งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 12:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 5
แบบอักษร

 

 

ร่วมเตียง 

 

ภายในตึกไม่ได้เป็นแค่ห้างสรรพสินค้าเพียงอย่างเดียว ตั้งแต่ชั้นที่สิบเอ็ดขึ้นไปจนถึงชั้นที่สี่สิบเจ็ดจะเป็นโรงแรม แต่ไม่ได้สร้างให้อยู่ปะป่นกัน พื้นที่ของโรงแรมจะถูกแยกไว้อีกโซนและขยายบริเวณออกไปให้ใหญ่กว่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเกือบสองเท่าตัว ส่วนชั้นที่กวีต้องการจะไปก็คือชั้นที่สี่สิบสอง ความเงียบเกิดขึ้นภายในลิฟต์ผู้บริหารที่คนทั้งคู่โดยสารอยู่ ต่างฝ่ายต่างก็คิดในมุมมองของตัวเอง พลอยทำให้บรรยากาศในที่แคบ ๆ น่าอึดอัดขึ้นไปอีกและกว่าจะถึงชั้นที่ต้องการคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร​

ตอนแรกใออัยตั้งใจจะขอบคุณกวีแต่พอได้กลับมาคิดดู สิ่งที่อีกคนทำไปมันคงจะเป็นเพราะหน้าที่และต้องรักษาชื่อเสียงของตัวเอง ไม่ใช่พูดเพื่อปกป้องตัวเขาแต่อย่างใด ซึ่งแน่นอนว่าอีกคนก็กำลังคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งที่พยายามบอกตัวเองว่ามันคือสิ่งที่ต้องทำ แต่ใจเขากลับหงุดหงิดเพราะความรู้สึกข้างในมันแย้งเหตุผลที่ต่างออกไป

“นายรู้สึกยังไงเวลาถูกมองด้วยสายตาและท่าทางแบบนั้น” คนที่ทำลายความเงียบคือผู้ชายตัวโตที่นั่งอยู่บนรถเข็น เขายังคงนั่งทำหน้านิ่งเหมือนไม่ใส่ใจแต่แววตากลับฉายแววครุ่นคิด “นายรู้สึกโกรธไหม โมโหไหม อยากจะทำแบบนั้นคืนกลับไปให้คนพวกนั้นบ้างหรือเปล่า” น้ำเสียงที่กวีพูดฟังดูเรียบแต่แฝงไปด้วยความเห็นใจ สิ่งที่ใออัยคิดเห็นจะไม่ใช่เสียทีเดียว กวีก็คงเป็นห่วงเขาอยู่ไม่มากก็น้อยสินะ มุมปากสวยจุดรอยยิ้มขึ้นมาด้วยความดีใจเล็ก ๆ แต่ความอุ่นใจกลับแผ่ซ่านไปทั่วภายใน “ยิ้มทำไม อย่าเข้าใจผิดล่ะ ฉันแค่ถามไม่ได้เป็นห่วงความรู้สึกอะไรของนายสักนิด มีหน้าที่ตอบก็ตอบมา” คนถูกถามไม่ได้แปลกใจที่อีกฝ่ายมองเห็นตัวเองที่ยืนอยู่ด้านหลัง เพราะภายในลิฟต์ตัวนี้ถูกตกแต่งด้วยกระจกเงาทั้งสี่ด้าน ใออัยจึงเลือกสบตาคมผ่านภาพที่สะท้อนบนกระจกและส่งยิ้มจาง ๆ ไปให้คนถามอีกครั้ง เจ้าตัวส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้ ก่อนที่ปากเล็กแต่อวบย้อยสีชมพูจะขยับเป็นคำพูดออกมา

“ผมชินแล้วครับ”

“ชินอย่างนั้นเหรอ นายมันแปลกคน ทำมาพูดดี ทั้งที่จริงก็แอบน้อยใจอยู่ลึก ๆ ล่ะสิ ทำไมฉันพูดแทงใจดำหรือไง” จะให้เขาตอบอะไรได้อีกเพราะสิ่งที่กวีพูดมามันคือความจริง ใจคนเราต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องมีมุมที่หวั่นไหวกับสายตาดูถูกพวกนั้นอยู่ดี แม้จะหลอกตัวเองว่าไม่รู้สึกอะไรแต่ข้างในมันกลับรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก แต่ใออัยคิดเสมอว่าคนพวกนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรในชีวิตของตัวเอง จึงเลือกที่จะไม่ใส่ใจ แต่ไม่นึกว่ากวีจะดูออกว่าเขากำลังรู้สึกไม่ดีกับเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น “คนเราน่ะ รู้สึกยังไงก็ควรแสดงมันออกมา จะมัวแต่เก็บไว้ในใจก็คงไม่มีใครเขารู้หรอกนะว่านายกำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าไม่อยากอกแตกตายตั้งแต่ยังหนุ่มก็หัดทำตัวให้มันสบาย ๆ กับชีวิตเสียบ้าง นายมันเป็นเด็กที่น่าเบื่อมากเลยรู้ตัวไหม” แทนที่คนตัวเล็กจะเศร้า เขากลับรู้สึกอยากจะยิ้ม กวีเป็นคนปากแข็งมากจริง ๆ ถ้าไม่คิดแบบเข้าข้างตัวเองจนเกินไป ใออัยคิดว่าอีกฝ่ายคงอยากพูดอะไรให้เขารู้สึกดีขึ้น แม้คำพูดที่ออกมาจะดูห่างจากคำว่าปลอบโยนแต่ดูเหมือนว่าอะไร ๆ ที่คนตัวเล็กคิดอยู่ จะปลิวหายไปจากสมองที่กำลังหนักอึ้งเสียดื้อ ๆ นี่สินะคนเขาถึงว่ากันว่าแค่มีใครสักคนที่เข้าใจในตัวเราบ้างก็พอ มันคงรู้สึกโล่งอกและสบายใจแบบนี้นี่เอง แต่บทสนทนาคงต้องพักและพับเก็บไว้ก่อน เมื่อลิฟต์หรูพาผู้โดยสารทั้งสองมาถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ไปห้องริมสุดทางด้านขวา” คนโดนสั่งก็ทำตามแต่โดยดี ไม่ได้คัดค้านหรือถามอะไรอีกเพราะเจ้าตัวกำลังงงงันกับสิ่งที่เห็น ไหนว่าเป็นโรงแรมแต่เท่าที่มองดูทั่วทั้งชั้น มันไม่ได้ต่างจากภาพบริษัทที่เห็นในละครบ่อย ๆ เลยสักนิด และเส้นทางที่รถเข็นมุ่งตรงไปก็คือประตูบานสวยสีน้ำตาลอ่อน “เปิดเข้าไปสิ รออะไรอยู่” ใออัยอยากจะตอบกลับอยู่เหมือนกันว่ากำลังรอคำสั่งของกวีอยู่ เพราะถ้าเปิดมั่ว ๆ เข้าไป เจ้าตัวก็กลัวเสียมารยาทหากมีคนอยู่ภายใน ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ใออัยคิดเพราะทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไป ทุกคนที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทั้งชายและหญิงต่างหันมามองเขาจนเป็นตาเดียว เล่นเอาคนตัวเล็กทำตัวแทบไม่ถูก

“สวัสดีครับคุณกวี” ผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยทักจึงทำให้ใออัยได้สติหันมามองคนที่สั่งให้เขาเปิดประตูเข้ามา เจ้าตัวคงตกใจมากจนลืมชายหนุ่มอีกคน กวีจึงได้เคลื่อนรถเข็นเข้ามาด้วยตัวเอง อาการป่วยทางกายไม่สามารถทำลายความน่าเกรงขามและน่ายำเกรงของกวีได้เลยแม้แต่น้อยนิด ผู้บริหารหนุ่มตอบรับคำทักทายเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ตอบหรือเอ่ยอะไรกลับไป

เมื่อคนอื่น ๆ เห็นเจ้าของโรงแรมเข้ามา จากที่พากันนั่งอยู่ก็รีบลุกขึ้นสวัสดีและกล่าวต้อนรับพร้อมรอยยิ้มที่ได้เจอเจ้านายหนุ่ม ตอนแรกคิดว่าประชุมวันนี้คงล่มไม่เป็นท่าเพราะคนสำคัญดันมาสายไปมากโข หนึ่งในคนเหล่านั้นมีคนที่ใออัยเองก็รู้จัก อีกฝ่ายส่งยิ้มและเดินเข้ามาหา พลางเอ่ยทักผู้ที่มีศักดิ์เป็นน้องชายด้วยเสียงที่ไม่ดังมากหนักแต่คนตอบกลับนี้สิ ดูก็รู้ว่าจงใจให้ได้ยินกันทั้งห้องประชุม

“ไงกวี ฉันนึกว่านายจะเบี้ยวประชุมบอร์ดผู้บริหารแล้วเสียอีก”

“ได้ยังไงล่ะครับพี่ภาส ถ้าผมไม่เข้ามา ผมอาจจะไม่ได้ฟังคำอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้โรงแรมของเรากำไรลดลงอย่างมาก มากจนไม่น่าเชื่อแบบนี้” คนที่ใออัยหมายถึงคือภาสนัยที่ตอนนี้ช่วยเข็นรถของกวีไปยังหัวโต๊ะเพื่อเริ่มการประชุม และยังไม่วายหันมาเรียกให้คนตัวเล็กเดินตามเข้าไปด้วย บรรยากาศมันดูต่างจากตอนแรกที่เข้ามาอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มที่มีก่อนหน้าลับหายไปเหลือแต่บรรยากาศของความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ต่างคนต่างก้มหน้าหลบตากันพัลวัน จะมีก็แต่ภาสนัยที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นายนี่มันจริง ๆ เลยนะ”

“ผมก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะครับ เอาเป็นว่าตอนนี้เรามาเริ่มประชุมกันเลยดีกว่า เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเยอะแล้ว” เรื่องไม่เป็นเรื่องคงจะหมายถึงเรื่องของใออัย แล้วไม่ใช่เพราะชายหนุ่มหรอกหรือที่เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการให้ตัวเขาเปลี่ยนชุด ยังมีหน้ามาบ่นตามหลังกันอีก

กวีในภาพลักษณ์นี้ดูน่าเคารพและน่ายำเกรง เป็นอีกมุมที่ใออัยพึ่งจะได้เห็นและรู้สึกประทับใจในบุคลิกนี้ของกวีอย่างบอกไม่ถูก ดูเป็นผู้นำที่เหมือนจะสามารถทำอะไรก็ได้ในทุกสิ่งที่คิดจะลงมือทำ

“น้องอัยมาด้วยเหรอครับ พี่นึกว่าร้อยกรองเสียอีกที่จะเป็นคนพากวีมา แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะพี่กำลังคิดถึงและอยากคุยกับน้องอัยอยู่พอดี” ประโยคหลังภาสนัยจงใจลดเสียงเบาลง เพื่อให้ได้ยินกันแค่สามคนเมื่อทุกคนเริ่มกลับมานั่งประจำที่ ยกเว้นภาสนัยที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างใออัยและน้องชายในนามอย่างกวีที่นั่งอยู่ มันคงไม่เหมาะสักเท่าไหร่ถ้าหากว่าพวกเรายังคุยเรื่องส่วนตัวกันอยู่ แต่คนที่มีปฏิกิริยากับคำพูดเหล่านั้นกลับไม่ใช่ใออัย เพราะคนที่เป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดเห็นจะเป็นกวีที่นั่งทำหน้าเหมือนไม่สบอารมณ์ อยู่ ๆ ก็รู้สึกอยากจะยกเลิกประชุมวันนี้ไปเสียดื้อ ๆ

“ตกลงว่าจะประชุมไหมครับ ถ้าไม่ ผมจะได้ขอตัว” ภาสนัยยกยิ้มรับคำพูดห้วน ๆ ที่ออกมาจากปากน้องชาย มันเป็นเรื่องปกติของพวกเขา ถ้าวันนี้มีร้อยกรองเสริมเข้ามาด้วยคำพูดคงจะห้วนและแรงขึ้นกว่านี้อีกเป็นเท่าตัว ภาสนัยเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองแต่ก็ยังคงมองมาที่ใออัยอย่างไม่วางตา จนคนตัวเล็กต้องเสหลบหันไปมองพื้นที่มีพรมสีดำปูไว้อยู่แทน “ส่วนนายมายืนข้าง ๆ ฉัน” คนตัวเล็กที่รู้ว่าโดนเรียกก็ขยับตัวมายืนข้างกวีตามคำสั่ง ก่อนที่กวีจะได้พูดต่อ “นี่คือคนสนิทของผม ชื่ออัยกรณ์ทุกคนคงไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าผมจะให้เขาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย”

“แต่ประชุมวันนี้มันเป็นความลับนะคะ จะให้คนนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามารับฟังเรื่องงานของพวกเราได้ยังไงคะท่านประธาน” ผู้หญิงคนหนึ่งยกมือคัดค้านเรื่องที่จะให้ใออัยเข้าประชุมด้วย หลายคนในที่นี้เหมือนจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“ผมพึ่งบอกไปนะว่าเขาคือคนสนิท หรือคุณมีปัญหาอะไร”

“ไม่มีค่ะ” พอถูกเจ้านายหนุ่มมองอย่างกดดัน หญิงสาวคนนั้นจึงทำได้เพียงยอมรับอย่างไม่ค่อยจะเห็นด้วย เพราะเป็นคำพูดของเจ้านาย ทุกคนจึงทำได้แค่เงียบเหมือนเข้าใจและเริ่มกล่าวถึงวาระของการประชุมครั้งนี้ทันที

คนสนิทจำเป็นอย่างใออัยหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่นั่งอยู่ ก็นึกสงสัยอยู่ว่าอีกฝ่ายถามชื่อจริงเขาไปทำไม เจ้าตัวไม่รู้มาก่อนเลยว่าการที่กวีจับเขาเปลี่ยนชุดก็เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ใออัยนึกว่าต้องไปรออยู่ข้างนอกห้องจนกว่าการประชุมจะเสร็จสิ้นเสียอีก

คนอื่น ๆ อาจจะเพ่งเล็งไปที่คำพูดของกวี ที่ให้คนนอกเข้าประชุมแต่สำหรับภาสนัยแล้ว คำว่า ‘คนสนิท’ ต่างหากที่ทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าคนอย่างกวีจะพูดคำ ๆ นี้ออกมาเพื่อแทนสถานะหลานของอรินทร์ ผู้หญิงที่น้องชายของเขาเกลียดแสนเกลียด

“เท่าที่ผมฟังรายงานมา มันไม่สมเหตุสมผลกันเลยนะครับ คิดแบบง่าย ๆ ทั้งที่โรงแรมของเรามีลูกค้าเข้าพักตลอด ไม่ได้น้อยลงกว่าเมื่อปีที่แล้วสักเท่าไหร่ แต่เม็ดเงินที่เข้ามาจากส่วนนี้ มันดูขาดสมดุลอยู่เยอะพอสมควร” กวีกวาดสายตามองไปโดยรอบ ยกมือสองข้างมาประสานกันแล้วว่างไว้บนโต๊ะ บีบคลายไปมาอย่างครุ่นคิด “ส่วนทางด้านห้างสรรพสินค้าที่เราเปิดให้ผู้ค้าเช่าพื้นที่ ก็เต็มเกือบทุกห้องและทุกชั้น ผมว่ามันแปลกนะ ที่ยอดเงินที่น่าจะตายตัวขนาดนี้มันกลับลดลง ไม่ทราบว่าฝ่ายบัญชีทำงานผิดพลาดหรือว่ายังไง ถ้าผมต้องการข้อมูลที่แน่ชัดกว่านี้ คุณพอที่จะจัดการให้ผมได้ไหมครับคุณปราณี”

“ได้ค่ะ”

“ส่วนฝ่ายอื่น ๆ ผมต้องการความชัดเจนทางด้านเอกสารมากกว่านี้ ถ้าทำไม่ได้ผมจะได้หาคนอื่นมาทำแทน ว่ายังไงครับ”

“ได้ครับ”

“ได้ค่ะ”

"โอเค วันนี้ไม่มีอะไรมาก ผมแค่อยากฟังผลประกอบการรายปีก็เท่านั้น วันนี้ปิดประชุมแค่นี้ครับ” ตลอดการประชุม ทั้งห้องตกอยู่ในภาวะตึงเครียด ขนาดคนนอกอย่างใออัยที่ไม่ได้โดนติเตียนเรื่องการทำงานสะเพร่า ยังอดรู้สึกกดดันแทนคนพวกนั้นไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียงของกวีและเสียงรายงานจากแผนกต่าง ๆ เป็นระยะ คงเงียบเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ส่วนคนอื่น ๆ ถ้าลืมหายใจได้คงทำไปแล้ว ภาสนัยเองก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพราะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น ที่เข้าประชุมก็เพื่ออยากรับฟังคำชี้แจงที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ

“กวี มื้อเที่ยงฉันเลี้ยงเอง ว่ายังไงไปด้วยกันไหม น้องอัยก็ดูท่าจะหิวแล้วด้วย”

“ผมเห็นต้องขอตัว เชิญพี่ภาสตามสบายครับ ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับ ‘คนของผม’ และมีธุระที่ผมต้องจัดการต่อนิดหน่อย” ภาสนัยรู้ว่ากวีจงใจเรียกใออัยด้วยคำนี้แต่คนตัวเล็กที่ยืนห่างออกไปนิดหน่อยคงจะไม่ได้ยิน

“นี่มันเที่ยงแล้ว นายใช้งานน้องอัยให้มันน้อย ๆ หน่อย เกิดเด็กมันเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาจะทำยังไง”

“ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้เขากินหรือพักนี่ครับ แต่วันนี้คงไม่ได้จริง ๆ ไว้โอกาสหน้าดีกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นครั้งหน้า ฉันจะพาน้องอัยออกมากินข้าวข้างนอกบ้างก็คงไม่มีปัญหาสินะ”

“เรื่องนี้ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอกครับ อย่าลืมสิว่าเขาเป็นผู้ดูแลและคนสนิทของผม” คนตัวเล็กไม่เข้าใจสถานการณ์นัก เจ้าตัวยืนมองชายหนุ่มทั้งสองด้วยความไม่เข้าใจ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ทำไมถึงได้นั่งและยืนจ้องตาของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละแบบนั้น คำพูดบางคำก็แปลก แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะรู้อยู่แล้วว่ากวีไม่ต้องการให้ใออัยทำตัวสนิทสนมกับญาติผู้พี่และผู้น้องของตัวเองมากนัก

“เอาอย่างนั้นก็ได้ เอาเป็นว่าวันนี้ฉันจะยอมให้สักวันก็แล้วกัน น้องอัยครับพี่กลับแล้วนะ หวังว่าเราจะได้มีโอกาสได้เจอกันและทำความรู้จักกันให้มากขึ้นกว่านี้นะครับ” ใออัยยิ้มและพยักหน้ารับก่อนที่ภาสนัยจะเดินออกไป มันอดที่จะมองตามอย่างสงสัยในคำพูดพวกนั้นไม่ได้จริง ๆ อะไรที่ทำให้ภาสนัยอยากรู้จักตัวเขามากขนาดนั้นกัน

“อยากตามไปหรือไง จะไปก็ได้นะฉันไม่ห้าม”

“ไม่ครับ” คนโดนถามแกมประชดส่ายหน้ารัวแล้วขยับปากปฏิเสธ

“ให้มันจริง ฉันเห็นนายมองตาละห้อยเสียขนาดนั้น จะให้ฉันคิดยังไง”

“ผมเปล่า”

“ช่างเถอะ นายพาฉันไปพักได้แล้ว อืดอาดยืดยาดอยู่นั่นแหละ”

 

 

 

 

 

 

 

 

“ทำไมรุนแรงจังคะที่รัก” เสียงหอบกระเส่าจากกิจกรรมบนเตียง ที่ตอนนี้มีร่างของหญิงวัยกลางคนกำลังกอดรัดนัวเนียกับชายหนุ่มร่างสูง ซึ่งกำลังแทรกและขยับกายหนาอยู่ตรงระหว่างขาที่อ้าชันของสาวเจ้า สะโพกสอบขยับเข้าออกเร็วแรงเหมือนร่างกายมันไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย

“ก็ผมคิดถึงคุณ คิดถึงใจแทบขาด หรือคุณอยากให้ผมหยุด ผมจะหยุดตามที่คุณต้องการก็ได้นะ” ขณะพูดกายแกร่งก็หยุดทำงานลง พลอยทำให้คนที่อยู่ใต้ร่างต้องหลุดครางออกมาด้วยความหงุดหงิด ที่ฝ่ายชายมาหยุดกะทันหันตอนที่เธอกำลังจะแตะขอบสวรรค์อยู่รำไร เพราะคนด้านบนไม่ยอมขยับสักที เธอจึงเป็นฝ่ายขยับสะโพกเจ้าเนื้อยั่วยวนให้ฝ่ายชายขยับสะโพกหนาตามและมันก็ได้ผล เมื่ออีกคนเสนอเขาก็พร้อมจะสนองตามอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน ยามคิดถึงใบหน้าหวานของหนุ่มน้อยคนนั้นที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบหนึ่งเดือน

“อีกค่ะ อีกนิด ที่รักได้โปรด” เสียงแหลมเล็กครางลากยาวออกมาแสดงให้เห็นว่าเธอได้ถึงจุดหมายไปก่อนแล้ว อีกคนจึงต้องเร่งขยับกระแทกกระทั้นไม่ได้ปรานีในสภาพร่างกายของอีกฝ่ายแต่อย่างใด ในหัวของชายหนุ่มตอนนี้มีเพียงแค่ภาพของเขาที่กำลังตักตวงและมีความสุขกับเด็กใออัยคนนั้น ยิ่งนึกถึงอารมณ์มันยิ่งรุนแรงยิ่งอยากได้มาครอบครองเข้าไปอีก จนในที่สุดร่างหนากำยำก็เกร็งกระตุกถึงฝั่งฝันตามไปอีกคน

“วันนี้คุณดูเร้าอารมณ์ผิดปกตินะคะ”

“ทำไมคิดยังนั้นล่ะที่รัก ผมก็เป็นแบบนี้เสมอเวลาอยู่ใกล้ ๆ คุณ คุณก็รู้”

“เป็นเด็กปากหวานไม่เปลี่ยนเลยนะ” อรอินทร์พูดหยอก ล้ออีกฝ่ายที่ตัวเองกกกอดอยู่ด้วยน้ำเสียงฉอเลาะอย่างหลงใหลในรูปลักษณ์ของคนที่อ่อนวัยกว่า

“แล้วมันไม่ดีหรือครับคุณน้า”

“เรียกแบบนี้อรจะงอนแล้วนะคะ”

“โอ๋ ๆ อย่างอนเป็นเด็กสิครับ เรามาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ตกลงว่าหลานของคุณยินดีจะร่วมมือกับพวกเราหรือเปล่า” เพื่อให้สมบทบาท ชายหนุ่มจึงต้องแกล้งปลอบและกอดร่างผู้หญิงรุ่นราวคราวแม่มาไว้ในอ้อมกอด

“ใออัยน่ะเหรอ แค่อรเป็นคนสั่ง มันก็พร้อมทำตามทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” สาวใหญ่วัยสี่สิบสามว่าพลางกรีดกรายเล็บยาวสีแดงไปมาบนแผงอกล่ำ วัวเคยค้าม้าเคยขี่ย่อมรู้กันอยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการสิ่งไหน เขาเองก็ไม่คัดค้าน ในเมื่อร่างกายต้องการจะไปห้ามมันไว้ทำไม ชายหนุ่มไม่สนหรอกว่าคนตรงหน้าจะเป็นใคร ขอแค่เขาได้เสพสร้างสุขให้ตัวเองก็พอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใออัยไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว กลัวคนที่อยู่ร่วมเตียงจะสงสัยในอาการที่เจ้าตัวเป็น เหตุก็คือ หลังจากที่พากวีขึ้นมายังห้องพักชั้นบนสุด ก็มีรูมเซอร์วิสของทางโรงแรมมาส่งอาหารให้และนั่นคือมื้อเที่ยงของใออัยและกวี พอทานเสร็จ อีกคนก็นั่งทำงานต่อไม่ได้ผักผ่อนตามที่ออกปากไว้ก่อนหน้านั้น ส่วนใออัยที่ไม่รู้จะทำอะไรเลยได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ รอ จนเผลอหลับไปบนโซฟาสีขาวตัวสวยตลอดช่วงบ่าย ตื่นมาอีกทีก็เกือบจะหกโมงเย็นแล้ว พอเหลือบไปดูอีกคนก็ยังเห็นว่าอยู่ตรงที่เดิมแต่อยู่ในสภาพที่นอนพิงพนักเก้าอี้ แหงนหน้าขึ้นและหลับตาลง สงสัยจะเหนื่อยเลยพักสินะ แล้วทำไมไม่เรียกเขาล่ะ

คนตัวเล็กรู้สึกไม่ดีเหมือนว่าตัวเองปกพร่องในหน้าที่ที่ปล่อยให้กวีหลับอยู่บนเก้าอี้ทำงาน เจ้าตัวลองเดินเข้าไปใกล้ ๆ คงจะหลับลึกน่าดู ซึ่งมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ใออัยได้มองใบหน้าหล่อเหลาของกวีในระยะประชิด แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้มองแบบสำรวจหรือกล้ามองตรง ๆ เหมือนที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้

คิ้วดกสีเข้มไม่ตกไม่ชี้จนเกินไป ดวงตาที่ดุอยู่ตลอดเวลากลับถูกปิดด้วยเปลือกตาหนา แก้มสองข้างเนียนใสอย่างคนสุขภาพดีแต่ดูตอบในแบบฉบับของผู้ชาย จมูกโด่งคมสันจนน่าสัมผัส ไม่รู้อะไรที่ดลใจให้ใออัยใช้นิ้วชี้ไล้ไปบนสันจมูกนั้นเบา ๆ และยืนพึมพำคนเดียวเป็นคำว่า 'โด่งจัง' ส่วนริมฝีปากที่ชอบต่อว่าคนอื่นเป็นรูปกระจับสีสด จำได้ว่าวันนั้นตัวเองลงมือโกนหนวดให้กวีตามคำสั่งแต่เพราะไม่เคยทำ เจ้าตัวจึงเผลอทำใบมีดโกนบาดเข้าเนื้อจนอีกฝ่ายได้เลือด แผลก็ไม่ได้ใหญ่มากและตอนนี้รอยก็ไม่มีให้เห็นแล้วด้วย หลังจากนั้นกวีก็ไม่ให้เขาไปยุ่งอะไรบนใบหน้าตัวเองอีกเลย คงกลัวจะเสียโฉม 'น่าหมั้นไส้'

“หมั้นไส้มากไหม” คนตัวเล็กถึงกับสะดุ้งที่อยู่ดี ๆ คนที่น่าจะนอนหลับกลับพูดขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ตาคมคู่นั้นก็ยังปิดอยู่ มือเล็กชะงักแต่กลับไม่ทันความไวของกวีที่จับมือเขาไว้และออกแรงกระตุก จนใออัยล้มไปนั่งทับตักของอีกคนอย่างไม่ทันตั้งตัว แค่นั้นไม่พอ คนตัวสูงยังลืมตาขึ้นมามองเขาในระยะเผาขนอีกด้วย กระชากกันทั้งที่ยังหลับตาอยู่หรอกหรือ ทำไมถึงได้แม่นยำปานนั้น “ว่าไง ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ” น้ำเสียงที่กระซิบเบา ๆ ข้างใบหู มันทำให้ใออัยรู้สึกเย็นไปทั่วทั้งแผ่นหลัง ทำไมเสียงกวีถึงดูกระส่าและเซ็กซี่แบบนี้

“ผมเปล่า” เจ้าตัวส่ายหน้าไปมาและขยับปากปฏิเสธมั่วไปหมด ไม่รู้อีกฝ่ายจะเข้าใจไหมแต่กวีในโหมดนี้มันทำให้ใออัยกลัว ไม่ใช่กลัวใจกวีแต่เขากลัวใจตัวเองต่างหาก ที่ตอนนี้มันเต้นตึกตักไปมาเหมือนเสียงกลองตีรัวอยู่ยังไงยังนั้น แต่พอจะลุกขึ้นแขนแกร่งกลับรัดแน่นกว่าเดิม

“เปล่าเหรอ เปล่าอะไร เมื่อกี้ฉันอ่านปากนายได้แบบนั้นนะ”

“ไม่จริง คุณหลับตาอยู่”

“ใช่ ฉันหลับตาแต่คิดว่าฉันจะปิดตาสนิทแล้วปล่อยโอกาสให้กับคนที่มองปากฉันเหมือนเป็นขนมหวานแบบนั้นเหรอ เท่าที่เห็นเหมือนนายอยากจะกินปากฉันเข้าไปเลยด้วยซ้ำ”

“คุณวี คุณพูดอะไรของคุณ”

“อะไร” มันคือข้อเสียเปรียบของคนที่ไม่มีเสียง ใออัยไม่เคยนึกเสียใจเรื่องที่เป็นใบ้เท่าวันนี้มาก่อนเลย ทำไมเถียงคน ๆ นี้ไม่เคยชนะ ขยับปากยังไงเขาก็อ่านได้หมดแถมยังทำหน้ายิ้มระรื่นอย่างผู้ชนะแบบนั้นอีก “ไม่จ้องฉันต่อแล้วเหรอ ฉันไม่คิดเงินนายหรอกน่า” กวีว่าพลางขยับหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกโด่งแตะกับจมูกเล็กของใออัยที่พยามย่นคอหนีแต่ก็ไม่พ้น ยิ่งกวีกวีขยับปากพูดเท่าไหร่คนในอ้อมกอดยิ่งเม้มปากแน่น กลัวเหลือเกินว่าปากของเจ้าตัวจะไปชนกับปากของคนขี้แกล้งเข้า “ทำไมล่ะทำไมไม่มอง” แต่อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของคนตัวโตก็ทำให้ใออัยมึนงงอีกครั้ง “ถ้าไม่มองก็ลุกขึ้นฉันหนัก ขาฉันชาไปหมดแล้ว จะนั่งทำตาแบบนั้นไปถึงไหน เห็นฉันเป็นเก้าอี้หรือไง” ไม่ว่าเปล่ากวียังถอยใบหน้ากลับ ยืดตัวตรงและคลายวงแขนที่ใช้กอดรัดใออัยไว้ออก คนตัวเล็กจึงรีบดีดตัวลงจากตักหนาแล้วถอยไปยืนให้ห่างอีกคนทันที คนบ้า ผีเข้าผีออก

“ผมขอโทษ”

“ขอโทษทำไม วัน ๆ จะเอาแต่ขอโทษฉันหรือไง”

“ผม”

“พอ ๆ ฉันอยากอาบน้ำ นายไปเตรียมของที่ต้องใช้ได้แล้ว” ใออัยรับคำสั่งก่อนเดินเข้าห้องนอนไป พอลับสายตากวี คนตัวเล็กรีบยกมือมากุมหน้าอกของตัวเองทันที รู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายหยุดแกล้งเขาแบบนั้น เมื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจได้แล้ว เจ้าตัวจึงเริ่มหาของใช้ส่วนตัวของกวี

โทนสีภายในห้องไม่ได้ต่างจากห้องนอนของกวีที่บ้านนักแต่พื้นที่จะกว้างกว่า จะไม่ให้กว้างได้ยังไงก็ทั้งชั้นนี้มีเพียงแค่สี่ห้อง โดยแบ่งเป็นฝั่งละสองห้องแต่ละห้องความกว้างขวางก็คงประมาณนี้ ใออัยเดินจนทั่วแต่ก็ยังไม่พบเก้าอี้พลาสติกสักตัว คิดแล้วคิดอีกว่าจะถามกวีดีหรือไม่ สุดท้ายก็จำใจเดินออกมาเพราะหายังไงก็หาไม่เจอ

“เอ่อ คุณวีครับ”

“มีอะไร เสร็จแล้วเหรอ เร็วสิ ฉันเหนียวตัว”

“เก้าอี้ไม่มีครับ”

“เก้าอี้อะไร หรือนายหมายถึงเก้าอี้แบบที่บ้าน” เท่าที่อ่านปาก กวีคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจสิ่งที่เด็กคนนี้อยากสื่อ “มันไม่มีหรอก”

“จะอาบน้ำยังไงล่ะครับ”

“ยืนอาบ” ดูคนฟังจะอึ้งไป เขาพูดอะไรผิดไปหรือ แค่ยืนอาบน้ำเองมันแปลกหรือไง

“ยืนอาบ” เจ้าตัวขยับปากทวนคำพูดของกวีอีกครั้ง “คุณวียืนเองได้แล้วเหรอครับ”

“ตกใจอะไรของนาย อย่าลืมสิ นายบังคับฉันให้ทำกายภาพมาเกือบจะเดือนแล้วไม่ใช่หรือไง แค่ยืนพิงกำแพงนิ่ง ๆ ให้นายอาบน้ำให้แค่ไม่กี่นาทีขาฉันคงไม่หักหรือพิการเพิ่มจากที่เป็นอยู่นี้สักเท่าไหร่หรอกมั้ง หรือสิ่งที่นายทำให้ฉัน นายสักแต่ทำไปแบบมั่วๆ” ซึ่งคนตัวเล็กก็ส่ายหน้ารัวกับคำถามนั้น การสื่อสารกับใออัยสำหรับกวีไม่ได้ลำบากอะไร ถึงจะดูเหมือนเขาพูดคนเดียวไปหน่อยแต่นั้นไม่ใช่ปัญหา ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปกติจะให้เขาไปต่อว่าหรือซ้ำเติมก็คงไม่ดีสักเท่าไหร่ แล้วที่บอกว่าทำมั่ว ๆ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะเจ้าตัวไปหาหนังสือเกี่ยวกับการทำกายภาพมาอ่านและทำความเข้าใจอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนแรกหรือกิจกรรมบางอย่างที่มันน่าจะช่วยชายหนุ่มได้มากกว่าการนั่งอยู่เฉย ๆ และที่บอกว่าบังคับก็เพราะหลังจากที่กวีเข้าห้องนอนตอนสามทุ่มแล้ว ใออัยก็จะก้าวขึ้นเตียงมาพร้อมกับกวีทุกครั้ง เพื่อจะทำกายภาพให้ทุกวัน ซึ่งตอนนี้ก็ขยับมาทำตอนเช้ากลางวันเพิ่มอีก ตอนแรกก็ตกใจอยู่เหมือนกันที่เห็นว่าคนตัวเล็กกว่าขึ้นเตียงมาด้วยแต่พอรู้จุดประสงค์ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะถ้าเป็นเรื่องนี้เจ้าตัวจะดื้อรั้นไม่ฟังเขาสักนิด แต่กับเรื่องอื่น ๆ จะทำตามทุกอย่าง จนบางครั้งก็แอบสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ใออัยอยากรักษาเขาให้หายเป็นปกติโดยเร็วขนาดนั้น แต่ในความรู้สึกของกวี งานที่ใออัยพยายามทำไม่มีทางที่มันจะจบลงอย่างง่ายดายตามที่หวังไว้ และที่พาเจ้าตัวมาที่นี้ในวันนี้ ก็เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างและต้องการล่อปลาให้มันกินเหยื่อสักที นักธุรกิจเวลาตัดสินใจทำอะไรลงไป ยังไงก็ต้องหวังผลประโยชน์ที่จะได้รับเสมอ กวีเองก็เป็นหนึ่งในนักธุรกิจพวกนั้น คงไม่แปลกที่เขาจะหวังในกำไรจากงานชิ้นนี้เหมือนกัน

“ไม่ครับ”

“อย่างนั้นนายก็พาฉันไปอาบน้ำได้แล้ว”

“ครับ”

ทุกอย่างเป็นไปเหมือนทุกครั้งที่คนตัวเล็กช่วยกวีอาบน้ำ แต่ครั้งนี้ต่างกันหน่อยที่ชายหนุ่มไม่ได้นั่งแบบทุกที เพราะเขากำลังยืนพิงกำแพงอยู่ ส่วนอีกคนก็ง่วนอยู่กับการทำความสะอาดร่างกายให้

“จับผมไว้นะ เดี๋ยวล้ม” คนตรงหน้าขยับปากบอก บางทีเขาก็นึกตลกในสิ่งที่กำลังทำและเป็นอยู่เหลือเกิน กวีไม่ขัดยกมือทั้งสองข้างจับบ่าคนที่เตี้ยกว่าไว้ แม้ท่าทีของใออัยจะแสดงออกว่าไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งที่ภายในแทบอยากจะร้องไห้ คนตัวเล็กไม่เคยจะชินกับสภาพล่อนจ้อนของอีกฝ่ายสักนิด ทั้งที่พยายามบอกตัวเองก็หลายครั้งว่าเราเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ยางอายบนหน้าเขาคงมีเยอะเกินไป ถึงได้หน้าร้อนฉ่าทุกครั้งที่สัมผัสเนื้อหนังของอีกคนแบบนี้ แต่สำหรับกวีเขากลับรู้สึกชินกับการที่เด็กคนนี้อาบน้ำให้หรือแก้ผ้าต่อหน้าอีกฝ่ายเขาก็ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไร แถมบางครั้งยังรู้สึกภูมิใจแปลก ๆ ที่สามารถทำให้คนตัวเล็กกว่าอายได้ พิลึกขึ้นทุกวันสินะตัวเขา “เสร็จแล้วครับ”

“นายไปหยิบเสื้อคลุมมาให้ฉันหน่อยไป” กวีเหมือนนึกขึ้นได้ว่าห้องนี้ไม่มีเสื้อผ้าอยู่เลย เพราะปกติที่มาพักที่นี่ชายหนุ่มไม่ได้พักที่ห้องนี้ แต่จะเป็นอีกห้องที่อยู่บนชั้นเดียวกัน จะใช้ให้คนอื่นไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ก็ไม่ได้เสียด้วย ยิ่งเป็นใออัยคนของอรอินทร์ยิ่งไม่ได้ใหญ่ “ฉันลืมบอกนายไปว่าห้องนี้ไม่มีเสื้อผ้านะ ถ้านายอาบน้ำเสร็จแล้วก็ใส่ชุดคลุมไปแล้วกัน ส่วนชุดของฉันกับนายเดี๋ยวฉันให้คนเอาไปซักมาให้แต่คงจะเป็นพรุ่งนี้เช้านั้นแหละถึงจะได้ ทำไมต้องทำหน้าอย่างนั้น ฉันไม่หน้ามืดตามัวทำอะไรนายหรอก นายลืมไปหรือเปล่าว่าฉันเป็นคนพิการ จะมีปัญญาไปทำอะไรนายได้” คนตัวเล็กทำหน้าเหมือนปักเป่าอมอากาศไว้เต็มปาก อะไรจะตกใจขนาดนั้น แต่พอกวีพูดแบบนั้นออกไป เหมือนสีหน้าเจ้าตัวจะดีขึ้น อะไรกันเจ้าเด็กนี่ เห็นเขาเป็นพวกหื่นกามขนาดนั้นเชียวหรือ อย่างมากที่ทำกวีก็แค่แกล้ง ส่วนการถึงเนื้อถึงตัวในบางครั้งก็แค่อารมณ์มันพาไป เด็กหนอเด็กก็ช่างคิดไปได้

“คุณวี ปวดขาไหมครับ” ใออัยขยับปากถามหลังจากกลับเข้ามาภายในห้องน้ำ

“นิดหน่อย สงสัยจะยืนนานเกินไป” พอฟังคำตอบจบคนตัวเล็กก็รีบตรงเข้ามาจัดการใส่ชุดคลุมให้กวีทันที ขืนให้ยืนนานกว่านี้ขาของอีกฝ่ายจะไม่ไหวเอา แม้อาการคนป่วยจะดีขึ้นมากแต่ก็วางใจไม่ได้อยู่ดี ใออัยคิดว่าถ้าทำกายภาพไปเรื่อย ๆ สักวันกวีก็คงจะกลับมาเดินได้ปกติเพราะอาการที่เป็นไม่ได้หนักถึงขั้นเยียวยาไม่ได้ แต่ก็น่าเสียดายถ้าเขายอมรักษาตั้งแต่แรก ปานนี้กวีคงวิ่งได้สบายปรื่อไปนานแล้ว แต่คงต้องเก็บเป็นความลับไว้ก่อน ถ้าบอกอะไรใครไปตอนนี้คงไม่เป็นผลดีกับอีกฝ่ายสักเท่าไหร่

“มาครับ ค่อย ๆ เดินนะ ช้า ๆ”

“จะให้ฉันบอกอีกกี่ครั้ง ว่าฉันไม่ใช่เด็ก” ขนาดเสียงไม่มียังทำกวีหงุดหงิดได้ คิดดูเอาแล้วกัน ถ้าเกิดวันหนึ่งคนตัวเล็กมีเสียงขึ้นมา เขาคงได้เถียงกับเด็กนี้เป็นว่าเล่นแน่ ๆ แม้ตอนนี้จะเถียงกันอยู่บ่อย ๆ แล้วก็ตามที แต่บ่นไปก็เท่านั้นเพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องยอมทำตามอยู่ดี ขายาวแต่ก้าวอย่างไม่มั่นคงค่อย ๆ ก้าวช้า ๆ ไปตามทางที่คนตัวเล็กพยุงโดยหันหน้าเข้าหา แม้จะเป็นเพียงก้าวสั้น ๆ ไม่ได้ยาวหรือเร็วอะไรแต่ภาพที่เห็นมันทำให้ใออัยเผลอหลุดยิ้มออกมา ที่อย่างน้อยกวีก็ไม่ได้ดื้อรั้นที่จะทำแบบนี้เหมือนเมื่อก่อน

“ยิ้มอะไร”

“ผมดีใจ” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นตอบทั้งที่มีรอยยิ้มน้อย ๆ จุดที่มุมปากทั้งสองข้าง กวีเหมือนโดนสะกด เขาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่ามองไปทำไม แม้แต่ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจหรือทักท้วง

“ดีใจอะไร อย่าบอกนะว่าดีใจที่เห็นฉันเดินตามนายแบบนี้” คนที่รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มน้อย ๆ ให้คนตัวสูงอีกครั้ง เรื่องที่เขากำลังดีใจอยู่มันเป็นจริงอย่างที่กวีว่า “แต่น้าอรอินทร์ของนายคงไม่ดีใจหรอกมั้งที่ฉันกำลังจะหายดี” และนี้ก็เป็นเรื่องจริงอีกหนึ่งเรื่องแต่เป็นเรื่องจริงที่ตัวใออัยนั้นยิ้มไม่ออก “พาฉันไปที่นั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทานข้าว ส่วนนายก็ไปอาบน้ำไป เดี๋ยวอีกสักพักอาหารค่ำจะมาเสริฟแล้ว”

กลับมาที่ปัจจุบัน ในตอนนี้ใออัยนั่งอยู่บนเตียงที่ปูด้วยผ้าสีขาวและคุมทับด้วยผ้าห่มสีน้ำเงินอีกที ส่วนกวีก็กำลังนั่งพิงหัวเตียงอ่านแฟ้มเอกสารอยู่ เขาไม่เคยรู้เลยว่างานที่อีกคนทำอยู่จะยุ่งและเยอะขนาดนี้ ตอนทานเข้าเย็นเสร็จก็ยังนั่งทำงานพอจะเข้านอนก็ยังจะทำงานอยู่อีก ส่วนสาเหตุที่ต้องมานั่งอยู่บนเตียงเดียวกันนั่นก็เพราะห้องชุดนี้มีห้องนอนแค่ห้องเดียว หนึ่งห้องน้ำ หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องรับแขก ครั้นจะให้ใออัยไปนอนข้างนอกกวีก็ไม่ยอมบอกว่าเขาไม่ได้แล้งน้ำใจขนาดที่ให้เด็กผู้ชายตาดำ ๆ ตัวเท่าเมี่ยงไปนอนหนาวแบบนั้น นอนเตียงเดียวกันจะเป็นไรไป ส่วนการทำกายภาพในส่วนของวันนี้คงต้องงดไว้ก่อน เพราะตอนที่อาบน้ำก็ถือว่าทำไปแล้วและถ้าฝืนจะทำอีกก็กลัวขาอีกคนจะระบมเอา แต่พอจะนอนก็นอนไม่ได้เพราะเจ้าของเตียงยังคงนั่งทำงานอยู่ ฉะนั้นสภาพที่เห็นก็คือใออัยนั่งเฝ้ากวีอยู่ตรงริมปลายเตียง

“ทำไมยังไม่นอน”

“ผมยังไม่ง่วง” พอจะเคลิ้มหลับก็ต้องสะดุ้งเพราะคำถาม พอคนตัวเล็กตอบกลับไป อีกฝ่ายก็แค่ส่ายหน้าเหมือนพยายามกลั้นขำ

“ตามใจนายแล้วกัน” กวีว่าจบก็ก้มหน้าอ่านแฟ้มที่ถืออยู่ในมือต่อ ส่วนใออัยก็นั่งมองกวีทีสลับไปมองนาฬิกาที อีกคนยังคงหยิบแฟ้มแล้วแฟ้มเล่าสลับไปมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทำงาน เวลาเองก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ผ่านไปกี่โมงกี่ยามแล้วก็ไม่ทราบ

“ฉันจะนอนแล้ว” เสียงคนร่วมห้องปลุกให้ใออัยตื่นจากอาการการสัปหงก รีบเงยหน้ามองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ที่หัวเตียงทันที เที่ยงคืนแล้วหรือ มิน่ากวีถึงเรียกเขา คนตัวเล็กเดินไปหยิบแฟ้มที่กวีอ่านไปว่างไว้ที่โต๊ะอีกตัวก่อนจะกลับมาประคองให้กวีนอนลง ถึงคนป่วยจะพอขยับเขยื้อนตัวได้บ้างเพียงแต่ใออัยเเค่อยากจะช่วยให้มันสะดวกขึ้น “ขอบใจ” เห็นแบบนั้นเจ้าตัวเลยเดินไปปิดไฟกลางห้องให้เหลือเพียงแสงจากโคมไฟที่หัวเตียงฝั่งของตัวเอง ก่อนจะขยับตัวขึ้นไปนอนฝั่งตรงข้ามกับกวี

“ฝันดีนะครับ” ใออัยมักจะบอกกวีด้วยคำอวยพรนี้ทุกครั้งก่อนนอนเสมอ ถ้าวันไหนไม่ได้พูดเหมือนจะนอนไม่หลับแต่เพราะคนข้าง ๆ หลับไปแล้วจึงไม่เห็นในสิ่งที่คนตัวเล็กขยับปากบอก แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจ เพียงแค่ได้พูดไปไม่สำคัญหรอกว่ากวีจะรับรู้ด้วยหรือไม่ ตอนนี้ก็เลยเวลานอนมามากแล้ว ในไม่ช้าใออัยก็หลับสนิทตามผู้เป็นเจ้าของห้องไปอีกคน ซึ่งแตกต่างจากอีกคนที่เข้าใจว่าหลับไปก่อนนานแล้ว ชายหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาในความมืดหลังจากที่คนตัวเล็กหลับไปแล้วสักพัก กวีหันไปมองคนที่นอนหันหลังให้ที่ตอนนี้ก็อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำไม่ต่างจากตัวเขา ยิ่งมองจากด้านหลังแบบนี้ กวียิ่งรู้สึกว่าใออัยนั้นบอบบางเกินไปแต่กลับน่ารังแกขึ้นไปอีก คิดได้แบบนั้นก็นึกอยากแกล้งขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ไม่รู้เป็นอะไรพออยู่ใกล้ ๆ เด็กคนนี้ทีไร กวีรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้เป็นโรคจิตขึ้นทุกวัน ถึงรู้ว่าเจ้าตัวเป็นผู้ชายแต่เหตุผลเพียงแค่นั้นไม่สามารถหยุดตัวเขาเอาไว้ได้ เพราะความอยากลองของคนมันไม่มีที่สิ้นสุด มันทั้งผลักทั้งดันให้กวีตัดสินใจทำอะไรแปลก ๆ แบบที่กำลังจะทำอยู่ในตอนนี้ลงไป

“ใออัย” กวีลองเรียกชื่อของคนที่นอนร่วมเตียงและคงเป็นครั้งแรกที่กวีเรียกชื่อของอีกฝ่าย ที่เขาไม่เรียกชื่อใออัยเลยก็เพราะชื่ออีกฝ่ายดูนุ่มนวลและอ่อนโยนเกินไป ไม่เหมาะที่จะใช่เรียกเพื่อข่มอีกฝ่ายในเวลาที่เขาอยากจะแกล้งหรือว่ากล่าวคนที่หลับอยู่ แต่ในเวลาที่อีกฝ่ายไม่มีปฎิกิริยาตอบกลับ เขาจึงกล้าที่จะเรียกออกไปเพราะยังไงเจ้าตัวก็คงไม่ได้ยิน ดูจากการหายใจเข้าออกสม่ำเสมอก็แปลได้อย่างเดียวว่าอีกคนคงหลับสนิทและอาจจะหลุดเข้าสู่ห้วงแห่งฝันไปแล้วก็ได้ ในเมื่อรู้แน่ชัดว่าใออัยหลับสนิทไปแล้ว คนตัวโตจึงค่อย ๆ ขยับร่างกายหนาเข้ามาใกล้ร่างเล็กที่หันหน้าไปอีกทาง นิ้วแกร่งสะกิดที่ต้นแขนเล็กเรียวแล้วเรียกชื่ออีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “ใออัย” แต่ครั้งนี้คนโดนเรียกกลับพลิกตัวหันมาแล้วปรือตามองสบตาคมของกวีนิ่ง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ วาดแขนเล็กเรียวสมตัวไปพาดไว้ที่ลำคอหนาของกวีในท่วงท่าแสนยั่วยวน จากตอนแรกที่ตกใจเพราะอยู่ ๆ คนตัวเล็กที่คาดว่าน่าจะหลับไปแล้วกลับหันมาตามแรงสะกิดและเสียงเรียก จนทำให้กวีที่ดันตัวชะโงกหน้าลงไปมองขยับตัวกลับที่เดิมไม่ทันแต่ก็ต้องมาตกใจอีกรอบเพราะการกระทำที่นึกไม่ถึงของอีกฝ่าย

“นายยังไม่หลับหรอกเหรอ” ไม่มีปฏิกริยาตอบสนองจากคนที่นอนมองมาจากด้านล่างเพราะเจ้าตัวเอาแต่มองนิ่ง ๆ ตาเยิ้มมือก็ไล้ไปมาที่หลังคอของกวีเบา ๆ “หรือว่านายละเมอ” แต่ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอาการตอบโต้อะไรเลยสักอย่าง แต่เพราะอาการที่ใออัยเป็นอยู่มันทำให้กวีละสายตาจากใบหน้าสวยไม่ได้ ทั้งปากอวบย้อยแต่เล็กเหมือนมันกำลังเผยอเชื้อเชิญให้เขาสัมผัส ส่วนมือเล็กและนุ่มนิ่มก็ไม่ได้หยุดทำงานลงแต่อย่างใดยังคงลูบไล้ไปมาเบา ๆ จนคนที่อยู่ในท่าเกือบคร่อมเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา กว่าจะรู้ตัวกวีก็หลุดถามคำถามแสนวาบหวิวนั้นออกไปเสียแล้ว “จูบได้ไหม” น้ำเสียงอ่อนโยนและเว้าวอนที่ในยามปกติคงไม่ได้ยิน ทำให้อีกคนพยักหน้าอย่างยินยอม จะเป็นเพราะใออัยละเมอหรือไม่กวีก็ไม่อาจทราบ เพราะตอนนี้กวีไม่อยากจะสนใจอะไรอีกนอกจากริมฝีปากของคนตัวเล็กที่อนุญาตให้ตัวเขาเป็นคนลิ้มลอง “ในเมื่อนายเป็นฝ่ายเชิญชวนฉันก่อน ก็อย่ามาโทษฉันทีหลังก็แล้วกันนะเด็กน้อย”

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น