Foster: ชะตานำพารัก
Chapter 01 โชคชะตานำพา
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

Chapter 01 โชคชะตานำพา

Chapter 01

โชคชะตานำพา

ห้องทำงานของผู้บริหาร

“ตระกูลเพื่อนกูน่ากลัวขนาดนี้ ยังมีคนกล้ากระตุกหนวดเสืออีกเหรอวะ” ชายหนุ่มผู้เอ่ยทำลายความเงียบชื่อโซน หน้าตาถือว่าดีทีเดียว ผิดตรงที่ทะเล้นและเจ้าชู้มากไปหน่อย ก่อนหนุ่มแว่นอย่างภูผาจะเอ่ยถามมาอีกคน

“พวกมันเป็นใคร”

ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะผู้บริหารส่ายหน้าตอบ “ไม่รู้”

เขาคือลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูลฟอสเตอร์ ชื่อว่าออสติน ใบหน้าลูกครึ่งหล่อเหลาไร้ที่ติ ดั่งเทพเซียนลงมาจุติบนโลกมนุษย์ เขาพูดน้อย ไม่ชอบความวุ่นวาย เป็นระเบียบ รักสะอาด โลกส่วนตัวสูง? ถึงอย่างนั้นคุณชายอย่างออสตินยังคงเป็นโสด ด้วยเหตุนี้ครอบครัวจึงเป็นกังวลตามไปด้วย

“เราลงพื้นที่ไปตรวจสอบดูดีไหมคะ เกิดคนพวกนั้นยังเอาชื่อเสียงของตระกูลพี่ไปใช้อ้างเพื่อขายสินค้าเถื่อนอยู่แบบนี้ คนที่ถูกหลอกจะเดือดร้อนไปด้วย”

ออสตินพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเฌอรีน เธอเป็นลูกสาวของลุง สนิทกันเหมือนพี่น้องแท้ ๆ แม่ของออสตินยังรับเฌอรีนเป็นลูกสาวบุญธรรม ดังนั้นเฌอรีนไม่ต่างอะไรกับน้องสาวของเขา ออสตินรักและเอ็นดูเธอมาก แม้ว่าเฌอรีนจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มของเธอไปแล้ว เขายังคอยเป็นห่วงตามดูแลเธอเหมือนอย่างเคย

ออสตินเสนอจะเป็นคนลงไปตรวจสอบต้นสายปลายเหตุด้วยตัวเอง เฌอรีนขมวดคิ้วส่ายหน้าไม่เห็นด้วย เธออยากช่วยพี่ชายจัดการ สุดท้ายต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้เพราะออสตินไม่ต้องการให้เธอไปเสี่ยงอันตราย หญิงสาวหน้ามุ่ยลุกเดินมาหอมแก้มพี่ชายแล้วเอ่ยกำชับเสียงหนักแน่น

“กลับมาต้องรายงานเฌอด้วยนะคะ”

“ครับ” ออสตินพยักหน้าตอบ

เฌอรีนยิ้มหวานเดินออกไปจากห้องทำงานของพี่ชาย สองเพื่อนสนิทมองฉากอ่อนโยนที่ร่างสูงหล่อมักแสดงออกมาให้เห็นเวลาอยู่กับครอบครัวและน้องสาว ต่างพากันยิ้มมุมปาก ภูผาอดไม่ไหวเลยพูดออกมา

“ถ้าทำตัวแบบนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวบ้าง คุณชายอย่างมึงคงมีแฟนเป็นสิบยี่สิบคนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ไม่อยู่เป็นโสดจนถึงทุกวันนี้หรอก”

“กูเห็นด้วย!!” โซนพยักหน้าทันที เพื่อนพวกเขาฐานะโคตรดี ทั้งหล่อทั้งรวย ขยันทำงาน ถ้าพูดให้ถูก ไม่ใช่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ออสติน เพียงแต่ว่า คุณชายเขาไม่สนใจแค่นั้นเอง สมัยเรียนมหาลัยแม้ว่านานๆ ทีหนุ่มสาวเหล่านั้นจะได้เห็นหน้าออสติน ถึงอย่างนั้นคนชอบก็มีมากมาย ยังจัดให้ออสตินเป็นหนุ่มหล่ออันดับหนึ่งที่เจอตัวยากด้วยซ้ำ

“ใครสน” ออสตินไหวไหล่กลับ

“มึงเลิกทำตัวติดกับน้องเฌอรีนสักที กูสงสารสามีน้องว่ะ” โซนส่ายหน้า

“ใช่ๆ” ภูผาพยักหน้าเห็นด้วยทันที

“อือ” ออสตินตอบกลับในลำคอเพียงสั้น ๆ พอนึกถึงใบหน้าของขุนเขา สามีของเฌอรีนมุมปากเขาคล้ายจะยกยิ้ม น้องเขยคนนี้อ่อนเกินไป มักถูกออสตินแกล้งเพราะความสนุกอยู่บ่อยครั้ง ใครใช้ให้ขุนเขาแย่งน้องสาวของเขาไป คนหวงน้องเลยชอบทำเป็นว่างานที่บริษัทยุ่งมากเพื่อให้เฌอรีนมาช่วยงานทางนี้แทน

ออสตินส่ายหน้าไล่ความคิดออกจากหัว ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเรียบเฉย เขาหรี่ตามองเอกสารตรงหน้าเพียงเล็กน้อย ฉีกมันออกมาแล้วขย้ำเป็นก้อนโยนลงถังขยะไม่ไกล โซนกับภูผากลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก มองสีหน้าคุณชายซึ่งเรียบเฉยจนรู้สึกกลัว รอบตัวช่างเย็นเยือกราวกับทั้งคู่นั่งอยู่ในห้องแช่แข็ง ดูท่าไอ้พวกที่กล้าเอาชื่อเสียงตระกูล Foster ไปหลอกเอาเงินของพวกคนรวยใกล้จะถึงคราวเคราะห์เสียแล้ว

“มึงจะลงพื้นที่ไปสืบหาตัวคนทำวันไหน” ภูผาถาม

“ค่ำนี้” ออสตินตอบ

“งั้นกูไปกับมึงด้วย”

“มึงสองคนไปกันหมด จะขาดคนฉลาดอย่างกูไปไม่ได้” โซนยักคิ้วสองที

ออสตินยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน สองคนนี้คงเบื่อจะช่วยเขาทำงานอยู่แค่ในบริษัท เลยอยากออกไปเล่นสนุกข้างนอกบ้าง บางทีออสตินก็สงสัย ครอบครัวโซนกับภูผาไม่ได้ขาดงาน ออกจะมีงานให้ทำเยอะแยะ ทั้งสองคนกลับเลือกจะมาช่วยงานเขา ซึ่งมันก็ดีเพราะภูผาเก่งไอที เห็นโซนทะเล้นก็มีดีหลายอย่าง ได้สองคนนี้มาช่วย งานราบรื่นไปเยอะ

“อยากออกไปสนุกก็บอกมาตรงๆ”

“สมเป็นเพื่อนรักของไอ้โซน คุณชายออสตินคงไม่ได้คิดอะไรกับกระผมใช่ไหมขอรับ” ขยิบตาหนึ่งที

“…” ออสติน

ภูผาหัวเราะลั่น “มึงยังกล้าล้อออสตินเล่นอีกเหรอวะโซน คราวก่อนโดนการ์ดคนสนิทมันจับโยนออกจากห้องไปคงยังไม่เข็ดหลาบสิท่า”

“กูแค่ล้อมันเล่นไหมล่ะ” โซนยิ้มแหยหันมองออสติน เพื่อนตัวดีฟังที่ไหน หยิบมือถือขึ้นมาคุยอยู่สักพักก็วางสาย ไม่นานเสียงเคาะประตูดังขึ้น เห็นหนึ่งกับสองเปิดประตูเดินเข้ามาโซนสะดุ้งอย่างรู้ชะตากรรม รีบโวยวายขึ้นมาทันที

“ไม่เอานะเว้ยออสติน!! คราวนี้มึงจะจับเพื่อนที่แสนหล่อเหลาของมึงโยนออกไปข้างนอกไม่ได้” โซนกะพริบตาปริบ ๆ มองอ้อนพยายามทำตัวให้น่ารักน่าสงสารสุดชีวิต มันตลกมากจนภูผากลั้นขำไว้ไม่ไหว ต่างจากออสติน เห็นสีหน้านี้ของเพื่อนทีไร เขาแทบอยากจับมันโยนออกไปเดี๋ยวนี้ โซนไม่ใช่ผู้ชายผอมเพรียว หน้าตาไม่ได้น่ารัก ออกจะสูงใหญ่ แข็งแกร่ง เห็นแล้วชวนขนลุกไม่น้อย

“ถ้ายังไม่เลิกทำหน้าตาแบบนี้ ฉันจะให้หนึ่งกับสองจับโยนออกไปข้างนอก”

“รับทราบ!!!” โซนรีบกลับมาเป็นคนปกติเช่นเดิม จากนั้นทุกอย่างก็เงียบลง ออสตินเริ่มคุยธุระกับการ์ดคนสนิท โดยมีเพื่อนสองคนนั่งฟังสีหน้าจริงจัง เมื่อคุยกันเสร็จเรียบร้อย ทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปทำงานของตัวเองต่อ…

 

เวลาสี่ทุ่มครึ่ง

ออสตินกับเพื่อนสองคนแอบยืนมองอยู่ซอกมืดในตึกร้างแห่งหนึ่ง ทั้งสามปลอมตัวมาสืบเรื่องที่คุยกันในห้องประชุม เพราะแอบฟังอยู่ไม่ไกลมากนัก ทำให้ได้ยินชัดเจนว่าพวกมันกำลังคุยอะไรกันอยู่บ้าง คนพวกนี้ก็แค่ลูกน้องปลายแถว เขาต้องการรู้ว่าเบื้องหลังมีใครบงการกันแน่

“ขายของปลอมให้พวกคนรวยหน้าโง่ได้เงินเยอะเลยว่ะ”

“ต้องขอบคุณชื่อเสียงของตระกูล Foster นะเว้ย แค่อ้างชื่อ คนรวยพวกนั้นก็รีบควักเงินมาซื้อของเราโดยไม่ตรวจสอบสินค้าสักชิ้น ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา พวกเรายังไม่ต้องรับผิดชอบ มีแต่ได้กับได้ว่ะ ฮ่าฮ่า”

“ไอ้เลวพวกนี้!!” โซนกัดฟันแน่น เห็นคนพวกนั้นหัวเราะยิ่งรู้สึกโกรธ

ครอบครัวออสตินค้าขายหลายอย่าง ทั้งอุปกรณ์การแพทย์ ทั้งนำเข้ารถยนต์ เครื่องเพชร เครื่องดื่ม กระทั่งมีโรงแรมหลายแห่ง สินค้าที่ขายไปต้องตรวจสอบหลายขั้นตอน ผลิตด้วยวัสดุและวัตถุดิบอย่างดี คนพวกนี้กลับทำของลอกเลียนแบบเกรดต่ำออกมาขาย ใช้ชื่อเสียงของตระกูล Foster เป็นการเปิดทาง คนซื้อไปไม่คิดเอะใจ เพราะคิดว่าเชื่อถือได้ หากสินค้าผิดพลาดมาชื่อเสียงตระกูลของออสตินต้องแย่ตามไปด้วย

“บุกไปจับเลยไหม” ภูผาถาม

“รอดูกันก่อน” ออสตินตอบเสียงเบา สายตาดุดันจ้องมองที่คนกลุ่มนั้นไม่ละไปไหน เขาต้องการรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง มีแค่นี้หรือยังมีคนเพิ่มอีก ไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น เสื้อตรงกระเป๋าซ้ายของพวกมันยังมีตราประจำตระกูล Foster ด้วย เป็นของปลอมที่ทำได้เหมือนของแท้ ช่างน่านับถือเสียจริง

“แล้วถ้า…”

เสียงของโซนเงียบลงพร้อมกับสีหน้าซีดเผือด เพราะเสียงมือถือของภูผาดังขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว เจ้าตัวรีบกดตัดสายทิ้งแล้วปิดเครื่องทันที ถึงอย่างนั้นมันก็สายไปเสียแล้ว ภูผายิ้มแหยมองหน้าเพื่อนอย่างรู้สึกผิด พร้อมเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดของชายฉกรรจ์พวกนั้น

“ใครอยู่ตรงนั้น ออกมาเดี๋ยวนี้นะเว้ย!”

“เวรแล้ว” โซนลูบหน้าตัวเอง

“ขอโทษได้ไหมล่ะ” ภูผา

“เดี๋ยวไว้ค่อยจัดการมึงทีหลัง” ถลึงตาใส่ภูผาเสร็จโซนก็หันมาถามความเห็นจากออสติน “เอาไงมึง พวกมันจับได้แล้วว่ามีคนแอบฟัง”

“ฆ่าทิ้งให้หมด” น้ำเสียงของออสตินฟังดูปกติ ทว่าสายตาคู่สวยคมกริบน่ากลัวเหลือเกิน เขามองคนพวกนั้นที่กำลังวิ่งมาทางนี้ด้วยท่าทีนิ่งสงบ ไม่มีความกังวลให้เห็นสักนิด เพื่อนทั้งสองคนต่างออกไป มือที่จับกระบอกปืนเต็มไปด้วยเหงื่อ สาเหตุเพราะฝั่งนั้นคนเยอะกว่ามาก

“เรายังไม่รู้ตัวคนบงการเลยนะเว้ย ปะทะกันขึ้นมาจะดีเหรอวะ”

คำพูดของภูผาฟังขึ้นมานิดหนึ่ง ออสตินเก็บปืนลงพร้อมกับวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่พูดสักคำ โซนกับภูผามองหน้ากันด้วยท่าทีเหวอ ๆ ก่อนจะวิ่งตามออสตินออกไปบ้าง พอคนพวกนั้นวิ่งมาถึงก็พบกับความว่างเปล่า หนึ่งในนั้นโมโหเลยเตะเข้ากับเศษเหล็กเกิดเสียงดัง ทำให้แมวดำที่หลับอยู่ตัวหนึ่งตกใจตื่น ร้องลั่นพลางวิ่งผ่านหน้าพวกเขาไป

“หรือพวกเราจะหูฝาดกันเอง”

“กระจายกันหาให้ทั่วตึก”

“ครับ!!”

สุดท้ายไม่พบใครสักคนในตึก คนกลุ่มนี้เลยคิดว่าตัวเองหูฝาดไปจริง ๆ ตัดภาพมาที่อีกฝั่ง ชายหนุ่มร่างผอมเพรียวในชุดนักศึกษาถูกระเบียบเปิดประตูเดินลงจากรถหรูราคาแพง กระเป๋าสะพายหลังใบใหญ่หนักอึ้งด้วยเอกสารทางการเรียน มือซ้ายกอดหนังสือเล่มหนาไว้สองเล่ม ใบหน้าอิดโรยเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มกลับสดใส

“ขอบใจพวกมึงมากที่มาส่ง”

“ให้พวกกูลงจากรถเดินไปส่งที่บ้านไหม” เพื่อนสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มเอ่ยถาม เธอชื่อแตงไทย คนที่นั่งเบาะหลังกับเธอชื่อคราม หมอนี่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของแตงไทย ส่วนเจ้าของรถชื่อกองทัพ นั่งหงุดหงิดเพราะถูกเจ้าของใบหน้าสวยสั่งให้มาส่งถึงแค่ป้ายรถเมล์

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เดินลัดเลาะผ่านตึกพวกนี้ไปก็ถึงบ้านกูละ” ส่วนผม ชื่อภีม อายุยี่สิบปี เรียนบริหารปีสาม เห็นกลับดึกจนเพื่อนต้องมาส่งเพราะทำรายงานเพิ่งเสร็จ รถเมล์มันหยุดวิ่งไปแล้ว วินที่สนิทด้วยกลับบ้านไปนอนกันหมด นั่งแท็กซี่ก็แพงไปเสียดายเงิน จะเดินกลับเพื่อนก็ไม่ยอมเพราะเป็นห่วง จากมหาลัยมาบ้านไกลพอสมควร

“แต่…” คราม

“คุณเพื่อนทั้งสามครับ กูเป็นผู้ชายและยังเป็นมวย เลิกทำหน้าเหมือนเป็นห่วงกูม๊ากมากสักที แล้วพวกมึงก็รีบกลับบ้าน อย่าลืมว่าพรุ่งนี้มีเรียนตอนเช้าวิชาอาจารย์สิริ ไปสายอาจารย์ล็อคประตูห้องเข้าเรียนไม่ได้ ถูกเช็กขาดมาโทษกูไม่ได้นะ”

“เออๆ” ทั้งสองพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง จากนั้นครามก็ลงจากรถย้ายมานั่งข้างคนขับ กองทัพถอนหายใจเฮือกหนึ่งพร้อมกับโบกมือไล่ภีมให้รีบเดินกลับบ้าน เมื่อเห็นว่าเจ้าของใบหน้าสวยเดินหายเข้าไปในซอย รถของกองทัพจึงเคลื่อนออกไปบ้าง

ภีมเดินย้อนกลับมาทางเดิม เลี้ยวไปอีกทางซึ่งเป็นทางลัดที่ใช้เป็นประจำ เป็นซอกแคบระหว่างสองตึกสูง สามารถเดินขนาดกันได้มากสุดสองคน มีแสงไฟสลัวจากตึกทำให้มองเห็นทางเดินได้ แต่มองระยะไกลออกไปแสงไฟไม่พอทำให้มองไม่ค่อยชัด

บรู๊ววว…

เสียงหมาหอนยังชวนขนลุก จึงรีบเดินเร็วขึ้น เสียงฝีเท้าคนจำนวนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ภีมไม่ได้สนใจสักนิด ริมฝีปากเล็กขยับขมุบขมิบท่องนะโมตัสสะซ้ำอยู่อย่างนั้น ภีมสู้คนก็จริงแต่กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นเอามาก ๆ เดินเร็วมาเกือบถึงทางออก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ จะหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว ชนเข้ากับใครสักคนจนร่างกระเด็นมาชนกับผนังตึก

“เจ็บโว้ย!!” ภีมร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ รู้สึกว่าศอกซ้ายจะได้แผล พอเห็นหนังสือที่เพิ่งยืมมาจากห้องสมุดตกพื้นความโมโหก็ตีขึ้นมา หันไปมองอีกคนที่ล้มอยู่เช่นกันตาขวาง กำลังจะอ้าปากด่ากลับต้องนั่งหน้าเหวอแทน

“ไม่เป็นไรใช่ไหมมึง”

“ไม่…เดินกันไปก่อน”

มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ พวกเขาสองคนควรเข้ามาถามและช่วยผมมากกว่าผู้ชายคนนั้นถึงจะถูก ภีมกลอกตามองบน มองชายชุดดำทั้งสามคนด้วยความโมโห เสียดายมองหน้าไม่ชัดเพราะทั้งสามสวมหมวกเอาไว้ สองคนนั้นช่วยอีกคนลุกขึ้นมาจากพื้นเสร็จก็เดินออกไป ทิ้งผู้ชายที่วิ่งชนภีมไว้คนเดียว

“มองอะไร” ภีมถามเสียงห้วน

“ขอโทษ”

“…” อย่างน้อยหมอนี่ยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง ชนแล้วยังรู้จักขอโทษ ทว่าน้ำเสียงเขามันช่างทุ้มน่าฟัง ภีมมัวแต่เคลิ้มกับน้ำเสียงของคนแปลกหน้า รู้ตัวอีกทีชายชุดดำคนนั้นก็หายไปราวกับไม่เคยมีตัวตน ใบหน้าสวยเหวอขึ้นมา

“เหอะ ๆ ไม่เย็นชาไปหน่อยเหรอ อย่างน้อยก็ควรถามว่าเป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

ภีมบ่นกระปอดกระแปดพร้อมกับลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตรงกางเกงออกแล้วเดินไปเก็บหนังสือเรียน หวังว่าตอนคืนจะไม่ถูกเจ้าหน้าที่ด่าเอา ก่อนเดินคอตกออกมาจากซอกตึก เดินไปตามทางอีกหน่อยก็ถึงบ้าน ไม่นึกว่าบ้านที่เปิดร้านเช่าหนังสือกึ่งร้านขายของเก่ามือสองจะยังคงเปิดไฟสว่าง ประตูหน้าร้านยังไม่ปิด เจ้าของร้านนอนอยู่บนโต๊ะโยกตัวเก่า มือขวาถือพัดไม้สานอันโปรดคอยพัดไล่ยุง

“ปู่!!”

สะดุ้งโหยง “เจ้าภีม! หัวใจคนแก่จะวาย”

“รู้จักตกใจกลัวด้วยเหรอปู่ บ้านอื่นร้านอื่นเขาปิดประตูปิดไฟเข้านอนหมดแล้ว มีร้านเราเปิดไฟสว่างอยู่ร้านเดียว แล้วยังกล้ามานอนอยู่ตรงนี้คนเดียวไม่กลัวถูกปล้นชิงทรัพย์หรือไงครับ”

“ไอ้หลานคนนี้ มาถึงก็บ่นยาวเหยียด โจรที่ไหนจะกล้ามาปล้นร้านเราหะ ร้านเช่าหนังสือขายของเก่ารายได้ต่อวันมันจะกี่บาทเชียว พวกมันไม่โง่พอเข้ามาปล้นหรอก อีกอย่างนะ ลืมไปแล้วหรือไงว่าปู่แกเป็นอดีตนักมวยเก่าน่ะ”

“นั่นมันอดีตไหมปู่ หันมองตอนนี้สิ” ภีมมองชายสูงอายุพลางส่ายหน้า ที่เป็นห่วงไม่ใช่ทรัพย์สินน้อยแสนน้อยในบ้านของเรา เป็นผู้ชายตรงหน้าต่างหาก ผู้ชายคนนี้เลี้ยงผมกับพี่มาตั้งแต่จำความได้ ตอนนั้นผมยังเป็นสีดำ เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว สีผมของปู่ถึงเริ่มขาวทีละเส้นแบบนี้

ถ้าถามหาพ่อแม่

พวกเขาต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่นานแล้ว ชื่ออะไร หน้าตาเป็นยังไงจำไม่ได้หรอก เพราะไม่เคยติดต่อกัน เรื่องราวแสนเจ็บปวดพวกนั้นมันผ่านมาหลายสิบปี ครอบครัวเรามีแค่สามคนก็พอ มีปู่ พี่ภาม และภีม ไม่มีพวกเขาพวกเราก็มีความสุข

“เลิกบ่นได้แล้ว ปู่เป็นห่วงแกนั่นแหละถึงยังไม่ปิดร้าน กลัวว่าปิดไฟแล้วแกจะมองไม่เห็นทาง เกิดเดินหกล้มได้แผลขึ้นมาจะ…แขนเสื้อทำไมเปื้อนสีแดง!!” ลุกเดินมาจับแขนหลานแล้วพับแขนเสื้อขึ้นดู เห็นศอกภีมมีแผลเล็กน้อยปู่สนค่อยสบายใจ

“คือผม…”

“แกไปนั่งรอปู่หน้าทีวี เดี๋ยวปิดร้านเสร็จจะไปทำแผลให้”

“ปู่นั่นแหละนั่ง เดี๋ยวภีมปิดร้านเอง”

“ก็…เดี๋ยวนี้มหาลัยแกเขาให้ใส่เครื่องประดับแปลก ๆ ไว้ตรงกระดุมเสื้อด้วยเหรอ”

“ไม่นะครับ”

“แล้วที่เสื้อแกมันอะไร”

ภีมรีบก้มลงมองกระดุมเสื้อทันที คิ้วสวยขมวดย่นอย่างแปลกใจ จับออกมาดูเป็นสร้อยคอจริง ๆ มีแหวนวงหนึ่งลวดลายประณีตคล้องไว้ ด้านในเขียนเอาไว้ว่า Foster ยังมีสัญลักษณ์แปลก ๆ สลักไว้ข้างอักษรภาษาอังกฤษ

“เม็ดสีแดงเลือดนกที่ฝังอยู่ในแหวน ทับทิมใช่ไหม แกคงไม่ได้ไปขโมยของใครมาหรอกนะถึงได้กลับบ้านดึกดื่น” ปู่สนเอ่ยทีเล่นทีจริง ด้วยความที่ขายของเก่า ทั้งของสะสม รับซ่อมของบ้าง เช็กแหวน เช็กนาฬิกาให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ เห็นสร้อยคอพร้อมแหวนในมือภีมที่ฝังอัญมณีไว้เลยรู้ได้ทันที

“ผมไปทำรายงานมาเถอะครับ ส่วนสร้อยกับแหวนวงนี้” ภีมนิ่งคิดหาที่มาที่ไป ภาพเหตุการณ์ตรงซอกมืดปรากฏขึ้นมาในหัวทันที “ต้องใช่แน่ ๆ ก่อนหน้านี้มีผู้ชายสวมชุดดำสวมหมวกปิดหน้าวิ่งมาชนภีม สร้อยคอเขาน่าจะเกี่ยวกับกระดุมเสื้อติดมาด้วย”

“เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ด้วย” หรี่ตามองหลานชายอย่างจับผิด

“ก็ใช่น่ะสิปู่” หน้าหงิก

“ฮ่าฮ่า หลานเรามาพร้อมโชคจริง ๆ ในที่สุดบ้านเราก็จะรวยสักที เร็วเข้ารีบปิดร้านก่อน เกิดเจ้าของสร้อยตามมาเอาคืนโชคจะหลุดมือหายไป”

“ทำเป็นพูดเข้า” ภีมส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม สองปู่หลานช่วยกันปิดร้านเสร็จก็ย้ายมานั่งทำแผลหน้าทีวี จากนั้นปู่สนเอาสร้อยในมือภีมไปตรวจสอบดูให้ละเอียด เป็นไปตามที่คิดไม่ผิดเพี้ยน เม็ดสีแดงเลือดนกเป็นทับทิมหายาก สายคล้องคอทำจากทองคำขาว แหวนวงนี้ยังแปลกตาราวกับเป็นแหวนประจำตระกูลที่ประมูลค่าไม่ได้

“มันไม่ควรมาอยู่กับเรา” ปู่สนพึมพำก่อนคืนให้หลานชาย

“ผู้สอนแกมาตั้งแต่อ่านออกเขียนได้ เก็บของได้ต้องเอาไปคืน รู้ใช่ไหมต้องทำยังไงน่ะเจ้าภีม”

“ครับบบบ”

ทำไมภีมจะไม่รู้ล่ะ ปู่เป็นคนดีจะตาย ก่อนหน้าแค่พูดหยอกเล่นไปงั้น ประเด็นคือจะเอาไปคืนเจ้าของยังไง นอกจากกลิ่นบนตัวเขาที่หอมราวกับอยู่กลางทุ่มดอกไม้นานาชนิด น้ำเสียงที่ฟังแล้วมีเสน่ห์ชวนให้คิดถึงไอดอลในดวงใจอย่างแจ็คสันหวัง และความเย็นชาที่นึกถึงแล้วเกิดหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูก ก็ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ได้เลย…

 

วางกระเป๋าลงบนโต๊ะหนังสือ

ภีมยิ้มหวานให้โปสเตอร์ของคุณหวังเหมือนอย่างเคย จากนั้นก็หยิบมือถือเดินมานอนหงายอยู่บนเตียง เปิดมือถือดู คิ้วสวยก็ขมวดแทบชนกัน “อะไรเนี่ย เรายุ่งทั้งวันจนไม่มีเวลาโทรหาพี่ราม เขากลับไม่แม้จะโทรหรือส่งข้อความมามันน่าน้อยใจนัก”

Tru Truuuu

ถึงจะน้อยใจแค่ไหนภีมยังเลือกเป็นฝ่ายโทรหาก่อน

“พี่ราม…”

(นี่มันกี่ทุ่มแล้ว โทรหาแฟนคนอื่นดึกดื่นไม่มีมารยาท)

“…” แฟนคนอื่น? ดวงตาของภีมแดงระรื่นขึ้นมา ริมฝีปากสั่นระริก

เสียงเกรี้ยวกราดของหญิงสาวปลายสายยังคงบ่นไม่หยุด มีเสียงของชายหนุ่มซึ่งเป็นรักแรกสมัยเรียนมัธยมจนคบกันถึงทุกวันนี้แทรกมาให้ได้ยินเป็นพัก ๆ ทั้งคู่เหมือนกำลังทะเลาะกันเพราะภีม ในที่สุดผมก็ทนฟังไม่ไหว กดตัดสายแล้วนั่งเงียบอยู่กับความรู้สึกแปลกบางอย่างนานพอสมควร ก่อนนิ้วเรียวจะกดพิมพ์ข้อความหาแฟนหนุ่ม

ภีม: ผู้หญิงที่รับสายเป็นใคร ทำไมเธอถึงบอกว่าเป็นแฟนพี่

รออยู่นานกว่าข้อความจากทางนั้นจะส่งกลับมา

พี่ราม: เธอเป็นแฟนพี่

ภีม: แล้วภีมเป็นอะไรสำหรับพี่

พี่ราม: ขอโทษนะภีม พี่เพิ่งมารู้ตัวว่าชอบผู้หญิง เข้าใจหน่อยนะอย่าโกรธพี่เลย

เพิ่งมารู้ตัว?

ภีมนึกสมเพชตัวเองขึ้นมา แต่ก่อนเป็นรามมาขอคบเพราะเห็นว่าน่ารัก ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ชอบผู้หญิง เพียงแต่พวกเธอไม่มีใครตกลงคบกับผมเลย พวกเธอล้วนบอกว่าผมน่ารักเกินไป เดินด้วยกันคนอื่นคงมองเป็นเพื่อนสาวมากกว่าแฟน ภีมรู้สึกน้อยใจกับหน้าตาตัวเอง บังเอิญรุ่นพี่อย่างรามมาสารภาพรัก

ภีมสิ้นหวังจะคบกับผู้หญิงเลยตัดสินใจตกลงคบกับราม เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะรามตื๊อและเอาใจเก่ง ตอนแรกมันก็รู้สึกแปลก พอนานไปเราสองคนกลับเข้ากันได้ ปู่กับพี่ภามรู้เรื่องของเรา นอกจากไม่คัดค้านยังยอมให้คบกันมาจนถึงวันนี้ จากวันนั้นผมไม่เคยคิดอยากคบกับผู้หญิงอีกเลย แต่ก็ไม่ได้ชอบผู้ชายเหมือนกัน เพราะคิดว่าชีวิตนี้คงจบลงกับผู้ชายแค่คนเดียวคือราม

ภีม: ตั้งแต่เมื่อไหร่

พี่ราม: สองเดือนได้ เป็นลูกสาวเพื่อนแม่ เธอน่ารักและเอาใจเก่ง ฐานะทางบ้านดีแม่พี่ชอบเธอมาก

ภีม: แม่พี่ก็รู้ว่าเราสองคนกำลังคบกันอยู่

พี่ราม: พูดเหมือนไม่รู้ว่าแม่พี่เป็นคนยังไง แต่ไหนมาแม่พี่ไม่ชอบภีมอยู่แล้ว ครอบครัวเราสืบเชื้อสายจีน รับไม่ได้หรอกที่ลูกชายจะคบกับผู้ชายด้วยกัน อีกอย่างครอบครัวพี่กับภีมฐานะต่างกันมาก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางธุรกิจไม่ได้ด้วยซ้ำ

พี่ราม: พูดแล้วภีมก็มีส่วนผิดอยู่นะครับ สองเดือนมานี้เป็นภีมไม่มีเวลาให้พี่ด้วย นัดไปเที่ยวก็บอกยุ่ง ไม่ทำรายงานกับเพื่อนก็เรียน ว่างหน่อยก็เข้าไปช่วยงานแทนพี่ภามที่ร้าน ไม่ก็อยู่เฝ้าร้านเช่าหนังสือแทนปู่ แทบไม่มีเวลาให้พี่เลย

ภีม: หึ! โยนความผิดให้ภีมเฉย มันก็จริง ครอบครัวภีมฐานะยากจน ต่างจากครอบครัวพี่ที่มีร้านอาหารถึงหกสาขา งั้นจะพูดยาวให้เสียเวลาทำไมครับ แค่พูดว่าเราเลิกกันเถอะก็จบแล้ว

พี่ราม: ภีมไม่โกรธพี่ใช่ไหม

ภีม: ไม่ครับ

ภีมได้เปลี่ยนชื่อแชทของเพื่อนจาก ‘พี่ราม’ เป็น ‘ไอ้ผู้ชายเห็นแก่ตัว!’ จากนั้นบล็อกทุกอย่างที่สามารถติดต่อกับราม วางมือถือไว้บนเตียง เอามือปิดหน้าร้องไห้ รู้สึกเสียใจกับรักครั้งแรก เจ็บปวดที่เขาคบกับผู้หญิงคนนั้นถึงสองเดือนโดยที่ยังคบกับผมอยู่ เวลาหลายปีมันไม่มีความหมายกับเขาเลยสินะ เมื่อวานยังโทรคุยแล้วหยอดคำหวานใส่กันปกติ มาวันนี้ทุกอย่างต้องจบลง…

 

ติชมกันได้นะครับ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่าน ฝากคอมเมนต์ กดถูกใจให้น้องภีมพี่ออสตินด้วยนะครับคุณนักอ่านทุกคนน
แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น