งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 12:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 4
แบบอักษร

 

 

น้องชายและพี่ชายของคุณวี 

 

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ร้อยกรอง แล้วทำไมมาด้วยกันได้ครับพี่ภาส” กวีแปลกใจนิดหน่อยที่พบทั้งคู่ในวันนี้ ก็ในเมื่อร้อยกรองไปเชียงใหม่ กำหนดที่จะกลับคืออีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ส่วนภาสนัยก็พึ่งลงใต้ไปเมื่อสามวันก่อนเพราะมีรีสอร์ทที่ต้องดูแลอยู่ทางนั้น มักจะไปอยู่ที่นั่นเสียส่วนใหญ่หรือถ้าต้องไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับที่นั่น อย่างน้อย ๆ ก็สองหรือสามอาทิตย์ถึงจะกลับ

“ผมมาถึงตั้งแต่บ่ายแล้วพี่วี แต่บังเอิญงานด่วนมันเข้าเลยกลับมาบ้านช้า ส่วนพี่ภาสเราเจอกันที่นี่ไม่ได้มาด้วยกันหรอกครับ” ร้อยกรองตอบด้วยน้ำเสียงทะเล้นเข้ากับหน้าตา อีกคนก็ยกยิ้มทักทาย แล้วบอกถึงสามารถเหตุที่มาบ้าง

“ตามที่ร้อยกรองพูดนั่นแหละ ฉันมีธุระเลยแวะมาคุยด้วย”

“ธุระเหรอครับ ไว้หลังทานข้าวเย็นแล้วเราค่อยคุยกันดีกว่า” เจ้าของบ้านขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พลางชวนทั้งคู่รับประทานอาหารด้วยกัน “ว่าแต่นายเถอะร้อยกรอง งานยุ่งจนไม่มีเวลามาหาพี่ชายอย่างฉันเลยใช่ไหม บ้านช่องก็ไม่อยากกลับ หรือว่านายแอบไปติดผู้หญิงที่ไหนอยู่หรือเปล่า”

“โธ่พี่วี ผู้ยงผู้หญิงที่ไหนไม่มีหรอก แค่งานก็จะทับหัวผมตายอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยความสัตย์จริง รู้ว่ากวีแค่พูดเล่นแต่มันก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วงที่มีให้น้องบุญธรรมอย่างเขา และรวมไปถึงคุณพ่อประพันธ์กับคุณแม่ดารายที่เสียไปแล้วก็ด้วย ท่านทั้งสองรับร้อยกรองมาเลี้ยงดูและให้ความรักเหมือนเป็นลูกในสายเลือด แต่พอโตจนสามารถทำงานเลี้ยงตัวเองได้ เขาเลยขอแยกไปอยู่คอนโดข้างนอกคนเดียวเพราะมันสะดวกต่องานที่ทำอยู่มากกว่า

“ดูมันสิครับพี่ภาส ปากบอกว่าอยากกลับบ้านแต่หายหัวไปที นี่หายเป็นชาติ เดือนหนึ่ง ๆ กลับบ้านอยู่สองสามครั้ง” กวีหันมาหาแนวร่วม ที่นั่งมองมายังสองพี่น้องแล้วระบายยิ้มน้อย ๆ ออกมา

“ฉันเห็นด้วยกับกวีนะร้อยกรอง ทำงานประสาอะไรของนาย เวลาว่างไม่เคยจะมี ถ้าวันนี้ฉันไม่บังเอิญมาหากวี ฉันคงไม่ได้เจอนายแน่ ๆ”

“เอาเข้าไป ได้ทีแล้วรุมผมใหญ่เลยนะครับ ทำอย่างกับว่าผมเป็นคนลืมพี่ลืมน้องไปได้ โปรดเข้าใจด้วยว่ามันเป็นเพราะงานจริง ๆ ครับคุณพี่ทั้งสอง” ร้อยกรองรีบแย้งทันที เรื่องอะไรมาร่วมมือเสริมทัพว่าเขาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ภาสนัยเป็นลูกชายของเพื่อนสนิทของประพันธ์ที่เสียชีวิตไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ในตอนนั้นภาสนัยอายุได้แค่สิบสี่ปีเลยถูกดนัยทัศน์ เพื่อนอีกคนของประพันธ์รับไปดูแล และด้วยครอบครัวที่สนิทกัน พวกเราจึงติดต่อถามไถ่กันมาตลอด “แต่ว่านะพี่วี คุณคนสวยคนนี้เป็นใคร ไม่ยักจะแนะนำให้พวกผมรู้จักกันบ้างเลย” กวีก็พึ่งนึกได้ตอนที่ร้อยกรองพูด ว่าเผลอลืมอีกคนที่เข้ามาพร้อมกันไปเสียสนิท แต่คำที่น้องชายเรียกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มันขัดหูเขาอยู่ชอบกล

“คนสวย” กวีทวนคำพูดน้องชายด้วยรอยยิ้มคล้ายเยาะเย้ย อยากขำแต่ดันขำไม่ออกที่ร้อยกรองหรือใครอีกหลายคน ที่คงจะมองเห็นใออัยไปในทิศทางเดียวกันเช่นเดียวกับเขา

“ใช่ครับ” เขาไม่เข้าใจที่กวีถามซ้ำ ก็คนที่ยืนอยู่ข้างกวี เธอสวยจริง ๆ ไม่ใช่หรือ ขนาดภาสนัยที่ยังไม่พูดอะไรออกมา ยังดูออกเลยว่าสนใจบุคคลที่สี่อยู่ไม่น้อย

“คงใช้คำว่าสวยอย่างที่นายว่าไม่ได้หรอกนะร้อยกรอง” กวีทิ้งช่วงพูดให้ชายหนุ่มที่มาเยือนได้ขบคิด ก่อนจะพูดต่อในสิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่ที่รอฟังอยู่สีหน้าเปลี่ยนไป “เพราะเขาเป็นผู้ชาย” กวีพูดยกยิ้ม ไม่ได้สนใจอาการตกใจเกินกว่าเหตุของร้อยกรองสักนิด แต่ไม่คิดว่าพี่ใหญ่อย่างภาสนัยก็เป็นไปกับเขาด้วย แล้วมันจะแปลกอะไร ในเมื่อตัวเขาก็เคยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน

“พี่วี ถ้าพี่บอกว่าล้อเล่น ผมก็จะเชื่อ” ร้อยกรองมองไปที่ใออัยตาแทบถลน ทำไมรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย ถึงได้แตกต่างจากเพศสภาพของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มแอบเสียดายอยู่นิด ๆ เขาก็มองตั้งนาน นึกว่าจะได้ทำความรู้จักให้มากกว่านี้เสียหน่อย

“ฉันจะล้อนายนายเล่นทำไม นี่หลานของคุณน้าอรอินทร์ชื่อใออัย เป็นคนดูแลคนใหม่ที่ฉันเคยบอกนายไว้"

“สุดยอด ขนาดเป็นผู้ชายนะยังสวยไม่แพ้น้าสาวเลยนะครับ” เพราะร้อยกรองเอาแต่พูดว่าสวยไม่เลิก ทำให้คนที่ถูกวิจารณ์อยู่ชักสีหน้า แต่ไม่มากพอที่จะทำให้คนที่พูดอยู่รู้สึกตัว หรือเป็นร้อยกรองเองกันแน่ที่ทำเป็นไม่เห็น แถมยังพูดต่อได้แบบหน้าตาเฉย “หน้าตาเคล้าโครงก็ดูเหมือนกันมาก ถ้าไม่ติดที่คุณน้ามีลูกไม่ได้ ผมคงคิดว่าคุณใออัยเป็นลูกของคุณน้าอรอินทร์แน่ ๆ ดูสิครับ แม้แต่ชื่อยังคล้องจองกันเลย อรอินทร์กับใออัย ว่าไหมพี่วี” ไม่ใช่แค่ร้อยกรองที่คิดแบบนั้น กวีเองก็เก็บความสงสัยนี้เอาไว้อยู่เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เหมือนร้อยกรอง

“ผมเป็นหลาน” คนที่ถูกลืมไปก่อนหน้านี้ขยับปากเถียงกลับ ถ้าไม่พูดอะไรเสียบ้าง นายคนนี้คงได้พูดส่งเดชออกมาอีก แต่เพราะไม่มีเสียงออกมาร้อยกรองจึงต้องถามซ้ำอีกรอบ

“อะไรนะครับ”

“เขาบอกนายว่า เขาเป็นแค่หลาน” คนตอบคือกวีที่มองอยู่ก่อนแล้ว ร้อยกรองขมวดคิ้วสงสัยไม่เลิก กวีจึงต้องอธิบายต่อ “เขาพูดไม่ได้”

“หือ” ร้อยกรองอุทานออกมาแต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ พี่ชายอีกคนกลับเป็นคนพูดแทนเสียนี่

“นายจะบอกว่า หลานคุณอรเขาเป็นใบ้อย่างนั้นเหรอกวี” ภาสนัยไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กหน้าตาน่ารักและถูกใจเขาขนาดนี้จะมีข้อด้อยไปเสียได้ ตอนที่กวีบอกว่าเป็นผู้ชายก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะตัวเขาไม่ได้เกี่ยงเรื่องเพศอยู่แล้ว ถึงมันจะไม่เป็นปัญหาแต่ก็แอบเห็นใจคนตัวเล็กอยู่ไม่น้อย

“อย่างที่พี่เข้าใจ” กวีเป็นคนตอบแทนอีกครั้ง อยากเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นเร็ว ๆ คนโดนถามคงรู้สึกไม่ดีนัก เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกแทนใออัยแต่มันอดสงสารไม่ได้ก็เท่านั้น

“เอ่อ คือผมไม่ได้ตั้งใจจะว่านะ ขอโทษนะครับน้องอัย เรียกน้องได้ใช่ไหมครับ” ภาสนัยเอ่ยขอโทษและขออนุญาตไปในคราวเดียวกัน ซึ่งใออัยก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมกับส่งยิ้มเล็ก ๆ แล้วพยักหน้าเป็นเชิงให้อีกคนเรียกแทนตัวเองว่าน้องได้ ทำให้คนที่มีอายุเยอะที่สุดในที่นี้ยิ้มออกมา

“พี่ชื่อภาสนัยนะ เรียกพี่ภาสก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักครับน้องอัย” ยังไม่ทันที่ใออัยจะขยับปากตอบ เจ้าของบ้านก็เอ่ยปากแนะนำขัดการสนทนาเมื่อครู่เสียก่อน

“ส่วนนี่ร้อยกรอง น้องชายของฉันเป็นพี่นายสามปีหรือจะเรียกพี่กรอง เหมือนที่นายอยากจะเรียกพี่ภาสก็ได้ นั่นก็แล้วแต่นาย”

“เหมือนเต็มใจแนะนำผมมากเลยนะครับพี่วี” จริงอย่างร้อยกรองว่า เพราะน้ำเสียงที่ออกมาจากปากพี่ชายทั้งห้วและตวัด เหมือนไม่อยากจะแนะนำให้ใออัยรู้จักกับใคร เจ้าตัวและสองหนุ่มไม่ค่อยแปลกใจนัก ที่กวีจะพูดและแสดงท่าทางแบบนั้นออกมา เพราะพวกเขารู้ดีว่ากวีเกลียดคนเป็นน้าของใออัยมากแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดว่าจะพาลมาเกลียดคนเป็นหลานด้วยนี่สิ ทุกคนล้วนมีความคิดเป็นของตัวเองเลยพากันเดาไปต่าง ๆ นา ๆ แต่เหตุผลจริง ๆ ก็คงมีแต่กวีเท่านั้นที่รู้ว่าเพราะอะไร ที่เผลอเก็บอาการไม่อยู่

“อย่ามัวแต่คุยกันเลย มาทานข้าวกันดีกว่า”

“ครับ ๆ คุณกวี กระผมจะไม่พูดแล้วขอรับ” อีกครั้งที่น้องชายเป็นตัวเปลี่ยนบรรยากาศ กวีกับภาสนัยเลยได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือม ๆ ร้อยกรองก็เป็นแบบนี้เสมอ ยียวนได้ตลอด สำหรับกวีแล้ว ถึงร้อยกรองจะไม่ใช่น้องชายโดยสายเลือดแต่กวีก็รักและเป็นห่วงอีกฝ่ายเสมอ ไม่อยากให้หลงผิดกับความจริงผิด ๆ ที่เข้ามาชักจูง ซึ่งเรื่องนี้ร้อยกรองเองก็รู้ดี แต่ก็อยู่ที่ว่าจะทำตามหรือไม่ก็เท่านั้น

“มาช่วยฉันหน่อยสิ ฉันจะเปลี่ยนที่นั่ง” คงไม่ต้องบอกว่าประโยคนี้กวีคุยกับใคร ซึ่งคนที่โดนสั่งก็ทำตามแต่โดยดี รีบเดินเข้ามาพยุงร่างสูงเพื่อเปลี่ยนที่นั่งในการรับประทานมื้อค่ำ

“มาผมช่วยด้วยดีกว่า คุณน้องอัยตัวเล็กนิดเดียวพยุงน้ำหนักพี่วีไม่ไหวหรอก”

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ร้อยกรองเสนอตัวช่วยเพราะเห็นใจใออัยที่ตัวเล็กกว่าพี่ชายตัวเองมาก ถึงจะโดนว่าแต่เขาก็ยังทำหน้าทะเล้น ยิ้มรับอย่างเคย แต่ก่อนก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้ เหมือนพี่ชายเขาดูแปลกไปนิดหน่อย ในเมื่อขัดน้องชายไม่ได้กวีเลยปล่อยให้ร้อยกรองช่วยใออัยทำหน้าที่จนเสร็จ แต่คนเป็นน้องก็ไม่วายจะบ่นตามหลัง

“พี่ได้ทำกายภาพบ้างหรือเปล่าครับ แล้วเมื่อไหร่มันจะหาย”

“ช่างมันเถอะ ถ้าฉันอยากหายเมื่อไหร่ฉันจะทำมันเองนั่นแหละ” กวีพูดตัดบทเพราะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก

“เอาน่าร้อยกรอง กินข้าวกันก่อนเถอะ” ชายหนุ่มอีกคนพยายามเปลี่ยนเรื่อง ภาสนัยเองก็เคยเกลี้ยกล่อมหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล ในเมื่อตัวกวีไม่อยากรักษา ต่อให้พูดโน้มน้าวไปก็ไม่มีประโยชน์

“ผมก็อยากให้มันเป็นแบบนั้น แต่ผมกลัวว่ามันจะสายเกินไปนะสิพี่วี” กวีคงไม่ได้ยิน ภาสนัยเองก็เช่นกันเพราะคนพูดพูดเสียงเบา แถมยืนอยู่ห่างกับคนที่นั่งอยู่พอสมควร แต่คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ อย่างใออัยกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน

“หรือว่าคุณคนนี้” คนตัวเล็กขยับปากพึมพำพลางคิดในใจ

“มีอะไรหรือเปล่าน้องอัย มองหน้าร้อยกรองแล้วขมวดคิ้ว สงสัยอะไรเหรอครับ”

“จริงหรือครับพี่ภาส คุณน้องอัยมองพี่เหรอ มีอะไรเหรอครับ” ภาสนัยเองก็คงไม่ได้ยินเหมือนกัน ใออัยจึงเลือกส่ายหน้าน้อย ๆ หันกลับมามองอีกทางก็สบสายตาเข้ากับเจ้าของบ้านพอดี และฝ่ายที่หันหน้าหนีก็เป็นกวีอีกเช่นกัน ถ้าสะบัดได้คงสะบัดไปแล้ว คงเพราะเขายังยืนอยู่ในวงสนทนาเลยทำให้ชายหนุ่มไม่พอใจ ถ้าปลีกตัวออกไปคงจะเหมาะสมกว่า อีกอย่างเรื่องที่ทั้งสามคนคุยกันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้าตัวอยู่แล้ว แต่พอจะเดินออกไปกวีก็ถามขึ้นมา

“จะไปไหน” ใออัยไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เลือกชี้มือไปทางห้องครัวแทน “ไปทำไม” คนถูกถามไม่ทันได้ตอบ ป้าอิ๋วก็เดินเข้ามาเสียก่อน

“ตักข้าวเลยไหมคะ”

“ดีเหมือนกันครับ ตั้งแต่ลงเครื่อง ผมยังไม่ได้กินอะไรเลย ไม่ได้ทานกับข้าวฝีมือป้าตั้งนาน คิดถึงอาหารฝีมือป้าอิ๋วจะแย่แล้วครับ”

“ก็กลับบ้านบ่อย ๆ สิคะคุณกรอง รับรองได้ทานอาหารฝีมือป้าทุกมื้อเลย” ป้าอิ๋วว่าหยอกคนช่างอ้อน โตขนาดนี้แล้วยังทำเหมือนเมื่อก่อนไม่มีเปลี่ยน

“ป้าอิ๋วก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอครับ ผมน้อยใจนะ ไม่มีใครเข้าใจผมเลย”

“ฉันกำลังจะกินข้าวนะร้อยกรอง อย่าทำท่าทางแบบนั้นได้ไหม ฉันจะอ้วก” พี่ชายอย่างกวีพูดแขวะ ภาสนัยก็พลอยหัวเราะไปด้วย ดูมันทำกระเง้ากระงอดอย่างกับผู้หญิง ตัวล่ำขนาดนั้นมาทำอะไรแบบนี้ เห็นแล้วขนลุก

“โอ้ ทำไมเดี๋ยวนี้พี่วีปากเสียจังเลยครับป้าอิ๋ว ตั้งแต่ผมมาถึงก็ใส่ผมไปหลายชุดแล้วนะครับ” ร้อยกรองทำตาโตก่อนทำหน้าตาเจ็บปวดให้คนสูงวัยสงสาร

“แต่ที่กวีพูดก็ถูกนะ ถือว่าฉันขอร้องด้วยอีกคน อย่าทำอีกเลย” พี่ใหญ่ว่าจบก็หัวเราะออกมาอีกละลอก

“พอ ๆ อย่าเถียงกันค่ะ ทานข้าวกันดีกว่านะคะ” หลังป้าแกพูดจบทุกคนต่างแยกย้ายนั่งประจำที่ จะมีก็เพียงแต่ใออัยกับป้าอิ๋วที่รอทำหน้าที่อยู่เท่านั้น

“ทำไมไม่นั่ง ข้าวน่ะ ไม่กินหรือไง” เพราะอยู่ ๆ กวีก็พูดออกมา คนทั้งสี่เลยได้แต่มองหน้ากันไปมาว่าคนที่กวีหมายถึง นั่นคือใคร

“ไม่เป็นไรค่ะคุณวี ให้หนูอัยแยกไปทานต่างหากดีกว่า คุณวีเองจะได้คุยกับคุณร้อยกรองและคุณภาสเป็นการส่วนตัวด้วย ดีไหมคะ”

“ผมขอจานเพิ่มอีกหนึ่งชุดครับ” เจ้าของบ้านไม่ยอมทำตามคำที่ป้าอิ๋วเสนอและเอ่ยตัดบทขอจานเพิ่ม ทั้งภาสนัยและร้อยกรองเองต่างก็ไม่ทันคิดว่ากวีจะยอมให้อีกคนร่วมโต๊ะด้วยจึงไม่ได้ชวนทานข้าวด้วยกัน

“แต่ป้าว่า”

“ให้ทานกับพวกผมนี่แหละครับป้า คนกันเองทั้งนั้น มา ๆ คุณน้องอัยมานั่งข้างพี่วีมา” เป็นร้อยกรองที่พูดขัดเพราะดูจากสถานการณ์แล้ว พี่ชายของเขาคงต้องการให้ใออัยทานข้าวด้วยกัน และที่ว่างที่เหมาะที่สุดก็คงเป็นข้างกายกวี ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นย้ายที่ไปนั่งข้างภาสนัย อยากให้เขาทานข้าวด้วยแล้วทำไมไม่พูดดี ๆ ละครับคุณพี่ชาย ชายหนุ่มคิดในใจด้วยความขบขัน แต่มันก็แปลกที่พี่วีให้คนของคุณน้าทานข้าวด้วยได้ ปกติเห็นแต่ให้ยืนห่างเป็นเมตรไม่ก็ไล่ไปให้พ้น ๆ ถึงจะมีศักดิ์เป็นหลานของอรอินทร์ ก็ไม่น่าจะให้เข้าถึงตัวได้ง่ายขนาดนี้ พึ่งมาดูแลได้แค่วันสองวันเองไม่ใช่หรือ “พี่ภาสไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับ”

“ฉันจะว่าทำไม ดีเสียอีก ฉันกำลังอยากคุยกับน้องอัยพอดีเลย” ภาสนัยตอบแต่ไม่ได้มองคนถาม เพราะสายตากำลังจดจ้องมาที่ใออัยอย่างไม่วางตา พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกแปลก ๆ กับมัน

“แหม พี่ภาส ไม่ค่อยจะออกตัวเลยนะครับ ป้าอิ๋วครับเอาตามนี้เลยครับ” พอตกลงกันได้ใออัยเลยนั่งลงข้างเจ้าของบ้านอย่างขัดไม่ได้ แต่ดูหน้าตาคนที่สั่งให้ทานข้าวด้วยสิ ถ้าไม่พอใจแล้วจะให้เขากินข้าวร่วมโต๊ะตั้งแต่แรกทำไม พิลึกคน

ซึ่งอาการที่กวีเป็นก็ไม่ได้มีแค่ใออัยที่สังเกตเห็น  ร้อยกรองเองก็ลอบยิ้ม เมื่อตัวเองพอจะรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้กวีอารมณ์ไม่ดี เหมือนคนโดนมองจะรู้ตัวเลยถามออกมาอย่างไม่ชอบใจนักกับรอยยิ้มมีเลศนัยของน้องชาย

“ยิ้มอะไรของนาย ร้อยกรอง”

“เปล่าครับ แล้วพี่วีคิดว่าผมยิ้มเพราะอะไรเหรอ”

“ฉันจะไปรู้กับนายหรือไง” ร้อยกรองกดยิ้มตรงมุมปากนิด ๆ แค่คิดก็สนุกแล้วสิ ไม่น่าเชื่อว่าพี่ชายเขาจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่เพียงคำพูดแต่คงจะเป็นด้านรสนิยมด้วยสินะ

อาหารก็อร่อย แต่คนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกลับทำเหมือนโดนบังคับให้กิน ถ้าร้อยกรองไม่คอยสร้างสีสันอยู่ตลอดเวลา อาหารมื้อนี้คงจะกร่อยน่าดู แต่คงมีคนเดียวที่เหมือนไม่รู้สถานการณ์ เพราะภาสนัยเอาแต่คุยและถามนั่นนี่ที่เกี่ยวกับใออัยไม่หยุด เจ้าตัวตอบช้าก็รอคำตอบอย่างใจเย็นและบางครั้งยังตักอาหารให้อีกต่างหาก พอทานกันเสร็จภาสนัยก็ขอคุยกับกวีเป็นการส่วนตัว ส่วนร้อยกรองก็ขอตัวขึ้นข้างบนไปอาบน้ำ ใออัยก็พึ่งรู้ว่าชายหนุ่มพักอยู่ชั้นบนเหมือนอรอินทร์แต่นาน ๆ ถึงจะกลับมาบ้านสักที ใออัยรู้แค่ว่าร้อยกรองเป็นช่างภาพอิสระเลยต้องเดินทางอยู่ตลอด การพักอยู่ข้างนอกจึงดูสะดวกกว่า

ขณะที่กำลังจะเดินผ่านหน้าห้องน้ำที่อยู่ถัดไปจากห้องครัว เสียงผู้ชายที่ดังออกมาจากประตูที่เปิดแง้มไว้ทำให้ใออัยชะงักเพราะรู้ว่าเป็นเสียงของใคร เจ้าตัวจึงหลบมุมซ่อนตัวทันที ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังแต่เพราะเรื่องที่ชายหนุ่มพูดอยู่มันมีชื่อตัวเองเข้าไปอยู่ในบทสนทนาด้วยนะสิ

“เด็กใออัยนี่ใช่ไหมที่เป็นหลานของคุณ” คนพูดถามปลายสายทั้งที่รู้อยู่แล้ว “อืม ผมได้เจอแล้วหน้าตาเหมือนคุณน้าเลยนะครับ” ชายหนุ่มยังพูดเย้าแหย่ ไม่ได้รู้เลยว่าอีกคนที่คุยด้วยกำลังรู้สึกร้อนรน “ครับ หลานก็หลาน ผมรู้ครับว่าคุณน้ามีลูกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงเป็นพ่อแม่คนไปแล้ว จริงไหมครับที่รัก ดูแล้วกวีน่าจะไว้ใจหลานคุณพอสมควร ครั้งนี้ผมหวังว่ามันจะสำเร็จนะครับ โอเค แล้วเจอกันคืนนี้ครับ” ใออัยรีบเอามือปิดปากยืนตัวลีบอยู่ตรงมุมอับเมื่อชายหนุ่มเดินผ่านไป ก็พอจะรู้ว่าคู่สนทนาที่อีกคนคุยด้วยนั่นคือใคร แม้คนพูดจะไม่ได้พูดเสียงดังมากนักแต่เพราะประตูห้องน้ำที่ปิดไม่สนิท คนที่แอบฟังอยู่เลยได้ยินทุกประโยคที่ชายหนุ่มพูด ครั้งสุดท้ายที่ว่ามันหมายถึงอะไร คุณน้ากับผู้ชายคนนี้ร่วมมือทำอะไรกันอีกแล้ว เรื่องลูกก็ด้วย คนทั้งคู่อยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน ทำไมยิ่งคิดหัวใจเขามันยิ่งเจ็บปวด ราวกับมีคนมาบีบมันไว้อยู่ตลอดเวลา

“คุณหนูอัยมาทำอะไรตรงนี้คะ” เพราะมีคนทักขึ้นอย่างกะทันหัน จึงทำให้คนที่ยืนแอบอยู่สะดุ้งสุดตัวหันไปมองคนเรียกแทบจะทันที ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา นึกว่าจะโดนจับได้เสียแล้ว ที่แท้ก็พี่นิดนี่เอง “ว่ายังไงคะ มาทำอะไรตรงนี้หรือว่าจะเข้าห้องน้ำ” ใออัยพยักหน้ารีบเดินเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้นิดได้แต่มองอย่างงง ๆ กับปฎิกริยาของอีกฝ่ายเมื่อครู่ “แปลก ถ้ารีบขนาดนั้นแล้วยืนอยู่ทำไมตั้งนานสองนาน”

พอได้รู้เรื่องแบบนั้นเข้า จิตใจของใออัยเลยสงบไม่ลง สมองก็เอาแต่วนเวียนครุ่นคิดไปสารพัด แต่ก็ต้องหยุดคิดเมื่อเดินออกมาที่ห้องรับแขกแล้วเห็นผู้ชายสองในสามกำลังยืนคุยกับอีกคนที่นั่งอยู่ สงสัยจะกลับกันแล้ว

“พี่วีผมขอตัวกลับก่อนนะครับ พรุ่งนี้ผมมีงานแต่เช้า”

“ฉันนึกว่านายจะค้างที่นี่นะร้อยกรอง” คนเป็นพี่ชายว่าอย่างเสียดาย

“ถ้าผมไม่มีนัดก็คงค้างคืนที่นี่นั่นแหละครับ เอาไว้ผมจะแวะเข้ามาที่บ้านบ่อย ๆ”

“เอาน่ากวี นายก็เข้าใจร้อยกรองมันหน่อย ดีเสียอีกที่มันรู้จักรักงานและทุ่มเทให้กับงานตัวเองขนาดนี้” มันก็ดีอยู่หรอกที่เห็นคนเป็นน้องขยันทำงาน แล้วกวีเองก็รู้ดีด้วยว่าเพราะงานอะไรถึงทำให้น้องชายแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัว อยากจะพูดอะไรต่ออีกนิดหน่อยแต่ก็ต้องชะงัก เพราะร้อยกรองหันไปเห็นใครอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเข้าเสียก่อน

“อ้าวคุณน้องอัย ไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นครับ” ร้อยกรองถามแต่คงจะเป็นคนละอารมณ์กับพี่ชาย ที่ขยันส่งสายตาขวาง ๆ ไปให้ใออัยอยู่เนือง ๆ

“หายไปไหนมา”

“ห้องน้ำครับ” คนตัวเล็กเลือกจะขยับปากตอบ หลังจากที่เดินเข้ามาในบริเวณห้องรับแขกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“น้องอัยมาพอดีเลย พี่สองคนกำลังจะกลับนึกว่าจะไม่ทันลาแล้วเสียอีก” ภาสนัยยิ้มกรุ้มกริ่มไปให้ขณะพูด เจ้าตัวที่ไม่รู้ต้องทำยังไงเลยยิ้มแก้เก้อเล็ก ๆ ไปให้ ถ้าให้เลือกอยู่ใกล้ใครระหว่างกวีกับภาสนัย ใออัยขอเลือกกวียังดีเสียกว่า สายตาและท่าทางของอีกคนดูน่ากลัวแปลก ๆ

“เบา ๆ หน่อยก็ดีนะครับ เกิดคุณน้องอัยกลัวพี่ขึ้นมาแล้วจะอด ผมขอเตือน” ร้อยกรองยักคิ้วให้ภาสนัยเป็นอันรู้กัน แต่คงไม่ชัดเจนพอที่อีกสองคนจะเข้าใจ หรือไม่ก็เป็นกวีที่ต้องการยืนยันในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกหรือผิด

“อดอะไรร้อยกรอง” เป็นกวีที่ถาม ซึ่งก็ตรงกับใจของใออัยอยู่พอดี

“ผมคงจะเข้าใจอะไรผิดไปสินะ พี่ภาสคงจะไม่ได้อดเพราะคุณน้องอัยกลัว แต่คงจะอดเพราะมีคนคอยหวงก้างไว้อยู่มากกว่า”

“ใครหวงใครไม่ทราบ” กวีถามเสียงแข็ง จ้องน้องชายที่เอาแต่ส่งสายตาล้อเลียนและยิ้มกวน ๆ มาให้

“หือ ใครก็ไม่รู้สิครับ โหยพี่วี พี่ก็ซีเรียสไปได้ ผมเเค่แซวเล่นเอง ถือว่าขำ ๆ น่า”

“หน้าฉันบอกว่าขำตามที่นายเล่นหรือเปล่าล่ะ” ในที่นี้คนที่เห็นเป็นเรื่องเล่นก็มีแค่ร้อยกรองเพราะใออัยกำลังรู้สึกมึนงง คนตัวเล็กไม่เข้าใจตั้งแต่ที่ร้อยกรองบอกว่าเขากลัว คุณภาสอด คุณวีหวง ตกลงว่าเรากำลังคุยเรื่องเดียวกันอยู่หรือเปล่า ส่วนภาสนัยคงจะเห็นเป็นเรื่องจริงจังเลยเอาแต่จ้องกวีด้วยแววตานิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ยลาและพูดประโยคที่เข้าใจกันอยู่เพียงแค่สองคน

“นี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันกลับก่อนนะกวี ยังไงนายก็ลองกลับไปคิดทบทวนดูเพราะยังไงมันก็เป็นคำสัญญา”

“ครับ ผมฝากสวัสดีคุณอาด้วยนะครับถ้ามีโอกาสผมจะไปหา”

“อืม ถ้านายไปจริงยายน้ำคงดีใจมาก น้องอัยครับพี่กลับก่อนนะ หวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันอีก” ประโยคหลังชายหนุ่มหันมาพูดกับคนอายุน้อยสุด ด้วยอายุของภาสนัยที่มากกว่าถึงเจ็ดปี ใออัยจึงยกมือไหว้พลางยิ้มให้ แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องหุบลงเพราะสายตาเอาเรื่องที่เจ้าของบ้านใช้มองมา

“พี่วี ผมขอลาคุณน้องอัยหน่อยได้ไหมครับ”

“นายอยากลาก็ลาไปสิ จะขอฉันทำไม” ตอนแรกก็กะว่าจะไม่ขอแต่ดูจากสายตาของพี่ชายแล้ว ร้อยกรองคิดว่าตัวเองควรต้องขอก่อนดีกว่า ขนาดพูดเหมือนไม่เกี่ยวกับตัวเอง ยังมองดุเหมือนจะกินหัวคนได้อยู่แล้ว

“คุณน้องอัย พี่ฝากพี่วีด้วยนะ ถึงเขาจะปากเสียไปหน่อยก็ทน ๆ เอานะครับ ปากร้ายแต่ใจดีนะครับ” ประโยคหลังร้อยกรองจงใจกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน จนใออัยหลุดยิ้มออกมาแต่ก็ต้องหุบลงอีกครั้งจนได้

“ไอ้กรอง” กวีนั่งมองตาเขียว เพราะพอจะได้ยินที่น้องชายพูดแต่เหมือนร้อยกรองจะไม่สนใจ

“ผมอยากให้คุณน้องอัยดูแลพี่ชายผมดี ๆ ถือว่าผมขอร้อง” ร้อยกรองไม่ได้หยุดพูดตามที่กวีขัดแต่ยังเลือกที่จะพูดต่อด้วยแววตาและน้ำเสียงที่จริงจังมากกว่าเดิม ใออัยก็พยักหน้ารับ นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะมีมุมแบบนี้ด้วย และเหมือนตัวเองจะเข้าใจเจตนาที่ร้อยกรองอยากจะสื่อ ถึงอีกฝ่ายจะไม่บอกเขาก็คิดจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว

“ทุกวันฉันจะตื่นตอนหกโมง ธุระส่วนตัวต่าง ๆ ในตอนเช้า ป้าอิ๋วจะเป็นคนจัดการทั้งหมด ส่วนนายก็รับช่วงต่อจนถึงฉันเข้านอน หวังว่าก่อนเจ็ดโมงฉันคงจะเห็นหน้านายแล้วนะ” ใออัยยืนนิ่ง เหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดเลยไม่ได้หือได้อือกับคำที่กวีพูด เจ้าของห้องเลยต้องถามย้ำอีกรอบ “นายเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม” คราวนี้คนตัวเล็กพยักหน้ารับเพราะเรื่องที่กวีพูด ป้าอิ๋วบอกเขาเอาไว้แล้ว “อย่างนั้นนายก็ออกไปได้แล้ว ฉันจะนอน”

“ครับ” คนที่เหมือนโดนไล่อยู่กราย ๆ ขยับปากรับคำสั่ง แต่พอจะเดินออกมาก็ต้องหยุดชะงักเพราะคำพูดของคนที่นอนอยู่บนเตียงเสียก่อน

“ฝันดี” หูเขาท่าจะเพี้ยน “ยืนทำอะไรอยู่อีก จะนอนกับฉันหรือไง” ใช่จริง ๆ ด้วยเขาคงฟังผิดไป คนอย่างกวีนะหรือจะมาบอกฝันดีเขา แต่เจ้าตัวก็เลือกจะบอกกลับ ไม่รู้ว่าคนตัวโตจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นมารยาทก็แล้วกัน

“ฝันดีนะครับคุณวี” คนตัวขยับปากบอกก่อนจะผิดไฟในห้อง เหลือไว้ก็แต่ไฟหัวเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องไป

คล้อยหลังใออัยไป เจ้าของห้องที่อ่านปากคนตัวเล็กออก ทำเพียงแค่นอนมองประตูห้องที่ปิดสนิทก่อนจะเอ่ยประโยคที่ถ้าใออัยยังอยู่ กวีก็คงไม่คิดจะพูดออกมา

“นายมันซื่อบื้อหรือแค่ทำเป็นไม่รู้อะไรเลยกันแน่”

 

 

 

 

 

 

เวลามักผ่านไปไวเหมือนโกหกเสมอ เผลอแปบเดียวก็ผ่านไปสามอาทิตย์แล้วที่ใออัยเข้ามาอยู่ในบ้าน ‘บดินทร์อารักษ์’ ส่วนงานหลัก ๆ ที่ต้องทำก็คือดูแลเจ้าของบ้านที่ตอนนี้ยังเดินไม่ได้เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เท่าที่รู้มา กวีไม่ได้พิการอย่างถาวรและยังพอมีทางรักษาอยู่ แต่ไม่รู้ว่าทำไมคุณเขาถึงไม่ยอมรับการรักษาสักที และหน้าที่ที่ใออัยควรทำในฐานะผู้ดูแลก็คือเปลี่ยนความคิดของกวีให้ยอมเข้ารับการรักษา เพราะถ้านานกว่านี้มันอาจจะสายเกินไป

สิ่งที่เขาคิดมันขัดกับสิ่งที่อรอินทร์ต้องการ ใออัยไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกวีถึงจะเดินได้ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงต้องเป็นความลับจะให้คนเป็นน้ารู้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด ถ้าเกิดเธอรู้เข้า เขาเองก็ไม่มั่นใจหรอกนะว่าตัวเองในตอนนั้นจะเลือกอะไร ระหว่างความถูกต้องกับคนสำคัญในชีวิต

ส่วนปัญหาที่คนตัวเล็กต้องเจอ มันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่อรอินทร์เพียงอย่างเดียว ก็คนอย่างกวีนะหรือจะยอมให้ใออัยดูแลหรือหว่านล้อมตัวเองง่าย ๆ ไม่รู้ว่าคนตัวเล็กสื่อเจตนาไม่ชัดเจนหรือตัวกวีไม่ไว้ใจเขากันแน่ และงานอดิเรกช่วงนี้ของอีกฝ่ายคงเป็นการสรรหาเรื่องมากมายเพื่อมาแกล้งใออัย อย่างเรื่องอาบน้ำก็เช่นกัน ถือว่าเป็นงานยากที่สุด เพราะถึงยังไงคนตัวเล็กก็ไม่ชินกับสภาพเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายอยู่ดี แต่กวีก็ยังหาเรื่องมาแหย่ให้อีกฝ่ายอับอายได้ตลอด แต่มันก็ไม่น่าโมโหเท่าความเอาแต่ใจของคุณเขา ที่เอาแต่สั่งแล้วก็สั่ง พอไม่ได้ดั่งใจก็โมโหใส่ แถมยังชอบดุใออัยทั้งที่บางทีตัวเองต่างหากที่เป็นคนผิด

อย่างวันนี้ บอกว่าอยากทานอาหารฝรั่งเศส แล้วประเด็นของเรื่องคือจะให้ใออัยเป็นคนทำให้ทานและถ้าเกิดทำไม่ได้ กวีก็จะไม่ยอมทานข้าวกลางวัน นี่เขาดูแลเด็กอนุบาลอยู่หรือไง ใออัยก็เป็นแค่เด็กชาวเกาะธรรมดา มันจะเป็นไปได้หรือที่เขาจะทำอาหารพวกนั้นเป็น อย่างมากที่พอจะทำได้ก็มีพวกอาหารไทยแค่ไม่กี่อย่าง พอรู้แบบนั้นเข้า กวีก็เกิดเปลี่ยนใจ ตอนแรกนึกว่าชายหนุ่มจะเปลี่ยนมาทานอาหารไทย กลับกลายเป็นว่าอยากทานบัวลอยไข่หวาน คิดว่าใออัยควรโมโหไหม แต่เสียใจด้วยเพราะเจ้าตัวทำของหวานที่ว่านั้นเป็น ซึ่งคุณเจ้าของบ้านก็ดูอึ้งไปเลย คงคิดว่าคนตัวเล็กคุยโวโอ้อวดแต่เปล่าเลยเขาทำมันเป็นจริง ๆ ตอนที่อยู่บนเกาะมันว่างมาก ว่างจนพอจะมีเวลาไปทำงานพิเศษช่วยร้านอาหารไทยที่เปิดอยู่ที่นั่น ซึ่งเป็นที่เดียวที่ตาอุ่นอนุโลมให้ไปเพราะเห็นว่าเป็นร้านเพื่อนสนิทของใออัย เลยพอรู้มาบ้างว่าการทำอาหารมันไม่ได้ยากอะไร โดยเฉพาะพวกขนมนมเนย ฝีมือของใออัยไม่เป็นสองรองใครแน่นอน

“เป็นยังไงบ้างคะคุณวี”

“ก็งั้น ๆ หาทานได้ทั่วไปนั่นและครับป้าอิ๋ว” ชายหนุ่มยืดตัวตรงพลางพูดออกเรียบ ๆ

“หือ แต่ป้าว่ามันอร่อยมากเลยนะคะ แถมมีหลายสี หอมกลิ่นใบเตยด้วย” ตอนที่แกชิมก็ไม่อยากเชื่อหรอกว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ สำหรับแกการที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งทำขนมไทยได้และออกมาดีก็ถือว่าเก่งมากแล้ว ดูเหมือนทำไม่ยากแต่มันไม่ง่ายเลยที่จะทำขนมชนิดนี้ออกมาอร่อยและไม่มีกลิ่นคาว แต่ไม่รู้ทำไมเจ้านายหนุ่มถึงพูดแบบนั้นซึ่งมันก็ขัดกับภาพที่เห็นไปมากโขเลยทีเดียว

“ก็นั่นแหละครับ มันไม่ถูกปากผม”

“แต่คุณวีทานหมดถ้วยเลยนะคะ” บอกไม่ถูกปากแต่กวีกลับกินแทบไม่เหลือน้ำกะทิในถ้วย ทั้งที่ปกติแล้วคุณเธอทานของหวานยากจะตายไป ใออัยเองก็ลอบยิ้มกับคำที่ป้าอิ๋วพูดเหมือนล้อผู้เป็นนาย เขาเองก็ไม่ได้หวังคำพูดดี ๆ อะไรทำนองนั้นจากปากคนตัวโตกว่าสักนิด เพราะตลอดสามสัปดาห์ที่อยู่ด้วยกันมา ใออัยเลยได้รู้ว่ากวีเป็นคน 'ปากแข็ง' มาก ขนาดที่ต่อให้มีหลักฐานชี้ชัดก็ยังไม่ยอมจำนน

“ผมแค่หิว กว่าจะได้กิน ไม่รู้ใช้เวลาทำอะไรอยู่ตั้งนานสองนาน ถ้าไม่กลัวเสียน้ำใจเด็กมัน ผมคงแค่ชิมคำสองคำเท่านั้นแหละครับ” ชายหนุ่มพูดแก้ต่างด้วยไม่อยากเสียหน้า แม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ตาม กวีเองก็คาดไม่ถึงว่ามันจะอร่อยขนาดต้องกินจนหมดถ้วย แต่ก็กลัวว่าใออัยจะได้ใจมากเกินไปเลยเลือกจะถามถึงอย่างอื่นเพื่อกลบเกลื่อนแทน “นายชอบไปเที่ยวไหมหรือว่าเคยออกไปเที่ยวไหนหรือเปล่า” อีกฝ่ายไม่ตอบไปในทันทีทันใด ดวงตากลมโตฉายแววสงสัยพลางคิดว่ากวีจะมาไม้ไหน ตั้งแต่เข้ามาดูแลชายหนุ่ม ใออัยก็กลายเป็นคนขี้ระแวงไปเสียแล้วแต่เขาคงจะคิดมากไป “ฉันแค่ถามดู จะตอบไม่ตอบก็ได้ ฉันเองก็ไม่ได้อยากรู้อะไรเกี่ยวกับนายนักหรอก”

“ผมไม่เคยไปเที่ยว อยู่แต่บนเกาะ” ใออัยขยับปากตอบตามความเป็นจริงเพราะถ้าไม่นับรวมกับช่วงที่เรียนอยู่ เจ้าตัวก็เคยออกมาไกลสุดแค่ขึ้นฝั่งเอาปลามาส่งแต่ก็นาน ๆ ครั้งเท่านั้น มีหรือที่ตาอุ่นจะยอมให้หลานชายออกจากเกาะ พอพูดถึง เมื่อเช้าใออัยก็พึ่งฝากนิดไปส่งจดหมายถึงตากับยาย เลยสบายใจไปได้เปาะหนึ่งที่ยังพอได้แจ้งข่าวคราวให้คนสูงวัยทั้งสองทราบ

“แล้วที่กรุงเทพฯ ล่ะ” คนตัวเล็กส่ายหน้า เขายังไม่รู้จะไปที่ไหนเลยด้วยซ้ำ วัน ๆ ก็อยู่แต่ในบ้าน ครั้งที่แล้วก็เช่นกันเขายังไม่ได้ไปเที่ยวไหนก็เดินทางกลับภูเก็ตเสียก่อน “ถ้าอย่างนั้นฉันให้เวลานายยี่สิบนาที ไปแต่งตัวให้พร้อมสำหรับการออกไปข้างนอก ป้าอิ๋วครับช่วยพาผมกลับห้องหน่อยสิครับ” ประโยคหลังกวีหันไปพูดกับป้าแก แต่ไม่อธิบายอะไรให้ใออัยเข้าใจเลยสักนิดว่าจะออกไปไหนหรือไปทำอะไร ใจคอจะเอาแต่สั่งและให้ทำตามอย่างเดียวเท่านั้นใช่ไหม คนตัวเล็กคิดอย่างไม่สบอารมณ์นักแต่ก็ขัดไม่ได้

ใออัยเลือกใส่กางเกงยีนส์พอดีตัวขายาวกับเสื้อยืดสีอ่อน แต่มันคงจะไม่เข้าตาของคุณเจ้าของบ้านสักเท่าไหร่ วันนี้กวีแต่งตัวเต็มยศ ชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม ผูกเนคไทสีเดียวกันตัดกลับเชิ้ตสีขาวข้างใน สวมใส่กางเกงเนื้อดีสีเข้ากันอย่างลงตัว ดูเหมาะสมกับฐานะและหน้าตาที่หล่อระดับดาราชายบางคนยังต้องอาย คิดแล้วก็แอบขำ นี่เขาต้องมานั่งชมผู้ชายด้วยกันว่าหล่อหรือนี่ แต่จะว่าไปทั้งร้อยกรองและภาสนัยก็หน้าตาดีด้วยกันทั้งคู่ คิดแล้วก็แปลกตั้งแต่วันนั้นทั้งร้อยกรองและภาสนัยก็ไม่ได้มาที่บ้านอีกเลย ส่วนอรอินทร์ก็ไป ๆ มา ๆ อาทิตย์หนึ่งกลับบ้านอยู่ครั้งสองครั้ง ไม่รู้ว่าไปหลับนอนอยู่ที่ไหน ยิ่งสองอาทิตย์ย้อนหลังมานี่ ใออัยยังไม่เจอเธอเลย เคยถามแต่ก็โดนด่าเลยทำได้แค่เป็นห่วงอยู่ห่าง ๆ ก็เท่านั้น

“พี่วิน วันนี้จอดรถที่ชั้นใต้ดินเลยนะครับ”

“ทำไมล่ะครับ ปกติคุณวีจะไม่จอดที่ชั้นล่างไม่ใช่เหรอครับ” วินถามกลับด้วยสงสัย เพราะเวลามาโรงแรมทีไร กวีมักจะให้จอดที่ชั้นบนสุดของลานจอดรถเสมอ

“ทำตามที่ผมบอกก็พอ” ซึ่งวินก็ตอบรับคำสั่งโดยไม่โต้แย้งอะไรอีก ตั้งหน้าตั้งตาขับรถคันหรูไปตามท้องถนนที่มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ไปมา ใออัยก็พึ่งรู้ว่ากรุงเทพฯ รถเยอะขนาดนี้

วินเป็นคนขับรถของบ้านและเป็นคนละคนกันกับที่ไปรับใออัยมา ตอนนี้เจ้าตัวนั่งอยู่ข้างกวีที่นั่งหันหน้าออกหน้าต่าง อีกฝ่ายเอาแต่มองตึกรามบ้านช่องไม่ได้สนใจอะไรเขานัก ตอนแรกใออัยตั้งใจจะนั่งข้างหน้าคู่คนขับแต่คนชอบสั่งกลับบอกให้มานั่งข้างหลังคู่กับตัวเอง จุดหมายปลายทางที่จะไปกวีก็ไม่ได้บอกแต่แล้วความสงสัยของใออัยก็ได้รับคำตอบ เมื่อรถตีไฟเลี้ยวเข้าทางเข้าห้างสรรพสินค้าข้างหน้า

“คุณวีจะกลับกี่โมงครับ”

“พี่กลับไปก่อนได้เลย” เจ้านายหนุ่มบอกคนขับรถประจำบ้าน ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

“แล้วคุณวีจะกลับยังไงครับ”

“วันนี้ผมจะค้างที่นี่ พรุ่งนี้ตอนบ่าย ๆ พี่ค่อยมารับผมแล้วกัน”

“ครับ” คนขับรถไม่ได้มีท่าทีตกใจกับคำตอบของเจ้านายหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าสักนิด จัดการเปิดประตูรถลงไปตรียมรถเข็นให้อย่างไม่รีรอ ต่างจากอีกคนที่นั่งมาด้วย คงตกใจในคำพูดของกวีอยู่ไม่น้อย

คนตัวเล็กยื่นมือไปแตะที่ข้อศอกของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เหตุที่ใออัยกล้าแตะตัวของกวีก่อนก็เพราะคุณเขาอนุญาตไว้แล้ว ถ้าจะให้เรียกแบบคนอื่นก็คงทำไม่ได้ เลยตัดปัญหาเรื่องนี้โดยการให้ใออัยแตะหรือจับเพื่อเป็นการเรียกตัวเองแทน

“มีอะไร”

“จะนอนที่นี่เหรอครับ”

“นายน่าจะได้ยินที่ฉันพูดไปแล้วนะ”

“แต่”

“ไม่มีแต่ หยุดพูดแล้วลงรถได้แล้ว” ต่อให้คนตัวเล็กจะขยับปากถามหรือคัดค้านแค่ไหน คนเอาแต่ใจก็คือคนเอาแต่ใจอยู่วันยังค่ำ

 

 

 

 

 

 

สายลมแผ่วเบาที่พัดผ่านแต่เพียงเท่านั้นก็มากพอแล้วที่จะทำให้ใบไม้ ต้นหญ้า ที่อยู่ในพื้นที่บริเวณเงียบสงบนี้พลิ้วไหวไปตามทิศทางของลม ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบดูวังเวง หว้าเหว่และเงียบเหงายิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งสถานที่ตรงนี้ก็ยังคงความน่ากลัวสมกับชื่อของมัน แม้จะเป็นเวลาในตอนกลางวันก็ตาม แต่บรรยากาศรอบ ๆ กลับไม่เป็นผลสำหรับชายหนุ่มตัวสูงที่กำลังเดินเข้ามายังสุสานแห่งนี้ เขาหยุดยืนอยู่ตรงป้ายหลุมศพของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าแล้ววางดอกไม้สีขาวที่ถือติดมือมาด้วยไว้ข้างหน้าป้ายสลักชื่อ

“พ่อครับ แม่ครับ ผมไม่ค่อยได้มามาเยี่ยมพ่อกับแม่เลย คงจะเหงาสินะครับ” คนพูดเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ร่างกายสมบูรณ์พร้อม สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงสมฐานะ แต่เขากลับไม่สนเลยว่าพื้นปูนที่เขาพึ่งคุกเข่าลงไปนั้นจะมีเศษดินเศษหญ้าติดมาหรือไม่ เพราะตัวเขายังคงตั้งใจพูดกับหลุมศพตรงหน้าที่มีชื่อพ่อและแม่ของตนอยู่ แม้ตอนนี้เรื่องมันจะผ่านมานานานจนน่าจะลืมได้แล้วแต่เขากลับลืมมันไม่ลง ใบหน้าของคนที่ทำลายครอบครัวเขายังแจ่มชัดอยู่ในมโนสำนึกทุกครั้งที่หลับตา “ตอนนี้ผมพร้อมจะทวงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของพวกเรากลับมาแล้วนะครับ ถึงมันจะตายไปแล้วแต่ผมให้อภัยกับสิ่งที่มันทำไว้กับพวกเราไม่ได้จริง ๆ กรรมมันคงตามสนองครอบครัวมันนะครับ ลูกของมันถึงได้อยู่อย่างทุกข์ทรมาน เป็นแค่คนพิกลพิการคนหนึ่งแต่มันยังไม่สาสม เพราะมันยังนั่งเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองของพวกเราอยู่ดี” ชายหนุ่มคนเดิมสูดหายใจเข้าแล้วผ่อนออกมาอีกครั้ง “ผมสัญญานะครับพ่อ ผมจะเอาทุกสิ่งที่เคยเป็นของเราและทุกอย่างที่คุณพ่อใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างมากับมือกลับมาให้ได้ ไม่ว่าต้องทำอะไรที่เลวแค่ไหนผมก็จะทำ ส่วนเรื่องคุณแม่” ดวงตาคมที่เคยฉายแววความเด็ดขาดแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้นชิงชัง เสียงบดกรามที่ดังออกมาบ่งบอกได้ดีว่าความรู้สึกที่ชายหนุ่มมีนั้น มันรุนแรงแค่ไหน “คนที่มันทำร้ายคุณแม่มันไม่อยู่แล้ว ผมต้องทำยังไงดีครับถึงจะสนองกรรมที่มันก่อไว้กับคุณแม่ได้ หรือว่าผมควรมอบผลกรรมนั้นให้ลูกชายมันดีครับ มันจะได้รู้ว่าการที่ถูกพ่อของมันพรากเอาของสำคัญของคนอื่นไปมันรู้สึกยังไง ผมจะแย่งทุกสิ่งทุกอย่างที่มันรักมา จะทำให้มันยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็นและเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเราต้องเจอ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ผมจะมอบให้เพื่อนรัก เพื่อนทรยศของคุณพ่อ คุณพ่อเห็นด้วยกับผมใช่ไหมล่ะครับ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่เผยออกมาหลังจากพูดจบมันดูเจ้าเล่ห์เหลือร้าย ส่งผลให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูมีเสน่ห์ขึ้นไปอีก

ถึงจะเป็นประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบแต่เพราะไม่มีคนตอบกลับมา ชายหนุ่มจึงเลือกตัดสินใจมันด้วยตัวเอง แม้จะมีสายลมเย็น ๆ ค่อยพัดผ่านคล้ายปลอบประโลมอยู่ตลอดเวลา แต่มันก็ไม่สามารถปัดเป่าความแค้นที่สุ่มอยู่ภายในใจของตัวเขาให้หมดลงได้

“ผมจะไม่มีวันให้อภัยคนที่มันทำร้ายคุณพ่อกับคุณแม่เด็ดขาด คนบ้าน ‘บดินทร์อารักษ์’ ต้องชดใช้กับสิ่งที่พวกมันทำ” ร่างสูงยืนขึ้นพลางมองหลุมศพสีขาวตรงหน้า เขาไม่อยากมาที่นี่เพราะมันทำให้เขาเจ็บปวด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถละเลยหน้าที่ที่เขาต้องทำไปได้ คนเป็นลูกจะปล่อยให้พ่อแม่เงียบเหงาเดียวดายได้อย่างไร “วันนี้ผมต้องขอตัวกลับก่อนแล้วผมจะมาเยี่ยมใหม่นะครับ” พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินกลับออกไป ทำให้สถานที่ตรงนี้ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง จะมีก็เพียงแต่สายลมเย็น ๆ ที่ยังพัดผ่านไปมาเหมือนอยากจะเล่าความว่า สถานที่ตรงนี้ได้หลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องราวทั้งหมดนั้นไปนานแล้ว

“เอาไป แล้วออกมาให้ฉันดูด้วยว่าเป็นยังไง” กวียื่นชุดหรูหนึ่งชุดให้กับคนตัวเล็กที่แต่งตัวได้สมวัยแต่ไม่เหมาะสมกับสถานที่ งานในวันนี้มันค่อนข้างสำคัญจะให้เด็กคนนี้แต่งตัวบ้าน ๆ เข้าไป มีหวังได้อับอายกันพอดี

เมื่อไม่มีทางเลือก ใออัยจึงต้องรับชุดราคาแพงมาถือไว้เพราะถ้าไม่รับเรื่องก็คงไม่จบ เพราะตั้งแต่ที่กวีเข้ามาในห้างก็จัดการเลือกชุดมากมายมาให้เขาลองใส่ตัวแล้วตัวเล่า จนพนักงานในร้านนี้หัวหมุน ที่อยู่ ๆ เจ้าของห้างสรรพสินค้าก็เข้ามาในร้าน ไม่รู้พาเด็กที่ไหนมาลองชุด ชุดนั้นก็ไม่ดีชุดนี้ก็ไม่เอา เรื่องมากไม่มีใครเกิน ก็แค่เลือกของให้เด็กใบ้ทำไมต้องทำให้วุ่นวายกันไปหมด

“ทัศนคติที่ดีของผู้ขายควรมองที่ลูกค้าอย่างเป็นกลาง ไม่ว่าจะมีสถานะแบบใดลูกค้าก็คือลูกค้า ในเมื่อเขามีกำลังทรัพย์ในการซื้อ ผู้ให้บริการก็ควรจะทำงานของตนด้วยใจและดูแลลูกค้าด้วยความเต็มใจแต่ถ้าไม่ ผมคิดว่าผู้ให้บริการท่านนั้นไม่เหมาะกับตำแหน่งพนักงานขาย ควรมองหางานใหม่ที่เหมาะกับตัวเองน่าจะดีกว่า”

“คะ” อยู่ ๆ กวีก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เลยทำให้พนักงานหญิงที่กำลังจะพาใออัยไปห้องลองเสื้ออีกครั้ง ต้องหันมาถามซ้ำด้วยใบหน้าฉงนสงสัยในคำพูดของคนบนรถเข็น “ผมว่าคุณได้ยินคำที่ผมพูดไปทุกคำ กรุณากลับไปคิดในสิ่งที่ผมพูดให้ดี ๆ ด้วยนะครับ”

“ค่ะ” ยังไม่ทันที่ใบหน้าของพนักงานสาวสวยจะจืดสนิท กวีกลับยิ่งพูดให้หน้าของเธอซีดยิ่งขึ้นไปอีกกับการพูดตำหนิ ที่ใครฟังก็รู้ว่าชายหนุ่มกำลังรู้สึกไม่พอใจอีกฝ่ายอยู่

“อีกอย่างนะครับช่วยดูแลเด็กคนนี้ดี ๆ ด้วยเพราะเขาเป็นลูกค้าพิเศษของทางร้านและเป็นคนสนิทของผม กริยาท่าทางที่แสดงออกมาก็ช่วยระวังอย่าให้มันออกมาทางสีหน้ามากจนเกินไป คงจะรู้จักคำนี้ใช่ไหม เอาใจเขามาใส่ใจเรา แค่นี้แหละครับ เชิญ” ไม่ใช่แค่พนักงานคนอื่น ๆ ในร้านที่แตกตื่น แม้แต่ใออัยเองก็ยังแปลกใจในคำพูดของกวีที่ต่อว่าพนักงานสาวที่เดินตามหลังเขามา เธอมีอาการคอตกจากการถูกตำหนิเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด ใออัยไม่นึกว่าอีกคนจะมองเห็นอาการที่เธอดูถูกเขาทางสีหน้า ซึ่งมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอคนประเภทนี้เจ้าตัวเลยไม่ใส่ใจ จะโต้แย้งไปก็หนีความเป็นจริงที่ว่าตัวเองพิการไม่ได้อยู่ดี ถึงจะรู้สึกผิดที่ให้หญิงสาวโดนดุแต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่กวีพูดออกมาเหมือนปกป้องตัวเขา

ชุดที่กวีเลือกให้เป็นเสื้อเชิ้ตสีครีมเข้ากับชุดกางเกงผ้าเนื้อดีสีอ่อน รองเท้าก็เป็นของแบรนด์หรูจนคนใส่ต้องพรูลมหายใจออกอย่างไม่อยากจะใส่ แต่ละอย่างที่อีกคนเลือกมาให้ราคาเหยียบหมื่นสองหมื่นทุกชิ้น เขายิ่งซุ่มซ่ามอยู่ด้วย เกิดทำเสื้อผ้าพวกนี้เสียหายขึ้นมาแล้วจะชดใช้ยังไงไหว

“โอเค นายใส่ชุดนี้แล้วกัน” คนตัวเล็กกำลังจะถอนหายใจโล่งอก ที่การลองชุดมันได้เสร็จสิ้นลงสักทีแต่ก็ต้องหันกลับไปมองคนพูดจนคอแทบเคล็ด “ส่วนเสื้อผ้า รองเท้าที่เด็กคนนี้ลองไปก่อนหน้านี้ช่วยส่งทุกตัวกลับไปที่บ้านของผมด้วย” กวียื่นบัตรที่หยิบมาจากกระเป๋าเสื้อด้านในส่งให้พนักงานอีกคนไปจัดการ ซึ่งก็รออยู่ไม่นานสาวสวยคนนั้นก็กลับพร้อมรอยยิ้มและส่งบัตรคืนให้กวี ใออัยอยากจะคัดค้านเต็มทนแต่เพราะไม่มีช่องให้แทรกจึงต้องซ่อนความอึดอัดเอาไว้ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกคนต้องซื้อของพวกนี้ให้เขาด้วย

“โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะคุณกวี”

“ผมก็อยากจะมาอีก แต่ความประทับใจที่ผมได้รับในวันนี้คงต้องขอคิดดูอีกครั้งแล้วกัน ว่าง ๆ ผมอยากจะเชิญเจ้าของไปคุยด้วยสักหน่อย”

“ค่ะ” เธอยิ้มเหยเกแบบรู้สึกผิดแต่มันไม่ได้ทำให้ความไม่พอใจของกวีลดลงเลยสักนิด เขาไม่ชอบคนที่มีนิสัยชอบเหยียดหยามคนอื่น ที่พูดไปก็แค่อยากตักเตือน มีอย่างที่ไหนรู้ทั้งรู้ว่าใออัยมากับเขาแล้วยังกล้าที่จะเบ้ปากมองเย้ยหยันใส่แบบนั้น หรือแม้แต่ลูกค้าคนอื่นก็ไม่สมควรทำแบบนี้ใส่เช่นกัน ถ้าไม่ว่ากล่าวเสียบ้างก็จะเคยตัวติดเป็นนิสัย ไม่ใช่ว่ากวีออกตัวปกป้องคนที่มาด้วยจนเกินกว่าเหตุ แต่เพราะเขาต้องปกป้องชื่อเสียงของห้างสรรพสินค้ากึ่งโรงแรมแห่งนี้ไว้ด้วย ถ้าเกิดมีลูกค้ามาเจอในกรณีแบบใออัย ชื่อเสียงของโรงแรมที่สั่งสมมาคงได้พังกันพอดี แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่อาจมองไม่เห็นแต่นี่แหละคือสิ่งที่จะทำลายตัวเราเองได้ดีนัก เพราะอย่างนั้นงานด้านนี้จึงเหมาะกับคนที่มีใจรักมากกว่า

กวีคิดว่าสิ่งที่เขาพูดไปไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าเกิดเธอไม่พอใจแล้วลาออกเขาก็ไม่ได้สนใจเพราะตำแหน่งงานเงินเดือนดี ๆ แบบนี้ พอมีตำแหน่งว่างขี้คร้านจะมีแต่คนรีบสมัครเข้ามาทำ

“พาฉันขึ้นไปข้างบนได้แล้ว ฉันมีธุระต้องทำต่อ”

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น