ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 5 [Re-write]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2560 21:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 5 [Re-write]
แบบอักษร

 

5

 

 

              “กูนัดมึงกี่โมง” โดนครับ โดนไอ้อัธใส่รัวๆ ตั้งแต่ผมเปิดประตูห้องให้มันเข้ามา มันบ่นยิ่งกว่าพ่อแม่ผมอีก ชอบความสะอาดเป็นที่หนึ่ง แต่มันดีอย่างคือ ปากบ่น มือมันก็ตามเก็บเศษซากของๆ ผมลงถังขยะ ซึ่งมันทำแบบนี้กับเพื่อนทุกคน อย่าคิดอื่นไกล

                “ก็วันนี้วันเสาร์” ผมสะบัดกางเกงยีนส์ตัวโปรดแล้วสวมเข้าที่ขา

                “มึงไม่อาบน้ำเหรอวะ” คุณชายขี้บ่นเริ่มอีกแล้ว

                “กูอาบเมื่อคืนแล้ว” ไอ้อัธส่ายหน้ารัวๆ แต่ผมไม่สน ตอนนอนไม่ได้ทำอะไรก็นอนเฉยๆ ตอนเช้าจะอาบน้ำทำไมเล่า เปลืองน้ำเปล่าๆ “พวกพี่เขาไปที่ห้องแล้วเหรอวะ”

                “ยัง แต่เดี๋ยวกูว่าจะไปซื้อของเข้าไปด้วย” คุณชายขี้บ่นเก็บของเสร็จก็ทิ้งตัวนั่งบนเตียงเตี้ยๆ ของผม “ผ้าปูมึงซักบ้างหรือเปล่าวะ”

                “มึงไม่เมื่อยปากเหรอวะ บ่นตลอด”

                “ก็เพราะพวกมึงทำตัวให้บ่น ว่าแต่ กูได้ยินมาว่า มึงรับช่วงต่อเด็กจากไอ้กลอยเหรอวะ” ตาโตหลังจากได้ยินคำถาม

                “รับช่วงเหี้ยอะไร เอาที่ไหนมาพูด” ถามกลับเสียงสูง ข่าวแม่งผิดเพี้ยนไปหมด

                “กูรู้ก็แล้วกัน” ผมคงลืมความสามารถของว่าที่ทนายคนเก่ง ไอ้นี่หูตากว้างไกล อะไรก็รู้ไปหมด

                ไอ้อัธแวะซื้อของสดที่ตลาด ผมเป็นลูกหิ้ว มีหน้าที่หิ้วครับ ส่วนคุณชายท่านก็เลือก ดูเถอะ หากเอาของพวกนี้ไปถึงห้อง ต้องถูกไอ้กลอยด่าแน่ เพราะมันต้องเป็นคนทำ เพื่อนผมทำกับข้าวโคตรอร่อย ไม่อยากจะโม้ 

                เลือกของเสร็จก็ตรงดิ่งไปคอนโดหรูของพี่โช ช่วงรถติดไฟแดง เสียงข้อความมือถือผมดัง รีบควักออกมาดู ก็เป็นคนที่หายไปนั่นแหละครับ มันส่งมาถามว่ากลับกี่โมง...ผมจะกลับกี่โมงดีวะ แม้จะไม่รู้ แต่ก็พิมพ์บอกว่าดึก ไม่รู้ดึกเท่าไหร่ ตอบดึกไว้ก่อน ไอ้เม่นอ่านแล้วไม่ตอบอะไรอีก

                “กวนตีน”

                “ด่ากูเหรอ”

                นี่ผมเผลอคิดดังไปเหรอ ไอ้อัธหันมาทำหน้าฉงน แต่ผมส่ายหน้าให้ไป มันเลยหันไปสนใจถนนต่อ ฝ่ารถติดอยู่นานจนถึงที่หมาย ผมกอบถุงของสดลงจากรถแล้วเดินตามคนออกเงิน ไอ้อัธแม่งเดินตัวปลิวไม่มีรอ จะบ่นก็ไม่ได้เดี๋ยวถูกสายตาโหด

                ประตูห้องเปิดออก เจอหน้าไอ้กลอยยู่โผล่มา มันคงเห็นถุงในมือถือนั่นแหละ ผมเดินเข้าไปคนสุดท้าย ในห้องมีเพื่อนของพี่โชเต็มห้อง ทุกคนสายตึ๊ดทั้งนั้น ยังมีไอ้ทู เพื่อนอีกคนที่เรียนคณะเดียวกับไอ้กลอยนั่งกินองุ่นสดๆ อยู่ข้างแฟนมัน

                “มาช้านะพวกมึง” ผมยกมือไหว้รุ่นพี่ร่วมสถาบันทุกคน แม้พวกพี่เขาจะดูเฮฮา แต่เวลาโหดเอาเรื่องสุดๆ อย่าได้คิดจะมีเรื่องทีเดียวเชียว

                ผมนั่งข้างไอ้อัธที่ได้แก้วบรรจุน้ำสีอำพันใส กลิ่นหอมจนน้ำลายจะไหล พอได้ปุ๊บก็ซัดไม่ยั้ง หากไอ้กลอยไม่ดึงแก้วของผมออกก่อน

                “มาถึงก็ซัดเลยนะมึง” ไอ้นี่ชอบขัด มันถูกจำกัดการดื่มจากแฟนมัน

                “เรื่องของกูไอ้เชี่ยกลอย” ด่ามันไป แต่มันกลับยื่นหน้ามากระซิบข้างๆ หู

                “วันนี้วันเกิดไอ้เม่น” เสียงกระซิบเบาๆ แต่แช่แข็งผมได้

                “เรื่องของมัน” ผมแย่งแก้วเหล้าในมือเพื่อนมาถือ อย่ามีพิรุธให้ไอ้กลอยเห็น มันเป็นพวกเซ้นส์ดี (ในเรื่องของคนอื่น)

                “ขอให้จริง” มันจ้องผมนิ่ง ก่อนจะแยกออกไปทำกับแกล้มต่อ

                มิน่า มันถึงถามว่าวันนี้ว่างหรือเปล่า แล้วผมจะมากังวลเรื่องวันเกิดของมันทำไมเนี่ย

                แม้จะบังคับไม่ให้คิด แต่การยกแก้วของผมช้าลงไปมาก เสียงเพลงเพี้ยนๆ ยังไม่เข้าหู แม้ภาพรุ่นพี่ใส่วิกโยกหัวร้องเพลงช้าก็ไม่ทำให้ผมขำอย่างคนอื่นๆ ตอนนี้ในสมองไม่รู้มีข้อความอะไรมากมายไปหมด ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองหันไปดูนาฬิกาบ่อยแค่ไหน แต่ที่รู้ๆ คือ เข็มวินาทีแม่งโคตรเดินช้า เดินไม่พ้นเลขห้าสักที

                “มองขนาดนั้น มึงกลับเลยไหม” เสียงไอ้กลอยลอยมาเข้าหู ผมหันไปมองเพื่อนตัวเองที่มานั่งซ้อนหลัง มือมันถือยำวุ้นเส้นหอมๆ มาด้วย

                “กลับเชี่ยไร กูเพิ่งมา” แถไปให้สุด ผมยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ทำเป็นสนใจเสียงเพลงเพี้ยนๆ ทั้งที่ไม่เข้าหูเลย นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย

                สุดท้ายก็ทนไม่ไหว นาฬิกาบอกเวลาเกือบจะสี่ทุ่มครึ่ง นี่ผมนั่งกระวนกระวายมากี่ชั่วโมงวะ ไม่เป็นตัวของตัวเองเลยไอ้เชี่ยม่าน ผมสะกิดบอกไอ้อัธที่สติเริ่มไปบ้าง มันพยักหน้ารับรู้และยิ้มเหมือนรู้ทัน ไอ้เชี่ยนี่น่ากลัว ผมย่องออกจากห้องโดยที่ทุกคนไม่สนใจเพราะมัวแต่อุดหูให้กับเพลงเพี้ยนๆ

                ออกจากห้องผมก็รีบลงไปโบกแท็กซี่หน้าคอนโค ยังดีที่รถแถวนี้จอดรับตั้งแต่คันแรกที่โบก ลุงคนขับยิ้มตาหยีเมื่อผมนั่ง รถแท็กซี่ขับมุ่งตรงไปยังหอพักของผม ตอนแรกคิดจะไปหาไอ้เจ้าของวันเกิด แต่ไม่รู้บ้านมันอยู่ไหน อยากจะหัวเราะเยาะตัวเองดังๆ ออกมาโดยไม่รู้จะไปหามันที่ไหน

                รถแท็กซี่เหลืองเขียวจอดหน้าหอพักในเวลาเกือบๆ จะห้าทุ่มครึ่ง ผมเดินเลยไปอีกหน่อยเพื่อไปร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรมาดื่มให้กับความโง่สักหน่อย ประตูร้านเปิดพร้อมกับเสียงทักทายของพนักงานคนสวย ผมเลือกของลงตะกร้าแล้วเดินมาจ่ายเงิน พนักงานคนสวยมองผมยิ้มๆ จนน่าสงสัย

                “กินเบียร์กับเค้ก ระวังเมานะคะ” อ่อ ที่แท้ก็ห่วงผมนี่เอง ทุกครั้งเวลาผมมาแล้วเจอน้องเขา ผมมักจะหยอกเอินนิดๆ หน่อยๆ แต่วันนี้ไม่มีอารมณ์

                “หืม” พอได้ยินเสียงทัก ผมก็ยื่นหน้าไปดู เอ่อว่ะ ผมเผลอหยิบเค้กมาตอนไหนวะ “พอดีอยากเมา พี่คอแข็ง” พูดไปงั้น ทั้งที่จริง คอผมก็ไม่ได้แข็งมากเท่าไหร่

                ผมเดินหิ้วถุงกลับหอพัก หยิบมือถือมาดูก็ไม่มีข้อความอะไรมาอีก สงสัยมันไปกินกับครอบครัวไม่ก็เพื่อน ไอ้ม่าน มึงกำลังเพี้ยน มึงต้องตั้งสติให้ดี อย่าเพิ่งเป็นคนใจอ่อน ผมเดินลากขาขึ้นห้อง พอถึงชั้นของตัวเอง ผมเห็นก้อนกลมๆ นั่งขดอยู่หน้าประตูห้อง นี่ไอ้เด็กห้องข้างๆ ทะเลาะกับแฟนแล้วมานอนข้างนอกอีกแล้วเหรอวะ เป็นแบบนี้ประจำจนคนทั้งชั้นเอือมระอา เดินไปจนถึงหน้าห้อง ลองสะกิดดูเพื่อให้มันขยับ แต่พอเงยหน้าจากเข่าทำเอาของในมือเกือบร่วง

                “มึง...”

                “พี่ม่านมาแล้วเหรอ” ไอ้เม่นขยี้ตาตัวเอง ปากก็อ้าหาววอดๆ

                “มึงมานั่งตั้งแต่เมื่อไหร่” ถามพลางหันซ้ายหันขวา มันขึ้นมาบนนี้ได้ยังไงวะ จะขึ้นมาต้องมีบัตร

                “ตั้งแต่เย็นแล้ว”

                “ตอนเย็นเหรอวะ นั่งไม่ไปไหนเลยเนี่ยนะ” ไอ้เม่นพยักหน้าช้าๆ มันพยายามจะยืนแต่ขาคงถูกเหน็บกิน ใบหน้าขาวมันบิดเบี้ยวมือพยายามจับประตู จับกำแพง “มึงบ้าไปแล้ว” ผมว่า มือก็ยื่นไปให้มันจับ ไอ้เม่นมองมือผมก่อนมันจะคว้าแน่น

                “ก็ไม่รู้ว่าพี่จะกลับกี่โมง”

                “กูบอกดึกๆ ไง”

                “แต่ผมอยู่หน้าห้องพี่แล้วตอนถาม”

                “มึงโคตรโง่ว่ะ” ด่ามันก่อนเปิดประตูห้อง ไอ้เม่นเกาะไหล่ผมเพื่อเป็นหลัก ขามันคงชาไร้เรี่ยวแรง ทำให้ผมต้องก้าวขาช้าๆ “แล้วกินข้าวหรือยัง”

                “ยัง”

                “โง่จริง”

                “อย่าด่าผมสิ” เสียงเล็กๆ ดังอยู่ด้านหลัง ผมส่ายหน้าให้ไอ้เด็กโง่ “งานเลี้ยงเขาเลิกแล้วเหรอ พี่ถึงกลับมา”

                “เออ” โกหกไปนิดๆ เพราะกลุ่มนั้นถ้าไม่เมาจนหลับก็ไม่มีทางหยุดหรอก “ห้องกูมีแต่บะหมี่ กินได้หรือเปล่า”

                “กินได้ทุกอย่าง ผมกินง่าย เลี้ยงง่าย” เกลียดรอยยิ้มพร้อมตาหยีของมันซะจริงๆ

                ผมเสียบปลั๊กไฟต้มน้ำให้ ไอ้เม่นนั่งสำรวจห้องผมเงียบๆ ดีที่ไอ้อัธมันเก็บกวาดตอนเช้า ห้องเลยสะอาดเอี่ยม ผมวางถุงที่ซื้อมาบนโต๊ะ ไอ้เม่นคงไม่สังเกตว่าของในถุงมีอะไร พอมันได้บะหมี่ปุ๊บก็รีบตักกิน ทั้งที่เส้นมันยังไม่สุกซะด้วยซ้ำ คงจะหิวจริงๆ

                “ระวังติดคอนะเว้ย” วางน้ำไว้ให้ด้วย ไอ้เม่นเหมือนจะพูดแต่ปากเต็มไปด้วยบะหมี่ “มึงมันโง่จริงๆ” อดไม่ได้ที่จะด่าอีกรอบ มองคนกินบะหมี่จนหมดไม่เหลือแม้แต่น้ำ ไอ้เม่นลูบท้องตัวเองนิดๆ แล้วเรอออกมา มันขอโทษขอโพยแล้วหัวเราะแหยๆ

                “พี่ซื้ออะไรมาเหรอ” ผมรีบคว้าถุงมาถือก่อนที่มือใหญ่ของไอ้เม่นจะจับ ดูมันตกใจนิดๆ ด้วย “ขอโทษ ผมไม่ได้...”

                “กูไม่ได้หวง” รีบแก้ตัวเพราะเห็นหน้าหงอยๆ นั่น “ก็แค่...” สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่เกือบจะเที่ยงคืน “อะ” สุดท้ายก็หยิบออกมาวางบนโต๊ะ

                “เค้ก?” ไอ้เม่นมองเค้กที มองหน้าผมที

                “เออ” ทำไมรู้สึกแปลกๆ วะ ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มที่ค่อยๆ กว้างของไอ้เด็กตรงหน้า ก็อดจะยิ้มตามไม่ได้

                “พี่รู้ด้วยเหรอ ว่าวันนี้เป็นวันเกิดผม” ผมเห็นดวงตาของไอ้เม่นมีน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้น “โคตรดีใจว่ะ”

                “อย่าเว่อร์ได้ป่ะ” ทำหน้าไม่ถูก มือไม้ก็ดูเกะกะไปหมด

                “พี่ม่าน...”

                “อย่าร้องไห้นะมึง”

                “พี่ม่าน...”

                “ไอ้เชี่ยเม่น” ห้ามไปก็เท่านั้น ไอ้เม่นน้ำตาไหลลงมาแล้ว มันวางเค้กบนโต๊ะแล้วโผเข้ามากอดผมแน่น ไม่ว่าจะตบมันยังไงมันก็ไม่ปล่อย “หายใจไม่ออกเว้ย”

                “ผมดีใจ” ไอ้เม่นยอมผละออกมา หน้ามันมีแต่คราบน้ำตา แม่งโคตรเด็กว่ะ “เค้กก้อนแรกเลยนะ”

                “เว่อร์ มันก็แค่อันถูกๆ ป่ะว่ะ”

                “แค่บาทเดียวผมก็ดีใจ พี่ซื้อให้ผมอะ”

                “โอ้ย ไอ้เม่น” เอาอีกแล้ว มันกอดผมอีกแล้ว “จะได้กินไหมเค้ก”

                “กินๆ”

                เค้กกล่องเล็กๆ ถูกเปิด ไอ้เม่นยกเค้กขึ้นอธิฐานทั้งๆ ที่ไม่มีเทียน ตลกดีไอ้เด็กนี่ พอมันขอพรเสร็จก็ใช้ช้อนตักเค้กมาจ่อปากผม

                “อะไร”

                “ให้พี่กินก่อน”

                “มึงเป็นเจ้าของวันเกิด มาให้กูกินทำไม”

                “เพราะพี่เป็นคนสำคัญของผมไง อ้ำๆ”

                ถูกคะยั้นคะยอจนต้องอ้าปากกิน เค้กร้านสะดวกซื้อก็อร่อยดี แม้ไม่นุ่ม หวานเท่าเค้กร้านดังๆ ก็เถอะ พอผมกิน ไอ้เม่นก็จ้วงเค้กเข้าปาก คงจะหิว บะหมี่มันคงไม่อิ่มนั่นแหละ เด็กผู้ชายวัยกำลังโต กินไม่ยั้งแบบนี้แหละ

                “แล้วนี่ ที่บ้านมึงไม่รอแย่เหรอวะ” มองแล้วก็คิดได้ พอถามไป คนกินอร่อยก็ค่อยๆ หยุด ไอ้เม่นวางช้อนกับเค้กลงบนโต๊ะ นี่ผมถามอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า

                “บ้านผมไม่มีคนรอหรอก” น้ำเสียงอ่อนซะผมอยากตบหัวตัวเอง

                “ขอโทษๆ” ตบบ่ามันไปเบาๆ

                “พ่อกับแม่ของผม จากผมตั้งแต่ผมยังเด็ก” อยู่ๆ ไอ้เม่นก็เล่าเรื่องตัวเองออกมา เอาซะผมปั้นหน้าไม่ถูก เหมือนผมไปกระตุกต่อมเศร้าของมัน แถมวันนี้ยังวันเกิดของมันด้วย “ผมไม่มีใครเลย”

                “แล้วมึงอยู่กับใครล่ะ” ไม่ได้อยากถาม แต่ปากมันออกไปก่อน

                “ตากับยายพาผมไปอยู่ด้วย แต่ก็ไม่เหมือนพ่อกับแม่ พวกท่านสนใจแต่งานที่ทำ ส่วนผม...”

                “พอๆ ไม่ต้องเล่า ชีวิตโคตรดราม่า” ผมไม่อยากให้เด็กมันเศร้าเลยรีบห้าม ไอ้เม่นยิ้มบางๆ ออกมา “กินเค้กให้หมดเถอะ”

                “พี่อวยพรวันเกิดผมด้วยสิ” จากโหมดเศร้ากลายเป็นบทอะไรดี ไอ้เม่นทำตาแวววับจนผมต้องกระพริบตาปริบๆ “นะ อวยพรผมหน่อย”

                “ขอให้มึง...”

                “อย่าพูดไม่เพราะสิ ไม่น่ารักเลย”

                “ไอ้เม่น” ชี้หน้ามันไป

                “ก็มันจริง พี่ออกจะน่ารัก พูดโคตรห้าวเลยว่ะ”

                “ต้องให้พูด คุณ ผม นาย เรา งี้เหรอวะ ประสาทกินพอดี”

                “แค่แทนตัวเองด้วยชื่อ แล้วเรียกผมว่าเม่นก็พอ”

                “ฝันเถอะ”

                “พี่ม่านละก็”

                “จะเอาไหม คำอวยพรเนี่ย” ดูเหมือนจะออกนอกเรื่องไปนาน ไอ้เม่นรีบพยักหน้ารัวๆ “ขอให้มะ...เม่น มีความสุขมากๆ”

                “ขอบคุณครับ” ไม่รู้จะอวยพรอะไร เลยพูดแบบสั้นๆ เจ้าของวันเกิดทำตาเป็นประกาย “คำอวยพรยังไม่ดีใจเท่าที่พี่เรียกชื่อผมว่าเม่น”

                “อย่ามาเว่อร์ ปกติกูก็เรียก”

                “แต่พี่เรียก มึง ไม่ก็ไอ้เม่น แต่นี่เม่นเฉยๆ”

                “มันก็เหมือนกัน”

                “ไม่เหมือน”

                “เออ ไม่เหมือนก็ไม่เหมือน” ขี้เกียจเถียงต่อ ผมโบกมือปัด “กินไป เค้กมึงน่ะ”

                “ครับผม”

                เปิดกระป๋องเบียร์แล้วยกซด มองไอ้เม่นจ้วงกินเค้กอย่างอร่อย จะว่าไป มันก็เหมือนเด็กทั่วไป ต่างมาหน่อยคือมันกำลังหลงผิดมาตามผมนี่ไง สมองมันคงเพี้ยนไปแน่ๆ

                “พรุ่งนี้มึงไม่มีเรียนเหรอ”

                “พรุ่งนี้วันอาทิตย์นะครับ” เอ่อว่ะ ผมลืมไปเลย “พี่อย่ากินคนเดียวสิ” ไอ้เม่นมองมาที่กระป๋องเบียร์ คงหมายถึงผมดื่มคนเดียวละมั้ง

                “ในถุง มึงก็เปิดเอาสิ นานๆ ทีกูจะแบ่ง เชี่ย” ไม่ทันแล้ว ไอ้เม่นดึงกระป๋องในมือผมไปดื่มเรียบร้อย “อะไรของมึงเนี่ย ทำไมไม่เปิดเองวะ”

                “แบบนี้ดีแล้ว” ทำหน้าฉงนมอง

                “ดีอะไรของมึง ลำบากกูต้องเปิดกระป๋องใหม่” หน้างอแล้วเปิดอีกกระป๋อง ไอ้เม่นจ้องหน้าผมแล้วอมยิ้ม “กระป๋องเดียวนะมึง”

                “คืนนี้ผมขอนอนด้วยได้ป่ะ”

                “ไม่ได้เว้ย” รีบปฏิเสธสิ อยู่ๆ จะให้คนอื่นมานอนด้วย

                “แต่มันดึกแล้วนะ” ไอ้เม่นทำปากยู่ ผมหันไปมองนาฬิกากิ๊กก๊อกของตัวเองบนผนัง

                “ดึกที่ไหน มึงไม่เคยเที่ยวเหรอ เวลานี้ผับยังไม่ปิดเลยเถอะ”

                “โห พี่บ้านนอกว่ะ เขาให้ปิดเที่ยงคืน แล้วนี่ก็เลยเที่ยงคืนแล้ว”

                “ทำตัวเป็นเด็กว่ะ”

                “ถึงผมเด็ก แต่ผมรักจริงนะ”

                “พอ อย่าเสี่ยว” รีบยกมือห้ามก่อนจะอ้วกเบียร์ออกมาซะก่อน “นอนก็นอน แต่มึงต้องอาบน้ำก่อนนะเว้ย อย่าทำตัวซกมก”

เหมือนด่าตัวเองชอบกล

                “ครับ ผมจะขัดขี้ไคลให้หมดเลย” ว่าแล้วมันก็เด้งตัวลุกขึ้น

                “แล้วจะไปไหน” ผมถามเพราะมันเปิดประตูห้องออกไป

                “ไปเอาเสื้อผ้า ผมเตรียมมาแล้ว เดี๋ยวมานะครับ” พูดจบมันก็วิ่งฉิวไป ไอ้นี่มันร้ายเว้ย เตรียมเสื้อผ้ามาเรียบร้อย ไม่น่าติดกับเลยให้ตาย

                ไอ้เม่นกลับมาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ มันยิ้มยิงฟันหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ เออ มันว่าง่ายดีนะ ผมส่ายหน้าช้าๆ แล้วยกเบียร์ขึ้นจิบต่อ ผมทิ้งเพื่อน ทิ้งพี่ เพื่อมาอยู่กับไอ้เด็กนี่เหรอวะ

                “พี่ม่าน ผมอาบเสร็จแล้ว” ไอ้เม่นเดินพันผ้าเช็ดตัวรอบเอวออกมา โชว์แผงอกล้ำๆ ไม่แคร์สายตาของผม

                “มึงอาบหรือวิ่งผ่านน้ำวะ โคตรเร็ว” ว่าจบก็รีบเบนสายตามามองขนมบนโต๊ะ ไม่ได้หื่นหรอก แต่อิจฉา ผมเคยพยายามเล่นกล้ามอยู่ช่วงหนึ่ง แต่กับข้าวหลังมอไม่เป็นใจผมเลย มันหอมจนผมต้องแวะกินแทบทุกวัน 

                “พี่รีบไปอาบสิ จะได้นอนกัน” พูดโคตรกำกวมไอ้นี่ “ผมหมายถึงนอนหลับ พี่คิดหื่นกับรูปร่างผมอยู่ใช่ไหม” ไอ้เม่นแกล้งยกมือปิดหน้าอกสองข้าง หน้าตาโคตรกวนบาทา

                “หื่นกับผี หุ่นก็งั้นๆ” วางกระป๋องเบียร์แล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ ไอ้เม่นหัวเราะตามหลังมา ผมเลยแจกนิ้วกลางให้มันไป กวนตีนได้โล่

                ใช้เวลาอาบน้ำนานพอสมควร ปกติผมก็อาบนานนะครับ แต่วันนี้สระผมด้วยเลยนานไปหน่อย น้ำอุ่นไหลตั้งแต่หัว ความร้อนพอดีทำให้ผมชอบอยู่ใต้น้ำนานๆ กว่าจะออกมา ไอ้คนบนเตียงก็หลับปุ๋ยไปซะแล้ว เดินเอาผ้าไปตากที่ระเบียง พอลื่นประตูปิดก็เจอสายตาใสมองมา

                “อาบนานจนหลับไปตื่นหนึ่งแหน่ะ” ไอ้เม่นนอนตะแคงใช้มือค้ำหัวมองมาทางผม

                “ก็นอนไปสิวะ” ผมเดินไปปิดไฟแล้วสอดตัวลงนอนใต้ผ้าห่มอุ่น แอร์ถูกปรับให้ต่ำลงในยามค่ำคืน “นอนๆ”

                “พี่ม่าน” กำลังจะหลับตา แต่เสียงที่ดังเบาๆ ทำให้ต้องลืมตาตื่น แสงจันทร์ที่ลอดผ่านระเบียงทำให้เห็นหน้าไอ้คนข้างๆ แบบลางๆ “ขอบคุณนะ วันนี้เป็นวันเกิดที่ผมโคตรมีความสุข”

                “อย่าซึ้งๆ นอนครับ” รีบกระชับผ้าห่มแล้วนอนตะแคงหันหลังให้

                “ผมมีความสุขจริงๆ นะ แล้วก็...” จังหวะที่ผมเคลิ้มๆ (เป็นคนหลับง่าย) อยู่ๆ ก็รู้สึกถึงแรงรัด “คืนนี้ผมขอกอดพี่หน่อยนะ สัญญาว่าจะไม่ทำอะไร” เกือบจะด่าไป แต่น้ำเสียงเหงาๆ นั่นทำให้ผมเออออตกลง คงคิดถึงคนที่มันรักนั่นแหละ

                “พ่อกับแม่ของมึงต้องอวยพรให้มึงมีความสุข เชื่อกู”

                “อืม ผมเชื่อพี่”

                “ถ้าเชื่อก็นอน ก่อนที่กูจะถีบ”

                “ครับๆ ฝันดีนะครับ”

                “เออ ฝันดี แล้วก็อย่ารัดกูแน่น กูหายใจไม่ออก”

                เสียงหัวเราะชิดใบหูรู้สึกสยิวนิดๆ ก่อนคนด้านหลังจะคลายแรงกอดลง แล้วเราก็เข้าจมสู่นิทราในค่ำคืนที่เย็นฉ่ำ (จากแอร์)

 

                ผมไม่ได้เป็นคนใจอ่อน ใจง่ายนะ แค่วันนี้เป็นวันเกิดของไอ้เม่นแค่นั้น...แค่นั้นจริงๆ เชื่อผมเถอะ

ความคิดเห็น