ตะวันเร้นกายในม่านเมฆ #ซือหลิง
ตอนที่ ๑ ตะวันเร้นกายในม่านเมฆ
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ ๑ ตะวันเร้นกายในม่านเมฆ

"อาเยวี่ยน ข้ามิได้บังคับเจ้า หากเจ้าจะปฏิเสธก็ย่อมได้"

เสียงอ่อนละมุนของหยกคู่สกุลหลานผู้พี่กล่าวออกมาอย่างเป็นกังวล

"ข้าทำได้ขอรับ เจ๋ออู๋จวิน"

หลานซือจุยตอบกลับด้วยใบหน้าคลี่ยิ้มบาง หากสิ่งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สกุลหลาน มีหรือที่หลานซือจุยจะปฏิเสธมัน แม้ต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตก็ยอมอย่างไม่มีข้อแม้

"มิจำเป็นต้องทำ"

ประโยคสั้นๆจากปากผู้ที่เปรียบเสมือนบิดาของเขา กล่าวออกมาเพียงสั้นๆ แต่ทว่าดูหนักแน่นในน้ำเสียง

"มิเป็นไรขอรับ ข้าทำได้"

"อาเยวี่ยน แล้วความสุขของเจ้าล่ะ"

ผู้ที่ถูกขนานนามว่าปรมาจารย์อี๋หลิงมองเขาด้วยความเป็นห่วง สีหน้าดูเป็นกังวลไม่น้อย

"ข้าสามารถมีความสุขกับสิ่งนี้ได้ขอรับ"

"หากพวกท่านต้องการให้ข้าแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลและมีคู่ครอง สิ่งนี้มิใช่เรื่องที่ดีหรอกหรือ"

หลานซือจุยตอบกลับเป็นเชิงตั้งคำถาม

"แต่เจ้ามิได้รักอา... เอ่อ... ว่าที่คู่ครองคนนี้ของเจ้า"

เว่ยอู๋เซี่ยนลูบหัวหลานซือจุยด้วยความรักและเป็นห่วง แม้เจ้าตัวจะยอมตกลงปลงใจในครั้งนี้ แต่เขารู้ดีว่าหลานซือจุยตัดสินใจด้วยความจำเป็นที่ต้องทำ ไม่ได้ยินยอมจากความต้องการของตนเอง

"ข้าเชื่อว่าข้าสามารถรักเขาได้ อีกอย่างเพื่อประโยชน์และความสงบสุขของตระกูลหลาน ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร"

"มิจำเป็นต้องทำ"

ประโยคเดิมยังคงฉายซ้ำ ใบหน้าเคร่งขรึมขึ้นยามได้ยินคำกล่าวของหลานซือจุยที่ยินยอมจะกตัญญูด้วยวิธีนี้ แม้สามารถปฏิเสธได้ก็ตาม

"เจ้าจะยอมรับการหมั้นหมาย จนถึงการแต่งงานครั้งนี้จริงๆหรือ"

เจ๋ออู๋จวินถามขึ้นมาอีกครั้งเพื่อยืนยันคำตอบ หากหลานซือจุยยินยอม จดหมายตอบรับคงถูกส่งไปยังตระกูลที่ต้องการเชื่อมความสัมพันธ์กับตระกูลหลานในไม่ช้า

"ขอรับเจ๋ออู๋จวิน ข้ายินดี"

หลานซือจุยเอ่ยขึ้นมาอย่างมาดมั่นจนผู้อาวุโสทั้งหลายพากันหนักใจ ไม่เพียงแต่การแต่งงานเท่านั้นที่เป็นปัญหา แต่ความลับที่สกุลหลานร่วมกันปกปิดนั้น อาจจะต้องถูกเปิดเผยออกมาอีกด้วย

 

 

หลานซือจุยกลับมายังเรือนพักของตนด้วยท่าทางหมดเรี่ยวแรง ความมั่นคงและรอยยิ้มเมื่อครู่จางหายไปจากใบหน้าที่อ่อนโยน เหลือเพียงความกังวลที่ปรากฏขึ้น หลังจากซ่อนมันไว้ได้ต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสาม

เขาต้องหมั้นหมายและแต่งงานกับคนที่ไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อหรือเห็นหน้าด้วยซ้ำ

ในส่วนลึกนั้นหลานซือจุยรู้สึกไม่สู้ดีนัก แต่การกตัญญูเป็นสิ่งที่เขาพึงกระทำ จึงต้องกลืนคำพูดที่อยากจะปฏิเสธลงไป แม้ไม่ใช่ความต้องการของตนเอง แต่ในชีวิตหลานซือจุยผู้นี้ได้ทำสิ่งต่างๆเพื่อตนเองมามากแล้วในวัยเยาว์ หากวัยเติบใหญ่จะยอมเสียสละเพื่อตระกูลบ้างคงไม่เป็นอะไร

สายตาคมจรดจ้องไปยังสายฝนเบื้องหน้าที่โปรยปรายลงมานอกหน้าต่าง ม่านสีขาวพลิ้วไหวไปตามแรงลม ความรู้สึกที่เป็นกังวลเริ่มล่องลอยไปตามสายฝน รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นอย่างยอมรับชะตาของตนเอง

หากจะกล่าวถึงความรัก หลานซือจุยในวัยเพียงยี่สิบสองจะรักผู้ใดได้ นอกจากผู้ที่เลี้ยงดูมา ท่านอาหนิง และสหายที่มีไม่มากนักในกูซู

ความรักเฉกเช่นผู้อาวุโสเว่ยกับหานกวงจวิน หรือแม้กระทั่งความรักในวัยหนุ่มสาวกลับเป็นสิ่งที่หลานซือจุยไม่เคยพบพานและคาดคิดมาก่อน

นอกจากฝึกฝนตนเองอย่างเคร่งครัดในด้านต่างๆ ดูเหมือนเขาจะไม่เคยปล่อยให้ตนเองมีเวลามากพอจะสานสัมพันธ์ความรักที่งดงามกับใครสักคน

อาการคิดไม่ตกทำให้หลานซือจุยฟุ้งซ่านในห้วงความคิด และล่วงเลยเวลาที่ต้องพักผ่อนตามกฎเกณฑ์สกุลหลาน เขาพยายามข่มตาหลับ แต่ทว่ากลับไม่สามารถเลิกฟุ้งซ่านและหลับสนิทได้อย่างเคย

 

 

"ซือจุย วันนี้เจ้าดูซีดเซียว มิสบายหรือ"

หลานจิ่งอี๋กล่าวขึ้นทันทีอย่างเป็นห่วง ยามเห็นใบหน้าที่ดูซีดเซียวและหม่นหมองของหลานซือจุย

"ข้าสบายดี จิ่งอี๋ เจ้ากังวลเกินไปแล้ว"

หลานซือจุยบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ เขารู้ดีว่าการโกหกเป็นสิ่งต้องห้าม แต่จะทำอย่างไร เมื่อเขามักแสดงทุกสิ่งบนใบหน้าที่อ่อนล้าจากการคิดตรึกตรองในเรื่องหมั้นหมายและแต่งงานเกือบตลอดทั้งคืน

"เจ้าควรไปพัก"

"ข้ามิเป็นไรจริงๆ"

"แล้ววันนี้เจ้าจะไปล่าภูตผีกับข้าหรือไม่"

"หากมิมีกิจธุระเร่งด่วน ข้าจะไปเจ้า จิ่งอี๋"

หลานซือจุยคิดต่อในใจ หากเจ๋ออู๋จวินไม่เรียกเขาไปคุยเรื่องกำหนดการหมั้นหมายหรือมีสิ่งใดที่เขาควรรู้ เขาคงจะไปล่าภูตผีกับเหล่าสหายได้ตามปกติ

"ช่วงนี้ข้ารู้สึกว่าเจ๋ออู๋จวินเรียกหาเจ้าบ่อยเกินไป"

"มีเรื่องอะไรที่เจ้าปิดบังข้าหรือไม่"

"เอ่อ... ข้า..."

หลานจิ่งอี๋ยังคงเป็นสหายที่หลานซือจุยไม่สามารถโกหกหรือปิดบังสิ่งใดได้ เขาช่างสังเกตและคอยเป็นห่วงเป็นใยต่อเขาเสมอ

"หากยังบอกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจและจะคอยช่วยเหลือเจ้าเสมอ"

"ขอบใจเจ้าจิ่งอี๋"

"มิเป็นไรซือจุย"

หลานซือจุยมองรอยยิ้มสดใสของหลานจิ่งอี๋ด้วยความซาบซึ้งใจที่ไม่บังคับให้เขาพูดออกมา การหมั้นหมายและแต่งงานครั้งนี้ ยังคงเป็นความลับ จนกว่าจะได้รับการยืนยันกลับมาอีกครั้งจากว่าที่คู่หมั้นของเขา

ขอบคุณหลานจิ่งอี๋ เจ้าดีกับข้าเสมอมา เปรียบดั่งพี่น้อง เติบโตมาด้วยกัน หากวันหนึ่งข้าต้องจากกูซูไป ข้าจะพบเจอสหายที่ดีเช่นเจ้าได้อีกหรือไม่

ข้าต้องหมั้นและแต่งงานกับคนเช่นไร ยังไม่รู้เลย ได้แต่หวังว่าความเป็นข้าจะทำให้คนผู้นั้นมอบความรักและเมตตาแก่ข้าได้บ้าง ไม่ต้องฝืนใจต่อกันจนเกินไป

 

 

"ซือจุย ระวัง!"

หลานซือจุยใช้ยันต์กำราบภูตผี ระหว่างนั้นถูกลูกธนูที่พุ่งตรงมายังผีดุร้ายที่เขากำลังกำราบอยู่เฉียดเข้าที่แขนอย่างไม่ทันระวัง แม้หลานจิ่งอี๋จะร้องทัก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ตามปกติหลานซือจุยมักจะระแวดระวังอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้การพักผ่อนน้อยและจิตใจที่ฟุ้งซ่านทำให้หละหลวมในการป้องกันตนเองเกินไป

ผู้ที่ยิงธนูดอกนั้นมายังผีดุร้ายไม่ทันเห็นหลานซือจุยที่กำลังใช้ยันต์กำราบอยู่ เขาดูตกใจไม่น้อยที่ยิงลูกธนูดอกนั้นมาโดนแขนของหลานซือจุยจนได้เลือด แต่ถึงกระนั้นเขายังคงสงวนท่าทีโดยการทำสีหน้าเย่อหยิ่งเช่นเคย คำขอโทษไม่มีทางออกจากปากจินหรูหลันคนนี้อย่างแน่นอน

"คุณหนูจิน เจ้าทำเกินไปแล้ว หากซือจุยเป็นอะไรไป ข้ามิไว้หน้าเจ้าแน่!"

"ทำอย่างกับเจ้า เคยไว้หน้าใคร หลานจิ่งอี๋"

"ข้ามิไว้หน้าใครและจะมิไว้หน้าเจ้าด้วย ภูตผีมีตั้งมากมายเหตุใดต้องมาแย่งกันล่าด้วยเล่า"

หลานจิ่งอี๋ยืนประจันหน้ากับจินหลิงด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้น น้ำเสียงห้วนบอกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดยไม่สนกฎเกรณฑ์ในการสงวนท่าทีของตระกูลหลานที่มีมากมาย

"ภูตผีมิใช่ของเจ้า ข้าจะยิงจะล่าตัวใด ใครจะทำไม"

"แล้วนี่พวกเจ้าตระกูลหลานมาล่าในเขตของข้าก่อน ฉะนั้นเรื่องนี้ข้ามิผิด"

จินหลิงเอ่ยเถียงขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้ มือกอดอกเชิดใบหน้าขึ้นมองหลานจิ่งอี๋ด้วยหางตา

"ขออภัยคุณชายจิน ข้ามิได้มีเจตนาจะเข้ามาล่าในเขตของท่าน"

"เพียงแต่ภูตผีเหล่านี้นำทางมา"

หลานซือจุยผสานมือไว้เบื้องหน้าคำนับอย่างสุภาพอ่อนน้อมเป็นการขอโทษ เมื่อเห็นว่าพวกเขาล่าภูตผีในเขตตระกูลจินอย่างที่จินหลิงกล่าวขึ้นมาจริงๆ

"มิเป็นไร ข้ามิได้ใส่ใจเรื่องนั้น"

หลานซือจุยยิ้มอย่างสุภาพให้จินหลิง โดยมีหลานจิ่งอี๋ที่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์อยู่ข้างกายหลานซือจุย 

จินหลิงมองคนทั้งคู่ด้วยหางตาเพียงเล็กน้อย แล้วเดินออกไปอย่างหยิ่งทระนงตน ตามด้วยผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยของเขาที่เดินผ่านเหล่าศิษย์ตระกูลหลานไปเช่นกัน

"นิสัยแย่มาก"

"จิ่งอี๋ การนินทาเป็นสิ่งต้องห้าม"

หลานซือจุยห้ามปรามขึ้น

"เจ้าก็เป็นเช่นนี้ตลอด ซือจุย ใจดีจนเกินไป"

"ครั้งนี้มิใช่ข้าใจดี แต่เราผิดจริงที่มาล่าในเขตของคุณชายจินโดยมิขออนุญาต"

"แต่คุณหนูจินนั่นก็มิน่ารุนแรงกับเจ้า ถึงขั้นใช้ลูกธนูยิงใส่"

"จริงสิ แขนเจ้า เป็นเช่นไรบ้าง ซือจุย!"

หลานจิ่งอี๋มองแขนที่มีเลือดออกมาของหลานซือจุยแล้วเบิกตากว้างอย่างตกใจระคนเป็นห่วง

"ซือจุยเจ้ามีเลือดออก ข้าจะไปหายามาให้เจ้า!"

"จิ่งอี๋ เดี๋ยว ข้ามิเป็นไร"

หลานจิ่งอี๋ไม่ฟังคำทักท้วงของหลานซือจุย วิ่งหายไปอย่างรวดเร็วในความมืด ทิ้งให้หลานซือจุยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

"พวกเจ้าพากันกลับที่พักและพึงระวังความปลอดภัยของตนเองด้วย"

"ยุติการล่าภูตผีทั้งหมดในเขตตระกูลจิน"

หลานซือจุยหันไปสั่งเหล่าศิษย์ตระกูลหลานที่มากับตนด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าปกติ แม้ใบหน้าจะยังมีรอยยิ้มบางเช่นเคย แต่คำกล่าวอย่างสุภาพนั้นก็ทำให้ผู้คนทำตามได้ ถือเป็นคำสั่งกลายๆจากผู้นำ

 

 

หลังจากทุกคนออกไปจนหมด หลานซือจุยก็สำรวจบาดแผลของตนเอง บาดแผลไม่ได้ลึกมาก เกือบจะเป็นเพียงรอยขีดข่วนเท่านั้น เพราะวิถีธนูดอกนั้นไม่ได้จงใจมาที่เขา แต่จงใจให้โดนผีดุร้ายที่เขากำราบอยู่มากกว่า แต่ด้วยอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่เป็นสีขาวบริสุทธิ์ยามมีเลือดออกเพียงเล็กน้อยจนเห็นได้อย่างชัดเจน

"ข้าทำหรือ"

เสียงที่เอ่ยถามเบาราวกับกระซิบเจือปนไปด้วยความอ่อนโยนหลายส่วน

บุรุษในอาภรณ์สีเหลืองทองที่หลานซือจุยคิดว่ากลับไปแล้ว ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง หลานซือจุยสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมองด้วยรอยยิ้มบาง

"มิใช่เช่นนั้น ข้าประมาทเองต่างหาก"

"ข้ามียา"

จินหลิงโยนขวดยาทาบาดแผลให้หลานซือจุยด้วยใบหน้าราบเรียบตามปกติ

"ขอบคุณ คุณชายจิน"

หลานซือจุยรับขวดยานั้นได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะผสานมือโค้งคำนับเป็นการขอบคุณ 

"เรียกข้าว่าจินหลิงก็ได้ มิต้องสุภาพกับข้านัก"

"มิใช่ครั้งแรกที่พบเจอกันเสียหน่อย"

จินหลิงพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆแฝงไปด้วยความเอาแต่ใจ มองรอยยิ้มบางของบุรุษในอาภรณ์สีขาวที่สุภาพกับตนเองอยู่เสมอทุกครั้งที่พบเจอ แม้เขาจะแสดงกิริยาที่ไม่ดีนักก็ตาม

หากหยกคู่สกุลหลานดูสง่างามดุจรูปสลัก อีกทั้งกิริยามารยาทเป็นเลิศ คนผู้นี้ก็ไม่ได้แตกต่างในสายตาเขา หากแต่ความเป็นมิตรนั้นมีมากจนเกินไปด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ไม่เป็นมิตรเช่นเขา

"ย่อมได้ ข้าจะเรียกคุณชายจินว่าจินหลิง"

"อย่างนั้นแหละ และข้าจะเรียกเจ้าว่าซือจุยเช่นกัน"

"ย่อมได้"

หลานซือจุยยิ้มให้กับจินหลิงอย่างเป็นมิตร แท้จริงแล้วจินหลิงก็ไม่ใช่คนที่ไม่ดี แม้จะเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ก็รู้จักเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น เว้นแต่การกระทำกับคำพูดมักสวนทางกันคล้ายคลึงกับคนที่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเขามา

"แล้วเจ้าทายาได้หรือ แขนข้างที่บาดเจ็บเป็นข้างที่ถนัด"

"คุณชายจิน เอ่อ... จินหลิงรู้ได้อย่างไรว่าข้าถนัดใช้แขนข้างใด"

หลานซือจุยมองจินหลิงอย่างแปลกใจ หากเป็นหลานจิ่งอี๋กล่าวประโยคนี้คงไม่แปลก แต่กับจินหลิงที่พบเจอกันไม่บ่อยนัก เหตุใดรู้ว่าเขาถนัดใช้มือข้างใด

"ก็ข้า... ข้ามาดูการฝึกฝนที่กูซูบ่อยครั้ง เจ้าจับกระบี่มือขวาก็แค่นั้น!"

จินหลิงกล่าวขึ้นเสียงดังเกินกว่าเหตุ แล้วเชิดใบหน้าขึ้นหลบหลีกการจ้องมองอย่างสงสัยของหลานซือจุย

"จินหลิงช่างมีความจำเป็นเลิศนัก สังเกตผู้อื่นได้เป็นอย่างดี"

หลานซือจุยกล่าวชมเชยด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติจนจินหลิงรู้สึกประหม่า ใบหน้าร้อนผ่าวกับคำชมที่ตนได้รับน้อยครั้งนักจากผู้อื่น

"มิต้องมาเยินยอข้า ยื่นแขนมา ข้าจะทาให้"

"มิรบกวน"

"หลานซือจุย เจ้ากำลังทำข้าหงุดหงิด"

"บาดแผลข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

"แต่ข้าเป็นคนยิงธนูดอกนั้นไปโดนเจ้า จะเล็กหรือใหญ่ ข้าก็ต้องรับผิดชอบ"

"แต่ว่า..."

"เช่นนั้นรบกวนเจ้าแล้ว"

หลานซือจุยจะปฏิเสธ แต่เห็นสายตาที่จริงจังมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบของจินหลิง เขาก็เลยจำยอมให้อีกฝ่ายทายาให้ แม้ความจริงจะขัดต่อกฎตระกูลหลานอยู่บ้าง ห้ามสัมผัสผู้อื่นเกินจำเป็น แต่จินหลิงก็นับได้ว่าเป็นสหาย หาใช่ผู้อื่น

 

หลานซือจุยยกชายแขนเสื้อที่ขึ้นเผยให้เห็นความขาวเนียนและกล้ามเนื้อที่ซ่อนรูปอยู่ในร่มผ้า พับชายเสื้อขึ้นสูงเพื่อให้เห็นบาดแผลที่อยู่บนไหล่ข้างขวาของเขา แม้จะมีเลือดออกแต่บาดแผลก็เป็นทางยาวที่ไม่ลึกมาก

จินหลิงรู้สึกประหม่าอย่างน่าประหลาด ไม่ใช่เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ เขาฝึกกับท่านน้าของเขาบ่อยครั้ง แต่ก็็ไม่ได้รู้สึกผิดแปลกอะไร การที่เขาบาดเจ็บก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ท่านน้าของเขามักจะดุด่าข่มขู่จะหักขาแต่ท้ายที่สุดก็ทายาให้เขาอย่างอ่อนโยน หากจะนับนี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาทายาให้ผู้อื่น

จินหลิงใช้ผ้าเช็ดหน้าของตนชุบน้ำที่เตรียมมาเพื่อดื่มระหว่างทาง เช็ดที่บาดแผลบนแขนแกร่งจนสะอาด มือเรียวค่อยๆทายาลงไปบนบาดแผลเท่าแมวข่วนของหลานซือจุยอย่างพยายามที่จะเบามือที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทีเจ็บปวดหรือไม่ แต่กลับได้รับเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าอ่อนละมุนของหลานซือจุยเพียงเท่านั้น

"ก็มิได้เป็นอะไรมากเสียหน่อย"

"ข้าบอกแล้วว่าข้ามิเป็นไรจริงๆ"

"เจ้าจะกล่าวว่าข้าดื้อรั้นหรือ"

"เปล่า ข้ามิได้คิดจะกล่าวเช่นนั้น"

หลานซือจุยมองท่าทางที่แสดงออกมาราวกับโกรธเคืองของจินหลิง แล้วมองอย่างไม่เข้าใจนัก เมื่อครู่ยังปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดีจากการกระทำ แต่ทว่าคำพูดกลับสวนทาง

 

 

"คุณชายจิน เจ้ารังแกอะไรซือจุยอีก"

เสียงของหลานจิ่งอี๋ดังขึ้นมาแต่ไกล แล้วมายืนประจันหน้ากับจินหลิงอีกครั้งด้วยท่าทางเอาเรื่อง

"หลานจิ่งอี๋ หุบปากเสียๆของเจ้าซะ"

จินหลิงขยับเข้าไปใกล้หลานจิ่งอี๋อย่างเอาเรื่อง กำกระบี่ในมือของตนเองแน่นราวกับต้องการต่อสู้

"พวกเจ้าอย่าทะเลาะกันเลย"

"ดึกแล้ว เสียงดังไปคงมิดีนัก"

หลานซือจุยมายืนแทรกกลางระหว่างหลานจิ่งอี๋และจินหลิง น้ำเสียงกล่าวขึ้นอย่างสุภาพแต่ทว่าจริงจังเป็นการห้ามคนทั้งคู่ไม่ให้เกิดการต่อสู้

"จิ่งอี๋ กลับกันเถอะ"

"จินหลิง ขอบคุณสำหรับยาและการดูแลจากเจ้า"

เป็นอันว่าสงครามระหว่างจินหลิงกับหลานจิ่งอี๋ต้องสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วและแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลานจิ่งอี๋แม้จะสงสัยในคำกล่าวของหลานซือจุยที่กล่าวต่อจินหลิง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา

หลานซือจุยโค้งศีรษะเล็กน้อยให้กับจินหลิงเป็นการขอบคุณด้วยรอยยิ้มบาง แล้วขี่กระบี่ขึ้นไปบนท้องฟ้าเคียงข้างกับหลานจิ่งอี๋เพื่อกลับไปยังกูซูให้ทันเวลาพักผ่อนของตระกูลหลาน 

จินหลิงและผู้ติดตามจำนวนหนึ่งพากันกลับไปยังที่พักของพวกเขาเช่นกัน มือเรียวกำผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือดของหลานซือจุยแน่น รอยยิ้มที่อ่อนละมุนยังคงรบกวนจิตใจของเขาจนเข้าสู่ห้วงนิทราได้ยากกว่าปกติ

 

.

.

.

.

 

สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน เรากลับมาอีกครั้งพร้อมกับฟิคเรื่องใหม่

เราเคยทำโพลสำรวจประชากรลูกเรือในทวิตเตอร์ สรุปว่าคู่นี้ชนะไปอย่างเฉียดฉิว

เราจะแต่งให้จบแน่นอน แต่อาจจะช้าหน่อยตามความสะดวก ขออภัยหากล่าช้าไปบ้าง

มีคนลงเรือนี้ไหมนะ สนุกไหมเอ่ย ขอกำลังใจระหว่างทางเป็นคอมเมนท์สักเล็กน้อย

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ คอมเมนท์ให้กำลังใจและมาพูดคุยกันได้ที่

ทวิตเตอร์ หลงรักพี่น้องเนี่ย :) @cplusplus30

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกคอมเมนท์นะคะ ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า :)

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น