งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 12:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 3
แบบอักษร

 

ใครแกล้งใคร 

 

คล้อยหลังป้าอิ๋วไป ใออัยก็เข็นรถที่มีเจ้าของบ้านนั่งอยู่เข้ามาในห้องแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ว่าต้องเริ่มที่ตรงไหนก่อน เลยได้แต่ยืนสำรวจรอบตัวไปพลาง ๆ ดูเหมือนห้องนี้จะใหญ่กว่าห้องเขานิดหน่อย

ห้องของกวีเน้นโทนไปทางขาวดำเสียส่วนใหญ่ ส่วนฟอร์นิเจอร์ก็ตกแต่งค่อนข้างเรียบแต่ดูแพงและหรูหรา มันดูลงตัว อบอุ่นและไม่รู้สึกอึดอัดเลยซักนิด ผิดกันกับห้องของใออัยลิบลับที่จะเน้นผ้าปูเตียงปอกหมอนอะไรแบบนี้เป็นสีขาวสีฟ้าอ่อน ดูนุ่มนวลสบายตา เจ้าตัวรู้สึกตื่นเต้นอยู่หน่อย ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามาในห้องของกวี

“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” คนตัวเล็กกำลังทำตัวไม่ถูก เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนแม้แต่เด็กซักคนก็ไม่เคยอาบให้ แล้วดูคราวนี้กลับได้มาอาบให้คนที่ตัวโตกว่าตัวเองเสียอีก แต่ถ้ายืนอยู่เฉย ๆ งานก็คงไม่คืบไปไหน เอาน่าคิดเสียว่าคุณเขาป่วยเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็พอ เป็นผู้ชายด้วยกันมีอะไรต้องอายจริงไหม ใออัยคิดปลอบตัวเองพลางสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกสุดเท่าที่จะทำได้

“ผมต้องทำยังไงบ้าง” เจ้าตัวขยับปากถามคนที่นั่งอยู่ นึกแปลกใจอยู่อย่างคือการที่ใออัยสื่อสารแบบนี้ กวีกลับไม่แสดงท่าทีรำคาญเลยสักนิด ทั้งที่เขาทำได้เพียงแค่ขยับปากให้อ่านตามช้า ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยังถามตอบเหมือนคนปกติคุยกัน มันทำให้เขารู้สึกชื้นใจอยู่ไม่น้อย

“อะไรนะ ฉันเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า” เจ้าของคำถามส่ายหน้าปฏิเสธ นั่นก็หมายความว่าเขาฟังถูกแล้ว เท่าที่รู้มาใออัยอยู่กับสองตายายมาตลอด เป็นเด็กกำพร้า ในครอบครัวไม่มีใครต้องคอยดูแล วัน ๆ ก็เอาแค่ปลาไปขายให้กับคนที่มารับซื้อ ส่วนการมาดูแลเขาแบบนี้คงถือว่าเป็นงานยากพอสมควร ด้วยร่างกายที่ไม่ปกติแถมขนาดตัวกวีก็ไม่ใช่เล็ก ๆ แล้วดูหุ่นของเจ้าตัวที่ผอมบางเสียขนาดนั้น ไม่รู้จะดูแลไหวหรือเปล่า และมันคงยิ่งยากขึ้นไปอีกสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเฉพาะทางในเรื่องการดูแลคนพิการ

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งแต่พอรู้ตัวทีไรก็เผลอแกล้งไปแล้วทุกที อยากจะทำเมินเหมือนกับคนก่อน ๆ กลับทำไม่ได้ ทั้งใบหน้าและท่าทางของเจ้าตัวมันทำให้กวีรู้สึกคันยุบยิบในใจอยู่ตลอด ต้องคุยต้องว่าไม่อย่างนั้นเหมือนใจมันจะไม่ยอมสงบ พออีกฝ่ายทำหน้าซึมเศร้าก็อยากจะทำให้หายขึ้นมา กวีไม่เคยเป็นแบบนี้ เขารู้ดีว่าการสงสารคนมันเป็นความรู้สึกเช่นไรแต่กับใออัย กวีกลับรู้สึกว่ามันต่างออกไปนิดหน่อย

“อ้าว ไหนน้าของนายบอกว่าทำได้ทุกอย่าง” กวีหยุดพูดพลางมองท่าทางการยกนิ้วชี้มาแตะที่ปากยื่น ๆ เหมือนผู้ใหญ่กำลังห้ามเด็ก ดูน่าหมั่นไส้ ถ้าพูดได้คงมีเสียงปรามให้เขาเงียบเป็นแน่ “ทำไม ก็ฉันพูดความจริง น้าของนายบอกฉันมาแบบนี้ หรือว่านายโดนบังคับให้มาดูแลไอ้ง่อยอย่างฉัน เอาอย่างนี้ไหมฉันจะบอกน้าของนายให้ ฉันรู้ดีนายคงเบื่อที่ต้องมาตามเอาใจคนพิการ ฉันไม่บังคับนายหรอกนะ เดี๋ยวฉันจะไปตามป้าอิ๋วมาแล้วกัน นายจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยกับตัวภาระแบบฉันอีก” กวีปลดล็อคที่ล้อรถเข็นเตรียมจะเคลื่อนรถไปทางประตู อยากรู้นักว่าคราวนี้จะทำยังไง แต่ก่อนที่รถเข็นจะได้เคลื่อนไปในทิศทางตามที่คนเจ้าบทบาทตั้งใจเอาไว้ ใออัยกลับเดินมาขวางแถมยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องกวีเขม็ง จากนั้นคนตัวเล็กก็หมุนตัวเดินลิ่ว ๆ ไปที่ประตูแล้วเป็นฝ่ายเดินออกไปเสียเอง

กวีนิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึง เขาอยากให้ใออัยง้อเสียหน่อยแต่มันกลับไม่เป็นไปตามแผน หรือเขาตีบทการเรียกร้องความสงสารไม่แตกเลยทำให้เข้าใจไปอีกทาง ก็เห็นผู้เป็นน้าสาวของอีกฝ่ายชอบแสดงให้ดูเลยเลียนแบบเสียหน่อย แหย่เล่นไม่ได้เลยหรือไงกัน ชายหนุ่มยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด แล้วเขาจะไปอยากให้เด็กนั่นมาง้อทำไม ก็นึกแปลกใจตัวเองอยู่หน่อย ๆ

ตอนแรกที่เจอกันกวีคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่สวยมาก ยิ่งรูปร่าง สีผิว ผู้หญิงหลายคนคงได้อาย สำหรับเขาใออัยคือคนที่ค่อนข้างตรงใจอยู่พอสมควร แต่พอรู้ว่าเป็นเพศเดียวกันก็เกิดรู้สึกทั้งเสียดายและเสียหน้า สุดท้ายเลยพาลหาเรื่องเจ้าตัวออกไป ถึงจะสวยแค่ไหนในเมื่อเป็นผู้ชายเขาก็ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยว ยิ่งเป็นหลานของผู้หญิงที่กวีแสนจะเกลียดเขายิ่งต้องถอยห่าง ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่เขากลับเอาแต่เย้าแหย่ใออัยไม่เลิก แต่ยังไม่ทันจะได้บทสรุปกับตัวเอง คนที่เดินออกจากห้องไปเมื่อครู่ก็เปิดประตูเดินกลับเข้ามาเสียก่อน

ใออัยไม่รีรอให้เสียเวลากดปากกาขีดเขียนลงบนสมุดอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเขียนจนได้ประโยคที่น่าพอใจก็เงยหน้าพร้อมส่งสมุดเล่มนั้นมาให้กวี เขาเองก็ยื่นมือออกไปรับมาแบบงง ๆ ในสมุดหน้านี้เขียนคำพูดยาว ๆ ไว้หนึ่งประโยค 'ผมไม่เคยคิดแบบนั้นและเต็มใจมาดูแลคุณ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือคำสั่งของใคร ผมเลือกมาดูแลคุณด้วยตัวของผมเอง ผมไม่เคยมองคุณเป็นคนไม่ปกติ ถึงตอนนี้คุณจะยังเดินไม่ได้แต่ถ้าคุณพร้อมจะรักษาผมก็ยินดีช่วย อีกอย่างคุณไม่ใช่ภาระของใคร ผมจะดูแลคุณให้ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างผมจะทำได้' พออ่านข้อความในหน้ากระดาษแผ่นนั้นจบ กวีเงยหน้ามองผู้เขียนเงียบ ๆ ที่แท้เหตุผลที่เดินออกไปก็เพื่อไปเอาอุปกรณ์มาตอบเขานี่เอง มันเป็นประโยคที่ค่อนข้างยาว คนเขียนคงอยากสื่อแบบรวดเดียวจบ ถ้าให้กวีที่อ่านปากเดาคำเอาคงแปลไม่ทันใจคนที่อยากสื่อความนึกคิดให้ทราบ แต่ที่บอกว่าเต็มใจมาดูแลและมีเหตุผลนี่ต่างหากที่กวีสนใจ เพราะมั่นใจว่าพวกเขาทั้งสองคนไม่เคยรู้จักหรือเจอกันมาก่อน แม้อีกฝ่ายจะเคยมาอาศัยอยู่ที่นี่พักหนึ่งแต่ไม่น่าจะรู้เรื่องราวของกวีมากนักหรือไม่ก็ไม่รู้อะไรเลย แล้วทำไมถึงบอกเหมือนกับว่ามันไม่ใช่แค่หน้าที่

“ก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องระแวงว่านายมีอะไรแอบแฝงในการดูแลฉัน เหมือนที่น้าสาวของนายชอบทำ” คนตัวเล็กสบสายตาคมที่มองมาอย่างเสียมิได้ก่อนจะแสร้งเสมองไปทางอื่น ชายหนุ่มกดยิ้มตรงมุมปากนิด ๆ ตอนที่ตกปากรับคำยอมให้มาดูแลกวีไม่ได้คิดอะไรมากแต่ตอนนี้คงจะปล่อยผ่านไม่ได้เสียแล้ว เพราะเขากำลังรู้สึกว่าใออัยมีอะไรปิดบังซ่อนอยู่ “เอาล่ะ เมื่อหมดเรื่องแล้ว หวังว่าฉันจะได้อาบน้ำสักที” คนตัวเล็กพยักหนึ่งครั้งแทนคำตอบก่อนจะขยับปากถามเป็นคำแทนการเขียนเพราะมันเกะกะในการดูแลคนป่วย

“ผมต้องเริ่มตรงไหนก่อน” แม้จะไม่ชอบใจกับคำพูดพวกนั้นแต่เขากลับปฏิเสธไม่ได้ว่า อรอินทร์ไม่ได้เป็นอย่างที่กวีพูด

ใออัยเองก็ไม่ต่างจากกวี ที่คิดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะรู้อะไรไม่มากก็น้อย แล้วทำไมยังปล่อยคุณน้าไว้อีกหรือเขาจะคิดมากไปเอง อย่างไรเสียหน้าที่ของเขาก็คือดูแลผู้ชายคนนี้เท่านั้น ป่วยการจะคิดให้มากความ

“อะไรนะ” กวีทำหน้าตาเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

“ให้ป้า”

“พอ ๆ นี่ฉันคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่ให้นายมาทำงานนี้”

“ผมจะไปตามป้าอิ๋วมาให้” แค่ขยับปากเป็นคำยังไม่เต็มประโยคกวีกลับดักคอไว้ได้หมด แค่วันสองวันก็เริ่มชินกับการสื่อสารของใออัยแล้วหรือนี่ ขนาดตากับยายยังต้องอาศัยเวลาตั้งนาน แม้ว่าตอนนี้ท่านทั้งสองจะอ่านปากคนเป็นหลานคล่องปรื๋อแล้วก็ตาม

“ไม่ต้อง เห็นหน้านิ่ง ๆ ไม่นึกว่าจะกวนอารมณ์ฉันได้ขนาดนี้ ถามจริง ๆ เถอะนายพูดไม่ได้ตั้งแต่เกิดเลยหรือเปล่า” ใออัยพยักหน้ารับแต่ไม่ได้สบสายตา ซึ่งกวีก็ไม่ได้ถามต่อเพราะรู้สึกผิดที่ถามแบบนั้นออกไป “อืม นายพาฉันไปอาบน้ำได้แล้ว ฉันหิวข้าว”

ห้องน้ำสีขาวที่เปิดไฟสว่างสีนวลเนียนนี่ใหญ่ใช่เล่น มีอุปกรณ์อาบน้ำครบครัน ผ้าขนหนูก็เตรียมไว้แล้วเรียบร้อย มีอ่างอาบน้ำด้วยแต่ว่ามีไปก็ใช่ว่าจะได้ใช้ประโยชน์เพราะเจ้าของคงไม่ได้ใช้มัน แต่ดูเหมือนจะมีสิ่งของบางอย่างที่ไม่เข้าพวกอยู่ นั่นก็คือเก้าอี้พลาสติกเนื้อหนาที่ขนาดและความสูงพอ ๆ กันกับรถเข็นที่กวีนั่ง

“คิดว่านายคงฉลาดพอจะเดาออกนะว่าฉันอาบน้ำยังไง” รู้ด้วยหรือว่าเขากำลังมองอะไรอยู่ ที่สำคัญใออัยยังฉลาดพอที่จะเข้าใจความหมายในคำพูดจิกกัดนั่นด้วย เขาไม่อยากเถียงกับคนช่างว่าและไม่อยากดูเป็นคนโง่ เลยยกเก้าอี้ตัวสีขาวที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องมาตั้งไว้ใกล้ ๆ กับฝักบัวที่ติดอยู่ตรงฝาผนัง ก่อนจะเดินไปปลดล็อคล้อรถเข็นที่กดล็อคไว้ตั้งแต่เดินเข้ามาพลางเคลื่อนไปจอดเทียบเคียงกับเก้าอี้ที่เตรียมไว้ ใออัยพับแขนเสื้อยืดสีขาวแขนสั้นที่ใส่อยู่ขึ้นมาจนสุดที่หัวไหล่อย่างเตรียมพร้อมลุย

“คิดจะทำอะไร” กวีถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายยื่นมือมาข้างหน้าแล้วอ้าแขนออกกว้าง ใออัยคิดว่าคนที่นั่งอยู่คงพอจะเข้าใจในการกระทำที่เขากำลังสื่อ ไม่เช่นนั้นคงไม่ทำหน้าตาเหมือนบอกบุญแต่ไม่รับแบบนี้ และสาเหตุที่ทำก็เพราะหวังดีต่อคน ๆ นี้ไม่ได้คิดแกล้งหรือล้อเลียนแต่อย่างใด

“ลุกขึ้นมาหาผมนะครับ” คนตัวเล็กขยับปากบอก

“เล่นบ้าอะไร ฉันไม่ใช่เด็ก” คงไม่คิดจะให้เขายืนขึ้นแล้วกระโจนใส่เจ้าตัวเหมือนเป็นเด็กน้อยหรอกนะ ขนาดป้าอิ๋วที่อายุเยอะกว่าเขาตั้งกี่ปียังไม่ทำถึงขนาดนี้เลย กวีเริ่มคิดได้ว่าการแกล้งอีกฝ่ายในครั้งนี้มันทำให้สมองเขาวุ่นวายไปหมด แต่จะให้กลับคำก็ไม่ได้เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็คือเขา ทั้งที่อีกคนไม่ได้ต้องการจะลงแข่งด้วยเลยสักนิด

“นะครับ ผมขอร้อง” ใออัยยังคงมุ่งมั่นพยายามให้คนที่นั่งอยู่ยืนขึ้นด้วยตัวเอง ป้าอิ๋วแกบอกไว้ว่ากวียืนได้แต่ต้องมีคนคอยประคอง ตอนที่ฟื้นขึ้นมาทางโรงพยาบาลได้ให้กวีทำกายภาพอยู่ระยะหนึ่งแต่ทำได้ไม่นานคุณเขาก็ไม่ยอมทำอีกเลย แม้จะจ้างคนมาดูแลยังไงกวีก็ไม่ยอมท่าเดียว หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ทำจนแกอ่อนใจ ยิ่งเป็นคนที่น้าอรอินทร์หามาให้ยิ่งแล้วใหญ่เพราะกวีไม่ยอมแม้แต่จะให้ใกล้ตัว

เจ้าตัวนึกสงสารอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อยที่ต้องผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาเพียงลำพัง คุณพ่อก็เสียชีวิตส่วนตัวเองก็หลับใหลเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ตั้งนานหลายเดือน ซ้ำต้องตื่นมาพบกับเรื่องร้าย ๆ ไม่หยุดหย่อน ขาก็ใช้การไม่ได้ งานศพของพ่อตัวเองก็ไม่ได้ไป กวีคงทรมานและเสียใจน่าดู

“ทำไมฉันต้องฟังคำขอร้องจากนาย” กวียังคงยืนกรานคำเดิมคือคำว่าไม่ ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำตาม

“แต่ผมหวังดี”

“หวังดี นายนี่นะ” ชายหนุ่มถามในสิ่งที่เห็นจากการอ่านปากของอีกฝ่าย เจ้าตัวเองก็พยักหน้าไม่ปฏิเสธ ทั้งที่เป็นหลานของผู้หญิงคนนั้นทำไมถึงอยากให้เขาหาย ชายหนุ่มมองใออัยอย่างชั่งใจ

“เชื่อใจผมสักครั้งนะครับ”

“ไม่”

“นะครับ คุณวี” ใออัยเรียกชื่อเขาเป็นครั้งแรก ซ้ำยังเป็นการเรียกสั้น ๆ น่าแปลกที่กวีกลับรู้สึกชอบที่เด็กคนนี้เรียกแม้จะไม่มีเสียงก็ตาม พอประกอบเข้ากับสายตาออดอ้อนดูเว้าวอนยิ่งรู้สึกเหมือนไม่อยากขัด ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีเลยสักครั้งที่กวีจะโอนอ่อนให้ใคร ตลกตัวเองเสียจริง

“อืม อยากจะทำอะไรก็ทำ” พอคนตัวเล็กได้รับคำตอบก็ฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ ทำให้คนที่มองอยู่ชะงักนึกอยากให้เจ้าตัวยิ้มบ่อย ๆ เพราะแววตาของเจ้าตัวมีแต่ความเศร้ามากเกินไป กวีไม่ใช่คนใจแคบที่จะตัดสินอีกฝ่ายเพียงเพราะการเป็นน้าหลาน ถ้าไม่คิดและมองแบบมีอคติจนเกินไป ใออัยเป็นคนที่เหมาะกับรอยยิ้มที่สุดแล้ว

เมื่ออีกฝ่ายอนุญาตใออัยก็รีบยื่นแขนไปข้างหน้าอีกครั้ง คนตรงหน้าก็ไม่มีท่าทีขัดขืน ซ้ำยังยื่นมือมาจับแขนคนตัวเล็กไว้เป็นหลักในการพยุงตัวเองขึ้นอีก ดูเงอะงะไปบ้างแต่มันก็แสดงออกให้เห็นว่ากวีกำลังพยายามทำมันด้วยตัวเอง สีหน้าเหยเก๋และแรงบีบที่ต้นแขนทำให้รู้ว่าอีกคนกำลังรู้สึกเจ็บเพราะการนั่งนาน ๆ มันทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าขาและเข่าตึง กวีดูเหนื่อยหลังจากที่ทิ้งตัวลงไปนั่งบนรถเข็นตามเดิม สงสัยเขาจะรีบเร่งจนเกินไป ใออัยบีบต้นแขนแกร่งที่มือเล็กจับอยู่เบา ๆ ซึ่งนั้นก็เป็นเหตุให้กวีที่ก้มดูขาของตัวเองอยู่เงยหน้าขึ้นมามอง รอยยิ้มอย่างจะปลอบโยนและให้กำลังใจไปในคราเดียวกันของใออัยที่นั่งย่อตัวอยู่ตรงหน้า มันทำให้กวีรู้สึกใจสั่นแปลก ๆ พออยู่กับเด็กคนนี้ทีไรเขาไม่เคยเป็นตัวของตัวเองได้เลย

“ลองดูอีกครั้งนะครับ” ใออัยขยับปากอวบย้อยเป็นคำช้า ๆ สำหรับกวีการอ่านปากคนแค่นี้มันง่ายมาก และไม่ได้หงุดหงิดที่จะรอให้เจ้าตัวสื่อสารแบบค่อยเป็นค่อยไป

“อืม” ไม่คิดว่าคนที่มีศักดิ์เป็นหลานของผู้หญิงร้ายกาจคนนั้น จะเอาใจใส่เขาได้ขนาดนี้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการดูคนพิการเลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังมองออกว่าใออัยกำลังพยายามแค่ไหน มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะตัดสินคนจากระยะเวลาสั้น ๆ แต่ความรู้สึกข้างในมันกลับบอกกวีว่าเด็กคนนี้ไว้ใจได้ แต่เขาไม่อยากผิดหวังในการเชื่อใจใครอีก เพราะถ้าเผลอตัวไว้ใจคนที่อาจเป็นศัตรูในวันข้างหน้าอย่างใออัยเข้า กวีคงจะเข็ดจนไม่อยากเชื่อใจใครอีกเลย

“พร้อมนะครับ” ถ้าจะให้อาศัยแค่แรงกวีแบบครั้งแรกอีกมันคงยากเกินไป แค่เป็นหลักให้จับยึดคงไม่เพียงพอ ด้วยขนาดตัวที่แตกต่างมันจึงเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่

 

“มันจะได้ผลเหรอ ฉันไม่ได้ทำกายภาพบำบัดมานานแล้วนะ” กวีถามหยั่งเชิงพลางลอบมองคนตัวเล็กไปด้วย เห็นเหงื่อที่ซึมออกมาตามหน้าผากก็นึกอยากจะเช็ดให้ แต่ก็ยั้งมือไว้ได้ทันพลางสบถตัวเองในใจ ไม่รู้เป็นบ้าอะไรถึงอยากแตะต้องคนตรงหน้านัก จะว่าพิศวาสก็ไม่น่าจะใช่เพราะกวีไม่เคยชอบพอผู้ชายด้วยกันมาก่อน

“ต้องได้สิครับ คุณต้องทำได้อย่าพึ่งยอมแพ้” คนขยับปากพูดดูจริงจังและฉายแววความมุ่งมั่นผ่านดวงตาจนทำให้เขารู้สึกผิด กวีไม่ได้คิดจะยอมแพ้แต่กลัวตัวเองจะแสดงได้ไม่แนบเนียนต่างหาก

“เอาอย่างนี้ คุณกอดไหล่ผมไว้” ใออัยขยับปากบอกอีกครั้งเมื่อคิดหาวิธีได้

“กอดทำไม” ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย นอกจากจะไม่ตอบเจ้าตัวยังสอดแขนไปกอดรอบอกของอีกฝ่ายไว้ด้วย กวีชะงักแต่ก็ยอมกอดตอบเมื่อพอจะเข้าใจวิธีของใออัยขึ้นมาบ้าง อยากจะรีบอาบรีบเสร็จอยู่เหมือนกัน เพราะกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของใออัยมันกำลังทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนแต่มันกลับไม่เป็นไปตามที่ใจคิด ทันทีที่คนตัวเล็กออกแรงดึงรั้งที่พอประกอบเข้ากับแรงส่งตัวของกวี ทำให้คนตัวสูงเซมาข้างหน้าจนใออัยที่กอดอีกฝ่ายไว้อยู่ ต้องเอนไปตามแรงโถมเข้าใส่ เมื่อเห็นว่าอีกคนรับน้ำหนักจากตัวเองมากเกินไป กวีจึงเอนตัวช่วงบนกลับไปด้านหลัง และเป็นเหตุให้ใออัยรีบผวาตามกอดร่างหนาเอาไว้ กลัวว่าคนที่พึ่งยืนขึ้นจะทรงตัวได้ไม่ดี ส่วนกวีก็รีบคว้าร่างบางไว้เต็มอ้อมแขน เหมือนเป็นไปตามปฎิกริยาของร่างกายที่ตอบสนองโดยอัตโนมัติ ทั้งคู่ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น แม้มันเกือบจะเกิดขึ้นแล้วก็ตาม

อาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์น่าตื่นเต้นเมื่อครู่ เลยทำให้หัวใจของใออัยยังคงเต้นแรงอยู่ ทั้งตกใจและเป็นห่วงกลัวคนตัวโตจะล้มลงไป ยังดีที่กอดกวีไว้ได้ทัน เขาไม่เคยกอดใครแน่นขนาดนี้และไม่เคยกอดใครนอกจากตากับยาย แม้มันจะเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอ้อมแขนนี้มันดูอบอุ่นในแบบที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ มันรู้สึกปลอดภัยและวางใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่มันเป็นแค่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ลึก ๆ ภายในของใออัยเองก็ยังคงสับสนเพราะไม่เคยประสบหรือพบเจอกับความรู้สึกทำนองนี้มาก่อน อาจเป็นไปได้ว่าใจเขากำลังต้องการที่พักพิง ที่ใออัยอยากได้จากผู้หญิงคนนั้นและผู้ชายคนนี้ แม้มันจะเป็นความรู้สึกคนละแบบและต่างความหมายก็ตามที

“จะกอดฉันอยู่แบบนี้อีกนานไหม ฉันปวดขา” เสียงกวีเป็นตัวขัดความคิด ทำให้ใออัยหลุดออกจากภวังค์ รีบยกใบหน้าออกจากอกกว้างที่ซบอยู่ทันทีแต่แขนก็ยังคงกอดเอวหนาไว้อยู่ มันเป็นแค่การกอดหลวม ๆ เพื่อประคองคนที่ทรงตัวได้แล้วเท่านั้น รู้สึกอายนิด ๆ อยู่เหมือนกันที่เผลอกอดอีกคนนานจนต้องให้อีกฝ่ายมาเตือนสติ

“ขอโทษครับ”

“ช่างเถอะ” กวีไม่ได้อยากว่าอีกฝ่าย ขาก็ไม่ได้ปวดแต่มันเป็นเพราะกลิ่นแป้งเด็กที่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ยั่วยวนเขาอยู่นี่ต่างหาก ถ้าไม่ท่องไว้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายเผลอ ๆ คงได้กดจูบและดอมดมคนตรงหน้าไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นกวีก็ยังนึกกลัวในความคิดของตัวเอง ที่ว่าต่อให้ใออัยเป็นผู้ชายก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่สิ ความรู้สึกแบบนี้มันอันตรายเกินไป เขาควรจะทิ้งระยะห่างไว้หน่อยน่าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นต้องคิดอะไรที่แปลกและเกินเลยมากกว่านี้เป็นแน่

“ขยับขาช้า ๆ ตามผมนะครับ” กวีทำตามการขยับปากบอกของคนตัวเล็ก โดยที่เจ้าตัวก้าวขาไปด้านข้าง แขนทั้งสองก็ยังคงประคองอีกคนให้ขยับตาม ชายหนุ่มเลือกที่จะลากขาไปในแนวราบกับพื้นเลี่ยงการยกขาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสงสัย พอได้ตำแหน่งใออัยก็ดันร่างสูงให้นั่งลงที่เก้าอี้พลาสติกช้า ๆ กวีเองก็รู้งานจึงค่อย ๆ หย่อนตัวไปด้านหลัง พร้อมกับออกแรงรั้งให้คนตัวเล็กกว่าก้มมาตามน้ำหนักตัวของเขาด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการนั่งลงมันดูตะกุกตะกักไม่ได้สะดวกเหมือนคนเดินเหินได้ปกติ กว่าจะนั่งได้ก็เล่นเอารำคาญปนสมเพชตัวเองอยู่นิด ๆ แต่คงไม่เท่าอีกคนที่ยืนพ่นลมหายใจออกมาทางปากแรง ๆ ดูท่าจะเหนื่อยพอตัวกับการที่ต้องรับน้ำหนักของกวีที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองแบบนั้น

“แค่นี้ก็เหนื่อยซะแล้ว นายน่ะ จะไหวแน่เหรอกับการมาดูแลฉัน” ลองมาเป็นเขาดูไหมจะได้รู้ว่าตัวเองนั้นหนักยังกับอะไรดี ใออัยนึกค่อนขอดอีกคนอยู่ในใจและจะลบคำสบประมาทที่ว่านั้นให้ได้

“ไม่เหนื่อยครับ” อาการส่ายหน้าขยับปากปฏิเสธมันทำให้คนที่นั่งมองอยู่นึกหมั่นไส้ อยากจะแกล้งอีกฝ่ายให้หนักมือขึ้นไปอีก

“อย่างนั้นก็ดี รีบ ๆ มาจัดการงานของนายให้เสร็จได้แล้ว ฉันร้อน เข้ามาตั้งนานสองนานแต่งานไม่คืบไปไหนสักที อืดอาดยืดยาดอยู่แบบนั้นข้าวเย็นวันนี้ก็คงไม่ต้องกินกันแล้ว” ว่าจบกวีก็จัดการถอดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่ใส่อยู่ออก แต่นั่นกลับทำให้คนที่ยืนมองอยู่ขยับปากถามอย่างรวดเร็ว

“คุณจะทำอะไร”

“อะไรนะ” กวีเลิกคิ้วถามซ้ำ เพราะคิดว่าตัวเองอ่านปากคนที่ยืนชี้ไม้ชี้มือมาทางเขาอยู่ผิดแต่เห็นจะไม่ใช่

“คุณวีถอดเสื้อทำไม”

“อ้าว ก็ฉันจะอาบน้ำแค่ถอดเสื้อมันแปลกตรงไหน” นั่นสิใออัย ถ้าเขาไม่ถอดเสื้อผ้าจะอาบน้ำได้ยังไงกัน นึกแล้วก็อยากเขกหัวตัวเองขึ้นมา

“ครับ”

“เข้าใจแล้วก็ดี เร็ว ๆ ด้วย” พิลึกคนจริง ๆ เจ้าเด็กนี่ หรือว่า “เออจริงสิ นายมาถอดกางเกงให้ฉันหน่อยสิ คงรู้นะว่าทำไมฉันถึงไม่ทำเอง แล้วก็ต้องถอดให้หมดทุกชิ้นด้วย เพราะฉันไม่ชอบให้มีอะไรมาปกปิดร่างกายตอนฉันอาบน้ำ มันอึดอัด” กวีแทบกลั้นขำไม่ไหวกับอาการตาโตอ้าปากเหวอของใออัย ตกใจอะไรปานนั้น ทำตัวเหมือนคนไม่มีเพื่อนฝูง อยู่บนเกาะไม่มีคนคบเลยหรือไง แต่กวีคงลืมไปว่าเจ้าตัวพูดไม่ได้ถึงจะมีเพื่อนก็คงจะน้อยเต็มทน

ชายหนุ่มรู้ว่าใออัยคงอยากปฏิเสธแต่ทำไม่ได้ ในเมื่อเรื่องที่บอกแกมสั่งไปนั้น มันคือเรื่องจำเป็นอย่างไม่มีทางเลี่ยงในฐานะผู้ดูแล อย่าลืมสิว่ากวียกขาไม่ได้ แล้วคนพิการแบบเขาจะถอดกางเกงออกเองได้อย่างไร ถือเสียว่าเจ้าตัวช่วยผ่อนคลายความเครียดที่รกสมองเขาอยู่ไปแล้วกัน

ใออัยรู้ว่ามันเป็นงานและหน้าที่ที่ต้องทำ แต่มันก็อดรู้สึกกระดากอายแบบแปลก ๆ ไม่ได้ อยู่ที่เกาะก็เคยเห็นนักท่องเที่ยวถอดเสื้อบ้างแต่ก็เห็นในระยะไกล ๆ เท่านั้น เพราะตาอุ่นไม่อนุญาตให้หลานสุดหวงไปเดินในที่คนพลุกพล่าน ตาบอกเสมอว่ามันอันตรายต่อตัวของใออัย ส่วนพวกคนบนเกาะเขาก็ไม่ค่อยได้สุงสิงอะไรมาก ตอนเอาปลาไปขายก็แค่ไปขายต่อให้คนรับซื้อ เพราะฉะนั้นใออัยจึงไม่คุ้นชินกับร่างกายของคนอื่นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งกับคนเปลือยล่อนจ้อนทั้งตัวเขายิ่งไม่เคยเห็น อย่าบอกนะว่าป้าอิ๋วเองก็ต้องทำแบบนี้แต่คนที่เคยเลี้ยงดูกันมาก่อนคงจะไม่รู้สึกอะไร

“หูหนวกหรือไง” อยากจะเป็นอยู่เหมือนกัน แต่เพราะใออัยเป็นแค่คนใบ้ที่ไม่ได้หูหนวก จึงต้องทนฟังคนบ่นอยู่แบบนี้ ขอเวลาทำใจหน่อยไม่ได้เลยหรือ เขาเองก็อยากจะทำให้มันเสร็จ ๆ ไป แล้วจะได้ไปอาบน้ำบ้างเหมือนกัน คนตัวเล็กนึกเปรียบเทียบกับสภาพของตัวเองตอนเปลือยกายพลางทำใจแล้วลงมือทำ อย่างไรเสียก็ผู้ชายที่มีอะไรเหมือน ๆ กัน “เอาเสื้อฉันไปใส่ตะกร้าไว้ด้วย” กวียื่นเสื้อเชิ้ตสีอ่อนมาให้ ใออัยก็รับมาแล้วพาดไว้ตรงที่วางแขนของรถเข็นที่จอดอยู่ไม่ไกล เจ้าตัวคุกเข่าลงกับพื้นแล้วยื่นมือไปจับขอบกางเกงผ้ายืดเนื้อนิ่มแบบใส่อยู่บ้าน พลางรูดรั้งออกมาช้า ๆ โดยที่กวีเองก็ขยับตัวช่วยนิดหน่อย จนกางเกงตัวที่ว่าหลุดมากองอยู่ตรงข้อเท้าของเจ้าของมัน คนที่คุกเข่าอยู่ยกเท้าใหญ่สีขาวนั่นออกจากขากางเกงทีละข้างอย่างระมัดระวัง แล้วเอาไปพาดรวมกับเสื้อตัวก่อน

“คือ” คนตัวเล็กช้อนตามอง อ้าปากอยากถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“อะไร” กวีที่มองอยู่ก่อนเลยแล้วเลยทันได้เห็นว่าเจ้าตัวคงอยากสื่อสารอะไร ใออัยจึงรีบขยับปากถามทันที

“จะถอดจริง ๆ เหรอครับ” อย่างน้อยถ้ามีสักชิ้นปกปิดไว้ เขาน่าจะอาบน้ำให้อีกฝ่ายสะดวกใจขึ้น ของลับก็คือของลับอยู่วันยังค่ำ ใออัยไม่ใช่คนหน้าหนาขนาดที่จะมองร่างกายของคนอื่นแล้วไม่รู้สึกอะไร เจ้าตัวแทบจะหันหน้าหนีเลยด้วยซ้ำ

“กลัวอะไร ร่างกายของฉันก็เหมือนกับนายนั่นแหละ จะสั่นอะไรหนักหนา ปอดแหกไม่เข้าเรื่อง” พอจบประโยคของกวี ใออัยก็หันกลับไปมองคนที่นั่งตัวเปลือยเหลือแต่ชั้นในสีขาวตัวเดียวทันที คนตัวเล็กเถียงกลับโดยการขยับปากเป็นรูปประโยคสั้น ๆ

“ไม่เหมือน”

“ตรงไหนที่ว่าไม่เหมือนหรือนายไม่ใช่ผู้ชาย” ใออัยไม่ชอบเลยกับสายตาเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายที่มองมา รู้สึกเหมือนตัวเองแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มและต่อให้เถียงยังไงก็คงไม่ชนะ

คนตัวเล็กเอาแต่ทำปากขมุบขมิบอย่างไม่พอใจนัก ซ้ำยังทำเมินคำพูดเจ้าของห้องเสียนี่ ที่ใออัยบอกว่าไม่เหมือนก็เพราะร่างกายของกวีนั่นแหละ มีเหมือนกันทุกอย่างแต่ก็แตกต่างกันไปเสียหมด ในขณะที่กล้ามเนื้อของใออัยนั้นแทบจะไม่มี มีก็แต่เนื้อนิ่ม ๆ ที่เขายังรู้ตัวเองเลยว่า มันไม่สมควรจะเป็นเนื้อหนังมังสาของผู้ชาย แต่ในทางกลับกัน กวีกลับมีร่างกายที่ผู้ชายด้วยกันยังอิจฉา แค่นิ้วเล็กเผลอไปแตะโดนยังรู้เลยว่าแข็งขนาดไหน ยิ่งบริเวณต้นขาหรือหน้าขายิ่งไม่อยากพูดถึง เห็นเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรงชัดเจนเลยด้วยซ้ำ นี่หรือคนที่นั่งอยู่แต่บนรถเข็นมาเกือบสามปี เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ

ใออัยไม่รู้ตัวสักนิดว่ากริยาท่าทางเหล่านั้น ตกอยู่ในสายตาของคนที่นั่งอยู่สูงกว่าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นมือเล็กที่ยื่นมาปลดชั้นในของเขาลงและทำเหมือนกับถอดกางเกงผ้าตัวแรก หรือแม้กระทั่งตอนที่อีกฝ่ายหันมองไปทางอื่น ท่าจะอายมาก สังเกตได้จากสีระเรื่อที่กระจายอยู่เต็มใบหน้า ใบหู ลามมาจนถึงลำคอ ไม่ใช่ว่าทั้งตัวก็เปลี่ยนสีไปหมดแล้วหรอกนะ แค่นึกก็อยากจะเห็นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ มันคงจะเป็นแค่ความแปลกใหม่ที่เขาพึ่งได้พบเจอ เลยรู้สึกแตกต่างก็อาจเป็นไปได้ ใออัยคงเป็นกรณีพิเศษ เป็นผู้ชายคนแรกและเพียงคนเดียว ที่ทำให้กวีรู้สึกว่าไม่สามารถมองเจ้าตัวเหมือนผู้ชายคนอื่นได้อีกต่อไป

เมื่อจัดการถอดเสื้อผ้าที่ใช้เวลานานแสนนานเสร็จ ใออัยก็รีบก้มหน้าเดินเอาเสื้อผ้าของกวีที่ใส่แล้วไปใส่ไว้ในตะกร้าไม้ตรงมุมห้อง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหยิบอุปการณ์อาบน้ำ เพื่อมาจัดการชำระร่างกายให้คนที่นั่งรออยู่ จนป่านนี้คนตัวบางก็ยังไม่ยอมมองร่างกายของอีกฝ่ายตรง ๆ เจ้าตัวเปิดฝักบัวจับมาราดรดตัวกวีและไม่ยอมมองต่ำไปกว่าอกเลยแม้แต่น้อย แต่ใช่ว่าจะไม่เห็นกวีน้อยที่นอนหลับอยู่ จะบอกว่าน้อยก็คงไม่สมตัวสักเท่าไหร่เพราะขนาดของมันตรงกันข้ามอย่างโดยสิ้นเชิง ถึงจะพยายามไม่มองสักแค่ไหนแต่อย่างไรก็เห็นมันอยู่ดี ใออัยจัดการกดครีมอาบน้ำลงบนฝ่ามือ ก่อนจะลูบถูไปตามตัวของอีกฝ่ายเบา ๆ พอเอาเข้าจริง เขากลับทำงานได้อย่างลื่นไหล มือเล็กยังคงลูบไล้และขัดถูอย่างเพลิดเพลินไปทั่วผิวของกวี ไม่ว่าจะลากมือผ่านไปตรงไหนก็ดูแน่นและแข็งไปหมด

คนตัวเล็กไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเจ้าของร่างกายมีอาการอย่างไร ไม่รู้ว่าหลับตาไปตอนไหนหรือขบกรามแน่นไว้ทำไม เจ้าตัวยังคงสนุกเหมือนเด็กได้ของเล่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังอิดออดไม่อยากทำอยู่เลย แต่พอถึงช่วงล่างคนที่หลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาถาม

“หยุดทำไม ทำเหมือนที่นายอาบน้ำให้ตัวเองนั้นแหละ” เพราะอย่างนั้นใออัยถึงรู้สึกลำบากใจที่จะทำ ถึงจะเลี่ยงไม่มองตรง ๆ แต่เวลาทำความสะอาดก็ต้องจับร่างกายของอีกฝ่ายทุกส่วนอยู่ดี จะปล่อยผ่านส่วนนั้นแค่จุดเดียวก็กะไรอยู่ แล้วนี่เขาต้องจับอะไร ๆ ที่กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั่นจริง ๆ หรือ แต่ถึงอย่างนั้นใออัยก็ตัดสินใจที่จะทำงานต่อ ใช้มือวางไปยังตำแหน่งเดิมที่เคยจับ

“อืม” เสียงครางต่ำอย่างอดกลั้นไม่ไหวของกวี ทำให้มือเล็กที่แตะอยู่บริเวณหน้าท้องน้อยที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อชักมือกลับทันที

“ผมขอโทษ” ใออัยรีบขยับปากอย่างรนราน ด้วยกลัวว่าเล็บตัวเองจะไปข่วนเนื้อของอีกฝ่ายเข้า แต่ก็จำได้ว่าเล็บตัวเองก็ตัดสั้นเรียบร้อยดี ตัวกวีเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองด้วย เหมือนชายหนุ่มกำลังอดกลั้นกับอะไรบางอย่างที่มันไม่สมควรเกิดขึ้น

“เร็ว ๆ รีบทำงานของนายต่อเถอะ” เสียงของกวีดูนุ่มขึ้นจนคนฟังรู้สึกได้ เมื่อได้รับอนุญาตมือเล็กก็ยื่นไปแตะตรงหน้าท้องแกร่งนั้นอีกครั้ง ค่อย ๆ ขยับมือลากช้า ๆ ลงมาเพราะไม่ได้มองส่วนที่จับอยู่ เจ้าตัวเอาแต่มองสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา นึกเป็นห่วงกวีที่เริ่มหายใจยาวเป็นระยะ ๆ แล้วเกร็งที่ท้องน้อย จนใออัยนึกสงสัยว่าชายหนุ่มเป็นอะไรแต่ยังไม่ทันได้เป็นฝ่ายถาม กวีก็ส่งเสียงห้ามที่ดูแหบพร่าออกมาเสียก่อน

“หยุดก่อน” ก่อนที่มือของใออัยจะแตะโดนตัวตนของเขา กวีจึงรีบขัดไว้ ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าจะทนไหวแต่เห็นจะยากเพราะถ้าขืนไม่หยุดตอนนี้ คงได้มีเรื่องเกินเลยและเกินที่จะควบคุมเกิดขึ้นแน่ แค่โดนลูบไล้ถูตัวเขากลับตื่นตัวได้อย่างง่ายดาย เด็กนี่ก็มือเบาเสียจนชวนสยิวทุกครั้งที่ลากมือผ่าน ยิ่งอ้อยอิ่งเท่าไหร่ ใจเขามันเหมือนจะขาดความยับยั้งชั่งใจอยู่รอมร่อ ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเกิดความต้องการด้วยน้ำมือของใออัย ถึงจะเหมือนผู้หญิงแค่ไหนแต่เจ้าตัวก็ยังเป็นผู้ชายอยู่วันยังค่ำ แล้วยังมาเงยหน้ามองเขาตาแป๊วแบบไร้เดียงสาอีก ไม่รู้เลยหรือไงว่ากวีกำลังอยู่ในภาวะไหน

เสื้อยืดสีขาวของใออัยเปียกน้ำแนบติดลำตัวเป็นบางส่วน เผยให้เห็นยอดอกสีชมพูผ่านเนื้อผ้าบางอย่างชัดเจน รวมไปถึงผิวขาว ๆ ที่มีฟองสบู่ติดอยู่ก็ดูเรียบลื่นน่าสัมผัส ยิ่งเห็นสภาพอีกฝ่ายเต็มตายิ่งทำให้กวีชักจะเริ่มทนไม่ไหว มันผิดที่เขาอยากแกล้งอีกฝ่ายมากจนเกินไป หรือผิดที่ใออัยใช้มือเปล่าแทนฟองน้ำจนทำให้เขาตื่นตัวได้แบบนี้

“นายเอาฝักบัวมาให้ฉันแล้วออกไปรอข้างนอก ถ้าฉันไม่เรียกไม่ต้องเข้ามา”

“แต่” กวียกมือห้ามใออัยที่เริ่มขยับปากขัดเพราะเจ้าตัวยังอาบน้ำให้อีกฝ่ายไม่เสร็จ สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามแล้วรีบเดินออกไป แต่ก็ไม่วายหันกลับมามองอย่างห่วง ๆ กลัวจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับคนที่ยังเดินเองไม่ได้ แต่พอเห็นร่างกายของอีกคนเต็มตาก็เกิดหน้าเห่อร้อนหันกลับแทบไม่ทัน มิน่ากวีถึงบอกให้ใออัยออกมาก่อน แค่นี้ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าชายหนุ่มจะทำยังไงกับร่างกายของตัวเอง ซึ่งมันก็อดคิดไม่ได้เลยว่า เป็นเพราะตัวเองหรือเปล่าที่ทำให้กวีตกอยู่ในสภาพนั้น

ใออัยเป็นผู้ชายที่มีความแตกต่างจากเพศเดียวกัน แม้เพศสภาพภายนอกจะดูเป็นชายแต่ภายในกลับแตกต่าง เขาไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศและไม่เคยถูกกระตุ้น แม้แต่การช่วยตัวเองเขาก็ยังไม่เคย และด้วยความไม่คุ้นชินพอเห็นในสิ่งที่กวีเป็นเลยรู้สึกอายแต่ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะมันเป็นเรื่องปกติของเพศชาย แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจของใออัยอยู่ตอนนี้ก็คือภาพติดตา ที่พยายามสลัดออกไปยังไงก็ไม่หลุด

โดยปกติแล้วผู้ชายที่เกิดอารมณ์มักจะมาจากสิ่งเร้า แล้วสิ่งเร้าในตอนนั้นสำหรับกวีคืออะไร เพราะมือและสัมผัสของเขาอย่างนั้นหรือ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อตัวเขาเป็นผู้ชาย ไม่มีส่วนไหนที่พอจะยั่วยวนอีกฝ่ายเหมือนหญิงสาวได้เลย หรือมันจะเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้ชายเวลาอาบน้ำ แต่พอจะเทียบเคียงกับตัวเองก็ทำไม่ได้อีก ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน สุดท้ายก็คิดมาจบที่ตัวเองเป็นต้นเหตุอยู่เรื่อย พอ ๆ เลิกคิด มันคงจะเป็นความบังเอิญอะไรแบบนั้นมากกว่า

เมื่อเจ้าตัวสะกดความคิดให้จบลงได้เลยเดินมาเปิดตู้หาเสื้อผ้าให้กวีใส่ ขืนยืนเฉยอยู่แบบเดิมมีหวังพาลคิดเรื่องพวกนี้อีกรอบเป็นแน่ ผ่านไปสักพักคนที่ยังอยู่ในห้องน้ำถึงได้ส่งเสียงเรียกออกมา

“เข้ามาได้แล้ว” ใออัยรีบหยิบเอาเสื้อผ้าที่หาเจอแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องน้ำ ตอนนี้เนื้อตัวของกวีไม่มีฟองสบู่ติดอยู่แล้ว นี้คงเป็นเหตุผลที่ขอฝักบัวจากเขา เพราะยังไม่กล้ามองอีกฝ่ายตรง ๆ เลยเดินเลี่ยงเอาเสื้อไปพาดไว้ที่ราวแขวน พร้อมหยิบผ้าขนหนูแล้วก้าวเข้าไปหากวี แต่เพราะเอาแต่มองไปทางอื่นเลยเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เท้าเล็กเผลอไปเหยียบฟองสบู่แถวนั้นแล้วลื่นไถลไปล้มฟุ่บอยู่ตรงหน้าขาของกวีได้อย่างพอดิบพอดี คนตัวเล็กตาโตห่อปากตื่นตะลึง แต่โชคยังดีที่ผ้าขนหนูที่เจ้าตัวถือมาด้วยไปคลุมปิดตรงนั้นไว้ ไม่อย่างนั้นหน้าของใออัยคงได้ทักทายกับกวีน้อยไปแล้ว คนที่ล้มไปเกยตักอีกคนรีบดันตัวลุกขึ้นและเกือบจะว่าตัวเองซุ่มซ่ามอยู่แล้วเชียว

“ตอนแรกฉันคิดนายคงไม่ได้ตั้งใจแต่อาจจะไม่ใช่ เหมือนนายจงใจให้มันเกิดขึ้น”

“หมายความว่ายังไง” ใออัยขยับปากถามเพราะไม่เข้าใจกับประโยคเมื่อครู่ของกวีนัก

“ก็หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ทั้งก่อนหน้านี้และที่เกิดขึ้นตอนนี้ หรือจริง ๆ แล้วนายไม่ได้ชอบผู้หญิง”

“ผมชอบผู้หญิง” คนตัวเล็กขยับปากโต้กลับทันควัน ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับกวีที่มองหน้าอีกฝ่ายอยู่ตลอด ที่จริงใออัยก็ยังไม่เคยชอบใครหรือรักใคร ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม แต่ที่ตอบแบบมั่นใจนั่นก็เพราะไม่อยากโดนกวีดูถูก ทั้งที่เมื่อครู่มันคืออุบัติเหตุ ใครเขาจะหาเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัวกัน แล้วเรื่องก่อนหน้านี้ก็ด้วย ไม่ใช่ตัวเองหรือไงที่ดันมีอารมณ์ขึ้นมา คงคิดว่าเขาให้ท่า คิดได้ยังไงเพราะสำหรับเขา กวีก็เป็นแค่คนที่เขาต้องดูแล ที่สำคัญใออัยไม่ใช่ผู้หญิงที่อาจจะมีความคิดแบบนั้น

“แล้วฉันจะคอยดู หาเสื้อผ้ามาใส่ให้ฉันได้แล้ว จะปล่อยให้ฉันเป็นปอดบวมตายก่อนหรือไง หรือว่านายยังอยากจะดูอะไร ๆ ของฉันต่อ ฉันก็ไม่ขัดหรอกนะ”

“คุณมันบ้า” ใออัยขยับปากทิ้งท้ายต่อว่าคนที่เอาแต่หัวเราะในลำคอเหมือนชอบใจ ราวกับตัวเองถือไพ่เหนือกว่า คนตัวเล็กรีบเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่พึ่งแขวนไว้เมื่อครู่ แล้วยื่นส่งให้คนตัวโตใส่เอาเอง ส่วนกางเกงก็คงเป็นเขาที่ต้องจัดการให้เหมือนเดิม

“นายนี่ก็ฉลาดดีนะ ทำงานแค่วันเดียวก็รู้ใจฉันขนาดนี้ ถ้าจะแอบมองอะไรนิดหน่อยฉันไม่ว่านะ ถือว่าเป็นรางวัล”

“ไม่ได้อยากมอง” กวีกลั้นขำที่อีกฝ่ายรีบขยับปากเถียงเป็นพัลวัน มันยิ่งดูน่าแกล้งเข้าไปอีก เขารู้ว่ามันคืออุบัติเหตุ เจ้าตัวไม่ได้คิดพิศวาสตามที่เขากล่าวหาแต่อย่างใด เพียงแต่ที่พูดแบบนั้นออกไป ก็เพราะไม่อยากให้ใออัยคิดว่าตัวเองทำให้เขาเกิดความต้องการ มันน่าอายที่ผู้ชายวัยยี่สิบแปดปีที่ผ่านผู้หญิงมาไม่น้อย กลับมาตกม้าตายกระสันอยากเพราะผู้ชายด้วยกัน รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น

“นั่นก็เรื่องของนายแต่ช่วยใส่กางเกงให้ฉันด้วย” ใออัยย่นจมูกใส่คนพูดพลางคิดในใจ ทำมาปากดีสุดท้ายต้องพึ่งใครให้รู้ไว้เสียบ้าง “อย่าคิดว่าฉันอยากพึ่งนาย อย่าลืมว่ามันคือหน้าที่ของนายหรือต้องให้บอกน้าอรอินทร์สุดเลิฟของนายก่อนดี” ขี้ฟ้อง ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เอาเสียบ้าง แต่สุดท้ายใออัยก็ต้องทำให้อยู่ดีถึงบ่นไปก็เท่านั้น

การแต่งตัวใช้เวลาพอสมควร มันดูทุลักทุเลแต่ก็ไม่ยากเท่าไหร่ เหมือนใออัยเริ่มชินกับการดูแลผู้ใหญ่ขี้แกล้งขึ้นมาบ้าง เพราะทั้งวันเจ้าตัวเจอกวีเล่นงานไปเยอะอย่างไม่น่าเชื่อ ใออัยเลือกจะพากวีไปทานข้าวเย็นก่อน ส่วนตัวเองค่อยไปจัดการทีหลัง พอออกมาจากห้องก็เห็นโต๊ะอาหารจัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เหมือนจะมีแขกมาร่วมด้วยสองคน เป็นผู้ชายที่ใออัยรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับว่าเคยเห็นที่ไหน ก่อนจะนึกได้ว่าเคยเห็นพวกเขาทั้งคู่อยู่กับอรอินทร์เมื่อสามปีก่อนแต่เป็นคนละช่วงเวลา แล้วเขาสองคนมาทำอะไรที่นี่อีก

“พี่วี พี่อาบน้ำนานไปแล้วนะครับ” ชายที่ดูอ่อนวัยกว่าผู้ชายอีกคนทักขึ้น เมื่อเห็นเจ้าของบ้านถูกพาเข้ามาในบริเวณห้องกินข้าว ส่วนอีกคนที่นั่งอยู่ข้างกันก็ส่งยิ้มมาให้กวีก่อนจะปรายตามายิ้มบาง ๆ ให้ใออัยอีกคน

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ร้อยกรอง แล้วทำไมมาพร้อมกันได้ครับพี่ภาส”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น