งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 12:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 2
แบบอักษร

 

 

คุณกวีกับหนูอัย 

 

“เธอเป็นใคร” คนตัวเล็กสะดุ้งพลางหมุนตัวกลับไปตามเสียงเรียก สิ่งที่เห็นคือผู้ชายผมสีดำสนิท คิ้วเข้มรับกับสีผม ดวงตาที่จ้องมาเรียวและคมกริบ จมูกเป็นสันเด่นชัด ริมฝีปากเป็นรูปกระจับไม่เล็กไม่ใหญ่จนหน้าเกลียด สีออกแดงอ่อน ๆ ตัดกับผิวสีขาวอย่างลงตัว ช่วงไหลกว้างบึกบึนนั่นดูดีตลอดจนต้นแขนที่ดูแข็งแรงนั่นก็ด้วย ถึงแม้จะนั่งอยู่บนรถเข็นแต่ยังดูออกเลยว่าเป็นช่วงขาที่ยาวมาก ถ้ายืนเต็มความสูงคงไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบหกเซนติเมตร รับรองได้เลยว่าถ้าเมื่อไหร่หายดีบันไดบ้านคงไม่ได้แห้ง เขาเองก็อยากมีรูปร่างสมบูรณ์เพียบพร้อมอย่างที่ชายหนุ่มทุกคนพึ่งจะมี แต่คงทำได้แค่ฝันเพราะคนที่ให้กำเนิดให้เขามาได้เพียงเท่านี้ ยังดีที่มีโอกาสได้เกิดมา ชายคนนี้คงเป็น ‘กวี บดินทร์อารักษ์’ หน้าตาดีสมกับที่เป็นลูกของคุณประพันธ์แต่ก็ไม่ได้เหมือนคนเป็นพ่อเสียทีเดียว ใออัยเองก็บอกไม่ได้ว่าเหมือนคนเป็นแม่ด้วยไหมเพราะเจ้าตัวยังไม่เคยพบหน้าคุณผู้หญิงของบ้านเลยสักครั้ง แม้แต่รูปสักใบก็ยังไม่มีให้เห็น ที่คุณน้าพามาก็หลังจากที่ท่านเสียไปได้ครึ่งปีแล้ว สงสัยใออัยจะเผลอพิจารณาคนที่นั่งอยู่นานไปเสียหน่อย คนที่เอ่ยถามในตอนแรกจึงได้ถามใหม่อีกครั้ง

“ฉันถามว่าเธอเป็นใคร” กวีเริ่มหงุดหงิดที่คนตัวเล็กเอาแต่ยืนมองหน้าแต่ไม่ยอมตอบคำถามสักที ก็จะให้ตอบได้ยังไงสมุดปากกาก็อยู่ในห้องไม่ได้ถือติดมือออกมาเหมือนทุกครั้ง ไม่คิดว่าจะได้พูดคุยกับใครในเวลาใกล้ค่ำแบบนี้ จะอ้าปากพูดเป็นคำให้อีกคนอ่านปากก็คงไม่ได้ อีกฝ่ายคงไม่เข้าใจเจตนาที่อยากสื่อออกไป อาจคิดเอาได้ว่าใออัยกำลังเล่นตลกกับตัวเองอยู่ ส่วนภาษามือยิ่งแล้วใหญ่เพราะเจ้าตัวไม่ถนัดเอาเสียเลยและกวีเองก็ไม่น่าจะเข้าใจ ครั้นจะให้ส่งเสียงตอบกลับก็ลืมไปหรือเปล่าว่าใออัยนั้นเป็นใบ้ จะเดินเข้าไปใกล้เพื่อหาตัวช่วยมาอธิบายก็ไม่กล้า ดูสายตาของคุณเขาสิมันดุอย่างกับอะไรดี

“มองหาอะไรของเธอ ฉันถามทำไมไม่ตอบไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือยังไงหรือว่าเป็นขโมย” เจ้าตัวส่ายหน้าจนทรงผมที่ซอยละต้นคอนั้นสะบัด ส่วนมือไม้ก็โบกปัดปฏิเสธ คนตรงหน้ากวีไม่ได้ดูเหมือนโจรหรืออะไร เพียงแต่ถามเย้าแหย่นึกอยากแกล้งอีกฝ่ายขึ้นมาก็เท่านั้น ดูสิปากมีแต่ไม่ยอมพูดกวนโมโหเขาอยู่หรือไง

“นี่เธอ”

“คุณวีคะ คุณวีมาทำอะไรตรงนี้คะ อ้าวหนูอัย” ขณะที่ใออัยกำลังมองหาตัวช่วย ตัวช่วยก็เข้ามา เจ้าตัวถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“หนูอัย” กวีเลิกคิ้วพลางทวนชื่อที่ป้าอิ๋วเรียกอีกครั้ง ก่อนจะหันมามองเจ้าของชื่ออย่างพิจารณา แต่ใออัยกลับรู้สึกแปลก ๆ กับคำเรียกขานที่กวีเรียก มันไม่เหมือนตอนที่ยายนิ่มหรือป้าอิ๋วเรียกสักนิด “เธอเป็นใครเหรอครับ” ประโยคตั้งแต่แรกเริ่มสนทนาถูกถามเป็นครั้งที่สาม และครั้งนี้กวีคิดว่าคงจะได้ทำตอบเสียที

“เธอเป็นหลานของคุณอรอินทร์ค่ะ หนูอัยนี่คุณกวีลูกชายคุณประพันธ์เจ้าของบ้านหลังนี้ค่ะ” คนสูงวัยไม่ได้แปลกใจในสรรพนามที่กวีใช้ เพราะตัวแกเองก็ใช้คำว่าเธอแทนทั้งตัวกวีและใออัยเหมือนกัน คนตัวเล็กรีบยกมือไหว้คนที่นั่งอยู่ ดูจากลักษณะแล้วกวีคงอายุมากกว่าตัวเองหลายปี

“หวังว่าหลานสาวคงจะไม่ทำตัวเหมือนคนเป็นน้าหรอกนะ เพราะที่นี่ไม่ต้อนรับผู้หญิงประเภทนั้น” กวีมองคนตัวเล็กนิ่ง ๆ พร้อมกับเอ่ยประโยคทิ่มแทงใจคนฟังออกมาได้หน้าตาเฉย อีกไม่นานก็จะถึงวันเปิดพินัยกรรมแล้ว มิน่าถึงได้รีบหาพวกมาเพิ่มเพราะถ้าไม่รีบลงมือตอนนี้ อาจจะมีคนจับพิรุธแผนการเลว ๆ นั่นได้ คงคิดว่าเขาพิการอยู่แต่ในบ้านไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแต่ก็ดี ฝ่ายนี้เองก็จะเล่นตามน้ำด้วยแล้วกัน

“คือคุณวีคะ ป้าว่าคุณวีน่าจะเข้าใจอะไรผิดนะคะ”

“เรื่องอะไรครับ” ป้าอิ๋วแกขำ แล้วที่บอกว่าเข้าใจผิดนี่คือเรื่องอะไรเพราะเมื่อครู่เขาแค่คิดในใจไม่ได้พูดออกมา

“เรื่องหนูอัย เธอเป็นผู้ชายค่ะไม่ใช่ผู้หญิง”

“ป้าพูดจริงหรือครับ” กวีหันไปมองหน้าคนพูดก่อนจะสลับมาจ้องมองอีกคนอย่างไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองนัก แม้ไม่อยากจะยอมรับแต่คนตรงหน้าก็ถือว่าเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่ง เส้นผมสีเปลือกไม้ คิ้วเรียวเล็ก ดวงตากลมโตแต่เจือไปด้วยความเศร้าสีน้ำตาลอ่อน จมูกรั้นโด่งพองาม แก้มอูมป่องน่ารักรับกับปากอวบย้อยสีชมพูอ่อน ขนาดตัวเล็กบาง แขนขาหรือนั่ นก็เรียว ส่วนสูงก็คงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร กวีเป็นคนขาวแต่ก็ไม่ขาวจนเกือบซีดเหมือนอีกฝ่าย เกิดเป็นผู้ชายประสาอะไรบอบบางอ้อนแอ้นได้ขนาดนี้ ให้ตายเถอะไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี้คือมนุษย์เพศชาย

“จริงค่ะ หนูอัยหรือใออัยเธอเป็นผู้ชาย อายุน่าจะน้อยกว่าคุณวีสักสี่ห้าปีนี่แหละค่ะ” ถึงจะชินแต่เมื่อโดนย้ำอีกครั้งก็อดรู้สึกอายไม่ได้ ใออัยโดนล้อเรื่องหน้าตาตั้งแต่เด็กและไม่เคยคิดว่ามันเป็นปมด้อย เพราะมันคือสิ่งเดียวนอกจากหยดเลือดที่พอจะช่วยยืนยันถึงสายสัมพันธ์กับเธอคนนั้น แต่หน้าตาหลอหล่าของกวีนี่สิช่างตลกเสียจริงสุดท้ายก็กลั้นไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมาจนได้ ถึงจะหัวเราะแต่มันก็ไม่ได้มีเสียงเป็นเพียงแค่ท่าทางที่แสดงออกมา แต่คนที่มองอยู่ก่อนแล้วกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเยาะเย้ย

“หัวเราะอะไร ไม่มีมารยาท เป็นเด็กเป็นเล็กผู้ใหญ่ถามไม่รู้จักตอบ” กวีทำหน้าดุว่าคนตรงหน้าแบบพาล ๆ

ใออัยใส่ฮู้ดสีแดงตัวใหญ่ซึ่งก็ช่วยพรางช่วงอกเป็นอย่างดี กางเกงขาสั้นสูงเลยเข่าไปหน่อยแต่เรียวขากลับไม่มีขนให้เห็นเลยสักเส้น แล้วเขาผิดตรงไหนที่มองอีกฝ่ายเป็นอีกเพศ ถ้าใครที่ไม่เคยรู้จักแล้วเกิดมาเจอคนตัวบางตอนนี้ก็คงคิดแบบกวีกันทั้งนั้น ชายหนุ่มนึกหาเหตุผลมาแย้งเพื่อให้ตัวเองหายอับอาย

“เอ่อ คืออย่างนี้นะคะคุณวี หนูอัยเธอพูดไม่ได้ค่ะ” ป้าอิ๋วแจงสาเหตุอีกครั้งทำให้คนฟังตกใจยิ่งขึ้นไปอีก

“อะไรนะ พูดไม่ได้หมายถึงเป็นใบ้อย่างนั้นเหรอครับ ทำไมไม่บอกปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวอยู่ได้” ตอนแรกก็ถามป้าอิ๋ว แล้วทำไมวกกลับมาพูดจาหาเรื่องกันเสียได้ ใออัยอ้าปากเหวอมองคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยความงุนงง ที่อยู่ ๆ ก็โดนว่า

เหตุการณ์เมื่อหัวค่ำจบลงด้วยดี กวีบอกให้ใออัยมาทานข้าวด้วยกันเพราะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว พอบอกปัดก็โดนดุจะปฏิเสธก็โดนบังคับ แถมบอกอีกว่าถ้ารอกินพร้อมคุณน้าเขาคงได้หิ้วท้องรอจนเช้าของอีกวัน สุดท้ายก็ต้องมานั่งให้อีกฝ่ายนั่งจ้องอยู่แบบนี้ พอเริ่มทนไม่ไหวจึงถามออกไปโดยการเขียนลงบนสมุดพกที่ปลีกตัวไปหยิบจากในห้องมา ตอนที่ใออัยกลับมากวีได้ย้ายที่นั่งจากรถเข็นมาบนเก้าอี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขายกสมุดหน้าที่มีตัวหนังสือหันไปหาคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ข้อความที่เขียนก็คือ

“มีอะไรติดอยู่บนหน้าผมหรือเปล่าครับ”

“เปล่า แค่คิดว่านายกับน้าของนายหน้าตาคล้ายกันดี ก็แค่นั้น”

“เพราะเป็นน้าหลาน” กระดาษหน้าเดิมถูกยกอีกรอบ ดูสิหรี่ตามองอะไรนักหนา ไอ้การลากเสียงยาว ๆ นั่นก็ด้วย อยากพูดอะไรทำไมไม่พูดออกมา

“นั่นสินะ” พูดทิ้งไว้แค่นั้นก่อนก้มหน้าไปทานอาหารต่อ แล้วยังมาพยักพเยิดให้เขากินตามอีกด้วย หวังว่าตัวเองจะรับมือชายคนนี้ไหวนะ คนตัวเล็กได้แต่รำพึงในใจอย่างคนปลงตก

 

 

 

 

 

เที่ยงคืนกว่าแล้วแต่อรอินทร์ก็ยังไม่กลับ พี่นิดบอกว่าคุณน้าชอบเที่ยวจนดึกดื่นและกลับมาตอนเช้าแต่บางวันก็ไม่กลับมา เขารู้สึกเป็นห่วงแต่ถึงรอต่อไปก็คงไม่กลับมาในวันนี้เป็นแน่ ใออัยตัดสินใจเดินกลับห้องนอนซึ่งอยู่ถัดไปจากห้องของกวีที่ย้ายลงมาจากชั้นบนเพื่อความสะดวก จะให้ยกขึ้นยกลงทุกครั้งเห็นทีจะไม่ไหว คนในบ้านก็มีแต่ผู้หญิงและคนแก่ หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จธุระเรื่องคุณกวี ป้าอิ๋วและพี่นิดเป็นคนจัดการทั้งหมด จะมียืมแรงใออัยนิดหน่อยก็ตอนที่พยุงขึ้นลงรถเข็นเท่านั้น ออกจะทุลักทุเลไปบ้างเพราะคนป่วยตัวใหญ่กว่าเขามาก แม้แต่รูปร่างก็ดูเล็กบางลงไปอีกเมื่อกวีเอาแขนพาดผ่านประคองตัวเพื่อยืนรอรถเข็น ที่ป้าอิ๋วเป็นคนเข็นมาซ้อนหลังแทนเก้าอี้ที่นั่งกินข้าวก่อนหน้านั้น อายุของใออัยนั้นยี่สิบสามปีแล้วต่อให้รีบโตแค่ไหนก็คงตามไม่ทันซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลยกับการที่เป็นผู้ชายเหมือน ๆ กัน เพื่อนในเกาะก็มีตัวเล็กตัวใหญ่บ้างส่วนผอมบางแบบเขาแทบไม่ค่อยมี ตากับยายเคยพาไปหาหมอว่าเป็นเพราะอะไรใออัยถึงได้ตัวเล็กกว่ามาตรฐานขนาดนี้ จะว่าขาดสารอาหารก็ไม่น่าใช่ ด้วยกลัวว่าหลานรักจะเป็นโรคร้ายเลยต้องตรวจหาสาเหตุกันเสียยกใหญ่ และคำตอบที่ได้รับมันยิ่งทำให้เขาได้รู้ว่าตัวเองมันประหลาดกว่าคนอื่นมากเพียงใด กว่าจะทำใจยอมรับได้ก็นานอยู่เหมือนกัน

ในขณะที่ประตูห้องของใออัยกำลังจะปิดลงแต่ประตูห้องข้าง ๆ กลับเปิดขึ้น แม้จะเป็นแค่การแง้มเปิดให้เกิดช่องเล็ก ๆ แต่ก็พอรู้ว่าเป็นใครที่ยืนอยู่หลังประตูบานใหญ่ เจ้าตัวคงไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองนั้นตกเป็นเป้าสายตาของใครอีกคนอยู่ตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

“ไปตายที่ไหนกันหมด”

“ค่ะ ๆ มาแล้วค่ะ เสียงดังอะไรกันอีกคะคุณอร” แสนจะเบื่อกับผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน กลับบ้านมาก็เอาแต่ส่งเสียงแหลม ๆ เรียกจิกหัวใช้คนอื่นไปทั่ว เจ้าของบ้านหรือก็ไม่เป็นก็แค่คนมาอาศัย อนาถใจแท้ แต่งตัวแต่ละวันแกเห็นแล้วไม่อยากจะพูด สงสารก็แต่หนูอัยที่จะต้องมาเห็นคนเป็นน้าในสภาพอย่างนี้

“ใออัยมันมาถึงหรือยัง” ถ้าไม่ใช่เพราะต้องมาจัดการธุระของมัน เธอคงไม่กลับมาเสียหรอกแทนที่จะได้นอนเต็มอิ่มคิดแล้วยิ่งอารมณ์เสีย ดูเหมือนหล่อนจะลืมไปว่าตัวเองนั้นแหละที่เป็นคนสั่งให้ผู้เป็นหลานมาหา

“มาถึงแล้วค่ะ ตั้งแต่เมื่อ”

“ตอบแค่นั้นก็พอ ไม่ต้องสาระแนมาตอบเรื่องอื่นที่ไม่อยากรู้”

“ค่ะ” อะไรของแม่คนนี้ นั่นมันหลานตัวเองแท้ ๆ ไม่คิดจะฟังเรื่องราวเป็นยังไงมายังไงบ้างเชียวหรือ ครั้งก่อนที่หนูอัยมาก็เช่นกัน ต่อหน้าคุณประพันธ์ช่างเป็นน้าสาวผู้แสนดี พอลับหลังอย่างกับนางมารไม่แม้แต่จะเหลียวแลผู้เป็นหลานสักนิด ว่ากินอยู่ในบ้านหลังนี้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณท่านสั่งไว้และตัวแกที่คอยสังเกตอยู่ตลอด หนูอัยของแกคงได้อดข้าวอดน้ำตายก่อนที่หล่อนจะรู้ตัวว่าลืมหลานทิ้งไว้เสียอีก ปล่อยปะละเลยไม่คิดใส่ใจดูแล ยิ่งมารู้ที่หลังว่าหนูอัยเธอพูดไม่ได้ยิ่งน่าสงสาร กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เกิด อาศัยอยู่กับตายายอีกสองคน อาชีพหาเช้ากินค่ำ ดีหน่อยที่ยังมีโอกาสได้เรียนจนจบมัธยมปลาย ถ้าถามว่าทำไมแกถึงรู้เรื่องพวกนี้เยอะนักก็เพราะได้คุยกับใออัยบ่อย ๆ จนแกรักอีกคนเป็นลูกเป็นหลานไปแล้วนั่นเอง

“ไปตามมันมาฉันจะรออยู่ในห้อง เร็ว ๆ ด้วย น่ารำคาญจริง ๆ เลย” อรอินทร์พูดก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นบน ดูเอาเถอะหลานมาแทนที่จะถามอะไรบ้างแต่นี้เปล่าเลย พูดเสร็จก็สะบัดตูดหนีสมควรแล้วที่ไม่มีลูกในไส้ เพราะถ้ามีเด็กคนนั้นคงจะน่าสงสารไม่ต่างจากหนูอัยเป็นแน่

แรงสะกิดจากด้านหลังทำให้ป้าอิ๋วหันกลับไปดูก็พบคนในคำสั่งเมื่อครู่ หนูอัยเธอยิ้มน้อย ๆ ดูน่ารัก ตอนแรกที่เจอแกก็คิดแบบเดียวอย่างที่กวีคิด ยิ่งเป็นเด็กเรียบร้อยยิ่งดูออกยากว่าเป็นผู้ชาย น่าเสียดายถ้าเป็นผู้หญิงแกคงสนับสนุนให้เจ้านายหนุ่มจีบไปแล้ว แต่สมัยนี้เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มันเปิดกว้าง ใครจะไปรู้อนาคต ถึงจะเป็นหลานของอรอินทร์แต่แกรู้ดีว่าหนูอัยเธอนิสัยดีแค่ไหน

“หนูอัย ป้ากำลังจะไปตามพอดี คุณอร” ใออัยส่ายหน้าเหมือนจะบอกว่าไม่ต้องพูดเขาได้ยินคำสั่งนั่นแล้ว เจ้าตัวโค้งศีรษะขอบคุณก่อนจะเดินขึ้นชั้นสองของบ้านไป

วันนี้ใออัยก็ยังตื่นเร็วตามปกติเลยออกมาเดินเล่นรับอากาศเย็น ๆ เสียหน่อย ตอนเช้าตรู่บรรยากาศรอบ ๆ แปลงดอกไม้กำลังสดชื่น ทั้งกลิ่นหอมของดอกไม้หรือแม้แต่กลิ่นของดิน และรวมไปถึงสัมผัสเย็น ๆ จากน้ำค้างที่ยังหลงเหลือจากเมื่อคืน ยิ่งทำให้รู้สึกสบาย สักพักก็ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจอดในรั้วบ้าน เลยกะว่าจะเดินเข้ามาดูเผื่อเป็นคนที่รออยู่ และใช่อรอินทร์พึ่งกลับมาแต่ดูเธอหงุดหงิดเหมือนอารมณ์ไม่ดี คนตัวเล็กยืนทำใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะยกมือเคาะประตูห้อง

“เข้ามา” คนเอ่ยปากอนุญาตอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ เธอกำลังใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเครื่องสำอางเช็ดตามใบหน้าเบา ๆ คุณน้าเธอยังสวยเหมือนเดิม เพราะรูปร่างเล็กเลยดูแก่ช้ากว่าคนในวัยเดียวกัน อยากเข้าไปกอดให้สมกับที่คิดถึงแต่กลับทำไม่ได้

“เป็นยังไงบ้าง เห็นไอ้กวีหรือยัง” คนฟังเกือบจะยิ้มให้กับประโยคแรกแต่ก็ต้องหุบลงเพราะประโยคถัดมา หลงคิดไปว่าคนเป็นน้าจะถามไถ่ตัวเอง เขาหวังอะไรที่ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่เหรอ ใออัยพยักหน้าเป็นคำตอบไปให้คนถาม ที่มองผ่านเงาสะท้อนบนกระจกโต๊ะเครื่องแป้งมายังเขา

“นั่นแหละ ฉันอยากให้แกไปดูแลมัน” หลานชายทำหน้าทำบากใจ อยากจะแย้งในคำสั่งแต่ใออัยกลับไม่กล้าพูดออกมา “ดูแลมันแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น แกอย่าโง่ ฉันไม่ได้อยากให้มันหาย” คิ้วเรียวขมวดเล็ก ๆ ถ้าไม่อยากให้หายแล้วหาคนมาดูแลทำไมกันหรือคุณน้าคิดจะทำอะไรอีกแล้ว “ออกไปได้แล้วฉันจะอาบน้ำ ฉันเหนื่อยจะนอน” เขาท่องในใจเสมอว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์น้อยใจ ยิ่งแสดงออกถึงความคิดถึงเท่าไหร่คนที่เจ็บก็คือตัวเขาเอง อย่างน้อย ๆ ใออัยแค่อยากให้อรอินทร์ถามถึงตาอุ่นกับยายนิ่มบ้างแต่ก็ไม่ถาม ไม่ว่าจะเจอหน้ากันเมื่อไหร่หรือนานแค่ไหน เมื่อกลับมาเจอกันตัวตนของเขาก็ยังเป็นสิ่งที่น่ารำคาญในสายตาของเธอเสมอ เขาเป็นคนทำร้ายและแย่งทุกอย่างไปจากชีวิตเธอ นั่นคือคำพูดที่ใออัยไม่มีวันลืม

ทำไมถึงต้องดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วม หรืออรอินทร์จะรู้ว่าเขารู้ความลับนั่นแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะไม่มีทางที่เธอจะปล่อยเลยผ่านโดยไม่ถามอะไรเลยแบบนี้ ใออัยเคยคิดจะห้ามแต่คำพูดของเขามันไม่มีค่าพอที่เธอจะหยุดฟัง แม้มันจะเป็นความหวังดีก็ตาม สำหรับเธอแล้วใออัยคงไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แต่สำหรับเขา เธอเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต

“คุณหนูอัยไปทานข้าวกันค่ะ คุณวีกำลังรออยู่” พอเท้าแตะบันไดขั้นสุดท้ายพี่นิดก็เดินเข้ามาเรียกพอดี อดจะแปลกใจกับประโยคเมื่อครู่ไม่ได้ กวีนะหรือรอเขาอยู่แล้วรอทำไม ใออัยไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้เลยจริง ๆ เขาดูออกว่ากวีไม่ชอบคุณน้า อาจเข้าขั้นเกลียดเลยด้วยซ้ำ จะว่าคุยกันถูกคอจนต้องชวนไปกินข้าวด้วยกันอีกรอบก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ในเมื่อเราสองคนแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ที่เมื่อวานอนุญาตให้ร่วมโต๊ะด้วยอาจเพราะสงสาร ที่ใออัยมาตั้งไกลแต่คนเป็นน้ากลับไม่อยู่รอ กวีคงกลัวว่าเขาจะมาอดตายในบ้านอะไรทำนองนั้นมากว่า อีกอย่างใครเขาจะอยากไปนั่งให้คนอื่นนั่งจ้องจับผิดอีก แต่ยังไม่ทันจะได้ส่ายหน้าปฏิเสธพี่นิดก็ดึงแขนแล้วเดินลิ่วไปทางห้องทานอาหารเสียแล้ว

“ไปเถอะค่ะ คุณวีคงอยากหาเพื่อนทานข้าว” หมายถึงเขาอย่างนั้นหรือ ชายคนนี้ท่าจะเพี้ยนผีเข้าผีออก ไม่ก็เป็นคนประเภทปากร้ายแต่ใจดีสินะ พอมาถึงก็เห็นคนที่ว่านั่งอยู่ตรงเก้าอี้หัวโต๊ะที่เดิมเหมือนเมื่อวาน หน้าบึ้งเชียว ท่าทางจะโมโหหิวถึงได้ส่งสายตาขวาง ๆ นั่นมาทางเขา คงคิดว่าใออัยจะกลัวแต่บอกเลยว่าไม่ เห็นใออัยพูดไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สู้คน

“แล้วจะยืนเซ่ออยู่ตรงนั้นอีกนานไหม หรือจะให้ฉันหิ้วท้องรอนายจนไส้ขาดตายไปก่อน” ใครเขาห้ามถ้าจะทานก่อนก็คงไม่มีใครว่า ใออัยนั่งลงข้าง ๆ ได้ไม่นานคนปากเสียก็เริ่มหาเรื่องแต่ไม่จริงจังนัก “กินให้มันเยอะ ๆ หน่อยตัวนายแทบจะปลิวไปกับลมอยู่แล้ว เดี๋ยวใครเขาจะมองผิดคิดว่าเป็นผู้หญิงอีก”

“ผมเป็นผู้ชาย” ขยับปากเน้นชัดเพื่อเถียงทันควันเรื่องอะไรมาว่าเขาเหมือนผู้หญิงอีกแล้ว น่าโมโหเหมือนกันนะที่โดนย้ำแบบนี้บ่อย ๆ เข้า

“ใครเขาจะรู้กับนาย ถ้ายังตัวกะเปียกเท่านี้คงได้มีคนฉุดไปทำเมียเข้าสักวัน” ใออัยทำหน้าหงิกงอกับคำที่กวีพูด ใครเขาจะมาคิดอกุศลแบบนั้นกัน “แล้วก็ไม่ต้องมาทำหน้างอคอหักใส่ ฉันไม่ใช่น้าของนายที่ต้องโอ๋เด็กเวลาไม่ได้อะไรดั่งใจ” มันจะเป็นแบบนั้นไปยังไงคนอย่างอรอินทร์ไม่มีทางมาสนใจหลานไร้ค่าอย่างเขาหรอก ไม่รู้ว่าเขาเผลอทำสีหน้าแบบไหนออกไปเพราะอยู่ ๆ คนที่พึ่งพูดจาประชดกันกลับตักกับข้าวมาวางบนจานให้ “กิน ๆ เข้าไปซะ” ใออัยเงยหน้ามองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทั้งอึ้งและแปลกใจ นอกจากตายายแล้วน้อยคนนักที่จะทำแบบนี้กับใออัย คนตัวเล็กขยับปากขอบคุณ ก่อนที่คนทั้งคู่จะก้มหน้าทานอาหารกันไปเงียบ ๆ

และดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่ใออัยที่แปลกใจ เพราะป้าอิ๋วและเหล่าสาวใช้ในบ้านต่างพากันตื่นตะลึงกับภาพที่เห็น ฝนจะตกหรือน้ำจะท่วมกันหนอ ใช่คุณกวีที่โมโหร้ายใส่ผู้ดูแลคนแล้วคนเล่าคนนั้นจริงหรือ สาวใช้คนใหม่ ๆ คงจะมองเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่สำหรับป้าอิ๋ว แกกลับสัมผัสลางอะไรสักอย่างได้ หวังว่าสิ่งที่แกแอบคิดอยู่คงจะมีทางเป็นไปได้อยู่ไม่มากก็น้อย คนสูงวัยในกลุ่มสาว ๆ ได้แต่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ในใจ

หลังทานข้าวเช้ากันเสร็จ ใออัยที่ไม่รู้จะทำอะไรเลยเลือกนั่งเล่นแถว ๆ แปลงดอกไม้ ก็โดนคนเป็นน้าเรียกไปพบอีกครั้ง เขาเห็นเธอเดินลงมาข้างล่างเหมือนจะรีบออกไปข้างนอกอีกรอบทั้งที่พึ่งกลับเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้น อรอินทร์ก็ยังสละเวลามาแนะนำให้ใออัยรู้จักกับกวีอย่างเป็นทางการ ส่วนเจ้าของบ้านก็เอาแต่มองเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอยู่แบบนี้ตั้งหลายรอบ

“คุณกวีนี่น้องใออัยเป็นหลานของน้าเอง คนนี้แหละที่จะให้มาดูแลคุณกวีแทนคนเก่า”

“จะทำได้เหรอครับ การดูแลผมมันไม่ง่ายนักหรอกนะ อีกอย่างเขาก็เป็นผู้ชาย” คุณน้าทำเสียงอ่อนเสียงหวานอธิบายให้คนที่นั่งอยู่ฟัง ดูก็รู้ว่ากวีไม่ได้สนใจในคำที่อรอินทร์จะพูดต่อเลย แต่หันมาพูดข่มขู่ใออัยที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ แทน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเป็นชายหรือหญิง

“โอ๊ย คุณกวีไม่ต้องห่วงใออัยหรอกค่ะ เด็กคนนี้หนักเอาเบาสู้ ให้ทำอะไรก็ทำไม่สร้างความรำคาญให้เหมือนแม่พวกนั้นแน่นอน ที่ครั้งนี้น้าเลือกผู้ชายมาก็เพราะน่าจะช่วยเหลือคุณกวีได้มากกว่ายังไงล่ะคะ” อรอินทร์รีบยกสรรพคุณของหลานชายออกมาเยินยอ สรรหาคำพูดมาชักจูง เพื่อให้เจ้าของบ้านยอมรับให้ใออัยเป็นผู้ดูแล เพราะถ้ากวีเกิดปฏิเสธขึ้นมาเธอจะแย่เอา สำหรับครั้งนี้เธอจะไม่ยอมพลาด ที่ผ่านมาไอ้บทหมาหยอกไก่แบบนั้นมันแค่รอเวลา

“ผมเคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอครับว่าไม่อยากได้ผู้ชาย ส่วนเรื่องแรงผมว่าหลานชายคุณน้าก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงสักเท่าไหร่”

“น้าไม่ได้ลืม แต่อยากลองเปลี่ยนดูเพราะอยากได้คนที่ทนอารมณ์คุณกวีได้ คุณกวีน่าจะลองให้โอกาสใออัยสักครั้งนะคะ” เมื่ออรอินทร์มีโอกาสก็ไม่วายจะแขวะชายหนุ่มทางอ้อม ที่เธอไม่หาคนดูแลเป็นผู้ชายมาให้ก็เพราะกวีไม่อยากให้ผู้ชายมาแตะตัว ถึงอย่างนั้นพวกผู้หญิงที่เข้ามาดูแลก็ใช่จะได้แตะตัวชายหนุ่ม

“คุณน้าเคยพูดไว้ว่าคนที่รู้เฉพาะทาง มันดีและเหมาะกว่าไม่ใช่เหรอครับ” กวีพูดพาซื่อถามกลับ ที่จริงเขาไม่ได้เกี่ยงหรอกว่าเพศไหนจะมาดูแล เพียงแต่ผู้หญิงมักทนไม่ไหวและไล่ออกได้ง่ายกว่าก็เท่านั้น

“ก็แหม ตอนนั้นมันปุบปับ ทางเราก็เปลี่ยนคนมาหลายครั้งแล้วเลยไม่ค่อยอยากมากัน น้ากลัวว่าถ้าเราเอาแต่รอแล้วใครจะดูแลคุณกวีน่ะสิคะ เลยต้องหาคนมาดูแลเฉพาะหน้าไปก่อน ไม่ดีเหรอคะ”

“ก็ดีครับ ผมก็แค่กลัวว่าคนของคุณน้าจะทนมือทนแรงของผมไม่ไหว แล้วหนีกลับไปซะก่อน” กวีขู่แต่คนตัวเล็กกลับไม่รู้สึกกลัว ในเมื่ออีกฝ่ายเดินไม่ได้แล้วจะมีปัญญามาทำอะไรเขา ถึงใออัยจะเป็นใบ้แต่ยังไงก็เคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า เจ้าตัวแอบคิดในใจพลางเชิดหน้านิ่ง ๆ ขึ้นท้าทาย

“ไม่มีทางค่ะ น้ารับรอง ใออัยไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด” ประโยคหลังผู้เป็นน้าหันมาพูดเหมือนมั่นใจในตัวเขาแต่เปล่าเลย นั่นมันคือคำขู่บังคับ และแน่นอนว่าเธอมีวิธีที่ทำให้ใออัยเจ็บปวดโดยที่ไม่ต้องลงมืออะไรเลย ถึงอรอินทร์จะใจร้ายแค่ไหนแต่เพราะคำว่ารัก มันถึงทำให้เขาไม่เคยโกรธเธอลงเลยสักครั้ง

“อย่างนั้นก็ได้ครับ ถือว่าผมเตือนแล้ว ยิ่งตัวแห้ง ๆ แรงน้อย ๆ แบบนี้ ยิ่งพังง่าย” ปกติใออัยเป็นคนไม่ชอบเอาชนะหรืออะไร แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกไม่อยากแพ้ให้กับกวี เขาจะทำให้เห็นเองว่าคนตัวเล็ก ๆ แบบเขาก็สามารถดูแลผู้ชายตัวโต ๆ แบบกวีได้

“ถ้าอย่างนั้นผมก็ตกลง และคนนี้คือคนสุดท้ายที่จะเข้ามาดูแลผม”

“ค่ะ ใออัยคือคนสุดท้าย” อรอินทร์ลอบยิ้มอย่างหมายมาด ไอ้กวีมันพูดถูกที่ใออัยจะเป็นคนสุดท้าย ไม่ใช่แค่การดูแลแต่รวมไปถึงชีวิตของมันด้วย

เด็กหนุ่มนึกอยากถอนหายใจสักร้อยครั้ง สองคนนั้นต่างก็ตีสองหน้าใส่กันตลอดการสนทนา คุณน้าก็ไม่ได้ดูหวังดีอะไรกับกวี ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่เห็นอรอินทร์อยู่ในสายตาสักนิด ต่างฝ่ายต่างก็เล่นละครเหมือนญาติดีต่อกัน ใออัยพึ่งรู้ว่าคุณประพันธ์เสียชีวิตหลังจากที่เขากลับไปได้เพียงแค่หนึ่งเดือน สาเหตุมาจากรถยนต์ชนกับเสาไฟฟ้าสภาพรถยับเยินไปทั้งคัน ในอุบัติเหตุครั้งนั้นมีกวีที่ไปเรียนต่อในต่างประเทศนานถึงเจ็ดปีและพึ่งกลับมานั่งอยู่ในรถด้วย ทำให้คุณเขากลายเป็นเจ้าชายนิทรานานถึงครึ่งปี ก่อนจะฟื้นแล้วต้องทำกายภาพบำบัดมาตลอดสองปีหลัง ไม่รู้ทำไมถึงทิ้งช่วงรักษาไปนานถึงหกเดือนป้าอิ๋วเองก็ไม่ได้เล่าต่อ ที่ผ่านมากวีได้ไล่ผู้ดูแลออกกันเป็นว่าเล่น ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นคนที่คุณน้าหามาให้ คนอื่น ๆ คงไม่ติดใจสงสัยอะไร แต่เขาที่เคยรู้เรื่องราวบางอย่างมาก่อนกลับคิดว่าน่าจะมีอะไรที่มากกว่านั้น ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย

 

 

 

 

 

 

 

“ป้าอิ๋ว ป้าคิดยังไงเกี่ยวกับคุณหนูอัย” ปากถามแต่มือก็ตักกับข้าวใส่จานเตรียมอาหารมื้อเที่ยงให้เจ้านายไปด้วย

“ไม่เห็นมีอะไรต้องคิด หล่อนจะให้ฉันคิดอะไร” ดีเสียอีกที่คนทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน เรื่องที่แกลุ้นอยู่อาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้

“แต่คุณหนูอัยเป็นหลานของคุณอรอินทร์นะป้า”

“นางนิด หลานก็ส่วนหลาน น้ากับหลานมันคนละคนกัน”

“ก็คุณอร” นิดพูดยังไม่ทันจบ ใออัยก็เคาะบานประตูห้องครัวที่เปิดอยู่เสียก่อน ไม่ได้อยากเสียมารยาทขัดการสนทนาของสองสาวต่างวัย แม้เรื่องที่คุยกันอยู่มันจะเป็นเรื่องของเขาแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขยับปากบอกขอโทษ

“ขอโทษครับ”

“หนูอัย ป้าตกใจหมดเลย” ป้าอิ๋วยกมือทาบอกผ่อนลมหายใจออกมายาว ๆ นิดเองก็ไม่ต่างกันที่ตกใจจนเกือบทำจานกับข้าวหลุดมือ ไม่คิดว่าเจ้าของเรื่องจะเข้ามากะทันหันแบบนี้

“มีอะไรเหรอหนูอัย เข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง” เขาคงส่งเสียงไม่ได้แน่ ๆ ว่าไหม สุดท้ายเลยได้แต่เกาหัวแก้เก้อ ก่อนจะยื่นกระดาษที่เขียนอย่างเป็นระเบียบให้ป้าแกไป

“คุณวีจะนั่งทานข้าวเที่ยงที่โต๊ะตรงประตูด้านทิศตะวันนออก” ป้าอิ๋วอ่านทวนประโยคในกระดาษอีกครั้ง ใออัยจึงพยักหน้ารับ “โอเคจ้ะ เดี๋ยวป้าจะยกออกไปให้นะ” ยิ้มให้คนพูดแล้วเดินออกมา คงแปลกใจที่เขาเป็นคนมาบอกคำสั่งเมื่อครู่ นั่นก็เพราะกวีบอกให้ใออัยเริ่มงานได้เลย ส่วนคุณน้านอกจากจะไม่ว่าอะไรแล้วยังแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า แค่คนป่วยให้เขาเข็นรถให้มันน่าดีใจขนาดนั้นเชียวหรือ และก่อนที่เธอจะออกไปก็ไม่วายกำชับเรื่องการดูแลกวีให้เข้าใจว่าควรดูแลแค่ไหนพอ คุณน้าไม่ได้ปิดบังตัวตนต่อหน้าเขา เธอมักแสดงออกให้เห็นเสมอว่าไม่ได้สนใจใยดีอะไรคนบ้านนี้ หรือแม้แต่คุณประพันธ์สามีของอรอินทร์เองก็ด้วย

เวลาแค่สองสามชั่วโมงที่ผ่านบอกได้คำเดียวว่าเหนื่อย เหนื่อยกายนั้นไม่เท่าไรแต่เหนื่อยใจนี้สิ กวีเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด ใช้ให้ใออัยเข็นรถที่ตัวเองนั่งอยู่ไปทั่วบ้าน เมื่อไปถึงจุดที่ตัวเองอยากไปตั้งแต่แรกกลับเปลี่ยนใจไปอีกจุดแทนเสียดื้อ ๆ บอกเขาว่าอยากอ่านหนังสือก็เลยพาไปที่ห้องหนังสือ ไปถึงก็สั่งหยิบเล่มนั้นลงมาให้ที หยิบผิดเล่มไปเอามาใหม่ เล่มนี้อ่านแล้ว สุดท้ายหนังสือก็กองเต็มห้อง เห็นแบบนั้นแล้ววิญญาณรักความสะอาดก็เกิดเข้าสิงอย่างกะทันหัน บอกให้ใออัยลื้อหนังสือออกมาจัดใหม่ให้หมด ยังไงก็หยิบมากองไว้ข้างนอกเยอะแล้วถือว่าทำความสะอาดแล้วกัน เขาทำได้แค่ยืนข่มอารมณ์ที่เริ่มจะมีไม่ให้ปะทุเพิ่มยิ่งขึ้น ทั้งที่แม่บ้านพึ่งเข้ามาทำความสะอาดไปเมื่อเช้า หนังสือก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดีทุกชั้น แยกตามหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจน เห็นเขาทำตามอย่างว่าง่ายคนสั่งก็เอาแต่กระดิกนิ้วชี้ไปนั่นที ไปนี้ที ตรงนั้นไม่ใช่จัดผิดจัดใหม่มันไม่สวย เล่นเอาคนตามเก็บอย่างใออัยเหงื่อโชกไปทั้งตัว กว่าจะเก็บกวาดเสร็จก็เที่ยงพอดี แล้วนี่ยังอยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทานข้าวชมสวนอีก ช่างมีความสุขเหลือเกิน

“ไปแค่ห้องครัวทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนี้” พอมาถึงชายหนุ่มก็เริ่มหาเรื่องใออัยทันที น้ำเสียงก็ห้วนแบบนี้ตลอดทั้งที่พูดแบบปกติก็ได้

“ผมพึ่งไปเมื่อกี้เองนะ” ใออัยขยับปากบอกไปเพราะก่อนหน้านี้กวีถามว่าเขาสื่อสารกับคนอื่นยังไง เลยบอกบางทีก็ใช้ปากขยับเป็นคำพูดแต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเขียนเอา ซึ่งคนคนป่วยขี้แกล้งก็เลือกให้ใออัยสื่อสารกับคุณเขาในแบบแรก ถ้าจะให้เขียนก็คงไม่สะดวกที่หอบหิ้วเอาสมุดปากกาไปทุกที่

“แล้วไหนล่ะอาหารเที่ยง ฉันหิวแล้ว”

“อีกสักครู่ป้าอิ๋วจะยกมาให้ครับ” ตอนที่ใออัยเข้าไปดูอาหารก็น่าจะเสร็จหมดแล้ว แต่ไม่รู้ว่ากวีจะเดาปากออกไหมกับรูปประโยคที่พึ่งบอกไป

“อืม” แปลว่าเข้าใจสินะ รอไม่นานป้าอิ๋วกับพี่นิดก็ออกมาพร้อมกับอาหารสองสามอย่าง พอจัดโต๊ะเสร็จก็กะจะเดินไปยืนรออยู่ห่าง ๆ แต่คำพูดของคนที่นั่งอยู่กลับทำให้เขาหันขวับจนคอแทบเคล็ด

“มาป้อนฉันหน่อยสิ” ฟังผิดไปใช่ไหม แม้แต่ป้าอิ๋วกับพี่นิดยังหันมามองกันเป็นตาเดียว ใออัยยกมือชี้ตัวเองก่อนจะทำท่ากินข้าวแล้วชี้ไปยังคนที่นั่งอยู่ “ใช่ หรือว่าทำไม่ได้ ไหนน้าของนายบอกว่าทำได้ทุกอย่าง” เหมือนกวีรู้ว่านั่นคือจุดอ่อนของเขาเลยยกเรื่องคุณน้ามาพูด ไม่นึกว่าจะดูออกเพราะอรอินทร์ก็แสดงออกว่ารักใคร่ใออัยเสียขนาดนั้น “เข้าใจแล้วก็รีบมา ฉันจะทำงานส่วนนายก็กินพร้อมฉันไปนี่แหละ ป้าอิ๋วครับขอจานเพิ่มอีกหนึ่งชุดนะครับ” ประโยคหลังชายหนุ่มหันไปพูดกับป้าอิ๋วที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ไม่ไกล ไม่รู้ไปเอาแฟ้มเอกสารพวกนี้มาจากไหนกัน จำได้ว่าตอนที่ออกมาจากห้องหนังสือกวีก็ไม่ได้หยิบอะไรติดมือออกมาด้วยหรือมีคนไปเอามาให้

“ทำงาน” คนตัวเล็กขยับปากถามคล้ายสงสัย

“ไม่ทำแล้วจะเอาอะไรกิน หรือเห็นฉันพิการแล้วจะทำอะไรไม่เป็น ที่ใช้การไม่ได้มันก็แค่ขาแต่สมองฉันยังดี ข้องใจอะไรมิทราบ” ตกลงว่าเขาผิด ใออัยมองคนพูดอย่างเคือง ๆ ที่ถามก็แค่อยากรู้เพราะไม่ได้ออกไปไหนไม่ใช่หรือ “จะโอ้เอ้ไปถึงเมื่อไหร่ หูไม่ดีหรือไง” เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมผู้ดูแลคนอื่นถึงทนไม่ไหว คนตัวเล็กตัดสินใจนั่งลงที่เก้าอี้ข้างรถเข็น หยิบช้อนกับส้อมขึ้นมาพร้อมทำงานตามที่ถูกสั่ง ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อายเขาก็ไม่จำเป็นต้องอายเหมือนกันคิดเสียว่าดูแลคนแก่เอาบุญ

“ทานอะไรดีครับ” อ้าปากถามเป็นรูปคำช้า ๆ อีกครั้ง

“อะไรก็ได้ ตัก ๆ มาฉันกินได้หมด” ใออัยใช้ช้อนกลางตักกับข้าวหนึ่งอย่างมาวางบนจานข้าว ก่อนจะใช้ส้อมเกลี่ยอาหารไปไว้ที่ช้อนอย่างพอดีคำ แล้วยกขึ้นจ่อปากคนที่เอาแต่มองเขาไม่เห็นจะสนใจทำงานอย่างที่ปากบอก ยังดีที่กวียอมอ้าปากรับอาหารที่ป้อนอย่างไม่อิดออด แต่สายตาก็ยังคงมองสบกับใออัยเป็นระยะๆ แอบเก้อเขินอยู่หน่อย ๆ จนต้องเสมองไปทางอื่นก็เจอเข้ากับพี่นิดและป้าอิ๋วที่ยืนอยู่ แล้วสองคนนี้จะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันทำไม “ฉันกับนายเหมือนสามีภรรยากันเลย ว่าไหม” ประโยคที่กวีพูดเล่นเอาช้อนในมือใออัยเกือบร่วง ส่วนสองสาวต่างวัยก็หัวเราะคิกคักกันไม่เลิก ราวกับถูกใจในคำที่เจ้านายหนุ่มพูด “นายเองก็กินด้วยสิ” กวีเป็นอะไรไป เมื่อช่วงเช้ายังแกล้งกันอยู่เลยหรือว่านี้คือวิธีแกล้งแบบใหม่

“คือผมไม่”

“กินหรือจะให้ฉันป้อน” กวีไม่ปล่อยให้อีกคนได้ขยับปากบอก ใช้ช้อนตักอาหารจ่อปากใออัยทันที ในเมื่อลงมือแกล้งแล้วก็ต้องเอาให้ถึงที่สุด ชายหนุ่มยกยิ้มอยู่ในใจจนลืมถึงข้ออ้างที่ยกมาใช้ตั้งแต่แรก

“ไม่ทำงานแล้วเหรอครับ” คนตัวเล็กอ้าปากถามแต่ไม่ยอมรับอาหารเข้าปาก รู้สึกหน้าเห่อร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เลยหาทางเลี่ยง

“ทำ”

“แล้ว”

“พูดมาก รีบอ้าปากได้แล้วฉันเมื่อยมือ” ถ้าเมื่อยก็รีบ ๆ วางช้อนลงสักที เขาอายพี่นิดกับป้าอิ๋วจะตายแล้ว สองคนนั้นก็ยังยิ้มกันไม่เลิก กวีก็เอาแต่จ้องหน้าจนเขารู้สึกลำบากใจและเริ่มอายมากขึ้นเรื่อย ๆ

“คือ”

“ถ้าไม่กิน ฉันก็ไม่กินและไม่ทำงานด้วย ปล่อยให้บริษัทมันเจ้งไปเลยและนั่นถือเป็นความผิดของนาย” คนตัวเล็กอ้อปากเหวอที่อยู่ ๆ ก็ถูกโยนความผิดให้แต่นั่นเป็นโอกาสเหมาะที่กวีจะยัดอาหารเข้าปากอีกฝ่าย ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ใออัยจึงต้องก้มไปงับข้าวอีกหลายคำจากช้อนของกวี ที่ขยันตักมาป้อนเหลือเกิน “นายก็ป้อนฉันด้วยสิ” แล้วมีทางไหนที่เขาเลือกได้นอกจากทำตามใจคนชอบสั่ง

“อิ่มหรือยังครับ”

“ยัง ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่รู้สึกว่าวันนี้ฉันจะเจริญอาหารมากเป็นพิเศษ” ชายหนุ่มยกยิ้มชอบใจ และยิ่งถูกใจขึ้นไปอีกเมื่อป้าอิ๋วพูดแทรกเข้ามา

“ป้าดีใจนะคะ ที่คุณวีทานข้าวได้เยอะ สงสัยต้องให้หนูป้อนทุกวันซะแล้ว”

“ผม คือผม” ใออัยขยับปากพูดตะกุกตะกักกำช้อนและส้อมในมือแน่น ใบหน้าขึ้นเลือดฝาดจนคนสูงวัยรู้สึกเอ็นดู แม้แต่กวีก็พลอยรู้สึกไปด้วยว่าตอนที่ใออัยอาย เจ้าตัวยิ่งน่ามอง “แต่ผมอิ่มแล้ว”

“นายอิ่มแต่ฉันยังไม่อิ่ม ป้อนฉันต่อสิ” คนเจ้าเล่ห์อย่างกวีมีหรือจะยอมปล่อยไป นั่งกินข้าวแล้วมองใออัยอายไปยิ่งรู้สึกอยากอาหาร แกล้งอีกฝ่ายมาทั้งวันว่าสนุกแล้วแต่ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกสนุกขึ้นไปอีก จนบางทีแทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ไหว

กวีไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าใจเขาที่ว่างเปล่าและโดดเดียว กำลังได้รับความอุ่นซ่านที่เริ่มแผ่ขยายเข้ามาภายใน มันดูเจือจางและเบาบางจนแทบจะสัมผัสไม่ได้ แต่สายตาที่เริ่มอ่อนแสงลงกลับเป็นตัวบงบอกได้ว่า รออีกไม่นานที่ความรู้สึกเหล่านั้นมันคงจะมีโอกาสได้เด่นชัดขึ้นมา

กว่าจะป้อนข้าวกวีเสร็จเล่นเอาใออัยเหงื่อตก การสลับกันป้อนข้าวไปมาทำเอาเกร็งไปทั้งตัว เวลาเผลอจ้องตาอีกฝ่ายเข้าก็เป็นเขาที่ต้องเสหลบก่อนตลอด นี่หรือเปล่าที่ป้าอิ๋วเคยบอกว่าคุณกวีมีสายตาพิฆาตนารี เห็นท่าว่าจะจริง ขนาดใออัยที่เป็นผู้ชายยังใจเต้นผิดไปหลายจังหวะ

หลังจากนั้นกวีก็ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างจริงจัง ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเดินไม่ได้ใออัยคงคิดว่าเป็นผู้ชายร่างกายปกติคนหนึ่ง แต่ก็แอบหมั่นไส้อยู่หน่อย ๆ คนอะไรมีอยู่เสน่ห์รอบตัว แค่นั่งอยู่กับที่ยังดูดีแบบไม่เกรงใจคนมองสักนิด ตลอดบ่ายกวีไม่ได้เรียกใช้บอกมีอะไรอยากทำก็ไปทำ

ใออัยเลือกหยิบหนังสือมาอ่านฆ่าเวลาใกล้ ๆ กับบริเวณที่กวีนั่งอยู่ ไม่ใช่ว่าอยากอยู่ใกล้แต่ประตูฝั่งตะวันออกพอตกบ่ายมาจะเย็นสบายเพราะแดดร่มลมตก แถมดอกไม้สวย ๆ ให้ดูอีก และถ้าคุณเขาเรียกใช้มันจะได้สะดวกด้วย เราสองคนต่างมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำ แม่บ้านเองก็สลับเอาอาหารว่างมาให้ตลอด จนเวลาเข้าสู่ช่วงเย็นคนที่นั่งเงียบมาตั้งแต่บ่ายก็เอ่ยขึ้น

“นี่” ใออัยหันไปมองต้นเสียง ไม่ได้แปลกใจอะไรที่กวีเรียกแบบนั้น เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้สองวันถ้าไม่นับรวมครั้งแรกที่เรียกตามที่ป้าอิ๋วแนะนำ กวีก็ยังไม่เคยเรียกชื่อของใออัยเลยสักครั้ง จะเรียกไม่เรียกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คนตัวเล็กปิดหนังสือก่อนจะเดินมาหาคนที่นั่งอยู่เพื่อรอฟังคำสั่ง “ฉันอยากอาบน้ำ” เมื่อได้ฟังความต้องการเลยจะเดินไปจัดการธุระให้แต่เสียงดุ ๆ ก็เรียกเขาไว้เสียก่อน “แล้วนั่นจะไปไหน”

“ไปตามป้าอิ๋วครับ” ใออัยขยับปากตอบ ปกติเรื่องพวกนี้ป้าแกเป็นคนจัดการไม่ใช่หรือ ถามอะไรแปลก ๆ ถ้าไม่ไปเรียกคนอาบให้จะอาบน้ำยังไงกัน

“ไปตามทำไม”

“ก็” กำลังจะขยับปากอีกครั้งคนที่นั่งอยู่ก็ขัดขึ้นเสียก่อน

“นายนั้นแหละอาบให้ฉัน” กวีชอบทำให้เขาตกใจอยู่เรื่อย แถมยังมายักคิ้วหลิ่วตาให้อีก นี่อายุยี่สิบแปดจริงหรือ ใออัยชี้มาที่ตัวเองเป็นเชิงถามเพื่อความแน่ใจ เท่าที่ป้าอิ๋วเคยบอก ผู้ดูแลคนก่อน ๆ ทำงานเช้าตอนบ่ายกลับ มีหน้าที่แค่ตามคุณกวีไปทุกที่ในบ้าน ยกเว้นห้องทำงานและห้องนอน ไม่อนุญาตให้แตะตัวหรือจับรถเข็น เรื่องกายภาพบำบัดคุณเขาก็ไม่ยอมทำ ส่วนอาหารการกินและธุระส่วนตัวต่าง ๆ ป้าอิ๋วแกเป็นคนจัดการเองทั้งหมดและมีผู้ช่วยคือพี่นิดกับลุงพิณ

ใออัยไม่เข้าใจการดูแลแบบนี้ว่าจะหายได้ยังไง ถึงจะไม่เคยรู้เรื่องทางด้านนี้มาก่อนแต่เขาว่ามันผิดวิสัยอยู่ชอบกล จะว่าคนป่วยกำลังประชดชีวิตตัวเองอยู่ก็ไม่น่าใช่ คนแบบกวีไม่น่าจะยอมท้อเพราะเรื่องแค่นี้ ดูสิยังเห็นทำงานอยู่เลย แล้วคนแบบนี้นะเหรอที่ไม่อยากหาย มันดูขัดกันไปหมดแต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อป้าอิ๋วก็เข้ามาเสียก่อน

“คุณวี หนูอัย กลับเข้าในบ้านเถอะค่ะนี่ก็เย็นมากแล้ว”

“ป้ามาก็ดีแล้ว ช่วยเอาเอกสารไปเก็บในห้องทำงานผมให้หน่อยนะครับ” คนเป็นเจ้านายสั่ง ป้าอิ๋วก็รีบทำตามทันที ก่อนจะหันมาบอกเด็กหนุ่มที่ยังยืนนิ่งอยู่

“หนูอัยเองก็รีบไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้วนะลูก เดี๋ยวธุระเรื่องคุณวีป้าจัดการต่อเอง”

“ไม่ต้องครับป้า ให้เด็กคนนี้เป็นคนจัดการ ป้าไปทำอย่างอื่นเถอะ”

“อะไรนะคะ” แกถามซ้ำเหมือนกลัวว่าตัวเองจะฟังผิด ปกติเจ้านายแกเป็นแบบนี้เสียที่ไหน หวงพื้นที่ส่วนตัวเสียยิ่งกว่าอะไร ถ้าไม่ใช่แกกับนางนิดหรือลุงพิณไม่มีทางได้เข้าไปเหยียบห้องคุณเขาหรอก ถึงจะเป็นหนูอัยแต่นี่ไม่เร็วไปหน่อยหรือ เดี๋ยวคนเป็นน้ารู้เข้าพลอยจะได้ใจเอาเสียหรอก เจ้านายของแกคิดจะทำอะไรกันแน่

“ทำตามที่ผมบอกนะครับ”

“แต่ป้า”

“ไม่มีแต่ครับ” กวีย้ำคำเดิมพลางมองป้าแกนิ่ง ๆ ดูป้าแกกังวลจนใออัยรู้สึกได้แต่คงจะคิดมากไป แกคงจะห่วงกลัวเขาดูแลกวีได้ไม่ดี แต่สุดท้ายก็ยอมล่าถอยตามคำพูดของเจ้านายหนุ่ม “ส่วนนายพาฉันกลับเข้าห้องได้แล้ว” ประโยคนี้กวีหันมาพูดกับใออัย ซึ่งเจ้าตัวก็ทำตามอย่างว่าง่ายเช่นเคย

 

 

 

 

 

 

“เฮ้อ”

“เป็นอะไรป้า ถอนหายใจเหมือนเหม็นเบื่อชีวิตอะไรขนาดนั้น” นิดทักขึ้นหลังจากที่ป้าอิ๋วกลับมาจากห้องทำงานของผู้เป็นนาย ก็เอาแต่ถอนหายใจอยู่แบบนี้

“เหม็นเบื่อชีวิตบ้านหล่อนนะสินางนิด ฉันก็แค่คิดว่าทำไมคุณวีถึงดูไว้ใจหนูอัยจังเลย” จะไม่ให้แกกังวลเลยก็ไม่ได้ ถึงน้าหลานจะคนละคนกัน แต่ถ้าถึงเวลาต้องเลือกสายเลือดก็ต้องข้นกว่าน้ำอยู่ดี ก็ได้แต่ภาวนาขออย่าให้หนูอัยหลงผิดแบบน้าของเธอเลยเพราะถ้าหนูอัยเผลอไปทำผิดเข้า คุณวีเธอคงไม่ปล่อยไปแน่ ๆ ตั้งแต่ที่คุณวีเห็นหนูอัยก็ดูจะอารมณ์ดีขึ้น รู้สึกเหมือนบ้านหลังนี้กำลังจะกลับมามีความสุขอีกครั้ง ความคิดของแกกำลังขัดแย้งตีกันวุ่นวายไปหมด ไม่รู้จะตัดสินเรื่องไหนยังไงก่อนดี

“แล้วไม่ดีหรือไงฉันรู้หรอกว่าป้าคิดอะไรอยู่”

“สู่รู้จริง ๆ นะหล่อนน่ะ”

“ก็ฉันอยู่กับป้ามาตั้งกี่ปี เรื่องแค่นี้ทำไมจะดูไม่ออก”

“ย่ะ หล่อนนะรู้ดีทุกเรื่องนั้นแหละ สาระแนกับเขาไปหมด”

“ป้าก็ เรื่องแบบนี้ต้องรู้กันสิมันถึงจะสนุก”

“เออ ๆ ฉันเถียงกับหล่อนทีไร ฉันปวดหัวทุกที” เป็นเรื่องปกติที่นิดจะเย้าแหย่คนสูงวัยกว่าเป็นประจำ ป้าอิ๋วแกไม่ถือสาหาความอะไรเพราะอยู่กันมานาน นิดเองก็เหมือนเป็นลูกเป็นหลานอีกคน

“แล้วทำไมป้ากลับมาเร็วจัง เดี๋ยวก็มีพิรุธหรอก”

“ก็คุณวีน่ะสิ เธอให้หนูอัยอาบน้ำให้”

“อุ๊ย ตาเถร” นิดตะโกนออกมากับคำตอบของป้าอิ๋ว เล่นเอาคนที่ยืนอยู่ด้วยกันสะดุ้ง

“ตาเถรอะไรของหล่อนนางนิด หัวใจฉันจะวายก็เพราะหล่อนนี่แหละ”

“จะอะไรล่ะป้า ก็คุณวีของป้าไม่ใช่ขย้ำคุณหนูอัยไปแล้วเหรอ”

“เอ๊ะ ขย้ำอะไรกันแต่ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดีสิ” ป้าแกตลกดีนะ เล่นมุขเองก็ตบปิดด้วยตัวเอง เธอรู้ว่าคนสูงอายุนั้นชอบนิสัยคุณหนูอัยจนอยากให้รักกันกับคนที่เป็นเจ้านาย แต่ป้าแกคงลืมไปว่าทั้งคู่เป็นผู้ชาย ถึงยุคสมัยนี้เรื่องแบบนี้ถือเป็นว่าที่ยอมรับมากกว่าเมื่อก่อนก็จริงแต่แมนทั้งแท่งอย่างกวีจะมาชอบใออัยได้ยังไง คนที่เคยสนใจแต่ผู้หญิงดูท่าจะยากไปเสียหน่อย นิดแอบคิดในใจแต่เพราะแบบนั้น บรรยากาศเครียด ๆ เลยหายไป กลายเป็นแอบนินทาเจ้าของบ้านไปเสียนี่

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น