ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

9 - นายบำเรอใหม่

ชื่อตอน : 9 - นายบำเรอใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.3k

ความคิดเห็น : 57

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ย. 2559 15:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
9 - นายบำเรอใหม่
แบบอักษร

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

9 – นายบำเรอใหม่

 

            “ท่านประมุขขยายเวลาการเดินทางออกไป ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร ดูท่าเรื่องราวครานี้คงลำบากซับซ้อนเป็นแน่”

 

            “จำครั้งผู้อาวุโสมู่ลากคนทรยศศิษย์จ้าวตำหนักสามมาได้หรือไม่ ที่ว่ามันวางแผนจะส่งแผนที่ลับให้แก่ฝ่ายธรรมะ แท้แล้วมันได้เตรียมไว้คัดลอกไว้สองอัน! ตอนนี้ศัตรูจึงได้แผนที่ไม่สมบูรณ์ไปส่วนหนึ่ง ทว่าตัวจ้าวตำหนักสามอ้างว่าไม่ทราบเรื่องทั้งยังดูโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ข้าเองก็เชื่อเขา เพราะอยู่ในพรรคมานานกว่าท่านประมุขเสียอีก”

 

            “ตายแล้ว แล้วพรรคใดได้ไปเล่า”

 

            “จะมีพรรคใดอีกที่กัดไม่ปล่อยนอกจากสุริยันพันแสง! พวกวิญญูชนจอมปลอม! ด่าว่าเราแต่แท้แล้วติดสินบนทางการ คิดจะเข้ามาคุมสัมปทานเหมืองแร่และการค้าขายในสุ่ยหนานแทนให้ได้ น่าอับอายยิ่งนัก”

 

            “ไหนจะเรื่องกระต่ายตัวก่อน มันเป็นคนของฝ่ายธรรมะจริง อ้างว่าถูกสำนักเล็กๆ ส่งมาแต่ใครจะเชื่อ จ้าวตำหนักและผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนสงสัยว่าผู้อาวุโสเจิ้งจะช่วยมันหนีไปจริงและมีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายธรรมะ แต่เขาก็แก้ตัวได้ลื่นไหลเช่นทุกที แถมยังติดตามท่านประมุขไปช่วยงานนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ”

 

            “เจ้าจะบ้าเหรอ รูปงามมากด้วยกิริยาเช่นผู้อาวุโสเจิ้งจะเป็นคนทรยศไปได้อย่างไร”

 

            “แล้วหล่อเหลาองอาจเช่นผู้อาวุโสมู่จะสงสัยเขาอย่างไม่มีมูลด้วยหรือ”

 

            เยว่ถิงนั่งใช้ตะเกียบจิ้มเต้าหู้พลางฟังเหล่าสตรีรับใช้ในเรือนตนพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ จากเรื่องสถานการณ์ในพรรคไปยังเรื่องคนหล่อ หากได้ชื่อว่าสตรีช่างเม้าท์เมื่อเข้าประเด็นบุรุษรูปงามย่อมไปไกลกู่ไม่กลับ

 

 

นับจากเมื่อวานที่ได้ยินว่าจ้าวตำหนักสามนำนายบำเรอคนใหม่มาไว้ในพรรค ก็มิได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ อีก หากรวบรวมการลักฟังเอารอบตัวตอนนี้ จอมอสูรออกไปจัดการธุระด้วยเรื่องแผนที่เกี่ยวกับเส้นทางเข้าสู่พรรคและแหล่งทำเงินส่วนหนึ่งได้ถูกลักไปโดยฝ่ายธรรมะซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นพรรคสุริยันพันแสง

 

 

นายบำเรอคนก่อนถูกไต่สวนอยู่หอทรมาน ยังมิปริปากพูดเท่าใดนอกจากเพียงบอกว่ามาสืบความเป็นไปในสะบั้นสวรรค์ทว่าได้แค่ข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์นัก หวังอิงเอ๋อร์หรือเทพธิดาพยากรณ์ไม่มายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก

 

เจิ้งซื่อตามจอมอสูรไปช่วยงานนี้ ส่วนมู่อวิ้นหลงถูกสั่งให้เฝ้าพรรค ขุนพลพิฆาตกิเลนมักตรวจตราเฉียดเรือนเร้นจันทร์ไปมาคล้ายกับว่าจงใจ เยว่ถิงได้ยินเสียงเขาตวาดสาวรับใช้เซ่อซ่าแต่ใสซื่อคนหนึ่งที่แอบเด็ดดอกไม้อยู่เมื่อวานตอนหัวค่ำ วันนี้ได้ยินว่านางถูกส่งไปล้างจานที่เรือนไม้เล็ก น่าเสียดายเมื่อเขาคิดว่านางดูน่าจะทำความสนิทสนมได้ง่ายที่สุด

 

คนในเรือนเร้นจันทร์ปรนนิบัติเขาด้วยความเกรงกลัวและสงสาร แต่เมื่อพยายามสนทนาด้วยกลับบอกปัดแล้วรีบรุดออกไป เยว่ถิงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเดียวดายเคว้งคว้าง ร่างกายของเขาเริ่มแข็งแรงขึ้นแต่ไม่ถึงกับเดินไกลๆ หรือวิ่งได้เป็นปกติ แค่ออกชมสวนในเรือนเร้นจันทร์ครู่เดียวก็ต้องกลับเข้าเรือนด้วยความรู้สึกคล้ายจะเป็นไข้

 

เยว่ถิงยังได้ความรู้ทางภูมิศาสตร์จากการลอบถามเอาถึงเส้นทางและกฎเกณฑ์ที่พึงกระทำของพรรค

 

พรรคสะบั้นสวรรค์มีเนื้อที่กว้างใหญ่มาก ครอบคลุมภูเขาและที่ราบสูงนามว่าเจี่ยเหรินทั้งหมด แบ่งเป็นตำหนักสามผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคที่สวยงามโอ่โถงทั้งยังมีลานกว้างและอุทยานอยู่ภายใน ศูนย์กลางตำหนักทั้งสามคือโถงประชุมพรรค รายล้อมด้วยเก้าตำหนักใหญ่ซึ่งมีแต่ละจ้าวตำหนักประจำอยู่ในเขตของตน

 

แต่ละตำหนักมีการรวบรวมคนในอาณัติไว้ทำกิจการขยายความยิ่งใหญ่ บางตำหนักมีการฝึกศิษย์เช่น ตำหนักสาม ตำหนักสี่ ระหว่างแต่ละตำหนักก็มีหอต่างๆ กระจายอยู่ นับจากศูนย์กลางโถงประชุม ตำหนักประมุขอยู่ทิศเหนือ ส่วนเรือนเร้นจันทร์เป็นสิ่งก่อสร้างเล็กๆ แอบอยู่ข้างๆ ไม่เตะตาใครสมชื่อเรือน

 

สิ่งที่เยว่ถิงพึงกระทำคืออยู่แต่ในเรือนเร้นจันทร์และไม่ต้องพูดมาก ออกไปไกลได้มากสุดถึงรั้วไม้เตี้ยที่ล้อมรอบ สาวรับใช้เอ่ยว่ารั้วสีแดงสดเหล่านี้สิ้นสุดอาณาเขตที่เขาจะไปได้ สวนเล็กของเรือนมีต้นไม้ดอกไม้มากมาย มีตะเกียงดวงเล็กประดับประดา มีโต๊ะหินเล็กๆ ไว้นั่งตากลม แต่ก็มิได้มีอะไรมากกว่านั้น

 

 

ชีวิตเคยมีอิสรเสรี เยว่ถิงจึงรู้สึกอึดอัดคับข้องใจไม่น้อย จะเอ่ยปากขอสิ่งใดที่ไม่ใช่ของในชีวิตประจำวันเช่นพิณมาแก้เบื่อ ก็ถูกปฏิเสธอยู่ตลอด ด้วยมิมีใครกล้านำสิ่งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเข้ามา เขาจึงได้แต่ออกกำลังกายใช้พื้นที่น้อยย่อยอาหาร หรือไม่ก็นั่งฟังเสียงต่างๆ รอบข้าง

 

 

อากาศเริ่มหนาวขึ้นตั้งแต่กลางสารท เป็นสัญญาณว่าเหมันต์ปีนี้คงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ

 

“น้ำอุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

 

 

เยว่ถิงถูกประคองโดยสาวใช้ เขาได้ใช้ผ้าปิดแผลไว้เพื่อมิให้เป็นที่ตกใจของคนอื่น เด็กหนุ่มหันไปยิ้มให้พวกนาง เอ่ยอย่างทุกที “ขอบคุณท่าน”

 

“มิ มิเป็นไรเจ้าค่ะ” พวกนางรีบรับอย่างเลิ่กลั่ก แล้วจากไป ความจริงคนเหล่านี้มิได้เป็นมารเลวร้าย หลายคนแค่ถูกขายเข้าพรรค จำต้องทำตามหน้าที่ เยว่ถิงดูจากท่าทางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด อีกไม่นานน่าจะซื้อใจได้สักคนสองคน

 

ขณะลงอาบน้ำในอ่างไม้ลำพัง ได้ยินน้ำเสียงพูดคุยพวกนางลอยเข้ามา

 

“น่าสงสารนัก งามมากแท้ๆ มิคาดต้องมาอัปลักษณ์เพียงเพราะคำพูดเดียว ตอนนี้ทั้งตาบอดทั้งอัปลักษณ์ แถมยังถูกชิงชังแล้วกักขังโดยยังไม่ทันทำสิ่งใด เป็นข้าคงกัดลิ้นตายไปนานแล้ว”

 

“จริง จ้าวตำหนักสามยังจะหานายบำเรอใหม่มาอีก ทำกันขนาดนี้มิสงสารคนผู้นี้หรือไร”

 

“วันก่อนข้าได้เห็นเขาแล้ว” น้ำเสียงนั้นยิ่งเศร้าสร้อย “งามดั่งอิสตรีจริงๆ หากมิใส่อาภรณ์บุรุษคงไม่รู้เลย ดวงตากลมดำเป็นประกายดั่งลูกกวาง ขนตายาวเป็นแพหนา ผิวพรรณขาวเนียน จมูกโด่งเล็กรับกับปากสีแดงสดธรรมชาติสรรสร้าง องค์เอวงามระหง เว้นเสียแต่หน้าตาบูดบึ้งมิรับแขก ราวพร้อมอาละวาดอยู่ทุกเมื่อ”

 

“นายโลมแท้ๆ เลยหรือ เท่าที่เจ้าพูดมาต้องจัดจ้านมากเป็นแน่ คนแต่ละคนของจ้าวตำหนักสามธรรมดาเสียที่ไหน”

 

“ข้าได้ยินว่าวันก่อนเขวี้ยงแก้วเฉียดหน้าเสี่ยวซือไป อารมณ์ร้ายนักแถมยังไม่ไว้หน้าใคร หน้าตาบอกนิสัยไม่ได้เลยจริงๆ”

 

 “ทำไมถึงรับคนแบบนั้นเข้ามากัน แล้วนายบำเรอน่าสงสารผู้นี้จะสู้รบปรบมือได้หรือ” เสียงทอดถอนใจตามมา เหล่าสตรีรับใช้ค่อยๆ เดินห่างจากไป เยว่ถิงวักน้ำอุ่นขึ้นล้างหน้า ไอน้ำสบายตัวไม่อาจปลดเปลื้องความรู้สึกหนักอึ้งในใจมากขึ้นหลังจากที่ได้ฟัง ทว่าอย่างน้อยต้องฟังหูไว้หู จะเชื่อทุกอย่างย่อมไม่ดีแก่ตน

 

เด็กหนุ่มตาบอดอาบน้ำแล้วจึงขึ้นจากอ่างสวมใส่เสื้อผ้า ทว่ายังใส่ได้ไม่เรียบร้อยดี พลันมีเสียงตะโกนลั่นราวกับเกิดเหตุการณ์เดจาวู

 

“แฮ่กกๆๆๆ” เสียงวิ่งหอบหายใจดังเข้ามาใกล้จนต้องชะงักมือ ก่อนประตูห้องอาบน้ำจะถูกเลื่อนออกอย่างแรงและกระแทกปิดอย่างรวดเร็ว ร่างเยว่ถิงถูกรวบล็อกแล้วปิดปากไว้แน่นไม่ทันได้ส่งเสียง

 

“หาให้เจอ! อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้!!

 

ด้วยความตกใจทำให้เด็กหนุ่มดิ้นรน บุรุษปริศนาสูงกว่าเขาเล็กน้อย แต่เรือนร่างบางกว่าบุรุษทั่วไป ผู้บุกรุกเกร็งแขนมารัดร่างเขาแน่นขึ้น กระซิบข้างหูเสียงเหี้ยม

 

 

“หุบปากหากไม่อยากให้ข้าหักคอเจ้า”

 

“มีใครอยู่ในนั้นหรือไม่!!

 

คำตวาดกรรโชกดังเข้ามาผ่านกำแพงไม้ บุรุษผู้พันธนการเยว่ถิงลดมือลงจากริมฝีปากเขา ทว่าสัมผัสจับยังต้นคอแนบแน่นไว้ดั่งเป็นการข่มขู่ไร้แบบเสียงกลายๆ นิ้วเรียวยาวได้รูปแต่ค่อนข้างผ่านการใช้งานมามาก ผิวพรรณส่วนอื่นนับว่าเรียบลื่นดีดุจสตรีและไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อ ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เด็กหนุ่มตาบอดกลืนน้ำลายก่อนตะโกนออกไป

 

“เป็นผู้น้อยแห่งเรือนเร้นจันทร์กำลังอาบน้ำ ท่านมีเรื่องอันใด”

 

“ไม่มีใครอีกใช่ไหมเจ้าหน้าผีตาบอด”

 

“มิมีใครทั้งสิ้น”

 

“อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าโกหก” อีกฝ่ายเค้นเสียงกระโชกโฮกฮากดุจเกลียดชังกันมาแต่ชาติปางก่อน “ไป!

 

รอจนเสียงเอ็ดตะโรรีบร้อนภายนอกจากไป บุรุษผู้หลบหนีจึงกระซิบเยว่ถิงเบาๆ คล้ายยิ้มเยาะอยู่ แต่ยังไม่ยอมปล่อยให้เขาเป็นอิสระ “เจ้าหรือนายบำเรอตาบอดที่เขาว่ากัน ชื่ออะไร?”

 

นับว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ถูกนำตัวมาพรรคมารที่มีคนสนใจจะถามชื่อเขา แม้อยู่ในสภาพไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ แต่เยว่ถิงเลือกกระซิบตอบแผ่วเบา หยั่งลองเชิงคนผู้นี้ “เอ่อ ผู้น้อยมีนามว่าเยว่ถิง ไม่ทราบว่าท่านคือ...?”

 

“ซื่อนัก คิดว่าข้าจะบอกนามให้แก่คนในพรรคมารง่ายๆ รึไง”

 

อ้าว

 

เด็กหนุ่มร้องในใจ ถามมาเขาก็ตอบ อีกฝ่ายกลับยียวนกวนใส่เสียอย่างนั้น ทั้งน้ำเสียงยังคล้ายกลั้วหัวเราะอยู่ด้วย

 

แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบ เยว่ถิงเริ่มรู้สึกว่าแม้นี้คำพูดและท่าทางของชายลึกลับผู้นี้จะเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ทว่าอายุไม่น่าจะห่างจากเขามาก อาภรณ์ที่สวมใส่ก็เป็นผ้าชั้นดีชนิดใกล้เคียงกับเขา สัมผัสแนบชิดทำให้ได้กลิ่นหอมตามจากร่างนั้นคล้ายกลิ่นดอกเหมย เป็นกลิ่นหอมพิสดารที่รื่นจมูกและแทรกแซงไปตามอากาศ ดูสูงค่าและเป็นปริศนา

 

พิจารณาโดยรวมแล้ว บุรุษผู้นี้อาจจะเป็นนายบำเรอคนใหม่ก็เป็นได้ หากหนีมาแสดงว่าไม่เต็มใจกระนั้นหรือ?

 

“แผลนี้เจ้าได้มาอย่างไร”

 

นิ้วเรียวสวยไล่แตะแผลเขาอย่างไม่รังเกียจ ไม่ได้มีเจตนาลวนลามหรือเยาะเย้ยแต่อย่างใด จะมีก็แต่ความสนใจราววิเคราะห์สิ่งหายากชนิดหนึ่งอยู่ เยว่ถิงกระแอมไอเล็กน้อยอย่างอึดอัด เมื่ออีกฝ่ายไม่คิดปล่อยง่ายๆ

 

“ผู้น้อย เอ่อ ขอแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนได้หรือไม่”

 

“ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหากปล่อยเจ้าไป เจ้าจะไม่ร้องเรียกไอ้พวกเวรตะไลพวกนั้นกลับมา”

 

“หากผู้น้อยจะบอกคงตะโกนไปแล้ว”

 

“ก็ได้” ผู้บุกรุกเอ่ย ยอมล่าถอยปล่อยมือออก แต่ไม่วายจะข่มขู่เสียงเข้มอีก “ทว่าหากส่งเสียง สาบานได้เลยว่าข้าจะหักคอเจ้าในพริบตาเดียว”

 

เยว่ถิงรีบจัดการผูกผ้ารัดเอวอย่างเงอะๆ เป็นนิสัยของเขาที่มิชอบให้ใครจดจ้องยามแต่งตัวทำให้ไม่คล่องมือ จึงถูกกระชากผ้าไปแล้วผูกให้อย่างลวกๆ ได้ยินเสียงบ่นริมหู “เป็นสาวน้อยรึไง จะมาเขินอะไร บุรุษด้วยกันแท้ๆ”

 

เด็กหนุ่มได้แต่เถียงในใจว่าผู้ชายนั่นแหละตัวดีที่ตอนนี้เขาไม่ไว้ใจ เสร็จแล้วจึงหันมาหา “พี่ชายดอกเหมย...”

 

“พี่ชายดอกเหมย!!!” อีกฝ่ายแทบร้องเสียงหลง แต่กดเสียงไว้ด้วยคงสำนึกได้ว่าหลบซ่อนอยู่ ก่อนจะกระชากคอเสื้อเยว่ถิงขึ้นจนแผ่นหลังกระแทกกับผนังห้องอาบน้ำ “ข้าชื่อหลิวซีหลง! อย่าได้เรียกสมญาไร้ความเป็นบุรุษแบบนั้นอีกเป็นอันขาด ฮึ่ม!

 

“ทะ ท่าน” เยว่ถิงละล่ำละลักด้วยความแปลกใจ “ท่านมิใช่นายบำเรอคนใหม่ของท่านประมุขหรือ”

 

เหล่านายโลมหากถูกเรียกด้วยสมญาเหล่านี้นับว่าจะชอบใจเป็นอันมาก แต่นี่กลับโกรธเกรี้ยวมีอารมณ์ขึ้นมา หรือที่เขาตีความไว้ว่าผู้นี้คือนายบำเรอคนใหม่จะผิดถนัด

 

“ไม่ใช่” หลิวซีหลงเอ่ยแค่นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหัวเสียเมื่อนึกได้ “เออ ใช่ก็ได้! ข้าถูกจับมา เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร นายโลมงามเมืองหรืออย่างไร ถ้าคิดเช่นนั้นก็เปลี่ยนความจำในหัวน้อยๆ ของเจ้าด้วย”

 

“แล้วก่อนหน้านี้ท่านเป็นใคร ทำไมถึงถูกจับมาเล่า”

 

เยว่ถิงรู้สึกใจชื้นขึ้น คนผู้นี้แม้ดูอารมณ์ร้อนแต่มิได้จะทำอันตรายลงไม้ลงมือกับเขาจริงจัง แถมท่าทางจะเป็นผู้ร่วมชะตากรรมอีกด้วย ซีหลงปล่อยมือออกจากร่างเขา บ่นงึมงำ “เอาเป็นว่าออกจากที่นี่ก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

 

เยว่ถิงไม่ทันพูดอะไรก็ถูกแบกขึ้นฟาดบ่าราวกับเขาเบาแสนเบา ทั้งที่อีกฝ่ายก็มิได้จะมีร่างกายหนาบึกบึน ไหล่นั้นออกจะไม่มั่นคงเสียด้วยซ้ำ “หยุดดิ้น หรือจะให้ข้าบ้องศีรษะเจ้าสักที หา”

 

จำยอมเกร็งตัวให้ทรงอยู่ไม่ตกลงมา มือของพี่ชายดอกเหมยกลับรวบเอวเขาไว้อย่างมั่นคง ซีหลงแอบชะโงกดูลาดเลาอยู่สักพัก เมื่อสังเกตว่าไม่มีอะไรจึงลอบพาเขาเข้าสู่ห้องนอนในเรือนเร้นจันทร์

 

วางเขาอย่างไม่เบานักลงบนเตียง เยว่ถิงได้ยินเสียงบ่นมาอีกราวกับกินรังแตนมาจากที่ไหน

 

“ทำไมข้าต้องมาเจอชีวิตบัดซบแบบนี้ด้วย เจ้าพวกวิปริตคิดใช้บุรุษแทนสตรี มารดามันเถอะ ขอให้พวกเจ้าโดนแทงรูทวารด้วยไอ้นั่นจนเลือดพุ่งกระฉูดไม่หยุดซะบ้างจะรู้ได้สึกว่าเป็นอย่างไร”

 

ถือได้ว่าหยาบคายอย่างมาก หลิวซีหลงบ่นต่อไปอีกสักพัก จากนั้นพออาการหัวร้อนเริ่มสงบลดลงจึงหันมาสนใจเยว่ถิง เขาลากเก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องเข้ามานั่งข้างเตียง เผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มตาบอด

 

“เจ้าได้ยินอะไรเกี่ยวกับข้ามาบ้าง”

 

“อ่า” เยว่ถิงลังเลเล็กน้อย ก่อนตอบตามจริง “ได้ยินว่าท่านงามสะดุดตาดุจสตรี อารมณ์ร้ายไม่ไว้หน้าใคร ได้ขว้างแก้วเฉียดหน้าสาวใช้คนหนึ่ง และยังเป็นนายโลมจัดจ้าน”

 

ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างประสาทเสียดังขึ้น พร้อมเสียงกำมือและขบฟันกรอดๆ “ดี ดีมาก! พวกประสาทกลับในพรรคสะบั้นสวรรค์! เอาเถอะ เจ้าไม่ใช่เชื่อคำพูดเหล่านั้นใช่ไหม”

 

“หลังจากได้ยินคำพูดท่าน ข้าคิดว่าท่านเป็นคนที่บังเอิญโดนคราวเคราะห์เล่นงานเสียมากกว่า ถึงได้โดนจับมาเป็นนายบำเรอ”

 

“อย่างนี้ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย” ซีหลงดีดนิ้วดังเปาะ ดูอารมณ์ดีขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นนายโลมถูกทิ้ง วันหนึ่งมีคนในพรรคไปเก็บมาให้ประมุขมาร เจ้าจอมอสูรนั่นชอบเจ้า แต่มีคนทำนายว่าเจ้าจะทำให้ผู้ชายที่ร่วมรักด้วยตาย ถึงโดนจับกรอกยาพิษให้อัปลักษณ์และถูกกักขังในที่แห่งนี้ ใช่หรือไม่”

 

“ความจริงแล้วข้าเป็นขอทานธรรมดาที่ถูกนำมาให้ใช้ชั่วคราว ก่อนเทพธิดาพยากรณ์จะทำนายว่าข้าจะทำให้ประมุขพรรคถึงแก่ความตาย จากนั้นก็เป็นตามที่ท่านว่ามา อ้อ เป็นข้าที่ยกดื่มยาพิษเอง” เยว่ถิงแก้เล็กน้อย ไม่ทราบทำไมเขาถึงไว้ใจคนผู้นี้ทั้งที่เพิ่งพบกันไม่นาน อาจเป็นเพราะไม่ได้พูดมาหลายวันก็เป็นได้ จึงเอ่ยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ออกมา

 

“งั้นเจ้าก็ไม่เต็มใจอยู่ที่นี่งั้นสิ”

 

เยว่ถิงพยักหน้า ได้ยินซีหลงส่งเสียงครุ่นคิดในลำคอ “นั่นประเสริฐแล้ว”

 

มือเรียวบางตบไหล่เขาปั้กๆ ก่อนจะดึงแขนอีกข้างออกไปทำการจับแมะชีพจร ท่าทางดูชำนาญอย่างยิ่ง จากนั้นเยว่ถิงจึงปล่อยให้ซีหลงลูบคลำตามส่วนนู้นส่วนนั้นตามร่าง แม้จะตั้งคำถามกลับถูกบอกให้เงียบ

 

“เงียบก่อน ข้ากำลังใช้สมาธิ”

 

ซีหลงส่งเสียงอืออาไปด้วยและพึมพำอะไรบางอย่างที่เยว่ถิงไม่เข้าใจ คล้ายกับศัพท์เฉพาะทาง สัมผัสได้ว่าคงกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่

 

มือคลำยังท้องน้อยแล้วกดลง เจ็บอย่างมากจนเยว่ถิงผงะถอย

 

 

“ไม่เป็นไรๆ แค่ชี่ไตพร่อง” ซีหลงเอ่ยปลอบ น้ำเสียงอ่อนลงจากเมื่อครู่หลายส่วน แล้วมือลามกดส่วนต่างๆ มีทั้งเจ็บบ้างไม่เจ็บบ้าง บางส่วนแค่กดเบาๆ ร่างก็กระตุกจนน้ำตาเล็ดออกมา

 

นิ้วถ่างดวงตาของเยว่ถิงแต่ละข้างดู เขารู้สึกได้ถึงเทียนไขร้อนที่ถูกนำเข้ามาจ่ออยู่ จนเมื่อต้องกะพริบตาเพราะระคายเคือง ซีหลงจึงถอนมือกลับไปแล้วสนใจยังบาดแผลข้างแก้มเขาแทน

 

“ตัวเจ้าเป็นที่สะสมพิษเดินได้รึไง จะอ่อนแอหรืออายุสั้นก็ไม่แปลกเลย” ซีหลงว่ากึ่งตำหนิ “เจ้าคงดื่มยาพิษกร่อนกระดูกลงไปแล้ว นั่นข้ามิอาจช่วยได้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ล่ะไม่แน่ ยาที่ทำให้เกิดแผลนี้ก็เช่นกัน เจ้ามันน่าตายนักที่ยอมดื่มลงไปเอง แผลเป็นนั่นอาจไม่เจ็บ แต่พิษของมันจะสะสม ลดทอนภูมิต้านทานโรคและอายุขัยร่วมสิบปีเป็นอย่างน้อย”

 

            เยว่ถิงเบิกตาอย่างประหลาดใจ “หรือท่านคือ...”

 

            “อา ขอโทษที่ยังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ” ซีหลงว่า “ข้าคือหลิวซีหลง บัณฑิตแพทย์จากแคว้นชางที่มาศึกษาศาสตร์การรักษาที่เขาหลวนซานกับหมอเทวดาแห่งแคว้นอ้าย”

 

 

 

100%

เดี๋ยวจะหาว่าใจร้าย นี่ไงโชคดีมาแล้ว5555

 

ขอบคุณที่ตามอ่านและคอมเม้นต์นะคะ ปลื้มม หมอซีหลงแกยังมีวีรกรรมอีกเยอะค่ะ ฮา

 

ความคิดเห็น