#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๒๙ :: ในสายลม [ ๑๐๐ % ] ( อวสาน )

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๒๙ :: ในสายลม [ ๑๐๐ % ] ( อวสาน )

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28k

ความคิดเห็น : 114

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2559 17:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๒๙ :: ในสายลม [ ๑๐๐ % ] ( อวสาน )
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๒ ...

 

 

ในสายลม

 

 

 

 

          สามปีผ่านไป

          บ้านพักตากอากาศหนาวเหนือ เชียงใหม่ ประเทศไทย

ขนมจ่ามงกุฎฝีมือยายแฉล้มถูกจัดสรรวางลงบนพานใบตองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อเตรียมถวายพระสงฆ์โดยเฉพาะ งานทำบุญครบรอบสี่ปีที่อี้เผิงจากไปทำให้วันนี้วาโยต้องตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมสำรับกับข้าวและมาลัยดอกไม้ไว้จนครบเก้าชุด เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพจึงขึ้นบ้านไปปลุกลูกๆ ให้ตื่นอาบน้ำอาบท่าตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ก่อนจะลงมาด้านล่างเมื่อได้ยินเสียงของยายแฉล้มตะโกนโหวกเหวกเรียกชื่อของตนอยู่ในห้องครัว

“มีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับยาย”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้า ยายแค่จะถามคุณวาโยว่านอกจากขนมจ่ามงกุฎแล้วอยากได้ขนมไทยอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่าจ๊ะ ยายจะได้ทำไว้ให้ทีเดียว”

“อ๋อ ไม่ต้องหรอกครับ ผมขอแค่น้ำลอยดอกมะลิหอมๆ สำหรับพระเก้ารูปก็พอ”

วาโยยิ้มตอบจริงใจก่อนจะโค้งขอตัวจากยายแฉล้มไปดูเด็กๆ ที่เริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่หน้าห้องรับแขก เมื่อเห็นว่าจินไตยพาทั้งน้องหนาวและน้องเหนือลงมาครบแล้ว จึงรีบเดินดุ่มๆ เข้าไปอุ้มตัวน้องเล็กสุดที่เอาแต่ร้องไห้โยเยเพราะง่วงนอนพลางพูดสอนให้ลูกเลิกงอแง

“น้องเหนือครับ ไม่ร้องนะครับ คุณพ่อบอกว่ายังไง คนเก่งต้องไม่ขี้แยใช่ไหม”

เด็กน้อยตัวขาว เจ้าของโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากวาโยเป๊ะๆ ทำตาละห้อยเมื่อโดนคุณพ่อสุดที่รักดุเสียงเขียว ด้วยวัยเพียงสองขวบกว่าทำให้น้องเหนือ หรือเด็กชาย แสงเหนือ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหัดพูดหัดจำนรรจาแสดงอากัปกิริยาว่าน้อยใจวาโยผ่านการเบะปากง้ำงอน แต่เมื่อเห็นว่าวาโยไม่ยอมโอ๋หรือตามใจตัวเองเหมือนครั้งก่อนๆ สุดท้ายเด็กน้อยตาแป๋วจึงเป็นฝ่ายง้อคุณพ่อสุดที่รักเสียเอง

“คุงพ่อ เหนือขอโทษ ไม่โกรธเหนือนะคุงพ่อ”

เสียงเจื้อยแจ้วกระซิบคลอเคลียข้างหู เพราะไม่ได้คิดโกรธอะไรจริงจังอยู่แล้ว วาโยจึงหอมแก้มกลมป่องเหมือนซาลาเปาของลูกเบาๆ ก่อนจะส่ายศีรษะไปมาด้วยนึกสงสัยเหลือเกินว่าลูกชายคนเล็กของตัวเองไปจำท่าทีออดอ้อนแบบนี้มาจากที่ไหน แต่พอเห็นทั้งจินไตยและน้องหนาวกำลังป้อนข้าวป้อนยาให้กันอยู่ไม่ไกล วาโยเลยรู้ได้ทันทีว่าน้องเหนือคงเลียนแบบพฤติกรรมมาจากพี่ชายคนกลางแน่นอน

“หม่ำๆ ยาก่อนนะครับน้องหนาว เดี๋ยวพี่จินไตยต้องไปช่วยยายแฉล้มเตรียมสำรับในครัวแล้ว”

“ไม่หม่ำ ไม่เอายา ยาขม”

“แต่ว่าคุณพ่อสั่งให้พี่...”

“พี่จินไตยไม่รักหนาวเหรอ ไม่รักหนาวจริงๆ เหรอ”

“น้องหนาวลูก ไม่ดื้อนะครับ หนูต้องกินยานะ จะได้หายป่วยไวๆ ไม่งั้นต้องเข้าเมืองไปให้ลุงหมอฉีดยานะครับ”

วาโยวางน้องเหนือลงบนเก้าอี้นั่งตัวข้างๆ ก่อนจะคุกเข่าลงถามลูกชายคนกลางที่ยังทำตาแป๋วจ้องหน้าเขากลับอย่างไม่คิดยอมแพ้ ให้ตายเถอะ! นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันอย่างกับแกะแล้ว นิสัยยังดื้อรั้นเอาแต่ใจถอดจากปะป๊ามาแบบไม่มีผิดเพี้ยนอีกต่างหาก

“น้องหนาวครับ...”

“...”

“น้องหนาว”

“คุณพ่อห้ามดุหนาวนะ! ก็ยามันขมนี่นา หนาวเกลียดยาขม”

“งั้นจินไตย เอายามานี่ เดี๋ยวพ่อป้อนเอง”

“เอ่อ...เมื่อกี้ผมแอบป้อนแล้วนะครับพ่อ แต่น้องหนาวบ้วนทิ้ง”

จินไตยว่าพลางชี้ลงบนพื้นให้วาโยดูหลักฐานว่าน้องหนาวนั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขนาดไหน ความชุลมุนวุ่นวายเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทำเอาคุณพ่อมือใหม่ถึงกับถอนหายใจเบาๆ ความแสบสันของลูกชายคนกลางไม่มีทางเสียหรอกที่ใครจะปราบพยศได้ง่ายๆ คิดๆ แล้วก็กลุ้ม นึกอยากจะให้นายแม่เหม่ยฮัวหรือก็คือผู้หญิงที่มีศักดิ์เป็นคุณย่าของพวกเด็กๆ ขึ้นมาหาที่เชียงใหม่เสียตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าไม่ติดว่าท่านมีงานใหญ่ให้ต้องสะสาง วาโยคงยกหูโทรหาแล้วขอร้องให้มาช่วยอบรมหลานรักสุดแสบไปแล้ว

กริ๊ง กริ๊ง

“คุงพ่อฮับ มีคนมา มีคนมา”

ทันทีที่เสียงกระดิ่งโมบายหน้าร้านดังขึ้น น้องเหนือที่เอาแต่หัวเราะคิกคักชอบใจไปกับการต่อล้อต่อเถียงของคุณพ่อและพี่ชายทั้งสองก็ชี้มือชี้ไม้ไปที่ประตูบานใหญ่ พอเห็นว่าแขกผู้มาเยือนหลังจากที่ต้องปวดหัวกับวีรกรรมของบรรดาลูกๆ คือใคร วาโยจึงมีสีหน้ายินดีอย่างเห็นได้ชัด 

“หมอนที คุณเข็ม” 

 

 

 

 

 

 

 

            หลังจากที่พากันไปถวายภัตตาหารให้พระสงฆ์เนื่องจากเป็นวันครบรอบวันตายของอี้เผิงถึงข้างในวัด ทั้งวาโย นที และเข็มอัปสรต่างก็มาจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสที่ห้องนั่งเล่นซึ่งตั้งอยู่เยื้องออกมาจากห้องครัวนิดหน่อย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันได้ไม่ถึงสิบคำ น้ำดื่มเย็นๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟด้วยฝีมือของจินไตยลูกชายคนโต วาโยยิ้มน้อยๆ เพราะภาคภูมิใจที่เด็กชายรู้จักทำหน้าที่ ก่อนจะบอกให้จินไตยขึ้นไปดูน้องทั้งสองคนที่ตอนนี้กำลังนอนกลางวันอยู่ข้างบนบ้าน

            “จริงด้วยสิคะ มัวแต่ชวนคุยจนลืมไปเลย คุณวาโยคะ นี่โปสการ์ดจากคุณหมอปั้นสิบค่ะ”

            เข็มอัปสรว่ายิ้มๆ พลางยื่นโปสการ์ดภาพถ่ายวิวสูงซึ่งเพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างหมาดๆ ส่งให้ถึงมือวาโย คุณพ่อลูกสามรับกระดาษแข็งเนื้อหนามาถือก่อนจะกวาดสายตาอ่านข้อความด้านหลังทีละบรรทัดอย่างใจเย็น ลายมือน่ารักคุ้นตาทำให้เผลอระบายยิ้มออกมาอย่างอดเสียไม่ได้ เพราะไม่เจอกันมาเกือบสามปี ตั้งแต่ตอนที่ปั้นสิบหนีไปกบดาลที่ฮ่องกงคราวนั้น พอเรื่องทุกอย่างคลี่คลายเรียบร้อยเลยทำให้ระหว่างวาโยและปั้นสิบมีการติดต่อหากันเป็นระยะๆ บางครั้งก็ใช้วิธีส่งโปสการ์ดหา บางครั้งก็ใช้วิธีโทรหากันบ้างชั่วครั้งคราว

            “เอ่อ หมอปั้นเขียนไว้ว่าอาทิตย์หน้าจะบินมาเยี่ยมผมกับเด็กๆ ที่เชียงใหม่นี่ครับ นี่พวกคุณสองคนรู้เรื่องนี้กันหรือเปล่า”

            “ครับ แน่นอนว่าพวกเรารู้”

            นทียิ้มตอบวาโยกลับด้วยท่าทีสบายๆ หลังจากผ่านเรื่องเลวร้ายมาด้วยกัน ความทะเล้นขี้เล่นของนทีก็ถูกเปลี่ยนเป็นความจริงจังแน่วแน่ เมื่อกลับไปอยู่กรุงเทพฯ คุณหมอหนุ่มได้เข้าฝึกงานในฐานะหมออินเทิร์นกับโรงพยาบาลรัฐแห่งใหม่  หลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับการบรรจุเป็นหมอประจำที่เดียวกับที่เข็มอัปสรเลือกเข้าไปบรรจุเป็นจิตแพทย์แม่และเด็ก

            แม้อายุจะห่างกันเกือบสี่ปี แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคในการคบหาดูใจของคนทั้งคู่ ด้วยเนื้อแท้ต่างก็เป็นคนดีชอบปิดทองหลังพระ จากที่เป็นอริร้ายกัดกันมาตลอดทุกวันนี้ก็ได้บ่มเพาะช่วงเวลาเหล่านั้นจนกลายเป็นความรัก ความใกล้ชิดสนิทสนมและการได้ร่วมงานด้วยกันบ่อยๆ มีผลอย่างมากที่ทำให้นทีกับเข็มอัปสรตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่นานนักการแต่งงานของทั้งสองก็ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศหนาวเหนือซึ่งมีดอกนางพญาเสือโคร่งบานรายล้อมเป็นพยานให้รักหวานฉ่ำครั้งนี้

            “แหม รู้แล้วก็ไม่บอกกันเลยนะครับ แบบนี้ก็เท่ากับผมรู้เป็นคนสุดท้ายเลยสิ” วาโยทำเสียงกระเง้ากระงอดแกล้งนทีและเข็มอัปสรขำๆ แต่พอเห็นจิตแพทย์สาวทำหน้าไม่สู้ดีเลยชิงเปลี่ยนเรื่องเอาเสียดื้อๆ “แล้วนี่หมอนทีกับคุณเข็มตัดสินใจหรือยังครับ ว่าจะมีเจ้าตัวน้อยด้วยกันเมื่อไหร่ นี่ลูกชายผมบ่นอยากมีเพื่อนเล่นเพิ่มจะแย่แล้ว”

            “เอ่อ เรื่องนั้นคือว่า...”

            คำถามตรงไปตรงมาทำให้เข็มอัปสรที่ปกติจะไม่ค่อยเขินอายต่อเรื่องอะไรง่ายๆ กลับมีอาการประดักประเดิดอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งมีเลือดฝาดขึ้นที่ปรางแก้ม บรรยากาศเย็นสบายในตอนแรกจู่ๆ ก็ร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อเห็นว่าวาโยยังมองมาด้วยสายตาคาดคั้น เข็มอัปสรจึงเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะสกิดต้นขานทีเพื่อให้อีกฝ่ายเป็นคนตอบคำถามแทน

            “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ อีกไม่กี่เดือนลูกคุณวาโยก็จะมีเพื่อนเล่นเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้วนะครับ”

            “หมายความว่าตอนนี้คุณเข็มท้องแล้วเหรอครับ”

            “เอ่อ ใช่ค่ะ” เข็มอัปสรตอบทั้งที่หน้ายังแดงก่ำด้วยความเอียงอาย ต่างจากนทีที่เป็นสามีเสียเหลือเกิน

“ตอนนี้ก็สามเดือนกว่าแล้วล่ะครับ แต่เพราะคุณเข็มผอม เลยดูเหมือนผู้หญิงที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์ เห็นแบบนี้แต่น้ำยาผมแรงนะครับ จะบอกให้”

“คุณนที!

            “หึๆ เอาเป็นว่ายินดีกับคุณทั้งคู่ด้วยนะครับ เอ๊ะ แต่ข่าวดีแบบนี้มันต้องฉลองสิ”

            พูดยังไม่ทันขาดคำก็ลุกขึ้นพรวดพราดเดินเข้าไปในครัว วาโยยกเอาบรรดาขนมไทยที่คุณยายแฉล้มทำใส่จานเอาไว้ให้มาเสิร์ฟนทีกับเข็มอัปสรถึงโต๊ะ พร้อมทั้งบอกให้ทั้งสองคนทานได้ตามสบายโดยไม่ต้องเกรงใจ เพราะตัวเขาตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ได้ชิมฝีมือของยายแฉล้มเกือบทุกวันจนแทบจะหลับตาชิมและบอกว่าเป็นขนมชนิดใดได้แล้ว

            กริ๊ง กริ๊ง

            เสียงกระดิ่งโมบายที่ห้อยไว้กับประตูหน้าบ้านพักตาอากาศดังขึ้นอีกครั้ง วาโยชะเง้อมองชั่วครู่ใหญ่ก่อนจะขอตัวนทีและเข็มอัปสรออกมารับแขก น่าแปลกที่วันนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึงบ้านพักตากอากาศของเขา เพราะปกติถ้ายังไม่ถึงช่วงเทศกาลที่คิวโรงแรมหรือบ้านพักในเมืองเต็ม ที่นี่ก็มักจะร้างคนจนเหมือนไม่มีใครอยู่ เนื่องจากระยะทางที่ตั้งนั้นอยู่ไกลจากความสะดวกสบายมากพอสมควร

            “สวัสดีครับ คุณเฟิง”

            เสียงทักทายแสนคุ้นหูทำให้วาโยรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ สายตาทอแสงประกายอ่อนกะพริบปริบอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าแขกผู้มาเยือนคือคนที่รู้จักกับเขาเป็นอย่างดี เมื่อตั้งสติได้จึงเดินเข้าไปทักทายผู้ชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงซึ่งฟังดูทั้งตื่นเต้นและระคนยินดีอยู่ในคราวเดียวกัน

            “หานตง หานโจว พวกคุณ เอ่อ...มาทำอะไรที่นี่”

            “พอดีพ้นโทษออกมาแล้วได้งานใหม่แถวๆ นี้น่ะครับ”

            “ใช่ครับ พอสืบทราบมาว่าบ้านพักตากอากาศหลังนี้มีคุณเฟิงเป็นเจ้าของ พวกผมสองคนเลยเข้ามาทักทายอย่างไม่ลังเล”

            วาโยพยักหน้ายิ้มๆ แสดงความรับรู้พลางไถ่ถามถึงความเป็นอยู่และหน้าที่การงานของทั้งหานตงกับหานโจว คุยไปคุยมาก็สรุปความได้ว่า ตอนนี้ทั้งสองคนไปทำงานอารักขาคุ้มครองให้กับเจ้านายคนใหม่ที่ทำธุรกิจส่งออกสินค้าไทยไปยังฮ่องกง และเพราะเวลานี้เป็นช่วงลาพักร้อน ทั้งสองเลยตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือขึ้นมาเยี่ยมเยียนเพื่อนร่วมพรรคมังกรดำอย่างเขา

            “ผมดีใจนะครับที่พวกคุณยังมีน้ำใจคิดถึงกัน แล้วก็ต้องขอบคุณจริงๆ สำหรับเรื่องตอนนั้นที่พวกคุณช่วยชีวิตผมไว้ในตอนนั้น ถ้าไม่ได้พวกคุณทั้งคู่ ตราบาปคงติดตัวผมไปตลอดชีวิต”

            “คุณเฟิงหมายถึงเรื่องตอนไหนครับ”

            “ก็เรื่องตอนที่ผมกำลังจะถูกคู่อริข่มขืนยังไงล่ะครับ”

            “อ้อ เรื่องนั้นน่ะ คุณอี้เผิงเขาเป็นคนสั่งให้ผมทั้งสองคนสะกดรอยตามเพื่ออารักขาคุณตั้งแต่วันที่คุณหนีไปอยู่กับไอ้ลูกชายของหัวหน้าพรรคจันทร์ทรงกลดจอมขี้เต๊ะแล้ว ถ้าจะขอบคุณก็ไว้ขอบคุณคุณอี้เผิงทีเดียวเถอะครับ เพราะถ้าว่ากันตามจริง สิ่งที่พวกผมทำมันก็เป็นเพียงภารกิจที่ได้รับมอบหมายชิ้นหนึ่งเท่านั้น”

            “อ่า เรื่องทั้งหมดมันเป็นอย่างนั้นเองเหรอครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย...”

            สีหน้าของวาโยสลดลงเล็กน้อยเมื่อได้ฟังความจริงจากปากของบอดี้การ์ดคนสนิทของอี้เผิง หากทว่าเศร้าไม่นานก็ระบายยิ้มหวานจับใจออกมา ก่อนจะผายมือไปทางห้องรับแขกให้ทั้งสองเดินตามมาสมทบนั่งร่วมวงสนทนากับนทีและเข็มอัปสรที่เสียงเงียบไปสักพักหนึ่งแล้ว

            “พวกคุณทั้งสองคนตามสบายเลยนะครับ ไม่ต้องเกร็ง เดี๋ยวผมไปยกน้ำมาเสิร์ฟให้”

            “ขอบคุณนะครับคุณเฟิง อ้อ จริงสิ แล้วค่าเช่าห้องที่นี่คิดคืนละเท่าไรเหรอครับ”

            “กับคนรู้จักผมไม่คิดเงินหรอกครับ พวกคุณจะพักที่นี่กี่วันก็ได้ ขอแค่ก่อนจะกลับแวะมาบอกให้ผมทราบหน่อยก็พอ”

            วาโยตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะขอตัวเข้าไปในครัวเพื่อยกน้ำมาเสิร์ฟให้อดีตเพื่อนร่วมงาน พอดีกับที่ทางผ่านมีหน้าต่างบานใหญ่สามารถมองลอดออกไปเห็นบรรยากาศด้านนอกได้ และเห็นว่าบรรดาดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูต่างร่วงโรยลงบนพื้นเกรียวกราวราวกับกลีบดอกซากุระที่ญี่ปุ่น เมื่อยกน้ำมาเสิร์ฟให้ทั้งหานตงและหานโจวดื่มแก้กระหายเสร็จสรรพ จึงขอตัวออกมาเก็บกลีบดอกไม้เพื่อไปคั่นตามหน้าหนังสือเล่มที่ชอบอย่างที่ทำเป็นประจำ

            ชีวิตสมรรถะติดดินแบบนี้คือชีวิตแบบที่วาโยเคยใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด เพราะตั้งแต่จำความได้ก็ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องรบราฆ่าฟันไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อได้มาอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่โดยปราศจากการถูกติดตามหรือการถูกรังควานโดยฝีมือของศัตรูต่างถิ่น วาโยจึงได้สัมผัสกับความสุขชนิดที่ไม่ว่าเคยได้สัมผัสมาก่อน

            แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ว่าเหตุใดมันถึงเป็นความสุขที่เรียกว่าครบสมบูรณ์ได้ไม่เต็มปาก ราวกับส่วนสำคัญบางอย่างถูกขโมยหายไปตั้งแต่ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง

            “สามปีแล้วนะครับคุณอี้เผิง ถ้าคุณยังฟังอยู่ ผมอยากบอกว่าผมและลูกๆ คิดถึงคุณทุกวันเลยนะ”

            บอกกระซิบเสียงแผ่วพลางดมดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลอ่อนๆ เพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทั้งที่ยังหลับตาพริ้มเพื่อรับสายลมโชยอ่อนใต้ต้นนางพญาเสือโคร่งต้นใหญ่ เมื่อความทุกข์และกังวลใจถูกทำให้คลายลง จึงอธิษฐานฝากไปกับสายลมพลิ้วอ่อนเพื่อหวังส่งต่อความตั้งใจให้ไปถึงคนที่หลับใหลอยู่บนฟ้า

            “ช่วยรอผมก่อนนะครับ แล้วสักวันเราจะได้พบกันใหม่...บนนั้น”

 

 

 

 

 

 

            ดอกนางพญาเสือโคร่งถูกวางคั่นกลางหน้ากระดาษถัดจากหน้าเมื่อวานนี้ ถ้านับกันตามจริงนี่ก็เป็นหนังสือเล่มที่หกแล้วที่วาโยใช้ดอกไม้ชนิดเดียวกันมาคั่นระหว่างกลางของแต่ละหน้า เพราะเคยพูดไว้ว่าจะทำแบบนี้ทุกวันจนกว่าอี้เผิงจะกลับมา วาโยจึงไม่คิดผิดสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง แม้จิตใต้สำนึกจะรู้ดีอยู่แล้วว่าผู้ชายบนฟ้าจะไม่มีวันกลับลงมาเคียงข้างเขาอีกแล้ว ทว่าวาโยก็ยังยืนยันที่จะทำเหมือนเดิม...ทำมันด้วยความรักและความซื่อสัตย์ที่มีให้ต่อผู้ชายคนเดิมอย่างไม่คิดเปลี่ยนแปลงหรือคิดหน่ายหนี

เมื่อปิดทับหนังสือที่มีดอกนางพญาเสือโคร่งกั้นอยู่เต็มไปหมดเสร็จสรรพ จึงยกมันขึ้นวางเรียงบนชั้นถัดจากเล่มเก่าๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทันใดนั้นเองสายตาคู่สวยก็เหลือบไปเห็นการ์ดอวยพรสีฟ้าอ่อนซึ่งวางอยู่ด้านข้าง เพราะแต่เดิมชั้นบนสุดนี้จะไม่มีสิ่งใดวางอยู่นอกจากหนังสือเล่มโปรดของเขา คำถามมากมายจึงผุดขึ้นในหัวเป็นดอกเห็ด วาโยเม้มริมฝีปากเล็กน้อยอย่างชั่งใจว่าควรจะหยิบมันมาอ่านดีหรือเปล่า แต่เมื่อสังเกตดีๆ และเห็นว่าบนโปสการ์ดมีชื่อของเขาเขียนติดเอาไว้อยู่ จึงหยิบมันมาเปิดอ่านเพื่อหวังคลายความสงสัย     

           

          ชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศ

          ตำแหน่งยิ่งใหญ่ ไม่สำคัญอะไร

          ถ้าฉันต้องมีชีวิตอยู่โดยปราศจากนาย

สายลมของฉัน

 

            อาการแน่นหน้าอกเกิดขึ้นกะทันหันเมื่อกวาดสายตาอ่านจนจบครบทุกบรรทัด ราวกับว่าระบบหายใจทำงานขัดข้องไปชั่วขณะทั้งที่ร่างกายปกติดีทุกอย่าง วาโยสับสน มึนงง หัวตื้อไปหมด เหมือนคนภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ พอตั้งสติได้ก็รีบเหลียวซ้ายทีขวาที และเร่งออกค้นหาว่าเจ้าของโปสการ์ดที่กล้าบุกเข้ามาวางมันถึงบนชั้นหนังสือในบ้านของเขาเป็นใคร

            “ขอโทษนะครับ พวกคุณ เอ่อ...ตอนที่ผมออกไปข้างนอก เห็นใครเอาการ์ดใบนี้เข้ามาวางไว้บนชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่หน้าเคาน์เตอร์หรือเปล่าครับ”

            “เอ๋ โปสการ์ดเหรอ? พอดีพวกเรามัวแต่คุยกันเลยไม่ทันสังเกตน่ะค่ะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะคุณวาโย”

            “ผม...ผมว่า”

            “คะ?”

            “นี่มันแปลกๆ”

            วาโยอึกอักตอบคำถามของเข็มอัปสรพลางหลบสายตาไปด้วย เมื่อคิดว่าคงไม่มีใครสามารถช่วยคลายข้อสงสัยที่มีอยู่ในใจได้ วาโยจึงรีบรุดเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์เพื่อดูกล้องวงจรปิดซึ่งเปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้าย

            ก่อนช่วงเวลาที่จะออกจากบ้านน่าจะอยู่ราวประมาณบ่ายโมงสิบนาที ดังนั้นวาโยจึงเลือกกรอเทปบันทึกภาพย้อนไปตั้งแต่ตอนนั้น ไม่นานนักหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ปรากฏเป็นภาพตอนจังหวะที่เขากำลังเดินออกไปข้างนอก และไม่กี่นาทีถัดจากนั้นเองก็มีใครอีกคนเข้ามาในบ้านพักตากอากาศ เพียงแต่การสืบเสาะเพื่อหาคำตอบที่คิดไว้ว่าคงหมูๆ ดูท่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่คนนี้ใส่สูทสีเข้ม สวมหมวกและแว่นปิดบังใบหน้า แถมยังใส่เสื้อคลุมตัวนอกคลุมทับเสื้อผ้าอีกที มิหนำซ้ำ อีกฝ่ายยังเดินหลบกล้องวงจรปิดในบ้านพักตากอากาศของเขา ราวกับว่ารู้ตำแหน่งติดตั้งของกล้องแต่ละตัวดีอีกต่างหาก

            กริ๊ง กริ๊ง

            ยังไม่ทันที่จะได้เห็นชัดๆ เต็มๆ ตาว่าเจ้าของที่วางการ์ดใบนี้ทิ้งไว้ให้เป็นใคร เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง วาโยเผลอระบายลมหายใจออกมาเพราะถูกขัดจังหวะสำคัญ แต่แค่ไม่นานก็พูดทักทายแขกผู้มาใหม่ตามมารยาททั้งที่สายตายังยุ่งอยู่กับการจับผิดผู้ชายในจอคอมพิวเตอร์ด้านหน้า

            “บ้านพักตากอากาศหนาวเหนือยินดีต้อนรับครับ”

“ครับ เอ่อ...ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าที่นี่ยังมีห้องพักว่างให้เช่าอยู่ไหม”

            “มีครับ แต่รบกวนช่วยรอสักครู่นะครับ”

            วาโยตอบแบบขอไปทีเพราะเพียงอีกนิดเดียวก็จะเห็นหน้าเจ้าของโปสการ์ดใบนี้แล้ว ตอนนี้สมาธิของเขากำลังจดจ่ออยู่กับหน้าเทปบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดและไม่ต้องการให้ใครมาทำลายมัน ทว่าเพราะแขกผู้มาใหม่เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมแสนคุ้นเคย และเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงคุ้นหูที่ไม่ถูกดัดจนฟังดูแปล่งแปลกแทบไม่รู้เรื่องก็เรียกความสนใจจากวาโยไปได้สำเร็จ   

            “ถ้ายังไงผมขอเลือกห้องติดกับต้นดอกนางพญาเสือโคร่งนะครับ พอดีผมสัญญากับเมียไว้ว่าจะมาดูด้วยกันทุกฤดูหนาว แต่นี่ผมผิดสัญญากับเมียผมมาสามปีแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะยังรอผมอยู่ไหม”

            “...”

            คำสัญญาซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าครั้งหนึ่งเคยได้ยินมาจากที่ไหน ถูกเอื้อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งจากเจ้าของเสียงทุ้มต่ำ วินาทีนั้นวาโยหูอื้อ หน้าชา และมือไม้สั่นไปหมดเพียงเพราะไม่สามารถระงับอาการตื้นตันที่พองล้นจนคับอกได้ เมื่อทำใจกล้าช้อนสายตาขึ้นไปสบประสานกับเจ้าของเงาตะคุ่มตรงหน้า ลมหายใจที่ติดขัดในตอนแรกก็ถึงกับขาดห้วง ราวกับมีเวทมนตร์ดลบันดาล...ผู้ชายตรงหน้าทำให้เขาเหมือนตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ที่ต่อให้จะใช้ความพยายามสักเพียงไหนก็ไม่สามารถบังคับร่างกายตัวเองได้เลย

            “กลับมาแล้วนะ”

            “...”

            “รอนานไหม”

            “...”

            “สายลมของฉัน”

สิ้นประโยคคำถามที่ฟังดูเรียบง่ายและไม่มีนัยยะอะไรแอบแฝง โปสการ์ดซึ่งอุตส่าห์กำจนแน่นเพราะกะเอาไว้เป็นหลักฐานสำคัญก็ร่วงหล่นลงพื้น พร้อมๆ กันกับที่น้ำตามากมายไหลอาบลงมา...

            “คุณ...”

 

 

( อวสาน )

 

#วาโยอี้เผิง

 

ภาพตัวอย่างดอกนางพญาเสือโคร่งค่ะ ;w;

 

ยามเธอจากไปครานั้น รู้ไหมว่าเป็นเช่นไร 

วอนเธอกลับมารักใหม่ เพราะเพิ่งเข้าใจว่าตอนนี้รักเพียงแค่เธอ ♥

 

 

 

ถึง นักอ่านที่รัก

            ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงบทสรุปของนิยายเรื่อง เมียจ้าง

            ถ้าอ่านจบแล้วเกิดคำถามที่ว่า ใครกันนะที่โผล่มาในตอนท้าย ใครกันนะที่ทำให้วาโยร้องไห้เพียงแค่เห็นหน้า และถ้าสมมติว่าเป็นเขาคนนั้นจริง...เขารอดมาจากความตายได้อย่างไร? สามวาขอแนะนำว่าให้ค้นหาคำตอบในตอนพิเศษในฉบับรูปเล่มนะคะ *ยังมิวายขายของ*

            ตอนพิเศษในเรื่อง เมียจ้าง จะมีทั้งหมด ๖ ตอนนะคะ ( โดยขอสงวนสิทธิ์ไม่ลงเนื้อหาในเว็บตั้งแต่ตอนที่ ๑ - ๕ ส่วนตอนที่ ๖ จะลงให้อ่านในเว็บตามปกติค่ะ )

-          ๑. ความลับในวัยเด็กของวาโยและอี้เผิง

-          ๒. น้ำผึ้งพระจันทร์

-          ๓. หนาว เหนือ หน่อยแน่

-          ๔. ราชันย์ปั้นสิบ

-          ๕. มาเฟียที่ร้าย คุณหมอที่รัก

-          ๖. Interview ( โดยตอนนี้จะพิเศษตรงที่เปิดโอกาสให้นักอ่านได้ถามคำถามเกี่ยวกับตัวละครหลักทั้งสี่เข้ามา  อ่านรายละเอียดกติกาที่ระบุไว้ได้ในตอนถัดไป )

            และต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ไม่เป็น MPREG ในแบบที่มันควรจะเป็น บางคนอ่านเรื่องนี้แล้วหัวร้อน ด่าทอ สาปแช่งตัวละคร ฯลฯ แต่สามวาก็หวังจริงๆ นะคะ ว่านักกอ่านจะเข้าใจในการกระทำนั้นๆ แม้มันจะงี่เง่าและฟังไม่ขึ้นเลยก็ตามที

            ส่วนผลงานเรื่องถัดไปที่จะอัพมีด้วยกันถึง ๒ เรื่องค่ะ ( โดยสามารถคลิกชื่อเรื่องเพื่อกดติดตามไว้ได้เลยเน้อ )

            ทัณฑ์เถื่อน

            ยี่หวา

อ้อ หนังสือเรื่องนี้ออกกับสำนักพิมพ์ Hermit Books นะคะ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ถ้าหากมีอะไรคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบทันทีค่ะ

คิดฮอด & ฮักหลาย

สามวาตะวันตก

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว