ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 9 ค้าง... (100%)

คำค้น : นิยาย yaoi , นิยายวาย , ดราม่า, ทิน , พี่ลม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2560 00:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
9 ค้าง... (100%)
แบบอักษร

9 ค้าง...

     “แล้วพอหันไปทางหน้าต่างนะเว้ย แม่งก็เจอเลย! ผู้หญิงผมยาวๆ ยืนมองเขาที่นอนอยู่อ่ะ!

     “พอๆ หยุดเล่าเลยมึง กูไม่อยากฟังแล้ว”

     “ในนั้นก็บอกอีกว่าขยับตัวไม่ได้ด้วยอ่ะมึงงง”

     “กูบอกว่าพอออ ไอ้พันนน” ผมเอามือปิดหูตัวเอง โวยวายใส่เพื่อนตัวเองที่มันชอบแกล้งเอาเรื่องผีๆ ที่มันไปอ่านมาในกระทู้หลงกระทู้หลอนของมันมาเล่าให้ผมฟังด้วยท่าทีที่โครตจะกวนประสาทผม เล่าไปยิ้มไป แม่งแกล้งกูชัดๆ

     ผมกับพันนั่งเล่นอยู่ตรงโต๊ะหินที่ใต้ตึกวิศวะ ก็ที่ประจำแหละครับไม่ใช่ที่ไหนเลย วันนี้พวกผมเลิกเรียนกว่าที่คาด วันนี้อาจารย์ไม่มาสอนแค่มาสั่งงานเพราะมีธุระ พวกผมก็เลยถือโอกาสมารอที่นี่เลย เป็นฝ่ายรอพวกพี่มันมั้ง แล้วไอ้พันก็บอกเดี๋ยวจะแกล้งบ่นว่ามาช้ามั้งนะ

     “โถ่เอ้ยไอ้ทิน ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย กูนี่เป็นนิทานกล่อมกูหลับได้เลยนะ”

     “ก็กูไม่ชอบอ่ะ ไม่ได้กลัวแต่ไม่ชอบอ่ะ มึงนี่ก็แกล้งกูจัง” ผมไม่ได้กลัวจริงๆ ไม่ได้แบบมโนประสาทหลอนเวลาฟังหรืออยู่คนเดียวกลางค่ำกลางคืนขนาดนั้น แต่ผมไม่ค่อยชอบพวกเรื่องแบบนี้มากกว่า เหมือนกับว่าเวลาฟังแล้วมันทำให้นึกภาพตามแล้วมันจะประสาทหลอนหัวผมจนเก็บเอาไปฝันยังไงอย่างนั้น

     เอ่อ... แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่กลัวแน่นอนแหละ เชื่อผมดิ

     “เห้ย ได้ไงว่ะเนี่ย พวกมึงสองคนมาถึงก่อนพวกกู” เป็นเสียงพี่เคนที่มาถึงคนแรกก็ร้องแซวเล่นจนพวกผมต้องหันไปมอง เห็นกลุ่มรุ่นพี่วิศวะทั้ง 6 คนเดินมาอย่างกับบอยแบนด์ จนคนแถวนี้ต่างก็มองกันตาวาวเชียว

     “พวกผมเลิกตั้งนานละ พวกพี่แหละมาช้า พวกผมรอตั้งนานแล้วเนี่ยเห็นไหม” ไอ้พันมันร่ายยาวแล้วก็ทำแก้มป่องใส่ ผมก็ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็อดยิ้มไม่ได้กับท่าทางติ้งต้องของไอ้เพื่อนสนิท

     “ก็ดีแล้วไง มึงจะได้รู้ซะบ้างว่าคนรอมันเป็นยังไง” เป็นพี่ลมที่พูดหน้าเชิดใส่ ก็รู้อยู่หรอกว่าพี่มันพูดกระแทกผม ผมถึงได้แอบหันไปเบะปากอยู่คนเดียว

     พอมันถึงต่างคนต่างนั่งคนละมุมโต๊ะ พี่ฟ้าครามลงมานั้งข้างไอ้พัน ตามด้วยพี่เคน พี่ผิง พี่ไบท์ แต่ก่อนที่พี่ลมจะมานั่งข้างผม พี่แบงค์ก็พุ่งเข้ามานั่งข้างผมซะก่อน

     “พอดีเลยไอ้ทิน! กูมีคำถามจะถามมึง”

     “ครับ?”

     “มึงจริงจังขนาดนั้นเลยหรอวะแบงค์” พี่ไบท์ท้าวคางถามฝาแฝดของตัวเอง

     “เออดิ มึงดูหน้ากูกับไอ้ลมสิ ไม่ได้ๆ เรื่องนี้ต้องมีคนชนะเว้ย” ผมหันไปมองพี่ลมที่ทำหน้าจริงจังกับเขาบ้าง ไอ้ผมก็ขมวดคิ้วงง

     “มึงตอบตามความรู้สึกของมึงเลยนะไอ้ทิน ทฤษดงทฤษฎีอะไรไม่ต้องคิดไม่ต้องใช้ เข้าใจไหม” พี่ลมมันว่ายาว ผมที่งงอยู่แล้วทำให้งงหนักกว่าเดิมอีก

     “คะ ครับ เข้าใจแล้ว”

     “งั้นมึงฟังโจทย์ให้ดี สมมุตินะว่ามึงกำลังแอบชอบอยู่คนนึง เขากับมึงรู้จักกันดี คุยกันปกติดี แต่มีแค่มึงเท่านั้นที่คิดเกินคำว่าเพื่อน แล้ววันนึง มึงก็สารภาพความในใจกับเขาว่าชอบเขา แต่เขาดันปฏิเสธมึง บอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับมึงแบบนั้น แล้วเขาก็เริ่มออกห่างมึง เป็นมึงมึงจะทำยังไง จะตื้อไม่เลิกจนเขาเปิดใจ หรือจะตัดใจแล้วเลิกคุยกันไปเลย”

     คำถามของพี่แบงค์ทำผมชะงัก จมอยู่กับคำถามแล้วลองคิดตาม คิดว่าถ้าตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นแล้ว ภาพจินตนาการมันก็ผุดขึ้นมา ถ้าเป็นผมที่ยืนสารภาพกับ...

     ผมเผลอหันไปมองพี่ลม อยู่ๆ ใจมันก็เต้นแรง เม้มปากกับความคิดเมื่อกี้ ทำไมผมถึงได้นึกถึงตัวเองสารภาพรักกับพี่ลมกันเนี่ย

     “เอ้า ว่าไงมึง ตอบมาสักที” พี่แบงค์เร่งผมดึงสติผมกลับมาจนต้องก้มหน้างุด ของแบบนี้มันก็ต้องตอบแบบนี้อยู่แล้วสิ

     “ก็ต้อง... ตัดใจสิพี่” อย่างผมถ้าให้ตื้อคงแย่ ถ้าให้ตื้อเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยังพอทำได้ แต่ถ้าต้องมาตื้อใครจริงๆ จังๆ น่ะไม่เป็นหรอก กลัวโดนเขาเกลียดเอา ยิ่งถ้าเป็นอย่างที่สมมุติมา เป็นผมผมตัดใจตั้งแต่โดนเขาปฏิเสธแล้วแหละ

     ตุบ!

     “ฮ่าๆๆๆ เห็นไหมๆ กูว่าแล้ว ฮ่าๆๆๆ” พี่แบงค์มันหัวเราะลั่น ในขณะเดียวกันพี่ลมมันก็คอตกหัวโขกกับโต๊ะ ผมก็ตกใจเห็นปฏิกิริยาจากคำตอบของผมทั้งสองคนแล้วมันก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่

     “ตกลงนี่มันอะไรกันน่ะพี่” ในที่นี้มีแต่คนหัวเราะพี่แบงค์กันใหญ่ แต่มีพี่เคนแหละที่เริ่มอธิบาย

     “คืองี้พวกกูแกล้งแซวไอ้ลมมัน บอกว่าเดี๋ยวนี้มันตัวติดกับมึงขึ้นทุกวันนะ แล้วทีนี้ไอ้แบงค์ก็เลยถามมันว่ามึงเคยไปนอนค้างคอนโดมันหรือป่าว”

     “ค้าง?”

     “อื้อ มึงยังไม่เคยไปใช่ไหมล่ะ ไอ้แบงค์มันก็เลยท้าไอ้ลมว่าที่มันถามไปน่ะมึงจะตอบเหมือนใคร ถ้ามึงตอบเหมือนไอ้ลม มันก็จะเลี้ยงข้าวให้เดือนนึงเต็ม แต่ถ้ามึงตอบเหมือนไอ้แบงค์ซึ่งก็ที่มึงตอบนั่นแหละ ไอ้ลมต้องพามึงไปค้างที่คอนโดมัน 3 คืน”

     “ห้ะ? เดี๋ยวนะ ผมหรอ?”

     “เออ มึงต้องไปนะเว้ยไอ้ทิน! นี่มันเป็นการพนันระหว่างกูกับไอ้ลม มึงเป็นของกลาง เข้าใจไหม” ไอ้พี่แบงค์มันยัดเยียดฐานะใหม่มาให้ เวรล่ะ ไม่คิดจะถามอะไรผมสักหน่อยหรอวะเนี่ย

     “แต่ผม...”

     “ไม่มีแต่ มึงต้องไป เดี๋ยวกูจะให้สายสืบกูคอยบอกว่ามึงไม่ได้นอนที่หอมึง โอเคไหมไอ้พัน... ไอ้พัน!” ไอ้พี่แบงค์มันหันไปหาสายสืบที่ว่านั่น แต่รู้สึกเหมือนพันจะไม่ค่อยได้ฟังเลยแฮะ

     “หะ ห้ะ อื้อ เดี๋ยวจะจับตาดูให้เลย ไม่ต้องห่วง” ผมหันไปมองไอ้เพื่อนทรยศที่ไม่เข้าข้างผม มันหันมาตอบพี่แบงค์แล้วก็หันไปทะเลาะกับพี่ฟ้าครามต่อ

     เอ่อ ไม่เชิงทะเลาะมีปากมีเสียงหรอกนะครับ แต่ดูเหมือนพี่ฟ้ามันจะแกล้งจับมึงพันไว้ พอพันมันจะดึงออกก็ไม่ยอมปล่อย มันก็เลยหันไปตาถลึงใส่ เหมือนประมาณว่าโกรธแล้วนะ ปล่อยสักทีอะไรอย่างนี้ละมั้ง ก็หน้ามันแดงๆ อ่ะ

     “แต่ผมไม่ได้ตั้งตัวอะไรเลยนะครับ อยู่ๆ พี่จะมาบังคับผมเนี่ยนะ” ผมเลิกสนใจไอ้เพื่อนไม่รักดีแล้วหันไปประท้วงพี่แบงค์ต่อ

     “ไม่รู้ไม่ชี้เว้ย ถ้ามึงจะโกรธมึงต้องไปโทษไอ้ลมนู่นที่ตอบไม่ตรงใจมึง” ผมหน้าบึ้งมองไอ้คนที่ยังฟุบอยู่กับโต๊ะ ไม่แปลกใจหรอกถ้าพี่มันจะตอบแบบนั้น เพราะผมคิดว่าคนอย่างพี่มันมีความมุ่งมั่นพอที่จะตื้อใครสักคนได้แหละ ก็พี่มันทั้งเชื่อมั่นในตัวเองทั้งเอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีทางที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอก

     “เออน่า แค่ไปค้างบ้านกูแค่ 3 วันมึงจะค้านอะไรนักหนาวะ” พี่ลมมันเงยหน้าทำหน้างอใส่ แล้วหันคุยกับผม

     “ก็...” ก็ผมยังไม่ได้เตรียมใจนี่หว่า จะให้ไปค้างเลยทันทีทันใดเนี่ยมันก็แปลกๆ อยู่หรอก ผมกับพี่มันก็ไม่ได้สนิทขนาดต้องไปนอนค้างกันอะไรขนาดนั้น ไม่ใช่พี่รหัส พี่ข้างบ้าน หรือพี่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นแค่พี่... พี่เฉยๆ อ่ะ พี่ที่รู้จักกันแค่ไม่ถึง 3 เดือนเลยด้วยซ้ำ

     แถมท่าทางพี่มันก็เหมือนไม่เต็มใจด้วย ที่ก้มหน้าแพ้พนันพี่แบงค์แบบนั้น ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้ผมไปหรอกหรอ

     “จะคิดอะไรนักหนาวะ ไปอยู่กับกู ข้าวเช้ากลางวันเย็นก็มีให้ ที่นอนห้องน้ำก็มี แถม... เดี๋ยววันอาทิตย์นี้ก็ไปด้วยกันอยู่แล้ว ก็จะได้ออกพร้อมกันด้วยไง” พี่มันว่าอ้อมแอ้ม นึกถึงนัดที่เราสองคนเคยคุยกันไว้...

     พวกเราสองคนนัดกันไว้แล้วว่าวันอาทิตย์ที่จะมาถึงนี้ เราเอ่อ... จะไปเที่ยวที่สวนสนุกด้วยกัน มะ ไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ เหตุผลส่วนตัวของรุ่นพี่เอาแต่ใจของพี่ลมทั้งนั้น พี่มันได้บัตรฟรีจากญาติของพี่เขา แต่ได้มาสองใบ พี่ลมก็เลยเอามาให้ผม แล้วบอกให้ไปด้วยกันกัน ตอนนั้นผมไม่ได้มีความรู้สึกอยากไปเลยนะ ไม่เคยไปเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่คิดที่จะอยากลองไปเล่นอะไรเด็กๆ แบบนั้น ผมจึงปฏิเสธไป แต่พี่มันไม่ยอม บอกต้องให้ผมไปเท่านั้น ผมก็ถามกลับว่าทำไมล่ะ พี่มันก็...

     ก็กูอยากไปกับมึงอ่ะ!’

     เท่านั้นแหละครับ ผมก็รับบัตรเขามาอย่างงงๆ สติตอนนั้นเหมือนจะหายไปชั่วขณะ ผมยังคิดอยู่เลยว่าเดี๋ยวนี้ตัวเองเป็นพวกหลงคำพูดใครได้ง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ

     แต่พอหลังจากตอบรับคำชวนมาแล้ว ผมก็เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าจริงๆ แล้วพี่มันอยากไปเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกมาก แต่ไม่กล้าไปกับพวกเพื่อนๆ ของพี่มัน เพราะกลัวจะโดนแซวหาว่าเล่นอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้

     อย่าว่าแต่เพื่อนพี่เลย เป็นผมผมก็คิดอย่างนั้น คนอะไรโตแต่ตัวชะมัด

     “อะไรวะ พวกมึงแอบนัดไปไหนกันเนี่ย” พี่แบงค์หันมาถามหลังจากที่ได้ยิน ผมก็เพิ่งนึกได้ว่าพี่มันไม่น่าบอกใคร ผมหันไปมองพี่ลมเพราะไม่รู้จะตอบไปดีไหม ให้พี่มันตอบเองดีกว่า

     “เออ กูไปธุระกับมันเฉยๆ น่า” พี่ลมตอบแทน ไหงผมถึงรู้สึกตะหงิดใจนิดๆ แหะ แต่ช่างมันเถอะ ดีกว่าตอบตรงๆ ไปละนะ

     “แน่นะ?” เป็นพี่เคนที่หรี่ตาจับผิดพี่ลม แล้วหันมามองผมพลางๆ อะไรละนั่น...

      “เออดิเห้ย มึงไม่ต้องถามอีกรอบเลยน่ะ ตกลงมึงไปใช่ไหมทิน” พี่ลมหันมาคาดคั้นผมอีกรอบ และคราวนี้ผมก็ไม่คิดจะค้านอะไร แต่...

     “ก็... ถ้าพี่ไม่รำคาญผม...”

     “กูยังไม่ได้พูดสักคำเลย มึงนี่ก็คิดมากไปได้ ตกลงว่าค้างตั้งแต่วันนี้เลยละกัน”

     “วันนี้หรอ?”

     “อือ ตอนนี้เลย ไป ไปเก็บของ” พี่มันฉุดผมขึ้น แล้วก็เร่งผมจนตามไม่ทัน ต้องรีบห้ามปรามซะก่อน

     “เดี๋ยวพี่ลม! ไอ้พัน แล้วมึงล่ะจะไปไหนเปล่า จะกลับเลยไหม” ผมหันมาถามเพื่อนตัวดี มันทำอ้ำอึ้งเหมือนจะตอบไม่ถูก แต่ดันมีเสียงอื่นตอบกลับมาแทน

     “เดี๋ยวมันไปกับกู” ผมชะโงกมองคนข้างหลัง พันมันไม่ได้ว่าอะไรที่พี่ฟ้าครามตอบแทน  แถมยังหันกลับมาพยักหน้าให้ผม เชิงว่าใช่อีกต่างหาก

     จะเป็นไรไหมที่ผมจะคิดมาก ว่าสองคนนี้มันแปลกๆ ยังไงชอบกล

     “ปล่อยมันไปเหอะน่า ไปได้แล้ว”

 

     ผมยัดเสื้อลำลองตัวสุดท้ายใส่กระเป๋าสะพายใบใหญ่ มองสำรวจในกระเป๋าอีกรอบว่าลืมของที่จำเป็นต้องใช้สำหรับค้างคืนหรือเปล่า

     “เฮ้อออ” นี่จะไปค้างจริงๆ หรอเนี่ย ไม่ได้ล้อเล่นกันใช่ไหมเนี่ย...

     ผมบ่นอยู่ในใจ ไปค้างตั้ง 3 วัน จะต้องทำยังไงบ้างนะ ห้องพี่ลมจะเป็นยังไง ต้องใหญ่แหงๆ พี่มันรวยนี่นา หวังว่าคงมีหลายห้องให้ผมนอนละนะ

     “เสร็จยัง? ทำไมนานจังวะ” พี่มันเดินเข้ามาถามน้ำเสียงปนรำคาญ มันทำให้ผมสะดุ้ง

     “ก็เช็คของอยู่ว่าลืมอะไรหรือเปล่า จะได้ไม่ต้องกลับมาเอาอีกไง” ผมว่าแล้วปิดซิปกระเป๋าใหญ่ แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าใส่หนังสือเรียนอีกใบหนึ่ง

     “จะกลับมาทำไมให้เสียเวลาวะ ถ้ามึงลืมอะไรก็ค่อยใช้ของกูก็ได้นี่หว่า”

     “ห้ะ”

     “จะตกใจทำไมวะ มึงกับกูก็ผู้ชายด้วยกัน จะซีเรียสไปทำไม”

     “ป่าวๆๆ ผมไม่ลืมอะไรหรอกน่า” ผมส่ายหน้ารัว

     ไม่ ไม่ได้ซีเรียสสักหน่อย แต่ถ้าผมลืมแปรง ลืมเสื้อ ลืม... ไม่สิ ไม่ลืมๆ เช็คหมดแล้วนี่

     “งั้นก็ไปเถอะ” พี่มันจะเดินนำไปแล้ว แต่ก็หันกลับมาก่อน “กระเป๋ามึงอ่ะ หนักมากไหม เดี๋ยวกูถือให้”

     “ไม่หนักฮะ พี่ไปเหอะ” ผมส่ายหน้า และจะเดินไป แต่พี่มันขวางไว้

     “ดูตัวมึงด้วยทิน กระเป๋าแม่งจะใหญ่กว่าตัวมึงอยู่ละ เอามา” พี่มันแย่งกระเป๋าผมไปจากบ่า ผมแย้งอะไรไม่ทันพี่มันจริงๆ โดนแย่งแล้วเดินออกไปจากห้องทันที ผมเลยจำใจเดินตามออกมาแล้วหยิบกุญแจขึ้นมาล็อกประตู

     แกร้ก!

     ประตูเปิดออกโดยกุญแจจากคนข้างๆ แต่เป็นผมที่เปิดแทน ไม่ใช่อะไรหรอกนะ แค่ตอนนี้เจ้าของห้องดันมือไม่ว่าง ถือทั้งกระเป๋าทั้งถุงอาหารสดที่เพิ่งจะไปซื้อมา

     ก่อนจะถึงคอนโดนพี่ลม พวกเราก็แวะตลาดข้างทางกันซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารไว้ไปหลายคืน ตอนแรกพี่ลมกะจะซื้อกับข้าวสำเร็จรูปแล้วอะไรพวกนี้ แต่พอคิดไปคิดมา ผมก็รู้สึกอยากจะทำอาหารขึ้นมาบ้างเลยบอกไปว่าจะทำให้

     ตอนบอกว่าจะทำให้ พี่มันล้อผมใหญ่ พี่มันไม่เชื่อว่าผมทำอาหารเป็น แต่ผมก็นั่งเถียงเล่าถึงลิสต์อาหารที่ผมทำเป็นตั้งแต่เมนูไข่ยันแกง พี่มันก็เลยจัดให้ผมซะเลย..

     พี่ลมเดินไปวางถุงของไว้ตรงเคาน์เตอร์โซนครัว ผมมองสำรวจห้องพี่ลมสักพักแล้วเดินไปวางของสมทบบ้าง ห้องพี่มันก็ใหญ่พอสมควร มีความเรียบแต่ดูหรู น่าจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ครบถ้วน โดยรวมแล้วห้องนี้คงจะราคาแพงน่าดูแหะ

     “มึงจะอาบน้ำก่อนไหม”

     “ยังอ่ะพี่ เดี๋ยวผมค่อยอาบหลังกินข้าวดีกว่า” ผมบอก พลางหยิบผักในถุงออกมาเลือก

     “อือ งั้นเดี๋ยวกูอาบก่อนละกัน” ผมพยักหน้า พี่ลมมองผมที่กำลังเลือกของ “แน่ใจนะว่าทำได้ ไม่ใช่โม้นะมึง”

     “คอยดูเถอะ ได้กินเมื่อไรแล้วจะรู้ว่าผมไม่ได้โม้” ผมบอกหน้าเชิดใส่ ดูถูกฝีมือผมไปได้ ผมเข้าครัวกับแม่เป็นประจำ จนบางวันที่แม่ผมขี้เกียจเข้าครัวก็ยังให้ผมเข้าไปทำแทน ผมก็ไม่ขัด เพราะถนัดเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

     “เออๆๆ... กระเป๋ามึงกูเอาไปเก็บที่ห้องกูเลยนะ”

     “ครับ... ห้ะ!” ผมที่กำลังล้างผักอยู่หันขวับไปทันที แต่ผมทักท้วงไม่ทัน พี่มันเดินเข้าไปแล้ว ปล่อยให้ผมยืนเหวออยู่คนเดียว

     นอนห้องพี่ลม... อะ อาจจะนอนพื้นก็ได้มั้ง พี่มันคงมันพิลึกให้ผมนอนด้วยหรอก

     ผมส่ายหัวไปมา เลิกคิดเลิกกังวล แล้วหันมาสนใจของที่อยู่ตรงหน้าออย่างจริงจัง วันนี้ทำแกงส้ม ผมเริ่มหั่นสายบัว และแกะเปลือกกุ้ง ตอนแรกจะเอาถั่วฝักยาวมาแล้ว แต่พี่มันบอกไม่ชอบ เลยเปลี่ยนมาเป็นสายบัวแทน พอน้ำเดือดก็ใส่เครื่อง และก็เริ่มปรุง

     “กลิ่นหอมว่ะ” ผมหันไปตามเสียง เจ้าของห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ตอนนี้อยู่ในชุดลำลองดูสบาย เสื้อสีครีมแขนสั้นกับกางเกงสามส่วนสีน้ำตาล ยืนท้าวคางกับเคาน์เตอร์มองหม้อแกงส้มที่กำลังเดือด

     “แน่นอน” ผมยิ้มปริ่ม

     และปิดเตาแก๊ส และก็คิดว่า น่าจะทำอีกสักอย่างหนึ่ง ผมทำอะไรที่ง่ายๆ อย่างไข่เจียวล้วนๆ ไม่ใส่อะไร อีกหนึ่งอย่าง เพียงแค่แปบเดียวก็เสร็จ ใช้เวลาจัดโต๊ะไม่กี่นาทีก็เสร็จ

     “กินได้?”

     “กินได้!” ผมหน้ามุ่ย พี่มันทำหน้ากวนตีนชิบหายเลย

     พี่ลมลงมือตักแกงส้มกินกับข้าว ตามด้วยไข่เจียวเนียนๆ ผมยังนั่งหน้ามุ่ยอยู่ แต่ใจผมกำลังลุ้นว่าอีกคนจะพูดว่ายังไง

     “...อื้อ”

     “...” ผมเม้มปาก พี่มันพยักหน้าหงึกๆ หลังกินไป

     “...อือ สมกับที่มึงพูดว่ะทิน”

     “ก็แหงสิ ผมไม่ได้โม้สักหน่อย” ผมยิ้มปริ่ม แล้วเริ่มตักกินกับเขาบ้าง

     “อือ อร่อยจริงว่ะ” ยิ่งพี่มันพูดผมยิ่งอยากจะยิ้มกว้างๆ “พรุ่งนี้ขอกะเพราไก่ไข่ดาวนะ”

     “สั่งเหมือนผมเปิดร้านอาหารตามสั่งเลยนะ” กินไปแล้วก็ยิ้มไป ถึงจะบ่นไปอย่างนั้นก็เถอะ

     แต่ถ้าพี่มันชอบ ผมก็ทำให้ได้...

     ผมหยิบเสื้อผ้ากับของที่จะใช้ก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำ เปิดประตูเข้าไปแล้วก็ต้องสำรวจมอง ขนาดห้องน้ำพี่มันยังดูหรูแบบเรียบๆ เลยแหะ ตรงอ่างล้างมีทั้งแป้ง โฟมล้างหน้า และครีมอยู่สองสามอย่าง เหลือบไปก็เห็นแก้วแปรงสีฟันกับยาสีฟันวางอยู่ข้างๆ

     เพราะอะไรไม่รู้แหะที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ จนต้องเม้มปาก ในหัวดันไปนึกถึงคำพูดของพี่ลม...

     ถ้ามึงลืมอะไรก็ค่อยใช้ของกูก็ได้นี่หว่า

     คะ ใครมันจะไปกล้าใช้กัน ไม่มีทางหรอก!

     ผมหันขวับกลับมาตรงหน้า พลางส่ายหัวไปมาให้เลิกคิด แล้วก็อาบน้ำ ทั้งๆ ที่ใจยังเต้นเร็วเกินกว่าปกติอยู่นิดๆ

     ออกมาก็เห็นพี่ลมนั่งดูหนังอะไรอยู่ก็ไม่รู้ หนังบู๊ๆ ผมเดินผ่านพลางเช็ดหัวที่เปียก นึกขึ้นได้ว่ามีงานที่ต้องทำให้เสร็จส่งอาทิตย์นี่หว่า

     “พี่ลม ผมขอใช้โต๊ะทำงานพี่นะ”

     “เออ” พี่มันหันมองนิดๆ แล้วก็กลับไปดูหนังเหมือนเดิม

     ผมหยิบชีทพร้อมกันหนังสือที่ต้องใช้คู่กันไปที่โต๊ะที่ว่านั่น ซึ่งมันก็อยู่ในห้องนอนของพี่ลมนั่นแหละ ของทุกอย่างอยู่ที่ห้องนี้หมด

     ผมพาดผ้าขนหนูแล้วเริ่มอ่านคำถามในแต่ละข้อ พยายามทำความเข้าใจกับคำถามแล้ววิเคราะห์ว่าต้องการคำตอบอะไร แล้วก็อ่านหนังสือควบคู่ไป มันก็ไม่น่าใช่เรื่องยากสำหรับงานที่ผมทำ

     ถึงงานนี้จะส่งอาทิตย์หน้า แต่ผมก็พยายามที่จะทำให้เสร็จก่อนวันอาทิตย์ จะได้ไม่ต้องรีบกลับมาทำหรือมานั่งปั่นตอนเช้า

     แต่ แต่... ผมดันอ่านแล้วงงเองนี่มันคืออะไรวะเนี่ย?

     ผมเริ่มนั่งกุมขมับ งงกับตัวเองจริงๆ ทำไมเป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ยากขนาดนี้หว่า

     “ไอ้ทิน กูจะนอนแล้วนะ มึงจะนอนยัง” ผมสะดุ้ง พี่ลมเข้ามาตั้งแต่ก็ไม่รู้

     “นอนเลยก็ได้ฮะ” ผมเก็บของรวมกันแล้วเก็บเข้าใส่กระเป๋าไว้เหมือนเดิม

     “ทิน ผมมึงแห้งยังวะ?”

     “ห้ะ” ผมฟังแล้วก็นึกขึ้นได้ ลืมไปว่าเพิ่งสระผม จับผมตัวเองอย่างลวกๆ “แห้งแล้วๆ”

     “แน่ใจ?” ผมพยักหน้า แขวนผ้าขนหนูกับไม้แขวนที่ตู้เสื้อผ้า พอจะหันกลับก็เจอกับพี่ลมที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง

     “อะระ.. ทะ!” ผมยืนนิ่ง ตัวแข็งเลยก็ว่าได้ คนตรงหน้าดันสอดมือเข้ามาในกลุ่มผมของผม แถมยัง... ลึกถึงหนังหัวผมด้วย...

     “ยังไม่แห้งดีเลย ไปเช็ดอีก”

     “หะ แห้ง.. แล้ว” ผมยังยืนเอ๋อ พี่ลมหันไปหยิบผ้าขนหนูออก

     “ยังจะเถียงกูอีก ไปนั่งเลยไป”

     “ห้ะ?”

     “เดี๋ยวกูเช็ดให้”

     “มะ ไม่เอา! ผะ ผมเช็ดเอง” ผมรีบแย่งผ้าขนหนูมา แล้วหันหลังให้ คลุมหัวเช็ดผมตัวเองอย่างลวกๆ ไม่ได้คิดจะใส่ใจในการเช็ดผมสักเท่าไร เพราะในตัวมันรู้สึกร้อนๆ หัวใจที่เมื้อกี้เหมือนจะหยุดเต้นกลับเต้นแรงกว่าเดิมซะอีก

     อยู่ใกล้พี่ลมแล้วอันตรายแหะ...

     ผมชำเลืองไปมองพี่มันที่นอนบนเตียงแล้ว หน้าผมเริ่มมุ่ยขึ้นมา พี่มันนอนสบายเลย เห็นแล้วก็อยากนอนมั้ง

     นอน... เดี๋ยวนะ...

     “พี่ลม... แล้วผมนอนไหนอ่ะ”

     “...นอนกับกูไง”

     “แล้วนอนไหน?”

     “กับกู เตียงกู” ชัดถ้อยชัดคำมาก...

     “...เอาจริงดิ” ผมหน้าเหวอกว่าเดิม พี่มันจะให้ผมนอนที่เตียงจริงดิ

     “เออ เตียงกูออกจะใหญ่ ถ้ามึงไม่นอนดิ้นมึงก็ไม่ตกเตียงหรอกน่า”

 

     “แต่..."

     “แต่? หรือมึงจะนอนพื้น? กูไม่มีผ้าให้นะ" ผมหน้าเจื่อนเมื่อได้ยินอย่างนั้น แค่ผมยืนเฉยๆ ยังหนาวเท้าเลย แล้วถ้านอนพื้นอย่างนั้นเลยผมคงแข็งตายเลยอ่ะ

     “ผม..."

     “ไม่ต้องเถียงกูเลย เช็ดผมเสร็จก็ปิดไฟให้กูด้วยล่ะ" พี่มันพูดตัดบทแล้วคลุมโปงพลิกตัวไปอีกฝั่ง ผมเลยไม่พูดอะไรออกมา เพราะผมก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน

     เช็ดผมเสร็จ ผมก็ปิดไฟเดินมาข้างเตียง มองอีกคนที่น่าจะหลับไปแล้ว พี่ลมนอนเหลือที่ให้ผมไว้ครึ่งหนึ่งของเตียง

     เอาก็ได้วะ...

     ยืนลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเลิกผ้าห่มล้มตัวนอนสักทีี จัดท่าจัดทางทีสบายที่สุดนอนหงายก่อนที่จะตัดสินใจนอนตะแคงหันตรงข้ามกับพี่ลม

     “อือ..." เสียงขยับตัวของอีกคนพร้อมกับเตียงที่ขยับ ทำให้ผมต้องเอี้ยวหัวหันไปมอง...

     แสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่าน ใบหน้าที่พี่ลมกำลังหลับนั้น... ทำให้ผมมองนานเกินไป...

     หัวใจก็เต้นแรงด้วย...

     ผมรีบหันกลับมาที่เดิมพยายามข่มตาให้หลับ

     แต่... จะนอนหลับลงไหมเนี่ย...

 

 2BeCon 

 

Ps. Happy New Years น้าาาา ลงไม่ทันเที่ยงคืนพอดีแหะ เสียจุยยยย
ไรท์ขอบอกตรงๆ เลย ทั้งตอนนี้ ตอนบรรยายทำอาหารเป็นอะไรที่ยากมากๆๆๆๆ 

ความคิดเห็น