองนี่ว่าต้องถอด...”

            “บอก? บอกอะไร”

            คำตอบแสนยียวนกวนประสาททำให้ลิขิตรีบขยับเปลี่ยนท่าทางและใส่กางเกงอัตโนมัติ พอจับได้ไล่ทันว่าตัวเองเพิ่งเสียท่าให้คนมากเล่ห์ ใบหน้าขาวที่แดงก่ำอยู่แล้วก็ยิ่งขึ้นสีหนักเข้าไปอีก ยิ่งพอเหลือบมองแล้วเห็นเห็นพรหมเทพยักคิ้วหลิ่วตาส่งมาให้ ลิขิตก็ยิ่งฝืนรับความอับอายนั้นไว้ไม่ไหว มือน้อยกำขึ้นเตรียมจะทุบคนนิสัยร้ายกาจเป็นการเอาคืน ทว่าคุณหมอหนุ่มที่ไวกว่ากลับรวบรัดข้อมือขาวไว้ได้ทัน พอคิดว่าใช้กำลังโต้กลับไม่ได้ สุดท้ายคนที่ยังไม่คิดยอมแพ้จึงส่งเสียงบริภาษด่าทอผู้ชายที่เป็นถึงหมอแต่ยังทำหน้านิ่งเหมือนทองไม่รู้ร้อน

            “ไอ้! ไอ้หมอโรคจิต”

            “อืม”

            “ทุเรศ!ยอมรับหน้าด้านๆ แบบนี้แสดงว่าไม่มีจรรยาบรรณเลยใช่มั้ย”

            “ก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ”

            “...”

            “อดีตเป็นยังไง ปัจจุบันพี่ก็ยังเป็นอย่างนั้น มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว”

            ริมฝีปากเล็กขบเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงเมื่อได้ฟังคำตอบไร้ยางอายจากปากของพรหมเทพ ลิขิตใช้แรงเฮือกสุดท้ายส่ายสะบัดจนในที่สุดข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้ก็หลุดจากการกอบกุม สายตากลมสื่อเป็นนัยน์ว่าดูแลตัวเองได้และไม่ต้องการให้คุณหมออย่างพรหมเทพเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวาย พอเห็นแบบนั้นถึงคุณหมอเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาจะรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้คนช่างอวดดีเดินลงจากเตียงคนไข้เองโดยไม่เข้าไปประคับประคอง

            “อีกไม่กี่วันที่รีสอร์ตจะมีกิจกรรมล่องแพ ถ้านายอยากจะไปร่วมสนุกให้ทันสุดสัปดาห์นี้ละก็ นายต้องกินยาตัวนี้หลังอาหารสามมื้อ”

            “ยาอะไร”

            “ยาปลุกเซ็กซ์มั้ง”

            “พี่หมอ อย่ามาตลกกับเรานะ ไม่งั้นเราจะ...”

            “จะทำไม นายจะทำอะไรพี่ได้ ฮึ? ลิขิต”

            “...”

            คนถูกไล่ต้อนให้จนมุมสงบปากลงทันควัน ก่อนจะเดินตามหลังคุณหมอตัวสูงไปเพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด รอไม่นาน ยาเม็ดสีขาวจำนวนมากก็ถูกจัดลงซองพร้อมกันกับที่คนทำตัวน่าหมั่นไส้เริ่มสาธยายยาวเหยียด

            “จำไว้ว่านายต้องกินที่พี่จัดให้อย่างสม่ำเสมอไม่ขาด ช่วงนี้ก็นอนพักผ่อนเยอะๆ อย่าเพิ่งไปทำกิจกรรมที่รีสอร์ตมากถ้ายังอยากไปล่องแพกับพี่ตรัยที่นายถามหา”

            “...”

“ไปขึ้นไปรอในรถได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะขับไปส่ง ระยะทางระหว่างที่นี่กับห้องพักของนายอยู่ไกลพอตัว ถึงจะได้ชื่อว่าอยู่ในพื้นที่ของกันทรารักษ์เหมือนกัน แต่พี่ก็ไม่ใช่คนใจจืดใจดำที่จะปล่อยให้คนป่วยอย่างนายต้องเดินกลับเองหลายสิบกิโลเมตรหรอกนะ”

            “อืม”

“อ้อ พี่ลืมบอกไปอีกอย่าง”

            “...”

            ลิขิตที่กำลังจะเปิดประตูคลินิกเดินออกไปนั่งรอพรหมเทพในรถชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน ใบหน้าน่ารักหันกลับมามองคุณหมอหนุ่มที่วางเอกสารซึ่งเพิ่งหยิบขึ้นมาเปิดอ่านเมื่อไม่นานมานี้ลงบนโต๊ะ เพื่อยืนรอฟังว่าพรหมเทพมีเรื่องสำคัญอะไรจะพูดกับเขาหรือเปล่า

            ด้านพรหมเทพที่เห็นว่าน้องยืนรออยู่ตรงหน้าประตู ก็ละทิ้งทุกอย่างและหยิบเพียงกุญแจรถกระบะบุโรทั่งคันโก้ติดตัวมา  เร่งรุดหน้าสืบเท้าเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กกว่ามากโขและโน้มหน้าลงไปส่งเสียงกระซิบข้างใบหูน่ารักด้วยน้ำเสียงเย็นชาทว่ากวนประสาท

            “ก้นนายขาวดีนะ”

            “อะ...ไอ้พี่หมอบ้า!

 

 

๕๐%

#ฟิคพิษกุหลาบ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว