ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 4 [Re-write]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2560 21:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 4 [Re-write]
แบบอักษร

 

4

 

 

            “จากการซ้อมมาหลายวันนั้น พี่ได้ลงชื่อนักกีฬาที่จะแข่งพรุ่งนี้แล้วนะ” ไอ้จ๊อดยืนอยู่หน้าห้องชี้เด็กปีหนึ่งที่ได้เป็นตัวจริงในการลงแข่งขันกีฬาเฟชรชี่ในวันพรุ่งนี้เป็นนัดแรก ตื่นเต้นแทนจริงๆ ตอนผมอยู่ปีหนึ่งถูกคัดเป็นตัวสำรองได้ลงนาทีสุดท้ายและเตะเข้าโกลทำให้ชนะมาแล้ว ไม่อยากจะคุย “วันนี้เราจะงดซ้อมเพราะพรุ่งนี้จะได้มีแรง พี่ขอให้น้องๆ เก็บแรงไว้ นัดแรกก็ศึกหนักแล้ว”

                “อย่าไปกลัว” ผมที่นั่งปะปนน้องๆ ลุกขึ้นพูด สายตาทุกคู่หันมามองหมด “เราต้องคิดว่า เราทำได้ พวกนั้นเก่งแค่ไหนเราเก่งกว่าร้อยเท่า” ผมชูกำปั้นอย่างมั่นใจ ก่อนจะถูกแฟ้มตบหัว

                “อย่าเพ้อเจ้อไอ้เชี่ยมู่” เสียงไอ้พัน ผู้ช่วยไอ้จ๊อดมันดับความมั่นใจของผม

                “กูเพ้อเจ้อตรงไหน เราต้องให้กำลังใจน้องๆ สิวะ”

                “ก็ถูกของมึง” แทบอยากตบหัวไอ้พันคืน ติดตรงที่มันมีแฟ้มหนาอยู่ในมือ ตบทีถึงกับมึน

                หลังจากคุยกันเสร็จก็ถึงเวลาแยกย้าย ผมถูกไอ้จ๊อดกอดคอเดินออกจากห้อง เจอกลุ่มพี่ว๊ากอย่างไอ้เจเดินมาพอดี เสียงคุยเฮฮาของเล่าบรรดาปีหนึ่งเงียบกริบทันที แค่เห็นหน้านิ่งของมัน เด็กๆ ก็กลัวแล้ว แม้หน้าตาจะหล่อเหลาปานพระเอกเกาหลี แต่ปากหมาเกินกว่าใครจะรู้

                ไอ้เจนำขบวนพี่ว๊ากเดินผ่าน มันปรายตามองทุกคนด้วยความนิ่ง แต่กลับสร้างความน่าหมั่นไส้ให้กับพวกเดียวกัน ได้ยินไอ้จ๊อดมันแขวะเบาๆ กันรุ่นน้องได้ยิน แต่ผมได้ยินเต็มสองหูและกำลังจะอ้าปากหัวเราะหากไม่เหลือบเห็นคนเดินรั้งท้าย

                “ฉิบหาย” เผลอสบถออกมาทำให้พวกไอ้จ๊อด ไอ้พันหันมาสนใจ

                “โอ้โห... ไอ้เหี้ยมู่ กูเจ็บ” ผมตบหัวไอ้จ๊อดที่ทำตาโตมองไอ้เด็กต่างมหาลัย ถ้าไม่ทำร้ายมันก่อน มันได้ทำร้ายผมแน่ ไม่การกระทำก็คำพูด

                “พี่ม่าน” ไอ้เม่นทักทายด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น มันโบกมือโบกไม้อยู่หลังไอ้มีน ซึ่งเพื่อนผมได้แต่ส่ายหน้า ไม่รู้มาด้วยกันได้ยังไง แล้วภาพที่มันถูกพวกเดินนำว๊ากยังติดตาผมอยู่เลย แต่ทำไมมันยังกล้าเดินมาด้วย

                “เอาเด็กมาส่ง” ไอ้มีนตบบ่าผมแล้วเดินผ่านไป อยู่ต่อหน้าปีหนึ่งมันจะบ้าบอไม่ได้ผมเข้าใจ แต่สายตาวิบวับก็ควรซ่อนหรือเปล่าวะ

เมื่อกลุ่มพี่ว๊ากเดินไป บรรดาปีหนึ่งต่างก็ถอนหายใจออกมา คงจะเกร็งกันน่าดู ต่างจากไอ้เด็กปีหนึ่งเหมือนกันแต่เรียนคนละที่ มันกระดี้กระด้าเข้ามาหาผมแล้วแย่งหนังสือในมือผมไปถืออีก

                “อะไรของมึง” กัดพูดถามไป ตอนนี้ปีหนึ่งเริ่มหันมามอง ไม่กล้าทำอะไรมาก

                “ผมช่วยถือไง” ไอ้เม่นตอบ ท่าทางไม่รู้สึกถึงสายตานับสิบๆ คู่ที่มอง “พี่ประชุมเสร็จแล้วใช่ไหมจะได้ไปกินข้าวกัน”

                “กูบอกตอนไหนว่าจะไปกินข้าวกับมึง” ที่จริงผมเห็นข้อความที่ไอ้เม่นส่งมาชวนตั้งแต่เช้า แต่ไม่ได้ตอบอะไรไปเพราะคิดว่ามันถามเฉยๆ ที่ไหนได้ บุกมาถึงที่

                “ก็พี่อ่านแล้วไม่ตอบ นั่นแหละคือคำตอบ”

                “ไม่อายคนอื่นเหรอวะ” ผมปรายตามองพวกรุ่นน้องที่ยังไม่ยอมไปไหน ไอ้เด็กพวกนี้คงอยากถูกด่า ไอ้เม่นมองผมปริบๆ ก่อนจะเงยหน้ามองคนที่ยืนด้วย

                “ผมหน้าด้าน” รับออกมาโต้งๆ จนถูกพวกที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หัวเราะ

                “ไอ้เม่น” ถลึงตาใส่คนที่ยอมรับในความด้านของหน้าตัวเอง

                “ก็จริงของเด็กมัน สู้ๆ ไอ้น้อง ด้านได้ อายอดแดก” ยกขาเตะไอ้จ๊อด แต่มันวิ่งหนีไปแล้ว เมื่อทำอะไรเพื่อนไม่ได้ เลยมาลงที่ไอ้ตัวต้นเหตุแทน

                “เพราะมึงเลย”

                “เอ้า ผมผิดเหรอ”

                “เออ”

                “ผิดก็ผิด” เหลือบตามองคนที่ยอมรับว่าผิด ไอ้นี่แปลกแหะ “ไปกินข้าวกันเถอะ หรือพี่จะกลับหอก่อน”

                “กลับหอก่อน” ไม่ได้อยากไปกินข้าวกับมันหรอกนะ แค่ดีกว่ากินคนเดียวเท่านั้น ตั้งแต่เพื่อนรับหน้าที่สำคัญ พวกมันมักจะเก็บตัวเงียบ หากจะกินก็ซื้อเข้าไปกินในห้อง

                ผมเดินนำไอ้เม่นไปที่ลานจอดรถ เจอรุ่นน้องยกมือไหว้พร้อมทำสายตาล้อเลียนแทบทุกคน เกือบปั้นหน้าไม่ถูก ดีที่หน้าด้านพอๆ ไอ้เม่น ไม่งั้นไม่รอดแน่ พอมาถึงรถก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากคนเดินตามหลัง หันไปมอง ไอ้เม่นก็แสร้งทำหน้านิ่ง ทั้งที่ปากมันกำลังกลั้นขำ

                ไอ้เม่นขับรถเก๋งหรูของมันตามหลังผม แม้เต่าจะเรียกผมว่าพี่ แต่ก็ไม่ยอมให้จักรยานแซงนะครับ ไอ้ม่านมีฝีมือพอ เมื่อถึงหอ กระบะคู่ใจก็เข้าจอดที่ประจำแสนจะกว้างขวาง ไม่ใช่ผมจะวีไอพีขนาดนั้น แต่เพราะตอนผมได้รถมาใหม่ๆ ได้ฝากสีกับรถคันข้างๆ ประจำ จ่ายเงินชดใช้จนต้องอาศัยข้าวจากผู้เมตตาอย่างพี่รหัสที่แสนใจดี มาตอนนี้แม้จะขับหรือถอยเก่งแล้ว แต่ก็ไม่มีคันไหนกล้าเข้ามาจอดข้างๆ อาจจะมีแต่จะขยับห่างพอสมควร โธ่

                “ผมรอพี่ที่รถนะ” ไอ้เม่นลดกระจกตะโกนบอก

                “เออ” ตะโกนตอบกลับ

                เดินขึ้นห้องพักที่อยู่ไม่สูงมากนัก ระหว่างทางก็เหมือนจะนึกอะไรออก ทำไมผมถึงใจง่าย มันชวนไปกินข้าวก็ไป เอ...หรือผมจะโทรไปปฏิเสธมันดี คิดได้ก็ล้วงโทรศัพท์ตัวเองออกมา แต่...โทรศัพท์อยู่ไหนวะ

                ผมตบกระเป๋ากางเกงสองข้าง เปิดเป้ค้นหาดูก็ไม่มี เทซากชีทในกระเป๋าออกมาก็ไม่มี เฮ้ย มือถือหาย เครื่องนั้นโคตรแพงอะสำหรับผม ใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ผมรีบวิ่งเข้าห้อง ค้นทุกซอกทุกมุมที่คิดว่ามันจะร่วงหล่น ไม่สิ ตอนกลางวันนี้ผมยังเล่นเกมส์อยู่ที่มหาลัยอยู่เลย หรือลืมวางทิ้งไว้วะ โอย ทำยังไงดีเนี่ย

                โยนชีทกับหนังสือลงบนเตียงแล้วย้อนกลับลงไปด้านล่าง รถไอ้เม่นยังติดเครื่องรอไว้ ผมรีบเคาะกระจกเร่งจนเจ้าของรถตกใจแต่พอมันเห็นสีหน้าผมไม่สู้ดีมันก็รีบเลื่อนกระจกลงจนสุด

                “เป็นอะไรพี่ งูเข้าห้องเหรอ” ดูมันยังจะตลก

                “ไม่ใช่เว้ย มือถือกูหาย” ร้อนใจมากบอกเลย ไม่มีเวลามาพูดตลกๆ กับใคร “สงสัยจะลืมไว้ที่มหาลัยว่ะ”

                “พี่ลืมไว้ตรงไหน” ไอ้เม่นย้อนถาม

                “กูก็ไม่รู้” คิดไม่ออกจริงๆ ให้ตาย ไม่รู้ลืมวางไว้ที่ไหน

                “อ่าว”

                ไม่รออ่าว เอิ้วอะไร ผมเปิดประตูรถเก๋งของไอ้เม่นแล้วสอดตัวเข้าไปนั่ง นิ้วก็ชี้ให้มันออกรถย้อนกลับไปมหาลัย

                “มึงลองโทรดู ไม่รู้มีใครเก็บได้หรือยัง”

                “พี่ เข็มขัดไม่ได้คาดแบบนั้น”

                “หือ”

                มัวแต่คิดมากจนลืมสังเกต ไอ้เม่นดึงที่ล็อคออกจากกระเป๋ากางเกงของผมแล้วจิ้มลงที่ล็อคของมันเสียงดังแกร๊ก พร้อมๆ กับเสียงหน้าแตกของผมเอง อายฉิบหาย

                “พี่ไม่ต้องอายหรอก ผมรู้ว่าพี่คิดเรื่องมือถืออยู่” ไอ้เม่นมันว่าเหมือนเข้าใจ แต่มันขำอะ แม้ปากมันจะไม่ แต่ดวงตามันหยีซะขนาดนั้น

                “มึงหัวเราะออกมาเลยดีกว่าแบบนั้น” พูดจบปุ๊บ เสียงหัวเราะของมันก็ดังลั่นรถ “ประชดเว้ย”

                “เอ้า โอเคๆ” ไอ้เม่นพยายามหยุดขำแล้วยกมือยอมแพ้ “ลองโทรเข้าเครื่องพี่ดีกว่านะ”

                “มีคนรับไหม”

                “เพิ่งเลื่อนหาชื่อ”

                “ช้าว่ะ”

                นั่งลุ้นอยู่ข้างคนเอาโทรศัพท์เครื่องแพงแนบหู ไอ้เม่นขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า มันกดปิดแล้วโทรย้ำอีกหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีใครรับ เครื่องก็ยังติดอยู่ หรือว่าคนเอาไปจะไม่กล้ารับวะ

                “ผมว่า...” เสียงที่ขัดการคิดของผมดังขึ้น ทำให้ต้องปรายหางตามอง “ตอนผมขับตามรถพี่มา ผมยังโทรหาแล้วพี่ยังตะโกนด่าผมอยู่เลยนะ เมื่อกี้น่ะ”

                “มั่วป่ะวะ...” เออก็จริง เมื่อกี้ผมเหมือนรับโทรศัพท์จากไอ้เด็กข้างๆ นี่อยู่เลย ตะโกนด่าตอนที่สัญญาณไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว “หรือว่า” เหมือนละเมอคนเดียว ผมรีบผลักประตูรถออกแล้วพุ่งไปที่รถของตัวเอง “ทำไมเปิดไม่ออกวะ”

                “พี่ยังไม่ได้ปลดล็อคเลย มันจะเปิดได้ยังไง” หันขวับไปมองคนพูดที่มายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “ใจเย็นครับ เดี๋ยวผมจูนให้” อยู่ๆ ไอ้เม่นก็ยกมือขึ้นมาสองข้างแล้วนวดขมับผมเบาๆ

                “เออๆ” เหมือนจะรู้สึกดีขึ้น...มั้ง ผมรีบเปิดรถ พยายามค้นหามือถือตัวเอง พร้อมๆ กับมีเสียงริงโทนดังขึ้น “นั่น มือถือ” โผล่หน้าออกมาแล้วชี้บอกไอ้คนที่โทรย้ำเข้าเครื่องของผม ไอ้เม่นมันชะโงกหน้าเข้าไปดู และไม่รู้มันจงใจหรือบังเอิญที่ปากมันชนแก้มของผม

                ละครน้ำเน่าชัดๆ

                “มือถือของพี่จริงๆ ด้วย” ไอ้เม่นหยิบโทรศัพท์ของผมออกมาพร้อมรอยยิ้มแฉ่ง “หน้าบูดทำไม”

                “บูดเชี่ยอะไรล่ะ” ผมคว้าโทรศัพท์ของตัวเองมาถือ ลูบๆ คลำๆ ด้วยความรัก เกือบไปแล้วลูกพ่อ

                “เจอแล้ว งั้นเราไปกินข้าวกันเถอะ” เหมือนได้ยินเสียงเบาๆ จากที่ไหนสักที่ ผมจูบหน้าจอมือถือตัวเองหลายๆ ครั้ง ก่อนที่จะถูกแย่งออกไป “ไปกินข้าวกันครับ”

                “ยุ่งว่ะ ไปก็ไป ไม่ได้หิวด้วยนะเนี่ย”

 

........................................................

 

                ทำไมข้าวปั้นหน้าปลาไหลมันอร่อยวะ ไข่หวานก็อร่อย อันนั้นด้วย อันนี้ก็ใช้ได้ อร่อยหมดทุกอย่างเลยให้ตาย สมแล้วที่อยู่ในร้านแพงๆ แบบนี้

                “มองทำไม” เงยหน้าขึ้นมาเจอกับดวงตาตรงข้ามที่จ้องอยู่

                “มองคนบอกไม่หิวไง โห ถ้าหิวจะกินขนาดไหนเนี่ย”

                “กินไม่ให้เสียน้ำใจคนเลี้ยงเว้ย ไม่ได้หิวเลย” พูดจบก็ยัดหมูทอดชิ้นใหญ่เข้าปาก ยักคิ้วให้ไอ้คนที่มันส่ายหน้า “กินดิ่”

                “มองพี่ก็อิ่มแล้วไหมวะ กินขนาดนี้ เอาไปเก็บไว้ไหนหมด” ไอ้เม่นเหลือบตามองผมแล้วหัวเราะออกมา “ตัวแม่งโคตรผอม”

                “ร่างกายเผาผลาญดีเว้ย” อันที่จริงปกติไม่ได้กินดีแบบนี้ อาหารประทังชีวิตคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

                “วันเสาร์พี่ว่างป่ะ” ผมเงยหน้ามองคนถาม ท่าทางมันดูลังเลแปลกๆ

                “อืม...ไม่ว่างว่ะ กูนัดกินเหล้ากับเพื่อนไว้”

                “ที่ไหน”

                “คอนโดพี่โช” พอผมพูดชื่อเจ้าของห้องที่ผมจะไปกินเหล้า (ฟรี) เท่านั้น ไอ้เม่นก็หน้าสลด พี่โชคือแฟนของไอ้กลอยเพื่อนรักผม ซึ่งไอ้เม่นกับพี่เขาไม่ถูกกัน “มึงมีอะไรหรือเปล่าวะ”

                “เปล่าครับ”

                หลังจากคำปฏิเสธ ไอ้เม่นก็ดูเงียบลง ผมเริ่มกินช้าลงเพราะมัวแต่คอยสังเกตอาการของเด็กตรงหน้า หรือมันจะยังชอบเพื่อนผมอยู่เลยทำใจไม่ได้ที่ได้ยินชื่อ แต่มันถามก่อนนี่นา

                พอกินเสร็จก็ถึงเวลากลับ มื้อนี้มีเด็กเลี้ยง เงินในกระเป๋าของผมก็อยู่ครบ แอบเกรงใจมันเหมือนกันนะ ราคาอาหารทั้งหมดโดนไปหลายพัน เหงื่อผมแทบแตก ตอนสั่งมัวแต่หิวลืมดูราคา ไอ้เม่นดูแปลกไปจริงๆ บนรถมันขับแบบเงียบๆ ไม่มีเสียงพูดกวนโมโหอะไรอีก จนมาถึงหอพักของผม

                “สองวันนี้ผมคงมาหาพี่ไม่ได้นะ มีสอบ” ไอ้เม่นบอกก่อนผมจะลงจากรถ ผมเลยพยักหน้าส่งๆ ไป

                “ดีแล้ว หัดไปเรียนบ้าง ไม่ใช่มาตามตูดกูเช้า กลางวัน เย็น เกรดออกมาห่วยระวังถูกไล่ออก”

                “พี่เป็นห่วงผมเหรอ” ทั้งแต่ออกจากร้านอาหารจนมาถึงหอ ผมเพิ่งเห็นรอยยิ้มของมันนี่แหละ ช่างมัน เอาใจมันหน่อย

                “เออ ก็มึง...”

                “ดีใจหล๊าย หลาย”

                กำลังจะพูดต่อ แต่ไอ้เม่นกลับพูดแทรก มันทำหน้าตากระดี้กระด๊าจนน่าหมั่นไส้

                “เออๆ ขับรถกลับบ้านดีๆ นะมึง อย่าไปเสยฟุตบาทล่ะ”

                ยืนรอจนรถเก๋งสีดำขับจนลับตา ผมเดินขึ้นห้องด้วยสภาพที่ท้องแน่นจนจะเป็นปลาพะยูน กินขนาดนี้น้ำหนักต้องขึ้นแน่เลย หาเวลาไปวิ่งสักวันดีกว่า...สักวันนะ

 

 

........................................................................

 

                “ทำไมกูไม่เห็นเด็กมึงเลยวะช่วงนี้” เหล่ตามองไอ้เกมส์ที่ปากมันคาบถุงนมเปรี๊ยวแต่ก็ยังถามออกมาได้ “หรือมันจะตาสว่างแล้ว”

                “ตาสว่างพ่อง” ฟาดสมุดเข้าหัวจนไอ้เกมส์ถลึงตาใส่

                “แนะๆ หลงชอบมันไปแล้วล่ะสิมึง”

                “หุบปากหมาของมึงเลยไอ้มีน” ด่าเสร็จ ผมก็ถูกหัวเราะเยาะ จะทำร้ายพวกมันทีเดียวก็ไม่ได้ เดี๋ยวถูกเอาคืนจะเจ็บตัวเปล่าๆ “มันสอบ”

                “ใครสอบวะ” ไอ้เจคงได้ยินเสียงลอยๆ ของผมบอก

                “ไอ้เม่น” ตอบนิ่งๆ

                “แหม ปากบอกไม่ชอบ แต่รู้เรื่องเขาหมดทุกอย่างนะมึง” ไอ้เจผลักหัวผมซะเกือบชนกับไอ้เกมส์ที่นั่งข้างๆ “เพื่อนกูจะมีผัวแล้ว”

                “ผัวพ่องมึงไอ้เชี่ยเจ”

                “พ่อกูมีผัวเหรอวะ”

ดูความกวนบาทาของไอ้เจมัน ปากแบบนี้ไม่รู้พี่อินคายตะขาบให้มันเป็นเฮดว๊ากได้ยังไง

                “ไอ้เหี้ย” ด่าส่งท้ายก่อนจะก้มหน้าสนใจการบ้านตรงหน้าต่อ ยืมของสาวสวยประจำห้องมาลอกเลยนะครับเนี่ย ไม่อยากจะโม้

                “ว่าให้คนอื่น มึงเถอะ เมื่อวานกูเห็นซ้อนไอ้ดีฟไปไหนมาดึกๆ ดื่นๆ” จากผมที่ถูกเค้น ตอนนี้ไอ้มีนเปลี่ยนไปเค้นไอ้เฮดว๊ากแทน ไอ้เจเลิกคิ้วนิดๆ คงจะหาคำตอบที่ไม่ทำให้ตัวเองต้องถูกคาดคั้นหนัก ไอ้นี่แผนมันสูงนะครับ หน้าหล่อๆ ไว้ใจไม่ได้ “รีบๆ ตอบ อย่าตอบโลกสวยเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์นะมึง” ไอ้มีนดักทางอย่างรู้ทัน เลยได้เสียงหัวเราะรอบวง รวมทั้งผมที่เริ่มกดดันเพื่อนตัวเองบ้าง ทำกูไว้มาก โดนซะบ้าง

                “กูไปกินเหล้า” ไอ้เจตอบเรียบๆ มันยกขาไขว่ห้างท่าทางแบบสบายๆ

                “เหล้ากับไอ้ดีฟสองคนเนี่ยนะ” คราวนี้สาวหนึ่งเดียวของกลุ่มทักขึ้น อีแน่วขยี้รูหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ไอ้เฮดว๊ากอย่างมึงไปแดกเหล้ากับคนอื่นที่ไม่ใช่พวกกูสองต่อสองเนี่ยนะ”

                “ไอ้ดีฟก็เพื่อนกู”

                “เพื่อนแต่ไม่สนิท มีอะไรปิดบังกูใช่ไหม”

เขาว่ากันว่า คนทำผิดมักจะไม่กล้าสบตาตอนตอบคำถาม ไอ้เจก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งเจอสายตาคาดคั้นสี่คู่มันยิ่งทำหน้าไม่ถูก

                “มึงอย่ามาหาเรื่องกูอีแน่ว กูชวนมึงแต่มึงไปหาเมีย ไอ้พวกนี้ก็ไม่ว่าง” ไอ้เจมันบอกเหตุผล ซึ่งทุกคนรอบโต๊ะต่างพากันพยักหน้าเข้าใจ

                “แล้วไอ้ดีฟมายังไง” ยกเว้นอีแน่วที่ไม่ยอมปล่อย สัญชาตญาณของผู้หญิงนี่น่ากลัวจริงๆ

                “มันโทรมาชวนกูไปกินเหล้าพอดี นัดไอ้เชี่ยอัธด้วย แต่แม่งดันไปทำธุระ กูเลยได้ไปกับไอ้ดีฟ” เหตุผลที่สองถูกถ่ายทอดมาอีกรอบ “แล้วที่กูซ้อนมัน ก็เพราะมันมาส่งกูที่หอ หรือพวกมึงจะให้กูเดินกลับ”

                “รถมึงอะ” ผมถามปุ๊บ ถูกสายตาเหี้ยมโหดตวัดมามองทันที

                “ร้านอยู่ไม่ไกลหอกู มึงจะให้กูเอาน้องจูนไปเหรอวะ” น้องจูนคือฟอจูนเนอร์ครับ แต่มันเรียกสั้นๆ ของมัน “หยุดซักไซ้กู เพราะมันไม่มีอะไร” มีดักทางไว้ด้วย

                “อะไร กูบอกยังว่ามีอะไร แต่ถ้ามี กูกัดไม่ปล่อยเหมือนไอ้มู่แน่” อีแน่วชี้หน้าก่อนกัดลูกชิ้นที่มันซื้อมา

                “เกี่ยวอะไรกับกู”

                “เพราะมึงมีอะไรกับไอ้เด็กนั่นไง”

                “เชี่ย ไม่มีเว้ย”

                “โวยวายๆ ไม่มีก็ไม่มี แต่ถ้ามีละก็ หึๆ”

                ผมพับสมุด หนังสือแล้วเดินขึ้นห้องเรียนทันที เบื่อที่จะคุยกับพวกมัน ทำไมผมถึงเถียงสู้อีแน่วไม่ได้...ว่าแต่ ไอ้เม่นก็หายไปจริงๆ วันนี้เป็นวันที่สอง ไม่มีแม้แต่ข้อความใดๆ หรือมันจะอ่านหนังสือหนัก แต่ผมก็ยังเห็นไอ้กลอย รุ่นพี่คณะมันยังไปหาขนมหวานกินอยู่เลย หรือมันจะตาสว่างแบบที่ไอ้เกมส์ว่าจริงๆ

                หลังจากช่วงเช้าเรียนจนเต็มอิ่ม ตอนบ่ายเด็กปีหนึ่งมีแข่งกีฬา ผมแบกถังน้ำเดินตามไอ้จ๊อดไปที่สนาม ตอนนี้พวกปีหนึ่งเริ่มวอร์มร่างกายกับพวกปีสามสาขาอื่นที่มันเลิกเรียนก่อน มาถึงก็ทักทายนิดๆ หน่อยๆ เพราะวันนี้ต้องเจอศึกหนัก ดังนั้น เราจะมัวมาเล่นๆ กันไม่ได้ ต้องจริงจัง

                “เด็กมึงไม่มาเหรอ” ไอ้ป๋อง เพื่อนต่างสาขาแกว่งปากหาเสี้ยนจริงๆ

                “มึงเห็นไหมล่ะ ไม่เห็นแสดงว่าไม่มา” ตอบห้วนๆ แต่คนถามไม่ถือสา เพราะมันรู้จักผมพอใช้ได้ เรื่องปากหมาไว้ใจไอ้ม่านได้

                “สรุปแล้วมึงคบกับไอ้เด็กหน้าขาวนั่นจริงๆ เหรอวะ” ยังไม่หยุดถามอีก สงสัยอยากเจอหมาขั้นแอ๊ดวานซ์

                “ที่จริงกูก็ไม่ได้อยากตอบหรอกนะ แต่เห็นมึงอยากรู้กูก็จะบอก” ผมกระดิกนิ้วเรียกให้มันมาใกล้ๆ พอมันยื่นหูมาผมก็ตะโกนเต็มเสียง “เสือก”

                “ไอ้เหี้ยมู่ หูกู” ไอ้ป๋องหน้าบูดเป็นตูด มันยกมือกดหูตัวเองแล้วเดินแยกไปทันที สมน้ำหน้า อยากยุ่งเรื่องคนอื่นดีนัก

                ผมหัวเราะกับตัวเองเมื่อเพื่อนตัวกวนไปแล้ว มือก็หยิบนั่นหยิบนี่ ก่อนจะมีเท้าคู่หนึ่งมายืนตรงหน้า อยู่ๆ หัวใจก็เต้นคึกโครมจนแทบจะโดดออกมา ผมค่อยๆ ไล่มองจากรองเท้าขึ้นไปเรื่อยๆ จนเห็นหน้าขาวที่ยืนมองพร้อมรอยยิ้ม

                “ขอน้ำแก้วหนึ่งครับพี่ม่าน”

                “เออ”

                ไม่ใช่ไอ้คนที่ชอบก่อกวน แต่เป็นเด็กรุ่นน้องในคณะ ผมรีบหยิบน้ำในกระติกยื่นให้ พอได้มันก็ยกมือไหว้แล้วเดินไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนของมัน พอไม่ได้ห้อยป้ายชื่อ ผมก็ไม่รู้จัก ยิ่งสมองมีความจำสั้นอยู่ด้วย นี่ถ้าใส่เมมการ์ดได้คงต้องหาซื้อที่ความจำเยอะๆ หน่อย

                การแข่งขันฟุตบอลนัดรองชนะเลิศเริ่มต้น เสียงเฮ เสียงกลองก็ดังไปทั่วสนาม ผมยืนลุ้นอยู่กับเพื่อนตัวเอง มันแหกปากเหมือนถูกเหยียบหาง ทั้งที่ผมก็ควรเป็นแบบนั้น แต่คราวนี้กลับยืนมองเฉยๆ รู้สึกแปลกกับตัวเองที่เป็นอยู่

                “เชี่ย” เสียงสบถจากไอ้จ๊อดทำให้ผมสนใจเกมส์ ถูกนำไปแล้วหนึ่งประตู ลำบากแล้วคณะผม แต่เวลายังไม่หมด ชัยชนะยังคงรออยู่

 

                ผมพยายามตัดเรื่องกังวลใจทิ้งไป แล้วสนุกสนามกับเกมส์กีฬาตรงหน้า เริ่มแหกปากไปกับไอ้จ๊อด แล้วเรื่องไอ้เม่นก็หายไปจากหัวเมื่อคณะผมเตะเข้าตาข่ายไปเป็นลูกที่สอง นำหน้าคณะศึกษาแล้วเว้ย สุดท้ายเสียงนกหวีดเป่า คณะผมก็ลอยลำรอวันชิง ผมกระโดดกอดไอ้จ๊อดจนตัวลอย ปีนี้จะเป็นปีของคณะเกษตรของผม เห็นไหม ไอ้ม่านไม่ได้โม้

ความคิดเห็น