ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter III : บททดสอบเเรก

ชื่อตอน : Chapter III : บททดสอบเเรก

คำค้น : บททดสอบ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 198

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2560 00:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter III : บททดสอบเเรก
แบบอักษร

บทที่ 3 บททดสอบแรก

ทันทีที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างประตูที่กว้างเท่าสุนัขหน้าย่นตัวหนึ่ง เครสเซน่าก็พบกับฝูงชนแน่นขนัดในปราสาท มีคนลอดผ่านประตูตามหลังเธอมาได้สองสามคน หนึ่งในนั้นตบบ่าของเธอสองทีเป็นเชิงขอบใจก่อนจะเดินกลืนไปกับคลื่นมนุษย์ข้างหน้า เสียงพูดคุยจอแจดังไปทั่วจนน่าหนวกหูจนแทบจะกลบเสียงบ่นจากคนเบื้องหลังไปได้

“ใจร้ายชะมัด  ใจร้ายจริงๆ  ทำไมถึงทำกับสัตว์ตัวเล็กๆ น่ารักๆ ได้ลงคอนะ”

เสียงบ่นงึมงำของรามีเอลดังตามหลัง ตอนนี้เจ้าตัวกำลังอุ้มสุนัขแสนรักของตัวเองไว้แน่นจนมันแทบจะขาดอากาศหายใจ คำบ่นเจาะจงมุ่งเป้ามาที่ตัวเธออย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่าเครสเซน่าไม่ได้สนใจ แต่เธอต้องระวังนิยามคำว่า ‘น่ารัก’ ของรามีเอลเสียแล้วสิ

นัยน์ตาสีฟ้าเหลียวมองรอบตัว ฝูงชนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ล้วนเป็นผู้ชายเกือบทั้งสิ้น มีตั้งแต่ชายร่างผอมกะหร่องท่าทางเหมือนยาจก...คงมีจุดประสงค์เดียวกับเธอแน่ จนถึงไปชายฉกรรจ์รูปร่างบึกบึนแข็งแรง บางคนถอดเสื้อโชว์กล้ามเป็นมัดๆ อีกทั้งรอยสักสารพัดสัตว์ หรือสัญลักษณ์อะไรก็แล้วแต่บนแผ่นหลังที่จะสามารถข่มขวัญคู่แข่งได้ บางคนก็มีรอยบากบนหน้าท่าทางผ่านศึกมาอย่างโชกโชน เครสเซน่าที่อยู่ในดงผู้กล้ารู้สึกเหมือนตัวหดเล็กลงเหลือเซนติเมตรเดียว มนุษย์ที่ระบุได้ว่าเป็นเพศหญิงมีแทบนับคนได้เลย

เครสเซน่าชะลอฝีเท้าหันไปคว้าแขนรามีเอลให้ขึ้นมาเดินคู่ขณะที่อีกคนหยุดบ่นอัตโนมัติเพราะตกใจ เด็กสาวเดินปะปนไปกับคลื่นฝูงชนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังห้องโถงกลางตามลูกศรนำทางเวทมนตร์ที่ลอยอยู่เหนือหัว ห้องโถงของปราสาทลีโอใหญ่โตกว้างขวาง เพดานถูกค้ำยันด้วยเสาหินที่ตั้งกระจายรับน้ำหนักอยู่ทั่วห้องสูงจนต้องเงยหน้ามอง โคมไฟที่ห้อยลงมาเป็นโคมไฟระย้าเชิงเทียนสีดำ เรียบง่ายทว่าสวยงาม ในห้องมีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งเรียงราย มีเสียงอื้ออึงโวยวายและโอ้อวดของเหล่าผู้กล้าจับจองที่นั่งดังไปทั่ว

เธอจัดการลากรามีเอลมานั่งโต๊ะข้างหน้าเกือบติดขอบเวทีด้วยความกระตือรือล้น

“มากันเยอะชะมัดเลย แล้วอย่างนี้จะชนะได้ไงกันล่ะเนี่ย” เสียงของบุรุษที่นั่งเยื้องอยู่ด้านหลังของเครสเซน่าดังขึ้น เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ผิวเข้ม ใบหน้ามีรอยบากข้างแก้ม ท่าทางยโสอวดเก่งมองแล้วดูไม่เป็นมิตรเลยสักนิด เครสเซน่าเพียงเหลือบมองและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

“แทนที่จะสนใจเรื่องแพ้ชนะ น่าจะสนใจเรื่องการทดสอบมากกว่านะ” เสียงของผู้ชายอีกคนซึ่งตัวเล็กและผอมกว่าเอ่ยท้วง

“เหอะ นักรบอย่างฉันพร้อมเสมออยู่แล้ว ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน”

“นายไม่ใช่นักรบ” อีกคนเถียง “นายเป็นพ่อค้าขายหนังวัวที่ตลาดเอเรียสต่างหาก”

คนที่แอบฟังอยู่เกือบพ่นหัวเราะ ส่วนพ่อค้าขายหนังวัวกลอกตา “ไม่ต้องพูดขนาดนั้นก็ได้ คนเราถึงเวลาจะสู้ จะขอทานหรือหมาข้างถนนก็เป็นนักรบได้ทั้งนั้นแหละเว้ย เอาเป็นว่าเพื่อเงินหนึ่งล้านมันท์ฉันเต็มใจเสี่ยงก็แล้วกัน”

หลังจากนั้นชายทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก แต่เสียงรอบข้างก็ยังดังต่อไป กลับเป็นรามีเอลที่ขยับตัวไปมาพลางทำสีหน้าหงุดหงิด

“คนเยอะจริงๆ เลย”

“นายนี่พูดไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ” เครสเซน่าพูดด้วยเป็นประโยคแรกหลังจากเข้ามาในปราสาท รามีเอลในร่างผู้ชายค้อนขวับ ท่าทางไม่ต่างจากตอนเป็นผู้หญิงมากนัก เครสเซน่าถือว่านั่นเป็นเครื่องยืนยันตัวตนได้อย่างหนึ่ง

“ฟังอยู่ด้วยสินะ ยัยคนใจร้าย” เด็กหนุ่มถือโอกาสต่อว่า มือใหญ่โอบประคองเดซี่ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน

เครสเซน่าไม่ปฏิเสธหรอกว่าตัวเองใจร้าย แต่ในเวลาเร่งด่วนแบบนั้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอมันทำงานเร็วจี๋ เดซี่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้มือ คว้าง่าย และน้ำหนักไม่มาก มือเจ้ากรรมมันก็เลยคว้าแบบไม่ทันคิดถี่ถ้วนว่าหลังจากนี้จะต้องโดนประนามจากบรรดาคนรักสัตว์และเจ้าของอย่างรามีเอล

ว่าแต่...ยัยคนใจร้ายเหรอ ไม่มีคำด่าที่เจ็บกว่านี้แล้วหรือไง

เครสเซน่ามองเดซี่ที่เกาะไหล่รามีเอลไว้แน่นจนเล็บเกี่ยวเสื้อสวยๆเป็นรอย มันตัวสั่นไม่หยุดเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้า นอกจากนี้ยังแตกตื่นกับการเจอคนเยอะและไม่คุ้นกับสถานที่...ทั้งหมา ทั้งเจ้าของ เป็นพวกเก็บตัวพอกันเลยสินะ เธอคิดพลางถอนหายใจเล็กน้อย

“ฟังนะ ฉันขอโทษ” เด็กสาวเน้นคำแสดงความจริงใจเต็มที่ แต่ไม่วายแก้ตัว “ก็ตอนนั้นสถานการณ์มันพาไปนี่นา”

เธอไม่อยากสร้างศัตรูเพราะตอนนี้มีแต่คนหน้าตาไม่เป็นมิตรนั่งอยู่เต็มห้อง มีแต่เด็กหนุ่มข้างกายนี่แหละที่พอจะช่วยให้ใจชื้นได้บ้าง เครสเซน่าสังหรณ์ใจว่าตัวเองยังต้องเจอเรื่องวุ่นวายอีกเยอะแน่

พอเธอยอมรับผิด ท่าทีของรามีเอลก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าจะยังตาขวางอยู่ก็ตาม

“ว่าแต่...ตั้งใจจะมาทำอะไรที่นี่น่ะ”

“ทำอะไรน่ะเหรอ.. มาสู้น่ะสิ! เพื่อเงินหนึ่งล้าน!!” คู่สนทนาตอบด้วยดวงตาเป็นระยับ พอพูดเรื่องเงินทีไรดูเหมือนจะเป็นแบบนี้ทุกที “อ้อ แต่เห็นว่าต้องทดสอบก่อนเพื่อจะไปรับภารกิจมูลค่าหนึ่งล้านน่ะนะ”

“แล้วเธอต้องเอาชนะคนพวกนี้เนี่ยนะ?” เด็กหนุ่มร้องพลางมองไปรอบห้อง ส่วนใหญ่ก็เจอแต่ผู้ชายกำยำน่ากลัวเต็มไปหมด รามีเอลสบตากับชายร่างใหญ่คนหนึ่งที่ส่งยิ้มมาให้ นัยน์ตาสีลาเวนเตอร์กลับมาจับจ้องเครสเซน่าอย่างรวดเร็วและจริงจัง “รู้ไหมว่าเขาจะทดสอบอะไร”

“ไม่รู้อะ” เธอตอบหน้าตาย

“ห๊ะ” เขาขมวดคิ้วเริ่มมองเห็นปัญหา “ถ้าเขาบอกให้ประลองฝีมือกับคนพวกนี้เธอไม่แย่เหรอ กลับเถอะ ฉันเตือนเธอในฐานะเพื่อนร่วมโลกนะ”

“ไม่มีทาง” เครสเซน่ายืนยันแม้จะรู้สึกใจไม่ดี ...ก็ถ้ากลับแล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ เงินก็ไม่มี สุดท้ายคงไม่พ้นต้องกลับไปเป็นเด็กจรจัดอย่างเก่า ถ้าเป็นอย่างนั้นสู้พยายามดิ้นรนเผื่อฟลุ้กชนะไม่ดีกว่าหรือ… ไม่ชนะ ก็ขอที่พักกับอาหารประทังชีวิตก็ยังดี ลีโอคงไม่ว่าหรอกมั้งถ้าเธอจะขอแบ่งอาหารไปบ้าง

“อย่าดื้อน่า”

“โฮ่ง!” เดซี่เห่าราวกับจะบอกว่าเห็นด้วย

เครสเซน่าถลึงตาใส่หนึ่งคนหนึ่งหมา “แล้วนายจะรับเลี้ยงฉันตลอดชีวิตมั้ยล่ะ คนเราไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอกนะ รู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นเด็กเร่ร่อนมาสามเดือนแล้ว ยายทิ้งฉัน ไม่มีเงินติดตัวซักมันท์ ไม่มีใครมีน้ำใจแบ่งอาหารให้ พอหางานทำก็ไม่รู้ทำไมร้านนั้นมันจะต้องเจ๊งทุกที! ร้านแรกไฟไหม้ ร้านที่สองก็โดนยกเค้า และอีกสามสี่ร้าน ไปที่ไหนก็พินาศหมดจนไม่มีใครกล้ารับฉันเข้าทำงานแล้ว แล้วฉันก็ไม่อยากทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนเพราะความซวยของตัวเองด้วย!! บอกหน่อยซิว่านายจะรับผิดชอบชีวิตฉันมั้ย ขอแค่ที่ซุกหัวนอน อาหารสามมื้อ แล้วบ้านนายไม่ล้มละลายน่ะ! ถ้าไม่ก็อย่าเกลี้ยกล่อมซะให้ยาก!”

เด็กสาวระบายความรันทดในชีวิตออกมาแบบน้ำไหลไฟดับ ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์พุ่งลิ่วๆ พอระบายจบแล้วถึงได้รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตาจากคนทั้งห้อง ทุกคนพร้อมใจกันเงียบเสียงฟังชะตากรรมอันน่าสลดของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ใครคนหนึ่งมองมาราวกับว่ารู้จักเธอ “อ้อ...เธอนี่เองแม่สาวตัวซวยแห่งลิบราที่เขาพูดกัน”

“ฉันว่างานนี้ท่าจะล่มซะล่ะม้าง…” อีกคนพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

เครสเซน่าหน้าแดงด้วยความอับอายหลบตามามองพื้นโต๊ะตรงหน้า ได้ยินเสียงใครสักคนครางขึ้นมาว่าเธอช่างน่าสงสาร… เปลี่ยนความสงสารเป็นเงินเถอะ!

รามีเอลนิ่งอึ้ง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเมื่อรู้ว่าชีวิตเครสเซน่าเจออะไรมาบ้าง เด็กหนุ่มคิดทบทวนดูแล้วเขาไม่มีหน้าจะไปรับผิดชอบชีวิตใครขนาดนั้น ทว่าเรื่องราวก็หนักหนาจนไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาปลอบโยนเธอดี

เขาเริ่มจะเข้าใจต้นเหตุนิสัยไม่สนใจใครของเครสเซน่าขึ้นมาบ้าง ถึงแรกพบหล่อนจะดูไม่น่าคบก็ตาม

รอบข้างส่งเสียงดังกันต่ออย่างไม่สนใจ มีเพียงความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งคู่ขณะที่รามีเอลกำลังคิดคำพูดอยู่ แต่เครสเซน่าก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“แต่ถ้านายอยากจะช่วยฉันในฐานะเพื่อนร่วมโลกล่ะก็” นัยน์ตาสีฟ้าของเธอเปี่ยมประกายมุ่งมั่นแต่ก็ยังอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ “อยู่ช่วยฉันสิรามีเอล”

เขานิ่งไป “เอ๊ะ? ฉันน่ะเหรอ? ฉัน...”

และทันใดนั้นประตูห้องโถงก็เปิดออก เสียงประตูไม้หนาหนักที่สูงราวสองเมตรกระทบผนังหินดังสนั่นเรียกความสนใจจากทุกคน เสียงรอบข้างหยุดลงโดยอัตโนมัติราวกับถูกสั่ง ทั้งหมดเพ่งมองไปยังผู้มาใหม่อย่างตกตะลึง

ผู้มาเยือนเป็นชายสามคน ทว่าไม่มีใครดึงดูดสายตาได้เท่าชายผู้เดินนำอยู่ข้างหน้า เขามีเรือนผมสีบลอนด์ถูกเสยเรียบกริบขึ้นไปอยู่บนศรีษะ ใบหน้ากระด้าง คมดุ ตัวสูงใหญ่ ร่างกายกำยำภายใต้ชุดสีดำสนิทเดินเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทางน่าเกรงขาม แผ่นหลังเหยียดตรง นัยน์ตาสีแดงมองตรงไปข้างหน้า ไม่ลอกแลกดั่งชายชาตินักรบที่ถูกฝึกสอนมาอย่างดี ทุกย่างก้าวที่เดินตรงไปยังเวทีข้างหน้า คบไฟที่ติดอยู่ตามผนังก็สว่างพรึ่บขึ้นทีละจุด ผ้าม่านหน้าต่างถูกกระชากปิดอย่างแรงด้วยมือที่มองไม่เห็นจนทำให้ใครต่อใครต้องสะดุ้ง เห็นได้ชัดว่าอีกสองคนเป็นเพียงผู้ติดตามเท่านั้น

“พระเจ้า! นั่น...อาเรส เฟลเกธอน!” มีคนกระซิบขึ้นมาซึ่งดังพอให้ได้ยินไปทั่วห้องที่กำลังเงียบอยู่ขณะนี้

“หา ตัวจริงเหรอ!?”

“ไม่ผิดแน่!” เสียงเดิมตอบ “ดูนั่นสิ ผมสีบลอนด์ ตาสีแดงแบบนั้นเป็นเชื้อสายที่สืบทอดเฉพาะคนในตระกูลนี้ รวมถึงการมีสิทธิ์เข้ามาที่นี่ได้ นั่นเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากเจ้าชายแห่งสิงห์!”

เสียงซุบซิบเซ็งแซ่ดังระงม เครสเซน่าเหลียวซ้ายทีขวาทีอย่างสนใจ ลืมเรื่องที่กำลังคุยไปเสียสนิท

“อาเรส เฟลเกธอนงั้นเหรอ” เสียงคนข้างกายพึมพำ คิ้วเรียวขมวดเข้า “งานนี้ไม่ธรรมดาแล้วสิ...”

“ทำไมล่ะ”

รามีเอลไหวตัวเล็กน้อย “เธอเป็นชาวลิบราอาจจะไม่รู้จักอาเรส...เจ้าชายแห่งลีโอ แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้จักนามสกุลเฟลเกธอนสินะ”

“จำได้สิ ใครบ้างจะไม่รู้จักเซราฟ เฟลเกธอน...จอมกษัตริย์แห่งโซดิแอค” ท้ายประโยคเธอพึมพำด้วยเสียงที่อ่อนลงอยู่ในห้วงความคิด

ในหน้าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโซดิแอคก่อนเริ่มศักราชที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน หลังจากเหล่าเทพละแผ่นดินโลกไปแล้วโซดิแอคครั้งนั้นก็เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนรุนแรง เมืองทั้งหลายที่ล้อมรอบทะเลอดามาสนี้ต่อสู้ห้ำหั่นกันเองเพื่อขึ้นเป็นใหญ่ ยกย่องตัวเองและสาปส่งผู้แปลกแยก การล่าอาณานิคมก่อให้เกิดการสูญเสียและกดขี่ผู้อ่อนแอ ไม่เพียงแต่ความโหดร้ายจากมนุษย์ด้วยกัน แต่ความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติที่เกิดภัยพิบัติอยู่บ่อยครั้งในยามนั้นเหมือนเป็นลางบอกเหตุแจ้งเตือนการล่มสลายของอาณาจักร

แต่ท่ามกลางความขัดเเย้งเหล่านั้น วีรบุรุษผู้หนึ่งก็ได้ก่อกำเนิดขึ้น...เซราฟ เฟลเกธอน ผู้ที่ซึ่งภายหลังกลายเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์เฟลเกธอน ซึ่งปกครองลีโอมาจนถึงปัจจุบันได้สร้างระบบ “จอมราชันย์” เเละวางระบบให้โซดิเเอค อยู่ดีกินดี สันติ ไม่มีสงครามมานับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าการมีจอมราชันย์จะสามารถปกครองอาณาจักรได้เป็นระบบระเบียบ ไม่ต้องมีสงครามที่ต่อสู้เเย่งชิงกันเอง ปัจจุบัน...ลีโอกลายเป็นเมืองที่ขึ้นมาเรืองอำนาจสูงสุดมานานกว่าห้าร้อยปี

เซราฟ เฟลเกธอนได้รับการยอมรับและยกย่องว่า มหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักตลอดกาลของโซดิแอค

เครสเซน่านิ่งไปแล้วเกือบจะร้องออกมาถ้าไม่เพราะรามีเอลบีบหัวไหล่แล้วยกนิ้วชี้เป็นสัญญาณว่าอย่าเสียงดัง แต่เธอก็ยังพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “งะ งั้นนี่ก็เรื่องจริงน่ะสิ นี่เจ้าชายของจริงเหรอ!”

แล้วตอนนี้ลูกหลานของราชาสูงสุดคนนั้นก็มาอยู่ตรงหน้าเธอ!

“ใจเย็นๆ”

“เขาไม่ใช่แค่เจ้าชาย” เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลสอดขึ้นมา เป็นเด็กหนุ่มที่อายุน่าจะแก่กว่าเธอไม่เกินสามปี บุคลิกที่นิ่งสงบและตัวเล็กผอมกะหร่องทำให้พอเดาได้ว่าคนๆ นี้น่าจะเป็นพวกถนัดใช้สมองมากกว่ากำลัง เหมือนเขาจะยิ้มอย่างภูมิใจที่รู้ในสิ่งที่เธอไม่รู้และยินดีจะไขความสงสัยให้เธอเต็มที่

“อาเรส เฟลเทธอนน่ะเป็นนักรบแห่งราศีสิงห์ ฉันชื่อดาเรน ไฮค์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

“อ้อ..” เครสเซน่าทำเสียงตอบรับ แล้วหันกลับมาโดยไม่คิดจะแนะนำตัว “อย่างนั้นเหรอรามีเอล?”

คนผมทองพยักหน้าเพื่อยืนยันข้อมูล “ใช่”

นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องไปยังร่างสูงตรงกลางห้องอย่างไม่อาจละสายตา จนไม่สังเกตดาเรนที่เขยิบใกล้เข้ามาหวังผูกมิตร

“การคงอยู่ของนักรบประจำราศีเป็นตัวตนพิเศษของอาณาจักรโซดิแอคไม่แพ้กษัตริย์ กษัตริย์ปกครองบ้านเมือง ผู้นำแห่งกองทัพ นักรบเป็นตัวแทนแห่งเทพ สัญลักษณ์ทางศาสนาและความเชื่อ นักรบไม่ก้าวก่ายกษัตริย์ กษัตริย์เกรงใจนักรบ ต้องมีทั้งคู่เมืองถึงจะสงบสุข”

เครสเซน่าไม่รู้ว่า เธอขอให้ดาเรนมาเปิดเลคเชอร์วิชาประวัติศาสตร์โซดิแอคตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมต้องพูดเรื่องทั่วๆไปที่คนอื่นเขารู้กันอยู่แล้วด้วย แต่ก็ยอมรับว่าประโยคนั้นทำให้ท้องไส้ของเธอบิดเป็นเกลียวกับอีกข้อเท็จจริงหนึ่งว่านักรบแห่งราศีมักจะปรากฎตัวเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ ครั้งหนึ่งเครสเซน่าก็เคยได้พบนักรบประจำราศีตุลย์ในงานบูชาเทพประจำปีที่เมืองลิบราเหมือนกัน

หัวใจของเธอเริ่มเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นและประหม่าจนต้องส่งเสียงออกมาทั้งที่รู้แก่ใจอยู่แล้ว

“งานนี้ไม่ธรรมดาจริงด้วยแฮะ”

สายตาทุกคู่ในห้องโถงจับจ้องไปยังอาเรส เฟลเกธอนทุกอิริยาบถ จวบจนขึ้นไปยืนตรงหลังโต๊ะบนพื้นเวทีเบื้องหน้า สองมือไขว้หลัง และเป็นครั้งแรกที่นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นเริ่มสอดส่องไปทั่วห้อง ทุกคนก็กลั้นหายใจพร้อมเพรียงกันโดยไม่มีเหตุผล บรรยากาศกดดันหนักอึ้งแผ่ปกคลุมไปทั่ว

“ขอต้อนรับผู้เข้ารับการทดสอบทุกท่าน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงก้อง กวาดสายตาจับจ้องไปยังทีละคนราวกับจะสำรวจ แล้วพาเข้าประเด็นโดยไม่มีการอารัมภบทใดๆ “การทดสอบกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้านี้ แต่ก่อนอื่นทางเรามีเรื่องที่จะต้องแจ้งให้ทุกคนทราบ...”

เมื่อชายหนุ่มยกมือเป็นสัญญาณ ชายผู้ติดตามทั้งสองก็หอบเอาเอกสารออกมาแจก ไม่นานทุกคนก็ได้รับเอกสารกันถ้วนหน้า เครสเซน่ารับมาอ่านอย่างรวดเร็ว มีข้อความเขียนยาวเหยียดเต็มแผ่นกระดาษ

ข้อตกลงในการเข้าร่วมทดสอบ

  1. ผู้เข้ารับการทดสอบตัองยินยอมทดสอบด้วยตนเอง
  2. ระหว่างการทดสอบ ผู้เข้ารับการทดสอบสามารถถอนตัวได้
  3. ระหว่างการทดสอบ ผู้จัดการทดสอบได้จัดหาที่พักและอาหารไว้ให้ แต่หากผู้เข้ารับการทดสอบถอนตัวหรือตกรอบจะต้องย้ายออกจากที่พัก และไม่มีสิทธิ์กลับเข้ามาในภายในปราสาทลีโอ
  4. เมื่อผู้เข้ารับการทดสอบได้รับเลือกให้เป็นผู้รับภารกิจ จะต้องปฏิบัติภารกิจตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด
  5. ผู้รับภารกิจจะไม่สามารถถอนตัวได้ หากหลบหนี ทางลีโอจะถือว่าเป็นนักโทษของทางการ ต้องถูกจับกุมและได้รับการลงโทษ
  6. สัญญาฉบับนี้จะสิ้นสุดต่อเมื่อผู้รับภารกิจปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น หรือเสียชีวิตขณะทำภารกิจเท่านั้น
  7. สัญญาฉบับนี้เมื่อลงชื่อแล้วห้ามบิดพลิ้วใดๆ ทิ้งสิ้น

หมายเหตุ ระหว่างการทดสอบอาจเกิดอาการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งทางผู้ดำเนินการทดสอบจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

ลงชื่อ…………………………….

(ผู้เข้ารับการทดสอบ)

เสียงไม่ได้ศัพท์ของเหล่าผู้กล้าดังระงมทั่วห้องหลังจากทุกคนอ่านบรรทัดสุดท้ายของข้อตกลงจบ เครสเซน่าสูดหายใจเข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับว่า พรุ่งนี้จะไม่ได้หายใจอีกแล้ว ได้ยินเสียงดาเรนอุทานออกมาแต่เธอไม่ว่างหันไปสนใจ

“เดี๋ยวก่อนสิ นี่เล่นกันถึงตายเลยเหรอ!”

“นั่นสิ ทดสอบอะไรกันแน่เนี่ย!” เสียงโวยวายดังขึ้นตามๆ กันมาจนน่าหนวกหู เครสเซน่าจำได้ว่าคนที่พูดขึ้นมาก่อนใครเพื่อนก็คือพ่อค้าขายหนังวัวแห่งเอเรียสคนนั้น แล้วความสงบในห้องโถงก็ถูกทำลายจนกระทั่งอาเรสยกมือขึ้นสูงเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ

“นั่นคือข้อตกลงก่อนการทดสอบ ถ้าท่านคิดว่าไม่พร้อมข้าก็ไม่ขัดข้อง” นักรบแห่งราศีสิงห์ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงหนักแน่น น่าแปลกที่เสียงเดียวกลับทำให้ทั้งห้องกลับมาอยู่ในความสงบได้ “และข้าจะไม่เปิดเผยการทดสอบใดๆ จนกว่าพวกท่านจะเซ็นชื่อยินยอมในข้อตกลงเสียก่อน”

พวกเขามองหน้ากัน แล้วใครคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาอีก

“ยินยอมโดยที่ไม่รู้อะไรเลยเนี่ยนะ!”

“ไม่ยุติธรรม!”

“ไม่ยุติธรรม!!”

“นี่ไม่ใช่ละครจำอวด!” อาเรสเปล่งเสียงราวกับราชสีห์คู่คำราม นัยน์ตาสีแดงเรืองวาว “การทดสอบในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกผู้กล้าแห่งลีโอเพื่อไปทำภารกิจที่สำคัญ สูงส่งและมีเกียรติต่อดินแดนและราชวงศ์ของข้าอย่างยิ่ง” สีหน้าของอาเรสที่ราบเรียบ เย็นชาและไม่อ่อนข้อทำให้ทุกคนต่างสงบนิ่ง “เมื่อพวกท่านไม่กล้าเผชิญหน้า ข้าย่อมไม่ขัดข้องหากท่านจะลุกและเดินออกจากปราสาทลีโอกลับไปเลี้ยงดูลูกเมียที่บ้าน! เพราะข้าเองก็จะไม่เสียเวลามาถกเถียงเรื่องไร้สาระกับพวกท่านเช่นกัน เชิญ!”

สิ้นคำประตูบานใหญ่เบื้องหลังก็กระชากเปิดออกอย่างแรงอีกครั้ง ทุกคนในที่นั้นสะดุ้งสุดตัว การกระทำนั้นเต็มไปด้วยการดูถูกและข่มขวัญผู้อ่อนแอไร้พลัง บางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับเผลอกรีดร้องออกมา หลายคนในที่นั้นหน้าแดงด้วยความโกรธ ขยำกระดาษในมือเป็นก้อนแล้วปาลงพื้นอย่างโกรธเคืองก่อนพากันเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกจากห้องโถงไปเพราะอีกฝ่ายมียศเป็นถึงเจ้าชาย มีความสำคัญเป็นนักรบแห่งสิงห์ หากยังรักชีวิตไม่ควรคิดต่อกรด้วยประการทั้งปวง

สองสหายผู้มาจากเอเรียสที่นั่งด้านหลังเครสเซน่าเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน เมื่อเดินไปถึงประตู ชายหน้าบากก็ชะงัก หันกลับมาทิ้งสายตาดูแคลนไปที่อาเรสซึ่งยืนนิ่งองอาจในท่าเดิมอย่างไม่เกรงกลัว

“ท่านทำพวกเราเสียเวลานัก ช่างน่าผิดหวังจริงๆ เจ้าชายอาเรส”

สีหน้าของผู้สูงศักดิ์ไม่ปรากฎอารมณ์ใด แต่ออกคำสั่งเสียงห้วน “ทหาร!! จับกุมคนพวกนั้น อย่าปล่อยให้ออกจากปราสาทไปได้!!!”

ชายหน้าบากเบิกตากว้าง ใบหน้าซีดเผือดกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย คิดได้ว่าปากพาซวยแท้ๆ ไม่ทันได้ตั้งตัวพวกที่อยู่ด้านนอกประตูก็ถูกทหารล้อมหน้าล้อมหลังเรียบร้อย ทหารสองสามนายกำลังล็อคแขนขาร่างของเขาและลากออกจากห้องทั้งที่ยังตะโกนกรีดร้อง

“เฮ้ยยย!!! อย่ามาจับข้านะ!! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย!!! ”

ประตูปิดสนิทลงดังเดิมราวกับไม่รับฟังคำอุทธรณ์ ทั้งห้องตกสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่เสียงโหวกเหวกข้างนอกยังดังอยู่ ไม่อาจรู้ได้ว่าชะตากรรมของคนเหล่านั้นเป็นอย่างไรต่อไป ทุกคนในห้องต่างกลืนน้ำลายพลางมองหน้าผู้ร่วมชะตาที่เหลือกันไม่ถึงครึ่งห้องราวกับถามว่าเห็นว่าจะเอายังไงดี แล้วอาเรสก็พูดขึ้นอีกครั้ง

“ข้าให้เวลาคิดห้านาที เซ็นชื่อแล้วเอากระดาษมาส่ง ถ้าไม่อยากทำก็เชิญ ทหารข้างนอกกำลังรออยู่”

รออะไร!!! เครสเซน่าคิดพลางกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ก้มอ่านข้อตกลงในมืออีกครั้ง หัวสมองใคร่ครวญเร็วจี๋ ในข้อตกลงระบุว่าจะไม่รับผิดชอบอาการบาดเจ็บและเสียชีวิต หมายความว่าบททดสอบจะต้องโหดหินอันตราย แล้วภารกิจสำคัญนั่นยังมีแววเสี่ยงตายอีกด้วย…

แต่ว่า...ระหว่างนี้มีที่พักและอาหารให้ฟรีนะ

เดี๋ยวก่อน… เครสเซน่าหยุดคิด ในนี้เขียนไว้ว่า ถอนตัวทีหลังได้นี่นา หมายความว่าเธอไม่จำเป็นต้องชนะเสมอไป  ถ้าจวนตัวเมื่อไหร่ค่อยยกธงขาวแล้วขอเอาอาหารใส่ถุงกลับบ้านก็น่าจะได้นี่นา! ไม่สิ ไม่มีบ้าน แต่มีอาหารก็ยังดี

“เธอแน่ใจนะว่าจะทดสอบจริงๆ น่ะ” รามีเอลถามอย่างเป็นกังวล

“ไม่แน่ก็ต้องแน่แล้วล่ะ” เด็กสาวพึมพำ ตอนนี้ทางเลือกสำหรับเธอมีอยู่สองทาง ทางแรก...หลับหูหลับตาไปเสี่ยงตายเข้ารับการทดสอบ ทางที่สอง...หันหลังออกจากปราสาทลีโอแล้วกลับเมืองลิบราไปนั่งรอยายที่หน้าบ้าน

ไม่ว่าทางไหนก็แย่พอกันเลยนี่หว่า…

เด็กสาวใคร่ครวญ มือขวาล้วงกระเป๋า สัมผัสกับของสองสิ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างใน เหรียญเงินเล็กๆ กับล็อกเก็ต เธอชะงักไปอย่างใช้ความคิด

ถ้าตกรอบแรก ล็อกเก็ตในกระเป๋าก็คงมีค่าพอที่จะเอาไปแลกเป็นเงินค่าอาหารได้บ้างล่ะน่า

เครสเซน่าหยิบเหรียญเงินออกมาแล้วโยนขึ้นลงบนฝ่ามือ รามีเอลเฝ้ามองการกระทำนั้นอย่างสนใจ เห็นเจ้าหล่อนโยนเหรียญขึ้นสูงกลางอากาศก่อนตกลงมาบนมือที่รอรับ ตามมาด้วยอีกมือที่ประกบปิดโดยทันที

“ทำอะไรอยู่น่ะ” เด็กหนุ่มถาม

“เสี่ยงหัวก้อย” เธอตอบ “ออกหัวไปต่อ ออกก้อยกลับบ้าน”

ดี.. งั้นเขาจะเชียร์ให้มันออกก้อย คนฟังคิด

เครสเซน่าเปิดมือออก นัยน์ตาสีฟ้าใสมองเหรียญในมืออย่างเรียบเฉย ขณะที่รามีเอลยิ้มกว้าง

เหรียญออกก้อย!

ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังดีอกดีใจอยู่นั้น เด็กสาวเจ้าของความคิดก็มองเหรียญในมือที่นอนนิ่งอย่างเฉยเมย เธอเอามือปิดเหรียญอีกครั้งก่อนจะพลิกมือทั้งสองไปอีกด้านแล้วเปิดมือที่อยู่บ้านบนออก มองเหรียญที่ออกหัวด้วยสายตาพอใจแล้วเก็บเหรียญใส่กระเป๋า หันไปคว้ากระดาษมาเซ็นอย่างไม่รีรอท่ามกลางสายตาที่มองมาแบบไม่อยากเชื่อของรามีเอล

“เครสเซน่า!!” ยังไงก็จะไปให้ได้ไม่ใช่เรอะ!!!

“อย่าโวยวายน่า” เธอเอ็ดอย่างรำคาญ สบสายตารามีเอลอย่างจริงจังที่สุดในชีวิต ถอนหายใจออกมาราวกับคนหมดหนทาง “ชีวิตฉันไม่เหมือนนาย ฉันต้องดิ้นรนนี่นา”

“แต่นี่อาจจะถึงตายได้เลยนะ”

“ออกไปข้างนอกฉันก็ตายอย่างหมาข้างถนน” เครสเซน่าท้วงก่อนบิดยิ้มขมขื่น “ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงาน ไหนๆชีวิตฉันมันก็เฮงซวยสุดๆ ขนาดนี้แล้วก็ลองดูสักตั้ง...ไม่แน่ ฉันอาจจะฟลุ้กชนะก็ได้นี่ อีกอย่างพวกที่ออกไปข้างนอกนั่น...” เครสเซน่าเหลียวมองบานประตูยักษ์อย่างหวาดเสียว “ไม่รู้ว่าทหารจับพวกเขาไปทำไม แต่ฉันขอซื้อเวลาต่อดีกว่า”

“เครสเซน่า ฉันว่าอาเรสไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น...” รามีเอลคราง

“นายจะรู้ได้ยังไง”

เธอมองสายตาของรามีเอล แม้ลำบากใจแต่ก็ทอดมองเธออย่างอ่อนโยน เด็กสาวยิ้มบางก่อนยกมือไปหาเดซี่ในอ้อมกอดของเขา มันผงะไปเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าเธอไม่ทำอะไรก็หยุดให้ลูบหัวแต่โดยดี นัยน์ตาสีฟ้าสบมองดวงตาจริงใจของผู้มีพระคุณอีกครั้ง

“ขอบคุณที่เป็นห่วง นายไม่อยู่ช่วยฉันก็ไม่เป็นไร คงห่วงเดซี่ด้วยใช่มั้ยล่ะ” เขายังคงมองเธอ มองด้วยความรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง เครสเซน่าหัวเราะเล็กน้อยแล้วกระเซ้ากลับ “นายอย่าทำหน้าเหมือนจะไม่เห็นฉันอีกได้มั้ย ฉันชักใจไม่ดีแล้วนะ ไม่เอาแล้ว ฉันจะเอานี่ไปส่ง”

เด็กสาวชักมือกลับ คว้าใบสัญญาที่ลงชื่อตัวเองเรียบร้อยพลางลุกขึ้นตั้งใจจะเดินออกไปหาอาเรส แต่แล้วข้อมือกลับถูกฉวยไว้แน่นจนเจ็บ เครสเซน่าหันกลับมาอย่างงุนงง เห็นสีหน้าสับสนของรามีเอลราวกับว่าเขากลัวเธอจะอันตรธานหายไปเดี๋ยวนั้น

รามีเอลคิดไม่ทันว่าควรทำอะไรหรือพูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่มองแผ่นหลังเล็กๆของเธอกำลังก้าวออกไปเผชิญปัญหาชีวิตแล้วรู้สึกแย่ เธอเป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่กลับเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวได้ถึงขนาดนั้น เด็กหนุ่มพลันรู้สึกละอายขึ้นมาในความไม่เอาไหนของตัวเอง เขาเป็นผู้ชายถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี เพียบพร้อมทุกอย่าง แต่กลับไม่กล้าช่วยผู้หญิงคนเดียว พาเธอมาถึงนี่แล้วจะส่งเธอไปรับชะตากรรมโหดร้ายเพียงลำพัง ถ้าอย่างนั้นเขาหนีออกจากบ้านมาเพื่ออะไร ไม่ได้โตขึ้นสักนิดเลยไม่ใช่หรือ

รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งรู้สึกผิด แต่ก็ยังรู้สึกแย่

“รามีเอล?” เครสเซน่าเรียกเมื่อเห็นเขาไม่ยอมพูดสักที

“บ้าชะมัด!” รามีเอลสบถ เลิกทะเลาะกับตัวเอง หยิบปากกาเซ็นชื่อลงไป

“รามีเอล! นายทำอะไรน่ะ!”

“โฮ่ง!” เดซี่ร้อง

“ฉันจะไปด้วยจนกว่าเธอเลิกล้มความคิดบ้าๆ นี่ซะ!” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำแม้นัยน์ตาสีลาเวนเดอร์จะดูหงุดหงิดอยู่บ้าง พลางส่งกระดาษของตัวเองให้ “แต่มีข้อแม้ ถ้าฉันเตือนอะไรเธอต้องฟัง! ห้ามทำอะไรเสี่ยงตายโดยพลการเด็ดขาด!”

“หมายความว่าฉันต้องรอนายอนุญาตให้เสี่ยงตายก่อนงั้นเหรอ” เด็กสาวยิ้มขันระหว่างรับกระดาษมา เขาเซ็นชื่อตัวเองไปแล้วจริงๆ ด้วย

“ไปส่งได้แล้วน่า” เขาตัดบทด้วยการดันหลังเธอออกไป

เครสเซน่าเดินเอาเอกสารไปส่ง ซ่อนรอยยิ้มไว้ขณะหันหลังให้รามีเอล มองลายเซ็นตรงหน้าอย่างสมใจ

เท่านี้ก็เรียบร้อย…

เธอกำลังจะไปคว้าที่นอนนุ่มๆ และอาหารฟรีโดยมีผู้ช่วยกิตติมศักดิ์ติดตามมา โอกาสงามๆ อยู่ตรงหน้าต้องกวาดคให้คุ้ม งานนี้มันต้องได้กำไรบ้างแหละน่า

สามหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว ถึงอีกหัวหนึ่งจะเป็นหมาก็เถอะ!!

เจ้าชายแห่งสิงห์เช็คความเรียบร้อยของเอกสารอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีแดงโกเมนมองสำรวจจำนวนคนในห้อง  สายตาของเขาหยุดที่ลงที่เครสเซน่าครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วทำหน้าเคร่งจนน่ากลัว เธอนั่งตัวเกร็งในท่าที่คิดว่าสง่างามที่สุดที่เจ้าชายอย่างอาเรสน่าจะชอบ แม้เขาจะละสายตาไปแล้วก็ยังทิ้งความหนาวเยือกไว้ตามไขสันหลังเอาไว้อย่างไม่มีเหตุผล

ชายหนุ่มกระแอมก่อนเริ่มต้นเอ่ย “ขอขอบคุณเหล่าทุกคนที่ยังคงนั่งอยู่ในห้องนี้ กระดาษเหล่านี้เป็นคำสัญญา เมื่อการคัดเลือกดำเนินไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ไม่ว่าผู้ได้รับเลือกคนนั้นจะเป็นใคร ท่านไม่มีสิทธิ์ตระบัดสัตย์หรือบิดพลิ้วแม้แต่นิดเดียว เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของท่านเอง และลีโอจะไม่มีการอ่อนข้อใดๆ” สายตาคมปลาบของเขาส่งสาสน์ไปทั่วห้อง ก่อนขยับยิ้มเล็กน้อย “พวกท่านนับว่าเป็นผู้กล้า ข้าพูดว่าผู้กล้า...หมายถึงผู้ที่มีจิตใจตั้งมั่นพร้อมเผชิญกับภยันตรายที่ไม่คาดคิด ดังนั้นข้ายินดีที่จะประกาศว่าพวกท่านในที่นี้ผ่านบททดสอบแรกแล้ว!”

หือ!? เครสเซน่าเบิกตากว้างพร้อมๆ กับคนทั้งห้อง นึกว่าตัวเองหูฝาด เสียงพูดคุยซุบซิบฮือฮาดังตามมา เธอหันไปหารามีเอลแต่ยังไม่ทันได้พูดเสียงคนข้างๆ ก็ดังขึ้นมาก่อน

“ว่าอยู่แล้วเชียว” เป็นดาเรน ไฮด์ นั่นเอง เธอคิดว่าเขาเผ่นป่าราบไปตั้งแต่แรกแล้วเสียอีก

“หมายความว่าไง ว่าแล้ว?” เครสเซน่าอดถามไม่ได้

คนถูกถามยิ้มมุมปาก “กลยุทธ์ลดจำนวนคน ข่มขู่เพื่อทำให้เสียขวัญ ดูถูกเพื่อจะได้รู้ว่าใครที่ควบคุมได้ ก็ดีนะฉันว่า ดูสิ คู่แข่งลดลงไปตั้งเยอะแหนะ”

“ขอให้เย็นไว้ก่อนเพราะการทดสอบยังไม่จบ” อาเรสพูดขึ้นใหม่ “การทดสอบครั้งต่อไปจะยากและอันตรายกว่าครั้งนี้แน่นอน ระหว่างนี้ขอให้พวกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย ไปรับประทานพร้อมกันตอนเที่ยงตรงและเราจะเริ่มการทดสอบที่สองตอนบ่ายโมง”

เครสเซน่าไม่รีรอเมื่อพูดถึงเรื่องทานอาหาร เด็กสาวตรงรี่ไปคว้าเด็กรับใช้คนหนึ่งในนำทางเธอไปหาของกินทันที แม้รามีเอลจะบ่นออกมาว่าการแสดงออกของเธอช่างดูตะกละและออกนอกหน้าจนเกินไป แต่เสียงท้องร้องประท้วงทำให้ใบหน้าสง่างามแดงเรื่ออย่างอับอายขณะกอดเจ้าเดซี่ที่เริ่มน้ำลายสอแล้วเดินตามอยู่เบื้องหลังเครสเซน่า

ทันทีที่เหยียบเข้าสู่ห้องอาหารลีโอกลิ่นอาหารทั้งมวลก็ลอยมาเตะจมูก เด็กสาวกุมท้องไส้อันปั่นป่วนแล้วตรงไปยังโต๊ะจัดการอาหารจนแทบรอไม่ไหว แม้แต่เดซี่ก็ตะกายดิ้นออกจากอ้อมกอดรามีเอลวิ่งตามไปราวกับว่าทัั้งเด็กสาวและหมาน้อยกลายมาเป็นพันธมิตรกันชั่วคราว เธอตักอาหารทุกอย่างตรงหน้าใส่จานราวกับกลัวใครจะมาแย่งไป ก่อนหาโต๊ะนั่งเพื่อลงมือจัดการมื้อเช้าอันหรูหราของตัวเอง

อร่อย!! เครสเซน่าให้คะแนนหลังจากกินเข้าไปคำเดียว นัยน์ตาสีฟ้างดงามกระจ่างใสยิ่งขึ้น อร่อยมาก!! ผลแพ้ชนะการทดสอบนี่จะเป็นยังไงเธอไม่ขอรับรู้แล้ว แค่ได้กินอาหารที่นี่ก็คุ้มเหลือเกิน!

เครสเซน่าไม่ใส่ใจภาพลักษณ์สาวน้อยของตัวเองในเวลานี้เลยแม้แต่นิดเดียว ในเพียงเวลานาทีเดียวจานแรกของเด็กสาวก็หมดลงจนต้องเดินไปตักใหม่ เมื่อจานที่สองหมดลงก็ตักใหม่อีกครั้ง เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ราวกับในกระเพาะของเธอนั้นเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ดูดกลืนทุกสิ่ง สถิติแต่ละจานเร็วจนน่าใจหายเหมือนกลัวใครจะมาแย่งไป ขนาดรามีเอลยังต้องมองด้วยความตกใจและกระอักกระอ่วนกับความมูมมามนี้ เขาตักไปได้เพียงสองจาน เธอก็ปาเข้าไปสี่แล้ว พอหันไปมองเดซี่ก็รู้สึกโล่งใจที่สุนัขของเขายังมีความเป็นสุภาพสตรีมากกว่าเธอเสียอีก

เวลาดำเนินไปเรื่อยราวกับจะทำให้พวกเขาตายใจ ประตูห้องอาหารลีโอได้ถูกเปิดออกเรียกความสนใจจากผู้กล้าในที่นั้น อาเรส เฟลเกธอนก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่ว่าใครก็ต้องหยุดจ้องมองและยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติเจ้าชายแห่งสิงห์ขณะที่กำลังเดินยังหน้าห้อง มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบพื้นที่ก้องไปทั่วในที่แห่งนี้

เมื่อร่างสูงหยุดยืนเบื้องหน้าทุกคน ริมฝีปากของผู้สูงศักดิ์ที่สุดในที่นั้นเหยียดออก คล้ายจะยิ้มก็ไม่ยิ้มแล้วจึงกล่าว

“ข้าขอเริ่มการทดสอรอบที่สอง ณ บัดนี้!”

สิ้นคำนั้น เครสเซน่าที่ยังเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปากพลันรู้สึกถึงความวูบโหวงในช่องท้อง พื้นที่ยืนอยู่กลับว่างเปล่าเป็นอากาศธาตุแล้วร่างของเธอก็ร่วงลงสู่เบื้องร่างอย่างไร้แรงต้านทาน ราวกับเธอหล่นลงไปในหลุมลึกไร้ที่สิ้นสุด ตาและหูมืดบอดไปชั่วขณะ ความคลื่นเหียนกระจุกขึ้นมาอยู่ตรงคอหอยนี่แล้วแต่เครสเซน่าก็ไม่อาจเก็บกลั้นเสียงกรีดร้องของตนอีกต่อไป

การทดสอบได้เริ่มต้นขึ้นเเล้ว…………....

ความคิดเห็น