ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบ

ชื่อตอน : ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2559 12:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบ
แบบอักษร

 

 

♦♦ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบ♦♦

 

 

อีคาตูเซอร์!”  ซิลเวอร์ร่ายคาถาระเบิดทันทีที่เห็นพวกมันทั้งสี่ชักกระบี่ออกมาเตรียมฟาดฟันพวกเขา ระเบิดดังกึกก้องไปทั่วบริเวณหากแต่พวกมันทั้งสี่ไม่ได้บาดเจ็บอันใดมากมายเพียงแต่เกราะลมปราณสูญสลายไปเท่านั้นพร้อมกับถูกแรงระเบิดกระแทกถอยห่างไปหลายสิบก้าว คริสเห็นดังนั้นก็ร่ายคาถาปิดฉากทันที

 

อีคาตู!”   คริสทำการกระแทกส่งอีกคนสลบตามหัวหน้าพวกมันไปอย่างแม่นยำ ซิลเวอร์เองก็จัดการร่ายคาถาใส่อีกสองคนอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งนาทีพวกเขาทั้งสองก็จัดการผู้ฝึกยุทธ์ทั้งห้าที่เข้ามาลองของได้อย่างราบคาบ

 

ไปกันเถอะ เราต้องทำตัวลึกลับเรียกค่าตัวกันหน่อย”   คริสหันมาพูดกับซิลเวอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยรอยยิ้มสมใจ การต่อสู้ระยะไกลพวกเขาถนัดนักแล ถ้าหากเข้าประชิดตัวพวกเขาไม่ได้ก็ไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายกับพวกเขาทั้งสองได้เลย หากเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆเพียงแค่ใช้คาถาหายตัวไปเสียก็สิ้นเรื่อง

 

แต่หากเจอระดับแนวหน้าของพรรคคงต้องคิดหาวิธีจัดการอีกที พวกที่แพร่พุ่งปราณได้

 

วิธีการของนายมันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ”  ซิลเวอร์อดที่จะบ่นให้คริสไม่ได้ แผนการดึงดูดพรรคต่างๆให้สนใจนี่มันเสี่ยงต่อการเจ็บตัวจริงๆ

 

คงต้องโชว์พลังของผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดเพื่อเป็นการเพิ่มคะแนนหน่อยแล้วคริสไม่สนใจเสียงบ่นของซิลเวอร์เพราะยังไงเขาก็จะทำตามแผนที่วางไว้อยู่ดี อีกไม่นานก็จะมีพรรคต่างๆตามหาตัวเขาเพื่อต้องการให้เข้าร่วมด้วย เมื่อพวกเขาเข้าร่วมด้วยในฐานะที่พลังไม่ธรรมดาคงต้องได้อยู่ระดับสูงเป็นแน่ และเมื่ออยู่ระดับสูงพวกเขาก็จะสบาย จากนี้ก็เพียงแค่เลือกเท่านั้นว่าจะเข้าร่วมกับพรรคใด

 

โฟท!”  ทั้งคริสและซิลเวอร์ร่ายคาถาล่องลอยทันทีก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะมุ่งลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำบางคนอ้าปากค้างดวงตาแทบหลุดออกมาจากเบ้าทันที ไม่ใช่ว่าจะพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดได้โดยง่าย และทั้งสองยังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มเท่านั้น!

 

ผู้คนมากมายต่างนึกถึงข่าวลือผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบทันที บางคนถึงกับเข่าทรุดนั่งลงกับพื้นดวงตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสเทิดทูน ในชีวิตนี้พวกเขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะได้พบเห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงสุดที่ได้ยินแค่ในเรื่องเล่าเท่านั้น ตอนนี้ผู้คนต่างเชื่อสนิทว่าคริสและซิลเวอร์คือสองผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบตามข่าวลือ

 

ทางด้านคริสเมื่อตนเองล่องลอยสู่ท้องฟ้าในระยะที่คาดเอาไว้แล้วก็ทำการออกคำสั่งตนเองให้เคลื่อนที่ไปด้านหน้าทันทีโดยที่ยังลอยอยู่บนอากาศ คาถาบทนี้ธรรมดาหากแต่ก็พอมีประโยชน์ในโลกนี้อยู่บ้าง หากเป็นโลกเดิมพวกเขาจะเดินทางด้วยไม้กวาดเพราะมันทั้งรวดเร็วและควบคุมง่าย

 

 “แผนของนายไม่คิดว่ามันเสี่ยงหรือไง นายไม่คิดว่าพรรคอื่นๆจะร่วมมือกันไล่ล่าสังหารตัวอันตรายอย่างพวกเราหรือไง”  ซิลเวอร์เสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา มนุษย์นั้นไม่อยากเห็นใครได้ดีไปกว่าตนเองอยู่แล้ว เขารู้สึกไม่มั่นใจกับเรื่องนี้เท่าใดนัก มีผู้คนมากมายที่เห็นใบหน้าพวกเขาและรับรู้เรื่องราวผิดๆไป

 

ทุกคนต้องการคนแข็งแกร่งมาเข้าพวก ฉันเชื่อว่าตอนนี้พวกเขาคงยังไม่ร่วมมือกันหรอก เราต้องใช้เวลานี้เข้าร่วมกับพรรคอันดับต้นๆของยุทธ์ภพสักพรรคแล้วปิดตัวเงียบหายไปเลย เท่านี้แผนการก็เป็นอันสำเร็จ

   

คริสตอบแผนการอันสวยหรูของตนเองอย่างอารมณ์ดี จะให้ดีเป็นพรรคธรรมะนั่นจะดีเป็นอย่างมาก  อันดับหนึ่งสองสามยิ่งดีเข้าไปใหญ่ สามอันดับแรกของพรรคธรรมะพรรคใดตามหาพวกเขาเจอและเสนอเงี่ยนไขมาก่อนเขาจะเข้าร่วมมันทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

 

เราจะไปที่ไหนกัน?  ซิลเวอร์เอ่ยถามคริสเมื่อพวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้ากว่าสิบนาทีแล้ว

 

 

ไปเรื่อยๆ เห็นบ้านคนที่ไหนก็หยุดพักที่นั่น คงไม่ดีแน่ถ้าเราอดอาหารประโยคสุดท้ายคริสตอบซิลเวอร์อย่างจริงจังเป็นอย่างยิ่ง

.

.

.

 

                พระราชวังอันยิ่งใหญ่ขนาดเท่าเมืองเมืองหนึ่งตั้งอยู่บนภูเขาอันแสนอันตรายอย่างยิ่ง ทางเข้าเพียงหนึ่งเดียวคือหน้าผาอันสูงชันที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเดินทางปีนป่านขึ้นมาได้โดยง่าย ภายใต้หน้าผาต่างมีสัตว์อสูรระดับสูงมากมายอาศัยอยู่เป็นป้อมปราการอีกชั้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากภายนอก

 

 

                ท่านประมุขโปรดพิจารณา

 

                น้ำเสียงเคารพเกรงกลัวเจือด้วยความห่วงใยออกมาจากปากชายวัยกลางคนที่คุกเข่าอยู่ต่อหน้าบัลลังก์สีแดงเพลิงขนาดใหญ่อันแสนวิจิตรแกะสลักอย่างงดงามโดยมีชายผู้มีใบหน้าหล่อเหล่าปานเทพเซียนหากแต่เฉยเมยเย็นชานั่งประทับอยู่บนบัลลังก์ดังกล่าว แม้จะตัวสั่นงันงกเนื่องจากไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวของท่านประมุขหากแต่ก็อดคัดค้านมิได้

             

                  “…เจ้ากล้าห้ามเรา

 

                แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะราบเรียบไร้โทสะของท่านประมุขของพรรคหากแต่ผู้คนทั้งสามที่คุกเข่าต่างสั่นสะท้านไปทั้งตัว ท่านประมุขแม้พูดจาไร้ซึ่งโทสะหากแต่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น พวกเขาต่างทราบดีว่าท่านประมุขเป็นผู้ที่เอาแต่ใจและเข้าใจยากอย่างแท้จริง

 

                ข้าน้อยมิกล้า”  และแล้วภายในห้องโถงก็กลับมาเงียบมิมีผู้ใดคัดค้านขึ้นมาอีก กล่าวอ้างความห่วงใยเพื่อฉุดรั้งท่านประมุขก็มิได้ ท่านประมุขเก่งกาจแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าใยต้องหวาดหวั่นกับการบาดเจ็บ? หากแต่เรื่องที่ท่านประมุขจะไปทำนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแท้จริง

 

                ผ่านไปหนึ่งลมหายใจบรรยากาศที่เต็มไปด้วยจิตสังหารก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยรวมทั้งท่านประมุขของพรรคที่หายไปราวกับภูตผีปีศาจเช่นกัน ผู้คนทั้งสามกลับมาหายใจหายคอได้สะดวกกันยิ่งขึ้นเมื่อไม่ต้องทนรับจิตสังหารและไอมารอันเข้มข้นที่ท่านประมุของพรรคปลดปล่อยออกมา

 

                อาท่านประมุขจะกลับมาเมื่อใดหนอ”  บุรุษวัยกลางคนผู้เดิมเอ่ยขึ้นเสียงอ่อย เขาคือเจ้าหอสิบ อวิ่นหลิว หอวัง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกอย่างภายในพรรคซึ่งก็คือพระราชวังแห่งนี้และกิจการต่างๆของพรรค

 

                หากตามหามิเจอท่านประมุขก็คงเดินทางกลับมาอย่างแน่นอน”   เจ้าหอเก้า หลิ่งกวางหอแพทย์โอสถผู้มีอายุอานามกว่าหกสิบปีซึ่งสูงอายุที่สุดภายในห้องโถงแห่งนี้เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงปลอบโยนเล็กน้อย ผู้ใดก็ทราบว่าท่านประมุขชอบเก็บตัวไม่พบผู้ใด หากแต่เมื่อออกไปด้านนอกพรรคแล้วจะหายตัวไปเป็นเวลานาน

 

                ข้าคงต้องกลับไปฝึกฝนกระบี่ต่อแล้ว   จิวหรง บุรุษหนุ่มผู้หล่อเหล่าอายุยี่สิบห้าปีเจ้าหอสองหอกระบี่เอ่ยขัดบรรยากาศอาลัยอาวรณ์ท่านประมุขของพรรคพร้อมกับหายตัวไปจากห้องโถงอีกคน เขาเอาเวลาไปฝึกเสียยังจะดีกว่าฟังคนแก่ทั้งสองครวญหาท่านประมุข เหตุใดเขาต้องรั้งอยู่ที่พรรคในยามที่ท่านประมุขไม่อยู่เสียทุกที พวกเจ้าหออื่นๆก็ดันหายหัวกันไปเสียหมด

 

 

                หากแต่ท่านประมุขก็ตัดสินใจได้ดีทีเดียวกับการออกนอกพรรคไปยามนี้ ช่วงนี้ยุทธภพกำลังปั่นป่วนเรื่องผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบ หากใช้ช่วงเวลานี้ตามหาของสิ่งนั้นคงจะเป็นเวลาที่เหมาะสมยิ่ง ในเวลานี้พรรคต่างๆกำลังหาตัวผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบ พวกพรรคธรรมะทั้งหลายคงมิคาดว่าท่านประมุขของพวกเขาจะเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง ประมุขพรรคมารอันดับหนึ่งเฟยหรงมี่เยี่ยนของพวกเขาชั่งเก่งกาจฉลาดเฉลียวยิ่งนัก

 

 

                ท่านประมุขมารเฟยหรงมี่เยี่ยนแห่งพรรคทิวาทมิฬครอบครองยุทธภพชั่วกัปชั่วกัลป์พันปีหมื่นปี!

.               .

.

.

.

 

ล่องลอยมากว่าสองชั่วโมงในที่สุดคริสก็เจอกับหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง คริสและซิลเวอร์ตัดสินใจพักผ่อนหลับนอนที่หมู่บ้านแห่งนี้หนึ่งคืนเพราะมิได้เร่งรีบเท่าใดนัก คริสรู้สึกว่าตนเองขาดแคลนเงินเป็นอย่างมาก ตัวเขามีเงินเพียงแค่สองตำลึงกับอีกห้าสิบอีแปะเพียงเท่านั้น พวกโจรป่าคงจะไม่มีเนื่องจากพรรคธรรมะคงจัดการไปหมดแล้ว ถ้าเขาอยากปล้นคงต้องเข้าปล้นพรรคมาร

 

วิธีการหาเงินของคริสมีแค่การปล้นและการปล้นเพียงเท่านั้น

 

ทำไมเราไม่ลองเข้าป่าหาหินผลึกปราณมาขายละ ซิลเวอร์ออกความคิดเห็นเรื่องหาเงินเข้ากระเป๋าทันทีเนื่องจากเขารู้ดีว่าภายในหัวของคริสคงมีแค่เรื่องการปล้นเงินเพียงเท่านั้น วิธีการหาเงินที่ง่ายที่สุดแต่ก็เป็นวิธีการของพวกนิสัยไม่ดีที่ชอบเบียดเบียนผู้อื่น

 

ว่าด้วยเรื่องหินผลึกปราณคือหินชนิดหนึ่งขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ภายในเต็มไปด้วยพลังงานปราณบริสุทธิ์ที่ผู้ฝึกยุทธ์สามารถดูดซับเพื่อนำมาเป็นปราณของตนเองได้ มันคือสิ่งที่สามารถเพิ่งพลังยุทธ์ได้อย่างก้าวกระโดดโดยมิต้องฝึกฝน แต่หินผลึกปราณเป็นสิ่งที่หายากมาก เพียงแค่หนึ่งก้อนก็สามารถซื้อเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งได้แล้ว บริเวณที่เกิดหินผลึกปราณคือบริเวณที่มีแต่อันตรายถึงแก่ชีวิต น้อยคนนักที่จะออกตามหาหินผลึกปราณเนื่องจากได้มิคุ้มเสีย ผู้คนมากมายต่างเสียชีวิตลงเพียงแค่เผชิญกับอันตรายด่านแรกเท่านั้น

 

 

หินผลึกปราณสามารถพบเห็นได้เพียงปีละก้อนเป็นอย่างมากจากโรงประมูลตระกูลลู่ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ที่ทำการค้าขายและร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆของยุทธภพ บางปีแทบไม่พบเห็นหินผลึกปราณโผล่ออกมาก็มี ผู้ที่สามารถครอบครองหินผลึกปราณได้คือผู้ที่ร่ำรวยและแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

 

 

แล้วเราจะไปหาหินผลึกปราณนั่นมาจากไหนละ”  คริสตาเป็นประกายเมื่อจำได้ว่าเสี่ยวเอ้อผู้นั้นเคยพูดเรื่องหินผลึกปราณให้ฟังว่ามันราคาแพงเป็นอย่างมาก เขาเกือบจำมันไม่ได้แล้วหากซิลเวอร์ไม่พูดขึ้น เขาจะจำทำไมในเมื่อมันเป็นวิธีหาเงินที่แสนจะยุ่งยาก และหินผลึกปราณไม่มีประโยชน์อันใดกับพ่อมดอย่างเขา แต่ถ้ามันแพงถึงขนาดซื้อเมืองเมืองหนึ่งได้ก็คุ้มที่จะลองเสี่ยงดู

 

นายลองใช้คาถาถามกับหัวหน้าหมู่บ้านดูสิเผื่อจะได้เรื่องอะไรบ้าง ซิลเวอร์ตอบพร้อมกับหลับตาลงเพื่อพักผ่อน จากแผนการของคริสเขาเดาได้เลยว่าคืนนี้พวกเขาต้องพบศึกหนักอย่างแน่นอน

 

คืนนั้นเป็นไปตามที่ซิลเวอร์คาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด พวกเขาทั้งสองคนต่างต้องรับมือกับกลุ่มคนตั้งแต่สิบคนขึ้นไปตลอดทั้งคืน เมื่อจัดการกลุ่มหนึ่งแล้วอีกกลุ่มก็จะโผล่มา คริสใช้มหาคาถาที่เป็นคาถาลับต้องห้ามไปหลายบทเพื่อใช้โจมตีให้ผลกระทบเป็นวงกว้าง แม้คนพวกนี้จะมายื่นข้อเสนอหากแต่ไม่มีพรรคใดที่เข้าตาคริสแม้แต่น้อย เมื่อไล่ไม่ไปก็ต้องใช้กำลังกันบ้าง เมื่อใช้คาถาควบคุมจิตใจเพื่อสอบถามที่มาของพวกมันผลที่ได้มีพวกที่มาจากพรรคมารบ้างพรรคธรรมะบ้างปะปนสลับกลุ่มกันไป    

 

เมื่อตะวันทอแสงอีกครั้งทั้งคริสและซิลเวอร์ก็ออกจากหมู่บ้านทันที หมู่บ้านแห่งนี้เหมือนผ่านพายุมรสุมก็ไม่ปาน ผลของเวทย์มนต์คาถาสามารถพบเห็นได้รอบหมู่บ้านเลยทีเดียว ทั้งหลุมขนาดใหญ่ทั้งรอยแยกรอยไหม้และรอยฟ้าผ่าที่เกิดจากมหาคาถาลับต้องห้าม หากพวกเขาไม่ได้กางม่านคุ้มกัน หมู่บ้านคงไม่มีเหลืออย่างแน่นอน

 

                คริสและซิลเวอร์เดินทางมุ่งสู่หุบเขานรกด้วยรอบดวงตาหมีแพนด้าเนื่องจากอดหลับอดนอนตลอดทั้งคืน จากข้อมูลที่ได้จากหัวหน้าหมู่บ้านนั้นหุบเขานรกคือสถานที่ที่สามารถพบเจอหินผลึกปราณ หากแต่หนทางที่กว่าจะพบต้องเจอกับอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ชื่อของหุบเขาก็สามารถจินตนาการได้ถึงความโหดหินอันตรายของมันแล้ว หุบเขานรกเป็นหุบเขาลี้ลับที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเข้าไปได้ถึงใจกลางหุบเขาแล้วรอดชีวิตออกมาบอกเล่ามาก่อน ภายในหุบเขาเต็มไปด้วยความลับที่รอให้ผู้คนได้ค้นพบหากแต่กลับแลกมาด้วยชีวิต

 

                “แวะเมืองข้างหน้าตุนอาหารกับน้ำกันเถอะ” 

 

 

ซิลเวอร์พยักพเยิดให้คริสที่ล่องลอยตามมาด้วยท่าทางเนือยๆได้เห็นกำแพงเมืองแห่งหนึ่งที่ตั้งตระง่านอยู่ด้านหน้า พวกเขาต้องเดินทางกันอีกหลายวันจึงจะถึงหุบเขานรกซึ่งมันตั้งอยู่ใกล้ๆกับพื้นที่รกร้างติดกับแคว้นเฟิงหากแต่พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นของแคว้นใดหรือขุมกำลังพรรคใด มันคือพื้นที่พิฆาตที่ไม่ใช่ของผู้ใดอย่างแท้จริง

 

หลังจากลอยข้ามกำแพงเมืองโดยไม่สนใจทหารหน้าไหนแล้วคริสก็จัดการใช้เงินทั้งหมดสองตำลึงจัดการเรื่องน้ำและอาหารแห้งเพื่อกักตุนเอาไว้เพื่อใช้ประทังชีวิตทันที แผนการหาเงินใหม่ชั่งยุ่งยากเสียจริงเชียว ทรมานกายยิ่งนัก!

 

 

แม้ผู้คนมากมายต่างจ้องมองซุบซิบนินทาหากแต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้มีอารมณ์มาประกาศศักดิ์ดาเท่าใดนัก พวกเขารีบซื้อของที่จำเป็นรีบเดินทางต่อทันที ซิลเวอร์หยิบไม้กวาดออกมาจากถุงขยายพื้นที่เพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทางทันทีเพื่อความรวดเร็วโดยที่เขาจำเป็นต้องกลืนคำพูดที่บอกว่าจะไม่แบ่งพื้นที่ไม้กวาดให้กับคริส  

 

 

 

ความคิดเห็น