งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 12:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 6
แบบอักษร

 

 

ฝัน 

 

“ในเมื่อนายเป็นฝ่ายเชิญชวนฉันก่อน ก็อย่ามาโทษฉันทีหลังก็แล้วกันนะเด็กน้อย” กวีว่าพลางเชยคางของคนในอ้อมกอดให้แหงนอยู่ในองศาที่พอเหมาะ ก่อนจะกดแนบริมฝีปากหนาไปบนกลีบปากเล็กที่อ้าเผยอออกอย่างเต็มใจ แต่ชายหนุ่มกลับทำเพียงแค่ละเลียดเลาะเล็มไปตามรูปปากสวยเบา ๆ เหมือนว่ากำลังจะไล่ชิมให้ทั่วทั้งริมฝีปากย้วยจนกว่าจะพอใจ จากที่คิดว่าถ้าสัมผัสแค่ภายนอกเรื่องแบบนี้คงจะไม่เลยเถิดไปไกลนัก แต่กวีคงคิดผิดเพราะตัวเขากำลังรู้สึกว่าเพียงแค่นี้มันยังไม่เพียงพอ ทำไมกันแค่ริมฝีปากของใออัยที่เขาได้สัมผัสเพียงแผ่วเบาถึงได้หวานละมุนจนยากจะหยุดการล่วงล้ำครั้งนี้ได้ แล้วถ้าเขาได้ครอบครองทั้งหมดมันจะหอมหวานขนาดไหนกัน นี่แหละหนาธรรมชาติของมนุษย์เมื่อได้คืบก็อยากจะได้ศอก กวีเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ยังมีความต้องการ เขาไม่ได้หยุดเพียงแค่คิดแต่กลับค่อย ๆ สอดลิ้นใหญ่เข้าไปในโพรงปากเล็กที่เผยออ้ารออยู่ พอปลายลิ้นหนาได้สัมผัสกับเรียวลิ้นเล็ก ความรู้สึกวินาทีนั้นราวกลับว่าถูกแรงดึงดูดมหาศาลให้เขาจัดการเกี่ยวกระหวัดรัดและไล่ต้อนลิ้นเล็กที่ขยับอย่างไม่เป็นงานนั้นเสีย ยิ่งสัมผัสและดูดดึงมันกลับยิ่งหวานจนคนที่เผลอตัวเข้ามาลองได้แต่เฝ้ากดปากจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปบนเรียวปากอิ่มนั้นอยู่อย่างไม่รู้เบื่อ ยิ่งอีกฝ่ายพยายามขยับลิ้นเพื่อโต้ตอบด้วยความไม่ประสามากเท่าไหร่ กวียิ่งรู้สึกฮึกเหิมเหมือนเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าจนเผลอหลุดเสียงครางออกมาด้วยความพอใจ สิ่งเดียวที่กวีคิดได้ในตอนนี้คือ อร่อย ปากของใออัยนั้นอร่อยจนเขาชักเริ่มจะติดใจ แต่เพราะอาการเริ่มหายใจไม่ทันของคนที่อยู่ในอ้อมแขน กวีจึงถอนจูบสูบลมหายใจนั้นออกก่อนที่คนตัวเล็กจะขาดอากาศหายใจ

“ขออีกนะ” คนโลภปล่อยให้อีกคนหายใจหายคออยู่ได้ไม่นาน กวีก็ออกปากขอกับคนตัวเล็กอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้รอคำตอบ เพราะต่อให้ตอนนี้ใออัยจะปฏิเสธเขายังไงเขาก็ไม่คิดจะหยุดมัน กวียังคงกดจูบคนที่กอดอยู่เหมือนกับกระหายและโหยหาในรสชาติก็มิปาน เขาเคลื่อนริมฝีปากไต่ไปตามแนวสันกรามเล็กแหลม ไล่ลงมาถึงลำคอสีขาวเนียนตา พลางกดจูบและดูดเม้มจนเกิดรอยชมพูบ้างแดงบ้างไปทั่ว แต่ถ้าหมั่นเขี้ยวมากหน่อยรอยนั้นก็จะเน้นหนักไปทางสีออกช้ำแล้วแต่แรงอารมณ์ของกวี ที่ตอนนี้มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุขลูบไล้ไปมาที่เอวบางได้รูปของใออัย ลากไล้มาตามเนินสะโพกที่มีเนื้อนิ่มเหมาะมือ เขารู้ว่ามันแตกต่างแม้จะเหมือนผู้หญิงแค่ไหนแต่ร่างกายของใออัยนั้นไม่ใช่ แทนที่ตัวเขาจะตีตัวออกห่าง แต่แปลกที่กวีกลับยิ่งกอดรัดแถมยังเฝ้าจูบลำคอเล็กนั้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มือแกร่งรุกคืบกอบกุมสะโพกกลมมนซ้ำยังออกแรงบีบเค้นหนักมือจนคนที่โดนกระทำหลุดอาการอึกอักออกมา

“เจ็บเหรอ” สีหน้าคนที่ถูกถามไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดแต่อย่างใดแม้จะหลับตาทำคิ้วขมวดเล็ก ๆ เหมือนคนกำลังสับสนอยู่ก็ตาม เมื่อไม่มีคำตอบกวีก็ไม่คิดจะถามต่อเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นกำลังรอเขาอยู่ เนินอกแบนราบที่เผยให้เห็นหลังจากที่สาบเสื้อคลุมอาบน้ำแยกออกจากกัน ถึงจะแบนแต่กลับไม่ดูน่าเกลียดเหมือนอกวัยรุ่นชายบางคนที่มีแต่กระดูก “ซ่อนรูปเหมือนกันนะเรา” ไม่ว่ากวีจะพึมพำอะไรออกไปก็ไม่ต่างจากพูดคนเดียวเพราะอีกคนก็เอาแต่หลับตาและขยับหนีเป็นครั้งครายามที่กวีแตะโดนตัว แต่คนที่โดนการปฎิเสธเล็ก ๆ นั้นกลับรู้สึกสนุกที่ใออัยมีปฏิกิริยาตอบสนอง อยู่ ๆ เขาก็นึกอยากหัวเราะตัวเองขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ที่ใจมาเต้นรัวเพียงเพราะเห็นแผ่นอกเล็ก ๆ ของเด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่าตั้งห้าปี เขาช่างเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นที่กำลังจะหัดลองมีประสบการณ์วาบหวิว ให้ตายเถอะรู้ไปถึงไหนมีหวังได้อายไปถึงนั้น แต่เหมือนกวีจะคิดอะไรกับตัวเองไปนานเสียหน่อย มันจึงทำให้คนตัวเล็กที่ตอนแรกยังเอามือพาดไว้ที่คอของเขาปล่อยมันลงมาและตกไปอยู่ข้างลำตัวเหมือนคนหมดแรง พร้อมกับลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอกลับมาเยือนอีกครั้ง

“อย่าบอกนะว่านายหลับไปแล้วนะ ใออัย” เงียบสนิทเงียบเหมือนก่อนที่เจ้าตัวจะโดนเขาเรียก ซึ่งก็แปลได้ว่าคราวนี้เจ้าตัวหลับสนิทไปอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กวีแทบอยากจะเอามือเขรกหัวคนที่นอนอยู่ให้รู้แล้วรู้รอด เรื่องอะไรมาทำให้เขาอยากแล้วหลับหนีจากเขาไปแบบนี้ ในเมื่อประทุษร้ายคนที่หลับอยู่ไม่ได้คนตัวโตจึงใช่ฝ่ามือตบเข้าไปที่หน้าผากตัวเองแรง ๆ หนึ่งทีเพื่อเรียกสติไม่ให้ตัวเขาหน้ามืดตามัวลักหลับคนตัวเล็กเข้า และยิ่งตกใจในความคิด นี่เขากำลังคิดจะทำอะไรคนเพศเดียวกันมากกว่านี้อีกหรือ แต่ใช่ว่าเขาจะสน

“อยากหลับดีนักใช่ไหม พรุ่งนี้ก็ตื่นมาดูผลของการยั่วฉันด้วยตาตัวเองก็แล้วกันนะใออัย”

น่ากลัว ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ ถึงสีของมันจะเป็นสีขาวนวลตาขนาดไหนแต่ขนาดตัวและแววตาของมันไม่ได้ทำให้ใออัยรู้สึกชอบสัตว์ชนิดนี้ได้ลงซักนิด ลำตัวที่ยาวเฟื้อยและใหญ่เสียจนคนมองนึกขยาด และเหยื่อที่เจ้าตัวนี้กำลังเลื้อยเข้ามาหานั่นก็คือเขาที่ยืนอยู่ จะวิ่งหนีก็ทำไม่ได้ ไม่รู้ทำไมเรี่ยวแรงของเขามันหายไปหมด ใจเต้นเร็วผวาไปกับการกระทำของเจ้างูยักษ์ตัวนี้ไปหมด ใช่แล้วสิ่งที่เขากำลังพูดถึงมันก็คืองู งูตัวสีขาวเผือก แม้เกล็ดของมันจะสะท้อนแวววาวเป็นสีทองเพราะแสงของดวงอาทิตย์สวยแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ชอบเลยที่มันเลื้อยเข้ามาใกล้เขาขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมันก็ค่อย ๆ รัดเขาจนแน่นและแน่นขึ้นไปอีกจนเขาหายใจแทบไม่ออก ปากก็ได้แต่ขยับบอกให้มันปล่อยแต่มันกลับไม่ยอมทำตามคำขอ ทำไมกัน ทำไมดวงตาสีเหลืองอำพันของเจ้างูตัวนี้มันถึงถึงได้ดูเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ไม่เหมือนตาของสัตว์ แล้วทำไมมันต้องยื่นหัวมันเข้ามาใกล้เขาด้วยหรือว่ามันกำลังจะกินเขาอย่างนั้นหรือ ไม่นะ ไม่เอา เขายังไม่อยากตาย

อาการดิ้นไปดิ้นมาของคนข้างตัว ทำให้กวีที่นอนมองอยู่เกิดอาการมึนงงว่าคนที่กำลังนอนหลับสนิท อยู่ดี ๆ ก็เข้ามากอดเขาไว้นี้เป็นอะไรไป ดูกระสับกระส่ายเหงื่อผุดเต็มหน้าผากชื่นไปหมด จนในที่สุดเจ้าตัวก็เบิกตาโต ๆ ขึ้นมาแถมยังหายใจหอบอย่างรุนแรงแต่ก็ยังไม่ยอมคลายแขนออกจากรอบเอวของเขา คงจะฝันร้ายและเหมือนสติจะยังไม่กลับมา เพราะขนาดที่ว่าเจ้าตัวใช้แขนของเขาเป็นหมอนหนุนนอนยังไม่รู้สึกตัว ฝันร้ายขนาดไหนกัน

“นายเป็นอะไรของนาย” พอได้ยินเสียงทักที่อยู่สูงกว่า ใออัยก็รีบแหงนหน้าขึ้นไปมองก็เจอเข้ากับสายตาคมของกวีที่มองลงมา แถมใบหน้านั้นก็อยู่ห่างจากใบหน้าของเขาไม่ถึงคืบ เหมือนเวลาจะหยุดชะงักจนคนตัวเล็กเผลอจ้องดวงตาคู่นั้นอยู่หลายวินาทีก่อนจะรู้สึกตัวและขยับใบหน้าออกมา ถึงได้รู้ว่าตัวเองทั้งกอดและหนุนแขนของอีกฝ่ายอยู่ ใออัยรีบดีดตัวและลุกขึ้นนั่งเป็นพัลวันด้วยอาการร้อนรนและหน้าแดงจนลามไปถึงใบหู “ถามทำไมไม่ตอบ ตกลงนายเป็นอะไร”

“ผมฝัน”

“ฝัน” กวีทวนคำที่ใออัยขยับปากตอบอีกครั้ง เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าฝันว่าอะไรเป็นตุเป็นตะขนาดนั้น

“ผมฝันเห็นงู งูมันรัดผม”

“อะไรนะ” กวีหลุดเสียงเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งใออัยสื่อออกมา เจ้าเด็กนี้ฝันเห็นงูงั้นหรือ “งั้นก็เป็นฝันดีสิ ทำยังกับว่าฝันเห็นผีไปได้”

“ฝันร้ายสิครับ มันกำลังจะกินผมนะ” ยิ่งกวียิ้มอย่างมีเลศนัยเท่าไหร่ ใออัยก็ยิ่งรู้สึกสงสัย ไม่รู้หรือว่าการฝันเห็นสัตว์ที่จะทำร้ายตัวเองมันน่ากลัวแค่ไหน เขากลัวแทบขาดใจ ดีนะที่มันเป็นแค่ฝันถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ตัวเขาคงได้ช็อคตายไปแล้วแน่ ๆ แปลกคนเห็นเรื่องทุกข์ของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก

“อ้าว นายไม่เคยได้ยินหรอกเหรอว่า ฝันเห็นงูแปลว่านายกำลังจะเจอเนื้อคู่ ยิ่งรัดแน่นแบบนั้นนายยิ่งจะได้เจอในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย” ที่โบราณเขาบอกว่าฝันเห็นงูจะเจอเนื้อคู่เป็นใครก็คงจะเคยได้ยินมา แต่เขาไม่ยักจะเคยได้ยินเลยว่ายิ่งงูรัดแน่นเนื้อคู่ยิ่งจะเจอเร็ว “แล้วงูที่ว่านั้นตัวใหญ่มากไหม”

“ใหญ่ครับ ใหญ่มาก” คนตัวเล็กขยับปากตอบอย่างสั่น ๆ ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งขนลุกกันให้พรึบ

“ฉันว่านายอาจจะได้เนื้อคู่เป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่กว่านายก็ได้นะ หรือบางทีผู้หญิงตัวใหญ่ขนาดนั้นอาจจะไม่มีอยู่ก็ได้ ว่าไหม” ใออัยทำหน้าฉงน ยิ่งฟังก็ยิ่งงง แต่ความมึนงงก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของกวีที่ตอนแรกนอนทำหน้าทะเล้นถามเขาอยู่ แต่ตอนนี้กลับทำหน้ายักษ์ใส่กันเสียได้ “เลิกทำหน้างงได้แล้ว รีบไปจัดการธุระส่วนตัวของนายสักที นี้ก็สายมากแล้ว ฉันมีงานต้องทำต่อ” พอได้ยินแบบนั้นใออัยรีบหันไปมองนาฬิกาอีกครั้งแล้ววิ่งลงจากเตียงไปทันที ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะตื่นสายเสียได้ นี้ก็ปาเข้าไปตั้งเจ็ดโมงครึ่งแล้ว เมื่อคืนถึงจะนอนดึกไปเสียหน่อยแต่นั้นก็ไม่น่าจะใช่ปัญหา ใช่ว่าเขาจะไม่เคยนอนดึกเสียเมื่อไหร่หรือว่าเขาจะเพลียเกินไปหรือเปล่า แต่เมื่อวานเขาก็ไม่ได้ทำงานอะไรหนักนี้ ป่วยการจะคิดรีบจัดการตัวเองก่อนดีกว่า เดี๋ยวต้องไปจัดการธุระให้อีกคนต่ออีก

 

 

 

 

 

 

 

“วันนี้ฝนท่าจะตกหนักนะยายฟ้า”

“พี่รู้ได้ยังไง”

“ก็ดูสิพี่ชายสุดหล่อของเราสิ ไม่รู้ว่าลมอะไรหอบมาวันนี้ถึงกลับบ้านได้” สองสาวพี่น้องออกปากแซวทันทีที่เห็นพี่ชายของพวกตนเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน อันที่จริงพวกเธอนั้นรู้อยู่ก่อนแล้วว่าวันนี้ภาสนัยจะเข้ามา แต่เพราะนาน ๆ ถึงจะได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาสักที จะกล่าวหยอกล้อคนในครอบครัวบ้างจะเป็นไรไป

“แกก็พูดเกินไปยายน้ำ ทำอย่างกับว่าพี่ไม่เคยกลับบ้านกลับช่องไปได้”

“ที่ว่ากลับนั่นก็กลับจริงอยู่หรอกค่ะ แต่เดือน ๆ หนึ่งเห็นหน้ากันอยู่แค่สองสามครั้ง ไม่รู้ว่ามัวไปกกสาวอยู่ที่ไหน” “รู้มากจริงนะเรา พี่ก็ทำงานหาเงินให้เราใช้นั่นแหละ เมื่อวานก็พึ่งเข้าไปหานายวีที่โรงแรมมา”

“พี่วีเหรอคะ เข้าไปโรงแรมด้วยเหรอ” เธอไม่อยากจะเชื่อว่าพี่ชายคนสนิทจะยังไปทำงานอยู่อีกทั้งที่สภาพร่างกายไม่พร้อมแบบนั้น

“ใช่แถมยังพาคนสนิทไปด้วยอีกนะ ระวังไว้เถอะจะโดนแย่งคู่หมั้นไปโดยไม่รู้ตัว” ภาสนัยลอบมองคนที่โดนเขาหยอกแกมขู่ อยากรู้ว่าน้ำหรือนราภัทรนั้นรู้สึกเช่นไรที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้จากปากเขา

“โอ้ย พี่ภาสใครเขาจะมาแย่งคนเดินไม่ได้แข่งกับน้ำกันคะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็อาจจะใช่แต่ตอนนี้น้ำไม่ซีเรียสซักนิด”

“แกก็อย่าวางใจเกินไปนะยายน้ำ อะไร ๆ มันก็เป็นไปได้” เขาเตือนด้วยความหวังดีเพราะถึงยังไงนราภัทรก็มีศักดิ์เป็นน้อง แม้จะคนละสายเลือดแต่เขาก็เอ็นดูคนพูดไม่ได้ต่างจากน้องแท้ ๆ เลยสักนิด

“ที่พี่พูดมาหมายความว่ายังไง”

“ก็หมายความตามที่พูด คนอื่นอาจจะไม่อยากได้กวี แต่อาจจะเป็นกวีเองก็ได้ที่อยากได้คนอื่น” สิ่งที่เขาพูดมาเป็นสิ่งที่เขาได้เห็นมากับตา ไม่ใช่สักแต่พูดขึ้นมาลอย ๆ ถ้าไม่อยากให้น้องสาวมาเสียดายในภายหลัง ก็ต้องพูดกระตุ้นให้นราภัทรทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเอง ส่วนผลพลอยได้เขาจะรับมันไว้อย่างเต็มใจ

“อย่าพูดให้น้ำขำสิคะ พี่วีน่ะเหรอจะอยากได้ใคร อย่าว่าแต่อยากได้เลยพี่ภาส พี่วีเขามีปัญญาจะไปทำอะไรคนอื่นเขาได้ด้วยเหรอคะ”

“พี่เตือนแกแล้วนะ แกก็รู้ว่าทำไมคุณลุงถึงอยากให้แกแต่งงานกับกวีนัก”

“ก็เพราะคุณพ่อนั่นแหละ น้ำถึงได้อึดอัดอยู่นี่ไง ทำไมไม่ให้ยายฟ้าเป็นคนหมั่นก็ไม่รู้ ตอนนี้น้ำเหมือนมีห่วงผูกคออยู่เลย”

“ก็เพราะตอนแรกแกรักแกชอบกวีเขาไม่ใช่หรือไง พอคุณลุงทำให้สำเร็จก็ดันอยากเปลี่ยนใจอีก พี่จะบอกอะไรไว้อย่างถ้าแกยังอยากสบาย พี่ว่าแกควรหาเวลาไปเยี่ยมนายวีบ้างก็ดี เก็บไปคิดดูแล้วกัน” ภาสนัยพูดให้น้องสาวคนโตได้ขบคิด ตัวเขารู้ดีว่าน้องสาวคนนี้ไม่ได้รักหรือชอบกวีเหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้ว ส่วนเหตุผลก็เพราะกวีกลายเป็นพิการเจ้าตัวเลยเกิดอาการรับไม่ได้และรู้สึกอายที่ต้องมาถูกผูกมัดกับผู้ชายเดินไม่ได้เพียงคนเดียว นราภัทรมองคนแค่รูปลักษณ์จากภายนอกมากจนเกินไป มากจนมองไม่เห็นสิ่งที่มีค่าที่อยู่ในมือ ผู้ชายอย่างกวีหาไม่ได้กันง่าย ๆ หรอกนะ แต่มันก็สุดแล้วแต่เจ้าตัวจะคิดได้หรือไม่ว่าสิ่งไหนดีกับตัวเองที่สุด ก่อนจะหันมาพูดคุยกับน้องสาวคนเล็กที่ตอนนี้นั่งฟังเงียบ ๆ จนเหมือนกับเป่าสาก “ว่าแต่เราเถอะยายฟ้า เรียนจบแล้วคิดไว้หรือยังว่าจะทำอะไรต่อ อยากไปช่วยงานพี่ที่ทางใต้ไหม” สรรพนามที่พี่ชายใช้เรียกน้องสาวทั้งสองคนค่อนข้างจะต่างกัน ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่ภาสนัยรู้สึกว่าอยากจะใช่คำพูดอ่อนโยนกับเด็กคนนี้มากกว่าพูดกับพี่สาวของเจ้าตัว อาจจะเป็นเพราะน้องเล็กคนนี้ดูเรียบร้อยและน่าถะนุถนอมมากกว่า เพราะฟ้าหรือภัคพรไม่ค่อยจะทันคนเหมือนคนเป็นพี่ แต่ตัวเขาก็เอ็นดูทั่งคู่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

“คือฟ้า”

“โอ๊ยพี่ภาส ยายฟ้านะเหรอคุณพ่อจะปล่อยให้ไปไหนมาไหนได้ หวงอย่างกับอะไรดี” ยังไม่ทันที่น้องสาวคนเล็กจะได้ตอบพี่ชาย นราภัทรก็ขัดขึ้นมาก่อน เธอไม่ได้เกลียดน้องสาวของตัวเองแต่เพราะคุณพ่อของเธอประคบประหงมจนยายฟ้าเหมือนไข่ในหินเข้าไปทุกที จนบางครั้งเธอก็รู้สึกอึดอัดแทนที่ต้องใช้ชีวิตเหมือนถูกตีกรอบอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอิสระหรือสิทธิ์ที่จะทำอะไรตามใจตัวเอง ได้แต่ก้มหน้าทำตามที่คุณพ่อสั่ง แต่กับเธอคุณพ่อค่อนข้างจะปล่อยและให้อิสระ คงเพราะนราภัทรกร้านโลกและทันคนมากกว่าภัคพรนั่นเอง

“แกก็อย่าว่าน้องนักเลย ตัวแกเองเถอะจบมาเกือบจะสองปีแล้วงานการก็ไม่รู้จักทำ”

“พอเลยไม่ต้องมาบ่นเหมือนคุณพ่อเลย บ่นมากระวังแก่เร็วน้ำไม่รู้ด้วยนะ” นราภัทรทำหน้าบึ้งอย่างไม่จริงจังนักและเหมือนจะพึ่งคิดอะไรได้ “นั่นไงยายน้ำ เกือบลืมไปเลย เพราะพี่นั่นแหละชวนคุย”

“อ้าว แล้วพี่ไปเกี่ยวอะไรด้วย”

“ก็คุณพ่อบอกไว้ว่า ถ้าพี่ภาสมาถึงแล้วให้ไปหาที่ห้องทำงานคุณพ่อมีเรื่องจะคุยด้วย”

“คุณลุงน่ะหรือมีเรื่องจะคุยกับพี่”

 

 

 

 

 

 

 

ใครว่าใออัยฝันถึงแค่งูรัดแต่จะให้บอกทั้งหมดเห็นจะไม่ไหว ลำพังไปนอนกอดกวีก็อายจะแย่แล้ว ถ้าเกิดบอกว่าเก็บกวีเอาไปฝันจนเป็นตุเป็นตะอีก เจ้าตัวคงไม่กล้าสู้หน้าอีกฝ่ายไปนาน ในความฝันเมื่อคืน ทุกสัมผัสที่คนตัวเล็กได้รับ มันสร้างความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่ใช่ความน่ารังเกียจ แม้แต่ตัวเขายังไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น มันน่านักเชียวใออัย ในความฝันนั้นต้องไม่ใช่เขา ไม่มีทางใช่ คนตัวเล็กคิดขณะถอดชุดคลุมออกไปแขวนไว้ แล้วพาร่างเปลือยเปล่าไปหยุดอยู่ใต้ฝักบัวที่ติดอยู่สูงกว่าศีรษะของเจ้าตัวพอสมควร ก่อนจะเปิดน้ำให้รดใบหน้าไหลผ่านไปยังลำตัวบอบบางที่เจ้าของไม่เคยจะพอใจกับมันเลยสักครั้ง เพราะร่างกายนี้มันอ่อนแอและเหมือนผู้หญิงมากเกินไปและมันทำให้เขาถูกคนล้อเลียนอยู่บ่อย ๆ แทนที่สายน้ำที่ไหลลงมาจะช่วยขจัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ให้ออกไป กลับกลายเป็นสร้างความแปลกใจให้กับใออัยแทนเพราะทันทีที่หยดน้ำพุ่งใส่บริเวณลำคอ คนตัวเล็กก็เกิดอาการเจ็บแสบขึ้นมาจนต้องรีบปิดน้ำแล้วเดินไปที่หน้ากระจกเงา

นี่มันอะไรกัน ทำไมตามลำคอเรื่อยลงมาจนถึงเนินกระดูกไหปลาร้าของเขาถึงได้มีแต่รอยพวกนี้เต็มไปหมด มีทั้งสีอ่อนสีเข้มเป็นจ้ำ ๆ ปะปรายแต้มไปทั่ว ใออัยไม่ใช่คนโง่และเดียงสาจนไม่รู้ว่ารอยพวกนี้มันเกิดจากอะไร เป็นไปได้หรือที่รอยมันจะเกิดขึ้นเองหรือมีตัวอะไรมากัดจนช้ำเป็นวงใหญ่ได้ขนาดนี้ ถ้าเป็นสัตว์จริงปานนี้เขาคงตายไปแล้ว บางรอยเป็นสีออกม่วงน่ากลัว แต่บางรอยก็เป็นสีจาง ๆ คงมีแต่คนเท่านั้นที่จะทำอะไรแบบนี้ได้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เขาแน่นอนที่จะบ้าดีเดือดลุกขึ้นมาบิดเนื้อตัวเองจนเป็นรอยให้ตัวเองทรมานเล่น เพราะฉะนั้นคำตอบมีเพียงแค่หนึ่งเดียวนั่นก็คือคนที่นอนร่วมห้องและร่วมเตียงเดียวกันเมื่อคืนเป็นคนทำ ใออัยรีบสลัดความคิดทิ้งเพื่อจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จโดยไว เพื่อที่จะได้ไปถามหาความจริงจากคนที่นอนรออยู่ในห้องนอนว่ามันเกิดอะไรขึ้น พอเสร็จก็เดินออกมาแต่งตัวอีกห้องเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมเหมือนกับเมื่อวาน อดแปลกใจไม่ได้ว่าใครเป็นคนเอาเสื้อผ้าพวกนี้มาคืนให้ มีคนเข้ามาให้ห้องหรอกหรือ มาตอนไหนกัน แล้วเข้ามาตอนที่เขากำลังกอดกวีอยู่หรือเปล่า ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องต้องให้สงสัยแบบนี้ พอออกมาก็เห็นคู่กรณีนั่งเอาหลังพิงกับหัวเตียงมองตรงมาที่เขาอยู่พอดี ใออัยไม่ได้แปลกใจที่กวีช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับนี้ เจ้าตัวรู้ดีว่าอาการของกวีดีขึ้นมากแค่ไหน

“ทำไมมองฉันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อแบบนั้น” ไม่ตอบและไม่มีปฏิกิริยาจากคนที่เงียบอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งเงียบเข้าไปอีก ซึ่งกวีก็พอจะเดาได้ว่าใออัยเป็นอะไร “จะไม่ถามเรื่องรอยที่อยู่บนตัวนายหน่อยเหรอ” คนตัวเล็กรีบกระชับคอเสื้อทันที แต่ปิดไปก็เท่านั้นเพราะรอยที่เขาทำไว้มันอยู่สูงกว่าปกเสื้อไปหลายรอยเลยนี่สิ แม้สีจะเริ่มจางลงบ้างแล้วแต่ถ้ามองก็เห็นอยู่ดี

“ทำไม” กวีไม่รอให้คนตัวเล็กขยับปากถามจนจบประโยค เขาชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาก่อนเพราะตัวเขารู้อยู่แล้วว่าใออัยจะถามเขาว่าอะไร

“ก็ไม่มีอะไร แค่เมื่อคืนนายเป็นบ้าอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ลุกพรวดพลาดมากดฉันไว้กับเตียง นอกจากนายจะไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรแล้วยังจูบฉัน จูบเอา ๆ ห้ามก็ไม่ฟัง ดูปากฉันสิ ยังบวมอยู่เลยเห็นไหม” แล้วทำไมเขากลายเป็นฝ่ายกระทำไปเสียได้ เจ้าตัวตาโตในคำบอกกล่าวเสียยิ่งกว่าไข่ไก่ ในฝันมันไม่ใช่แบบนั้น ใออัยรีบยกมือปิดริมฝีปากตัวเองด้วยความอับอายทันที ถึงมันจะไม่น่าเชื่อที่ว่าตัวเองเป็นคนกดกวีลงแต่ถ้าเทียบกันแล้ว มันดูจะสมเหตุสมผลมากกว่า อย่างกวีน่ะหรือจะลุกขึ้นกดเขาลงมันคงเป็นไปไม่ได้ นี่เขาทำอะไรลงไป ยิ่งคิดมากเท่าไหร่หน้าคนที่ยืนอยู่ก็ยิ่งแดงก่ำจนคนนั่งมองนึกอยากแกล้งซ้ำเลยพูดต่อ “แล้วนายคิดว่าฉันจะทำยังไงต่อล่ะ”

“คุณทำยังไง”

“ฉันก็ปล่อยเลยตามเลยนะสิ”

“คุณ”

“ทำไม ก็นายเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก่อน ฉันไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะทนเรื่องแบบนี้ได้หรอกนะ ถึงฉันจะไม่ได้มีรสนิยมด้านนี้ก็ตาม นายไม่ต้องห่วงว่ามันจะมีอะไรมากกว่าที่นายเห็น ดีที่ฉันหยุดตัวเองไว้ทันและรู้สึกตัวว่าฉันเป็นผู้ชายไม่ควรมาจูบผู้ชายด้วยกันแบบนาย ขอบใจฉันเสียด้วย ถ้าฉันไม่หยุดเรื่องแบบเมื่อคืนไว้นายคงได้เสียใจเพราะอารมณ์ชั่ววูบของฉันแน่ ๆ” ไม่รู้ว่าเพราะอายหรือโกรธอยู่กันแน่จึงทำให้ดวงตากลมโตวูบไหวไปกับคำว่า ‘อารมณ์ชั่ววูบ’ ของกวี มันรู้สึกเจ็บแปลบแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ทั้งที่ความรู้สึกแบบนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้น ความรู้สึกที่ว่าใออัยกำลังเสียใจที่กวีไม่ได้เต็มใจที่จะแตะต้องตัวเขา นี้เขาเป็นอะไรไปหรือเพราะกำลังโกรธเลยเพี้ยนไปแล้วที่มารู้สึกกับอะไรกับเรื่องแบบนี้ ส่วนเหตุผลที่ใออัยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ากวีโกหก นั่นก็เพราะเมื่อคืนเจ้าตัวฝันถึงกวีจริงและเรื่องราวในฝันก็เป็นไปในทำนองนี้ แต่ไม่ใช่ตัวเขาที่เป็นฝ่ายกระทำเพราะในความฝัน เป็นกวีเองต่างหากที่สัมผัสตัวเขาด้วยความอ่อนโยนและเว้าวอนจนเขาปฏิเสธไม่ลง

“ผมขอโทษ ผมคงละเมอ”

“อาการละเมอของนายมันรุนแรงเกินไปนะ ทีหลังถ้ารู้ตัวว่าตัวเองมีอาการแบบนี้ก็อย่าไปนอนร่วมห้องกับคนอื่นซี้ซั้วล่ะ เกิดเป็นคนอื่นเขาคงไม่หยุดเหมือนที่ฉันทำแน่”

“บ้า ผมไม่ได้ละเมอบ่อยขนาดนั้น”

“ใครจะรู้ ฉันก็แค่เตือนด้วยความหวังดี” แม้จะยังเขินอายอยู่บ้างแต่ใออัยก็เลือกที่จะขยับปากตอบกวีอย่างเป็นปกติ ด้วยไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาคิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะรู้สึกกันไม่ดีทั้งสองฝ่าย ยังไงก็ผู้ชายทั้งคู่ไม่ได้เสียหายอะไร แม้มันจะเป็นจูบแรกในชีวิตลูกผู้ชายอย่างตัวเองก็ตาม เมื่อแล้วก็แล้วกันไปเพราะถึงยังไงเรื่องมันเกิดและจบลงไป แต่ถ้าใออัยอยู่ในสภาวะที่ดีกว่านี้หรือสังเกตสักนิดก็จะรู้เลยว่าวันนี้กวีพูดเยอะและพูดยาวผิดจากปกติ เหมือนกำลังพยายามปกปิดความผิดอะไรบางอย่าง “แต่ถามจริง ๆ เถอะ นายฝันเห็นอะไรถึงได้ละเมอเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น”

“ผมว่าคุณวีไปอาบน้ำดีกว่านะครับ” ใออัยขยับปากเปลี่ยนเรื่องทันที แค่นี้ก็พอจะเดาได้แล้วว่าเจ้าตัวฝันถึงเรื่องราวไปในทิศทางไหน แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าในฝันของใออัย อีกฝ่ายใช่ตัวเขาหรือเปล่า เพียงแค่คิดว่าเป็นคนอื่น กวีก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเสียแล้ว

พอมีโอกาสอยู่ตามลำพัง คนที่พูดปดไปเมื่อครู่ได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะอีกคนที่อาศัยร่วมห้องกำลังจัดเตรียมโต๊ะอาหารอยู่ ที่จริงกวีไม่ได้อยากโยนความผิดเรื่องนี้ให้ใออัยเป็นคนรับไป แต่จะให้บอกว่าเขาอยากลองสัมผัสคนตัวเล็กดูมันก็ดูเหมือนว่าเขากำลังพึงใจในตัวของใออัยนี่สิ ถ้าใออัยเป็นผู้หญิงและเป็นคนอื่นเขาคงออกตัวรับผิดชอบไปแล้ว แต่มันไม่ได้หมายความว่าที่ไม่ยอมรับก็เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ชายแต่อย่างใด ไว้สักวันเขาจะบอกเจ้าตัวเองแล้วกันว่าเขาเองนี่แหละที่เป็นคนลักหลับอีกฝ่ายเพราะห้ามใจตัวเองไว้ไม่อยู่ กวีช่างไม่รู้ตัวสักนิดว่ากำแพงที่สร้างเอาไว้เพื่อเป็นระยะห่างของเขากับคนที่เด็กกว่ากำลังค่อย ๆ ทลายลงไปตามอัตตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนไปของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

“กลับมากันแล้วเหรอคะคุณวี หนูอัย” ทันทีที่ลงจากรถที่ประตูทางเข้าตัวบ้าน ป้าอิ๋วที่ออกมายืนรออยู่รีบออกปากต้อนรับเจ้านายและคนตัวเล็กทันที แกก็นึกว่าจะอยู่ที่นั้นด้วยกันสักสองสามวัน จะได้ไม่ต้องมาเจอตัวปัญหาที่รออยู่ในบ้านอย่างในตอนนี้ “คือคุณวีคะ มีแขกมารอพบค่ะ” พูดไม่ทันขาดค่ำแขกคนที่ว่าก็เชิญตัวเองออกมาหาเจ้าของบ้านเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับส่งเสียงทักทายไม่ได้สนคนอื่นเหมือนว่าบริเวณนี้มีแค่ตัวเองกับคนที่ต้องการพบ

“พี่วีกลับมาแล้วเหรอคะ น้ำมารอตั้งนานนึกว่าวันนี้จะไม่ได้เจอแล้วเชียว” คิดว่าจะไม่ได้เจออะไรกันดูท่าก็รู้ว่าเตรียมตัวพร้อมมาเจอขนาดไหน คนสูงอายุได้แต่นึกคลอนขอดสาวน้อยคนนี้อยู่ในใจ

“น้ำ” กวีเรียกชื่อสาวสวยตรงหน้าด้วยความแปลกใจที่เห็นเธอมาหาที่บ้านได้

“ค่ะน้ำเอง ตกใจเหรอคะที่เห็นน้ำ แล้วนี่ใครคะ จะไม่แนะนำให้น้ำรู้จักหน่อยเหรอ” นราภัทรพูดหยอกกวีที่พึมพำชื่อเธอออกมาเบา ๆ ก่อนจะปรายตาไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังรถเข็นของกวีเหมือนอยากจะรู้ว่าคน ๆ นี้คือใคร แต่เพราะเจ้าของบ้านตัดจบพาเข้าบ้านเสียก่อนก็เลยต้องพับเก็บความสงสัยนี้ไว้เพราะยังไงวันนี้ตัวเธอต้องได้คำตอบเรื่องนี้อยู่ดี

“พี่ว่าเข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ”

“น้ำมาคนเดียวเหรอ”

“ค่ะ มาคนเดียวแต่ขากลับพี่ภาสจะแวะมารับ พี่วีไม่ต้องห่วง” จะไม่ถามก็ไม่ได้เพราะถึงยังไงสาวน้อยตรงหน้าก็คือคู่หมั้นคู่หมายที่ผู้ใหญ่เคยตกลงกันไว้

“พี่ภาสยังไม่กลับใต้อีกเหรอ”

“ยังค่ะ เห็นบอกว่ามีธุระต้องจัดการต่อ แต่ก็ดีแล้วละนาน ๆ จะกลับมาทีคุณพ่อก็อยากให้พักอยู่ที่บ้านนาน ๆ น้ำยังแอบน้อยใจเลยนะคะ อะไรก็พี่ภาส ๆ ตลอด ทำยังกับว่าน้ำไม่ใช่ลูก”

“ไม่เอาน่าคุณลุงทัศน์ก็รักน้ำ รักยายฟ้า เท่า ๆ พี่ภาสนั่นแหละ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ” เธอยังรอคำตอบว่าเมื่อไหร่กวีจะบอกว่าชายหนุ่มหน้าสวย สวยจนเธอนึกอิจฉานั้นเป็นใครแต่กวีก็ไม่มีทีท่าว่าจะแนะนำจนแล้วจนรอดก็ไม่พ้นที่ต้องเอ่ยปากถามเองอีกครั้ง

“แล้วตกลงว่าคนที่มาพร้อมพี่วีเมื่อกี้ ใครเหรอคะ”

“หลานของคุณน้าอรอินทร์น่ะ”

“หลานยายงูพิษอย่างนั้นเหรอคะ แล้วทำไมพี่วีถึงได้ให้เขามาอยู่ใกล้ตัวแบบนี้กันคะ น้าหลานเชื้ออาจจะไม่ต่างกันก็ได้”

“เขาเป็นคนดูแลพี่ ถ้าไม่ให้เข้าใกล้แล้วจะทำงานได้ยังไง” กวีไม่ชอบใจนักกับคำที่คู่หมั้นสาวพูดออกมา ถ้าคนตัวเล็กอยู่ในบริเวณนี้ด้วยคงจะรู้สึกแย่มากเป็นแน่ กวีไม่ได้แสดงอาการทางสีหน้าแต่อย่างใดเพราะนราภัทรคงพูดไปเพราะเป็นห่วง แต่ก็พึ่งนึกได้ว่าเขาไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปห่วงเด็กคนนั้น สำหรับกวีแล้วคนที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงหน้านี้ก็ไม่ได้ต่างจากน้องสาวคนหนึ่ง เขาไม่เคยคิดเกินเลยในฐานะฉันชู้สาวเลยสักครั้ง เพียงแต่คำสัญญาจากรุ่นพ่อมันเป็นตัวเปลี่ยนแปลงสถานะนั้นให้ขึ้นมาอยู่อีกระดับหนึ่ง แม้ตอนนี้การหมั้นจะยังไม่ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการแต่อีกไม่นานมันก็คงเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ภาสนัยได้เอ่ยปากพูดเรื่องนี้กับเขาไปแล้ว เพียงแต่เขายังไม่ได้ตัดสินใจอะไรลงไป

“จ้างคนใหม่สิคะ เงินเราก็มี เรื่องอะไรต้องไปจ้างคนของแม่นั้นมาด้วย”

“พูดไม่เพราะเลยนะเราน่ะ”

“ก็น้ำไม่ชอบนี่คะ ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้น่ารังเกียจ” ตอนแรกที่เข้ามาในบ้านกวีก็น่ารังเกียจมากพออยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งน่ารังเกียจเข้าไปอีก เธอเกลียดแสนเกลียดผู้หญิงคนนี้ยิ่งกว่าอะไรดี เรื่องทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยกนี่ถนัดนักเชียว นราภัทรนึกถึงสิ่งที่ได้รับรู้แล้วยิ่งรู้สึกชิงชังอรอินทร์เพิ่มเป็นเท่าตัว

“ช่างเขาเถอะ ว่าแต่ว่าทำไมวันนี้ถึงแวะมาเยี่ยมพี่ได้” กวีรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อเห็นว่าใออัยเดินกลับเข้ามาในห้องรับแขกนี้อีกครั้ง หลังจากที่ปลีกตัวไปกลับป้าอิ๊วปล่อยให้เขาได้มีโอกาสคุยกับคู่หมั้นที่มาเยี่ยมเยือนเป็นการส่วนตัว

“ไม่ใช่แค่แวะค่ะ น้ำตั้งใจจะมาหาพี่วีเลยต่างหาก ไม่ได้เจอกันเลยนี่คะ อีกอย่างน้ำก็กลัวว่าจะมีใครมาบางคนคิดไม่ซื่ออยากจะแย่งพี่วีไปจากน้ำก็ได้” นราภัทรจงใจพูดให้คนที่พึ่งเดินเข้ามาใหม่ได้ยิน ก็ไม่รู้ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้นใส่ใออัยแต่ความรู้สึกของเธอมันร้องบอกแบบนั้น ยิ่งประกอบกับพูดของภาสนัยด้วยแล้วยิ่งไปใหญ่ ถึงไม่คิดว่ากวีจะเบี่ยงเบนไปรักชอบผู้ชายได้แต่เรื่องพวกนี้มันก็ไม่แน่ มันคงไม่ผิดใช่ไหมที่เธอจะข่มคนที่อาจจะเป็นศัตรูความรักในภายภาคหน้า ส่วนคนที่ได้ยินก็ได้แต่ก้มหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่นราภัทรพยายามจะสื่อเพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เจอกัน ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาพูดเรื่องทำนองนี้ใส่เขาที่เป็นเพียงคนนอกเลยด้วยซ้ำ ใออัยมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เข้าไปวุ่นวายอะไรจนทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ อีกอย่างต่อให้ใครจะแย่งกวีไปมันก็เกี่ยวกับใออัยเลยสักนิด คนตัวเล็กเลือกที่จะไม่สนใจเดินเอาน้ำเปล่าเย็น ๆ สองแก้วมาวางไว้บนโต๊ะกระจกก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาอีกครั้งเพื่อให้สองหนุ่มสาวได้คุยกันต่อ ทั้งที่ในใจเริ่มรู้สึกหม่น ๆ ที่เห็นคนเป็นคู่กันคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ นี้เขาเป็นอะไรไป

“เราก็พูดเกินไป ใครเขาจะอยากมาแย่งคนพิการแบบพี่กัน”

“ก็ไม่แน่หรอกค่ะเรื่องแบบนี้” กวีไม่ได้สนใจที่นราภัทรพูดจึงไม่รู้สถานการณ์เมื่อครู่ที่เกิดขึ้น เพราะตัวเขาเอาแต่จดจ้องอยู่ที่อีกคนที่พึ่งออกไป ตลอดการคุยเจ้าของบ้านทำเพียงนั่งบนรถเข็นนิ่ง ๆ และยิ้มให้คู่สนทนาเป็นบางครั้งตามแต่เรื่องที่หญิงสาวจะหยิบยกขึ้นมาคุย มันไม่ใช่เรื่องเสียมารยาทที่เขาทำกริยาแบบนี้เพราะนี้คือเรื่องปกติที่ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่ากวีนั้นไม่ใช่คนชอบพูดสักเท่าไหร่

“คุณพ่อฝากความคิดถึงมาด้วยนะคะ ท่านบอกว่าถ้าว่างเมื่อไหร่จะแวะมาเยี่ยม”

“พี่ฝากขอบคุณท่านด้วยนะ ว่าแต่ทานอะไรมาหรือยัง มื้อค่ำจะทานด้วยกันเลยไหม”

“น้ำอยากไปดินเนอร์กับพี่วีมากกว่าค่ะ” กวีกับนราภัทรอายุห่างกันห้าปีซึ่งก็พอ ๆ กับใออัย ทั้งคู่เคยวิ่งเล่นด้วยกันแต่ไม่รู้เป็นยังไงมายังไงดนัยทัศน์ถึงได้เอ่ยปากอยากให้กวีหมั้นหมายกับลูกสาวของตน ซึ่งพ่อเขาก็เห็นดีเห็นงามด้วยบอกว่าเป็นสัญญาตั้งแต่สมัยยังหนุ่มและไม่อยากผิดคำสัญญาแต่ก็มีเรื่องให้การหมั้นหมายไม่ได้ดำเนินการต่อจนมาถึงทุกวันนี้ ในตอนนั้นเขาไม่ได้ปฏิเสธออกไปเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูล ทั้งที่เวลานั้นตัวเขาอายุแค่ยี่สิบสามในขณะที่ฝ่ายหญิงอายุแค่สิบแปดปียังไม่เต็มเลยด้วยซ้ำ กวีรู้ตัวเองดีถึงแต่งงานอยู่กันไปเขาก็ไม่มีทางรักนราภัทรขึ้นมาได้เพราะเคยมองเธอเป็นน้องสาวแบบไหนความรู้สึกก็คงจะเป็นแบบนั้นไม่เปลี่ยนเป็นอื่น การที่เธอมาหาเขาถึงบ้านนั้นมันค่อนข้างแปลกเพราะไม่บ่อยนักหรอกที่ตัวเธอจะมาเยี่ยมเขา ซึ่งคราวที่แล้วที่มาก็เมื่อสองเดือนก่อน

“ทานที่บ้านก็ได้นี่ยายน้ำ จะไปกวนนายวีเขาทำไมกัน”

“อ้าวพี่ภาสมาแล้วเหรอคะ”

เธอหันไปพูดกับคนที่เดินเข้ามาใหม่ ไม่คิดว่าพี่ชายจะมาถึงไวขนาดนี้ ไหนว่าจะมาค่ำ ๆ หน่อยไม่ใช่หรือแต่นี่อาทิตย์ยังไม่ตกดินเลยด้วยซ้ำ

“ถ้าไม่มาแกจะเห็นพี่หรือไง” ภาสนัยว่าหยอกน้องสาวอย่างขำ ๆ

“พี่ภาสล่ะก็ ก็น้ำอยากไปนี่คะ ดินเนอร์กับคนรักไม่มีอะไรมีความสุขไปมากกว่านี้แล้วล่ะค่ะ พี่เองก็รีบหาแฟนเป็นตัวเป็นตนได้แล้วจะได้ไม่ต้องมาคอยว่าน้ำแบบนี้”

“พาลนะเรา ที่พี่พูดก็อยากให้ดูสภาพนายวีเขาก่อนว่าพร้อมไปหรือเปล่าไม่ใช่บังคับ ๆเอา” กวีเห็นก็เลยยิ้มออกมาที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ภาสนัยก็ยังชอบเย้าแหย่คนเป็นน้องแบบนี้เสมอ เขาอยากให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามบ้านเป็นแบบนี้ตลอดไป ไม่อยากให้อะไรมาเป็นตัวทำร้ายมิตรภาพที่ร่วมสร้างกันมาเหมือนในอดีต ที่ไม่ว่ายังไงรอยต่อนั้นก็ไม่มีทางสมานให้มันเป็นเหมือนเดิม

“ก็ได้ค่ะ ไม่ไปก็ได้ อย่างนั้นเราดินเนอร์กันแค่สองคนที่นี่ก็ได้ใช่ไหมคะพี่วี” เธอตัดสินใจเองเสร็จสับแต่ก็เหมือนพึ่งนึกถึงใครได้ “จริงสิค่ะ ใออัยปกติเขาทานข้าวที่ไหนเหรอคะ”

“ทำไมเหรอน้ำ” กวีไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถามเรื่องนี้ ใออัยจะทานข้าวที่ไหนมันสำคัญด้วยหรือ

“น้ำก็แค่อยากรู้”

“น้องอัยเขาทานกับนายวีน่ะ” เป็นภาสนัยที่ตอบเพราะเขาไม่อยากให้กวีอึดอัดที่ต้องตอบคำถามน้องสาวของเขา แต่นราภัทรกลับมองไปที่กวีอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่มจะยอมให้ตัวอันตรายแบบนั้นเข้าใกล้ ใกล้มากจนนราภัทรอดจะหวั่นในอกตามคำพูดของพี่ชายที่เตือนเธอไว้เมื่อตอนเช้าไม่ได้ กวีไม่เคยเป็นแบบนี้ จะกี่คนต่อกี่คนที่อรอินทร์หามาให้กวีไม่เคยให้เข้ามาใกล้แต่นี้ทำไมถึงยอมใออัยกัน แม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่เธอกลับแสร้งทำเป็นไม่ว่าอะไรทั้งที่ใจจริงอยากจะเคล้นถามคู่หมั้นหนุ่มให้รู้แล้วรู้รอด

“อย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ พี่วีมาดินเนอร์กับน้ำส่วนพี่ภาสก็ให้ไปทานข้าวเป็นเพื่อนใออัย ได้ไหมคะพี่ภาสถือว่าน้ำขอ”

“ไม่ได้” นราภัทรคงจะขอผิดคนไปเสียแล้ว เพราะทันทีที่เธอจัดแจงแบ่งคู่เสร็จคนที่ไม่น่าจะหือหรืออือกับเรื่องพวกนี้กับกล่าวปฏิเสธเสียงแข็ง

“ทำไมละคะพี่วี พี่วีไม่อยากอยู่กับน้ำสองต่อสองเหรอคะ”

“มันไม่ใช่อย่างนั้น ยังไงก็มากันหมดแล้วจะแยกกันทานไปทำไม ยุ่งยากเสียเปล่า” นี่กวีใช่คำว่า ‘ยุ่งยาก’ กับสิ่งที่เธอพูดเลยหรือ ทั้งที่เมื่อก่อนเธอจะทำอะไรก็ไม่เคยขัด เธอชักจะสงสัยแล้วนะว่ากวีเป็นอะไรไปหรือเป็นเพราะอีกคนที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้หรือเปล่า คู่หมั้นที่แสนดีของเธอถึงได้เปลี่ยนไป เห็นที่เธอจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านเลยไม่ได้เสียแล้ว ถ้าเธอไม่จับเนื้อชิ้นนี้ไว้ดี หมาหิวโซบางตัวคงได้แย่งไปกินต่อหน้าต่อตาเป็นแน่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น