งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 1
แบบอักษร

 

 

ผู้ดูแลคนใหม่ 

 

“ใครบอกให้เข้ามา เอาออกไป” เสียงตวาดดังลั่นห้อง ก่อนที่เสียงของจานชามที่ถูกปัดตกพื้นจนแตกกระจายจะดังขึ้นตามมาติด ๆ ทำให้หลายคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานสะดุ้งไปตาม ๆ กัน แต่ดูเหมือนทุกคนจะไม่ได้ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมากนักหรืออีกนัยก็คือ เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยจนแทบจะนับครั้งไม่ได้และกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับบ้านหลังนี้ไปเสียแล้ว พอเกิดเรื่องทีไรไม่ว่าใครที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็คงคิดไม่ต่างกันนักว่า คนนี้เองก็ดูท่าจะไปไม่รอดอีกแล้วเหมือนกัน 

“เข้าไปดูหน่อยไหมป้าอิ๋ว นี่คุณวีอาละวาดอีกแล้วนะ ไม่รู้ยายผู้ดูแลโดนฆ่าหมกห้องไปหรือยัง รู้ทั้งรู้ว่าคุณวีไม่อนุญาตให้เข้าไปในห้องก็ยังจะเข้าไปอีก สมควร” นิดว่าเสียงแจ๋นอย่างติดตลก ล้อสาวใหญ่ตัวอวบที่กำลังยืนหั่นหมูทำหน้าเครียดอยู่ใกล้ ๆ แต่เรียกสาวใหญ่ก็คงไม่ถูกนักเพราะอายุอานามป้าแกก็ปาเข้าไปห้าสิบกว่า ๆ แล้วด้วยสิ

“เอ๊ะ นางนิดนี่ คุณวีเธอไม่ใช่คนใจร้ายใจดำแบบนั้นเสียหน่อย ถ้าทีหลังฉันได้ยินหล่อนพูดอะไรทำนองนี้อีก ฉันจะบิดหล่อนให้เนื้อหลุดเลย” คนสูงวัยวางงานในมือลงพลางหันไปตักเตือนนิดอย่างเป็นจริงเป็นจัง เมื่อก่อนกวีเองก็เป็นคนใจดีดูอบอุ่นมากคนหนึ่ง ถ้าไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้น ป่านนี้ชายหนุ่มคงแต่งงานมีครอบครัวมีความสุขไปแล้ว และที่เธอกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์สาเหตุก็คงมาจากความหงุดหงิดที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจนึกเหมือนเมื่อก่อน คนที่เคยเดินเหินได้ปกติพอมาวันหนึ่งต้องมานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่บ้าน จะออกไปไหนมาไหนแต่ละทีกลับต้องมีคนตามไปด้วยเสมอ สำหรับคนที่เคยมีอิสระมันคงยากที่จะรับได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แม้มันจะผ่านมาเกือบสามปีแล้วก็ตาม คงต้องอาศัยเวลาและให้กำลังใจเธอหน่อย ตัวแกนั้นเลี้ยงกวีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ย่อมรู้จักนิสัยใจคอของคนที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างดีว่าโดยเนื้อแท้แล้วคุณของแกเป็นคนยังไง เวลาคนอื่นมาว่าคนที่แกรักเหมือนลูกไปในทางเสียหายจะให้นิ่งเฉยก็กระไรอยู่ นางนิดมันก็คงจะพูดเล่นไปตามประสาแต่ถ้าคนอื่นมาได้ยินแล้วเอาไปพูดต่อ มันคงไม่ดีนัก แล้วดูสิดูนางคนนี้มันทำ ยืนลอยหน้าลอยตาคนต้มจืดในหม้อบนเตาไม่ใส่ใจคำที่พูดสักนิด ปล่อยให้แกบ่นของแกคนเดียวอยู่อย่างนั้น แต่พอก้มหน้าจะทำงานที่ทำค้างอยู่ต่อบ้าง เสียงแหลม ๆ แสบหูที่ป้าอิ๋วไม่ต้องมองก็รู้ว่าเป็นใครกลับเข้ามาดึงความสนใจจากแกอีกครั้งจนได้

“หายหัวกันไปไหนหมด”

“เออ วันนี้ไม่ต้องทงต้องทำมันแล้วอาหารนี่” ป้าแกบ่นเล็กบ่นน้อยในลำคอ สายตาในตอนแรกที่มองมีดและเนื้อหมูบนเขียงกลับต้องเงยหน้ามองผู้มาใหม่ เธอใส่เดรสสีแดงเลือดนกแหวกอกกว้างโชว์ก้อนเนื้อทั้งสองที่แทบจะผลิออกมารับอากาศด้านนอก ความยาวกระโปรงก็จวนจะปิดก้นใหญ่ ๆ แทบไม่มิด นี่แม่คุณอายุสี่สิบสามแล้วไม่ดูสารรูปตัวเองเสียเลย ถึงหุ่นเหิ่นจะยังดีแต่น่าจะสำเหนียกถึงวัยตัวเองบ้าง ใบหน้าก็แต่งเข้มซะเหมือนงิ้วหลงโรง คราบแป้งอะไรต่อมิอะไรปนเปกันไปหมด

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณอรอินทร์”

“เอะอะอะไรกันแต่เช้า” คนมาใหม่ถามพลางขยี้ผมที่กระเซอะกระเซิงเหมือนพึ่งตื่นแล้วหาวหวอด ๆ เหมือนคนอดหลับอดนอนมาทั้งคืน สังคมผู้ดีที่หล่อนทะเยอทะยานปีนเข้ามาไม่ได้ช่วยขัดเกลากริยาของหล่อนบ้างเลยหรือ ก็อย่างว่าพื้นเพเป็นคนอย่างไรก็คงเป็นคนอย่างนั้น แกไม่ได้คิดดูถูกคนแต่คิดว่าดูคนตรงหน้าไม่ผิด

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณกวีเธอ” ป้าอิ๋วเป็นคนตอบคำถามแต่ยังพูดไม่ทันครบประโยคดี เสียงของเจ้าหล่อนก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน

“เจ้านายพวกแกอีกแล้วล่ะสิ ทำไมถึงมีปัญหาอยู่เรื่อย รู้ไหมมันลำบากฉันที่ต้องหาคนมาดูแล กี่คนต่อกี่คนกันแล้วที่ทนไม่ไหวลาออกกันไปหมด นี่ฉันอุตส่าห์เวทนาสงสารหาคนมาดูแลเห็นว่าพิการเดินเองไม่ได้ แทนที่จะเจียมตัวกลับเอาแต่โวยวายน่ารำคาญ ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยนะนายของพวกแกน่ะ” อรอินทร์ถอนหายใจพูดเยาะ ๆ ทำปากเบ้อย่างรังเกียจกับสภาพคนในห้องที่เกิดเสียงนั้นเสียเต็มประดา ถ้ากวีไม่มีประโยชน์จ้างให้เธอก็ไม่คิดจะเหลียวแล พวกง่อยเพลี้ยเสียขาแบบนั้น เป็นตัวเกะกะไม่พอยังมาสร้างภาระให้เธออีก

“แหม คุณอรอินทร์ขาใครเขาจะเหมือนคุณล่ะคะ เที่ยวจนดึกจนดื่นแต่ละวันก็กลับยันเช้า ไม่รู้ว่าไปค้างอ้างแรมกับใครมา คุณวีก็ดีแสนดีอนุญาตให้อาศัยทั้งที่จริงไม่จำเป็นต้องให้อยู่เลยด้วยซ้ำ น่าจะเชิญ ไม่สิต้องพูดว่าสมควรเฉดหัวคุณอรอินทร์ออกจากบ้านไปตั้งนานแล้ว แต่คุณวีคงเห็นว่าคุณอรอินทร์เคยเป็นเมียน้อยพ่อของตัวเองมาก่อน เลยให้อาศัยเกาะเป็นหมัดเป็นเห็บสูบเลือดสูบเนื้ออยู่เหมือนทุกวันนี้ จริงไหมป้าอิ๋ว” นิดโต้กลับแบบชัดถ้อยชัดคำ สุดจะทนกับคำพูดคำจาสุนัขไม่รับประทานของผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เท้าก็ยืนอยู่ในบ้านกวีแท้ ๆ ยังมีหน้ามาว่าเจ้าของบ้านเขาปาว ๆ ไม่รู้ตอนที่คุณท่านยังอยู่ไปคว้าเอาแม่นี่มาทำเมียได้ยังไง เกิดมาก็พึ่งเคยพบเคยเจอ

“กรี๊ด อีนางนิด คอยดูเถอะระวังจะไม่ที่ซุกหัวนอน อีไพร่ อีชั้นต่ำ เป็นแค่คนใช้กล้าดียังไงมาด่าฉันแบบนี้” อรอินทร์กระทืบเท้าเต้นเร่า ๆ เหมือนโดนน้ำร้อนลวกที่นิดว่าเธออย่างไม่ไว้หน้า ยกไม้ยกมือหมายจะวิ่งเข้ามาตบอีกฝ่ายแต่นิดเองก็ใช่จะยืนนิ่งรอให้อรอินทร์มาทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว เจ้าหล่อนยกเท้าชูกำปั้นเตรียมพร้อมสู้

“ทำไมจะไม่กล้า วิเศษวิโสมาจากไหน ก็แค่เมียน้อยที่มาเกาะเขากินไปวัน ๆ มา เข้ามา อีไพร่คนนี้แหละ จะชกอีผู้ดีจอมปลอมให้เลือดกบปากหมา ๆ นั่นเลยคอยดู”

“พอแล้วนางนิด พอ ๆ เดี๋ยวจะมีเรื่องใหญ่โตกันพอดี” ป้าอิ๋วกอดเอวของนิดไว้ไม่ให้พุ่งไปใส่อรอินทร์ที่ก็พุ่งเข้ามา แต่ฝ่ายนั้นกลับโดนลุงพิณที่ยืนฟังเรื่องราวอยู่ใกล้ ๆ มาได้ซักพักคว้าตัวเอาไว้เช่นกัน กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา

“ปล่อยนะไอ้แก่ อย่ามาโดนตัวฉัน อี๋ขยะแขยง ตัวก็ดำ มือก็สกปรก ปล่อยบอกให้ปล่อย” อรอินทร์ตวาดแว้ดอย่างหยาบคลายใส่ลุงพิณ ไม่ได้สนอายุของคนที่สูงวัยกว่าเลยสักนิด

“หยุดเถอะครับคุณอร ถือว่าผมขอ นางนิดเอ็งก็ด้วย ปากเอ็งนี่นะ”

“ไม่ ฉันจะสั่งสอนมัน หลานแกมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ปล่อยอย่ามาจับฉัน” ขืนปล่อยไปตามที่เธอบอกคงได้มีเรื่องเลือดตกยางออก ไม่ได้กลัวว่านางนิดมันจะเจ็บตัวแต่คนที่แกกอดอยู่ตอนนี้ต่างหาก คงจะได้อ่วมอรทัยสมใจอยาก แม้จะไม่ชอบใจในคำพูดของผู้หญิงปากมอมคนนี้นักแต่จะปล่อยให้ตบตีกันก็ใช่เรื่อง ตอนแรกอยู่แค่บริเวณหน้าห้องครัวแต่ตอนนี้กลับยื้อกันวุ่นวายลามมาถึงกลางตัวบ้าน

“เห็นไหมลุง ปากแบบนี้มันต้องโดนเสียบ้าง ถ้าวันนี้ไม่ได้เห็นดีกันอย่ามาเรียกฉันว่านางนิด ป้าอิ๋วปล่อยฉัน” นิดเองก็ไม่ยอมแพ้ ยิ่งฟังคำด่าทอที่อรอินทร์มีให้ลุงพิณ เธอก็ยิ่งโมโห

“แก ปากดีนักใช่ไหม ปล่อยไอ้แก่ แกจะมากอดฉันไว้ทำไม” ส่วนอีกคนก็ไม่ยินยอม ดันทุรังจะมีเรื่องเสียให้ได้ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อผู้มาใหม่เอ่ยขึ้น

“หยุด หยุดเดี๋ยวนี้” การกระทำทุกอย่างหยุดลงฉับพลัน เมื่อหันไปมองก็พบเข้ากับชายหนุ่มที่กำลังนั่งหน้านิ่งอยู่บนรถเข็น “ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่ากำลังทำอะไรกันอยู่”

“คุณวี” คนแรกที่ได้สติเห็นจะเป็นป้าอิ๋ว แกรีบเดินจ้ำอ้าวมาหาผู้เป็นเจ้านายทันที “คุณวีทำไมอยู่คนเดียวคะ แล้วนี่คุณณีไปไหน ทำไมไม่มาดูแลคุณวีหรือว่าแอบอู้งานใช่ไหมคะ” ใช้ไม่ได้เลยแม่คนนี้ เป็นคนดูแลประสาอะไรปล่อยให้คนป่วยไปไหนมาไหนเองตามลำพัง ป้าอิ๋วยิ้มก่อนจะทำหน้าบึ้งยามถามหาผู้ดูแล

“ผมไล่คุณณีออกแล้วครับ” คนฟังอ้าปากค้างนิด ๆ ก่อนจะหุบลงแล้วส่ายหน้าเหมือนปลงตก แกไม่ตกใจสักเท่าไหร่เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้านายหนุ่มไล่คนออก ช่วงสองปีหลังที่ผ่านมา บ้านหลังนี้มีคนเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น หน้าที่ของคนเหล่านั้นคือการดูแลกวีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งก็มีแต่ผู้หญิง ล่าสุดก็คนที่สิบสี่แล้ว

สำหรับกวีแล้ว ผู้ดูแลไม่ได้มีความจำเป็นอะไรมันจึงไม่แปลกที่จะไล่ออก ส่วนคนที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนกลับเป็นแม่เลี้ยงของกวี ที่ไม่เคยจะรู้ตัวสักนิดว่าตัวเองนั้นเป็นเหตุผลหลักที่เขาไม่คิดจะเก็บคนของเธอไว้ใกล้ตัว เพราะถ้ารู้เธอคงไม่เดินนวยหน่ายเข้ามาหาแบบนี้ ก่อนที่เธอจะเดินมาถึงกวีก็เอ่ยถึงประโยคที่ถามไปแต่แรกเสียก่อน

“ตกลงว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ครับ” ดูเหมือนคนตรงหน้าจะสะดุดกับคำถามนิดหน่อย คงนึกว่าชายหนุ่มจะลืมเหตุการณ์ก่อนหน้าไปแล้ว

“ก็คุณอร” นิดกำลังจะตอบแต่ก็โดนอีกคนดักคอไว้

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณกวี ก็แค่สั่งงานคนใช้” อรอินทร์เน้นคำท้ายประโยค พลางหันไปเบ้ปากทำหน้าตาน่าหมั่นไส้ใส่นิดที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังอย่างผู้ชนะ ซึ่งนิดก็ทำได้แค่กำมือแน่นอย่างอดทนไม่โมโหตามการยั่วยุของอีกฝ่าย ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้านายมาขัด เธอกับยายผู้ดีจอมปลอมคงได้เละกันไปข้างหนึ่ง

“อย่างนั้นเองเหรอครับ” กวีตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างไม่ติดใจอะไร เพราะที่จริงตัวเขาทันได้ยินและเห็นหมดทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่ไม่พูดอะไรออกไปก็แค่อยากรู้ว่าคนตรงหน้าจะเล่นละครแบบไหนให้ดูอีก แล้วมันก็น่าตลกเสียจริง ทีเมื่อครู่ยังด่าเขาไว้สาดเสียเทเสียแต่ตอนนี้กลับแถจนสีข้างเกือบถลอกได้แบบหน้าด้าน ๆ

“คุณวี”

“กวีครับคุณน้า” ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนถือตัว ถึงจะรวยแต่ก็ไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง การเรียกชื่อสั้น ๆ กวีอนุญาตให้เฉพาะคนสนิทและคนในบ้านเท่านั้น เว้นแต่อรอินทร์ที่ไม่ได้รับสิทธ์ให้เรียก

“น้าลืมตัวไป ขอโทษค่ะ” ฝ่ายหญิงหน้าเจื่อนพอสมควรแต่คงจะถูกใจนิด เธอหลุดหัวเราะคิกคักออกมา ทำให้ลุงพิณผู้เป็นลุงแท้ ๆ ของตีเพี้ยะไปที่แขนหลานสาวอย่างปราม ๆ อรอินทร์ที่รู้สึกเสียหน้าจึงแสร้งบีบน้ำตาตีหน้าเศร้าก่อนจะเอ่ยต่อ “ใจร้ายจังเลยนะคะ ยังไง ๆ น้าก็มีศักดิ์เป็นเมียคุณประพันธ์ เป็นแม่ของคุณกวี”

“ก็จริงครับแต่ที่ถูกคือแม่เลี้ยง ซึ่งผมมั่นใจว่าไม่ได้ยินดีหรือต้องการเรียกคุณน้าว่าแม่เลยสักครั้ง” ถ้าดูไม่ผิดกวีเห็นแววความไม่พอใจจากดวงตาของคนตรงหน้า แม้จะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแล้วกลับมาเศร้าแบบเดิมก็ตาม “แม่ผมเสียเมื่อสี่ปีก่อน หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีพ่อผมก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในเหตุการณ์นั้นผมเองก็อยู่ด้วยแต่ผมกลับไม่ตายกลายมาเป็นคนพิการเดินไม่ได้แบบนี้” กวีสบตาอรอินทร์นิ่ง ๆ หลังพูดจบ เขาไม่มีวันลืมและคงจะไม่ลืมมันไปชั่วชีวิตกับการตื่นขึ้นมาเจอกับความสูญเสียครั้งนั้น แต่คนตรงหน้าก็ยังบีบน้ำตาเสแสร้งไม่เลิก

“คุณประพันธ์เป็นสามีของน้านะคะ น้าเองก็เสียใจไม่ได้น้อย” แต่ก็ต้องสะอึกเมื่อกวีพูดแทรกอีกครั้ง

“นั้นสิครับคงไม่มีใครดีใจหรอกว่าไหม” เสียใจอะไรกัน อย่าให้พูดเลยจะดีกว่าสำหรับผู้หญิงไร้ยางอายคนนี้

“ค่ะ ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น คุณกวีเองก็ต้องอยู่กับปัจจุบันนะคะเพราะเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว วิญญาณของคุณประพันธ์คงจะไม่สงบที่ทำให้พวกเรายังเศร้าโศกไม่เลิกราอยู่แบบนี้” ชายหนุ่มนั่งมองอรอินทร์เล่นละครด้วยแววตาเรียบเฉย ส่วนป้าอิ๋ว ลุงพิณหรือแม้แต่นิดเองก็ยังส่ายหน้าเอือมระอากับบทบาทที่เธอพยายามแสดง ทั้งที่ลับหลังนั้นเป็นอีกอย่างอยู่ต่อหน้ากลับพูดอีกอย่าง นี่แหละนะที่เขาว่ากันว่าพวกหน้าไหว้หลังหลอก

“นั่นสินะครับ”

“แล้วคุณกวีจะทำยังต่อไปค่ะ”

“เรื่องอะไรเหรอครับ” กวีตีหน้าซื่อมองอรอินทร์ที่พยายามพูดบางอย่าง ซึ่งเขาก็พอจะเดาออกว่าเธอจะพูดถึงอะไร

“ก็เรื่องแม่ดรุณีนั่นยังไงล่ะคะ แล้วต่อไปใครจะเป็นคนดูแลคุณกวีกัน น้าเป็นห่วง พูดแล้วน้ายังเจ็บใจไม่หายมาพูดกับน้าเสียดิบดีรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะที่แท้ก็ท่าดีทีเหลว” ตอนแรกพูดดีบอกทำได้แต่นี่ยังไม่ทันครบเดือนก็ไม่ไหวแจ้นหนีไปอีกคน ไม่รู้จะกลัวอะไรนักหนาก็แค่คนพิการ อรอินทร์ยังคงจีบปากจีบคอพูดต่อไป ช่างเป็นบทละครที่มีแต่ความเสแสร้งไม่มีความจริงใจเลยสักนิด

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ป้าอิ๋วก็อยู่”

“ใช่ค่ะคุณอร ป้าดูแลให้เองดีกว่า” แกเสนอ ขืนพวกนั้นมาอีกสุขภาพจิตของคุณวีคงเสียกันก่อนจะหายพอดี สู้แกดูของแกเองไม่ดีกว่าหรือ เพราะยังไงเรื่องอาหารการกินของกวี แกก็เป็นคนจัดการให้ทุกอย่างอยู่แล้ว

“ไม่ได้” อรอินทร์ตวาดเสียงดังจนป้าอิ๋วสะดุ้ง พอเจ้าหล่อนรู้สึกตัวเลยแก้ต่างออกมา “คือน้าคิดว่าแค่งานในบ้านมันก็เยอะแล้ว ตอนกลางวันก็หาคนมาแบ่งเบาป้าอิ๋วไปจะได้ไม่เหนื่อยมาก อีกอย่างสู้ให้คนที่รู้เฉพาะทางมาดูแลไม่ดีกว่าเหรอคะน้าว่า” กวีกดยิ้มตรงมุมปากนิด ๆ รู้ดีว่าเพราะอะไรเธอถึงอยากให้คนอื่นมาดูแลเขานัก เมื่ออยากได้โอกาสเขาก็จะยื่นมันให้อีกครั้งและคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว มาดูกันสิว่าเธอจะทำยังไงต่อไป “นะคะคุณกวีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวขอให้น้าได้ทำหน้าที่แม่เลี้ยงที่ดีเป็นครั้งสุดท้ายบ้าง ไม่อย่างนั้นน้าคงจะรู้สึกผิดต่อคุณประพันธ์ไปจนตายแน่ ๆ”

“ตามใจคุณน้าเถอะครับผมยังไงก็ได้ ขอตัวก่อนนะครับ คุณน้าเองก็ดูอยากจะพักผ่อนเต็มที่แล้ว เมื่อคืนคงจะหนักไปหน่อยเชิญครับ” กวีพูดทิ้งไว้ให้ได้อายแค่นั้นก่อนจะเอามือปลดล็อคที่ล้อแล้วหมุนรถเข็นไปอีกทาง ป้าอิ๋วกับนิดก็กลับเข้าครัวเพราะเจ้านายหนุ่มบอกไม่ให้ตามไป ลุงพิณเองก็เดินออกไปทางแปลงดอกไม้ที่ทำงานค้างไว้อยู่ ตอนแรกแค่จะมาหาน้ำเย็น ๆ ดื่มแต่ดันมามีเรื่องเสียก่อน ไม่รู้เมื่อไหร่บ้านหลังนี้จะได้อยู่อย่างสงบสุขสักที คนแก่ก็ได้แต่บ่นในใจ

ส่วนอรอินทร์ที่ถูกปล่อยให้ยืนอยู่เพียงลำพัง เธอมองตามชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นอย่างไม่วางตา ถ้ากวีหันกลับมาสักนิดคงจะได้เห็นสายตาแห่งความเกลียดชังที่มีต่อเขา มันช่างเต็มไปด้วยความโกรธและมุ่งร้ายที่เจ้าของของมันมองอย่างทิ่มแทงตรงมาที่เขา

“อีกไม่นานหรอกกวี เวลาของแกมันใกล้จะหมดลงแล้ว” อรอินทร์พูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนของบ้าน

 

 

 

 

 

กริ๊ก ปัง เสียงเปิดและกระแทกปิดประตูห้องนอนของอรอินทร์ดังขึ้นแต่เธอยังไม่พอใจกับการระบายเพียงแค่นั้น เธอโยนกระเป๋าหรูลงบนเตียง ก่อนจะเดินไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใช้มือกวาดเอาสิ่งของที่อยู่บนนั้นลงพื้นตกกระจัดกระจายแล้วกรีดร้องออกมา

“ไอ้กวี ไอ้ง่อย ทำไมแกถึงไม่ตายไปตั้งแต่ตอนนั้น จะอยู่เป็นมารขวางความสุขฉันไปถึงเมื่อไหร่” หญิงวัยกลางคนไม่ได้สนหรือกลัวเสียงของเธอจะเล็ดลอดออกไปให้คนนอกห้องได้ยิน เพราะชั้นสองของบ้านก็มีแค่เธอที่อาศัยอยู่ เมื่อก่อนไอ้กวีและพ่อมันก็อยู่บนนี้แต่หลังเกิดอุบัติเหตุพ่อตาย ตัวมันเองก็พิการ เลยจำต้องย้ายไปอยู่ข้างล่าง ถ้าไม่มีมันสักคนป่านนี้บ้านหลังนี้คงกลายเป็นของเธอไปแล้ว ขอแค่ไม่มีมันเท่านั้น เธอเงยหน้ามองกระจกเงาที่สะท้อนภาพของตัวเองที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็พึ่งพอใจกับมันเสมอ เธอยังดูสาวดูสวยจนผู้แรกรุ่นบางคนยังอิจฉา แล้วก็เพราะใบหน้านี้นี่แหละ ที่ใช้หลอกล่อพ่อหน้าโง่ของมันจนสำเร็จ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรลงไปอีก เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูก็ดังขึ้นขัดความคิดของเธอเสียก่อน “ใครมันโทรมาตอนนี้ ฉันยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย” แต่พอเห็นชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอ เธอกลับยิ้มหวานออกมาทันที

“ค่ะที่รัก” เธอรับสายขณะนั่งเอาขาไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ทั้งที่เมื่อครู่ยังหงุดหงิดเรื่องกวีเสียยกใหญ่ “ก็เหมือนเดิม ปากดีเหมือนเดิม” แต่เหมือนอีกฝ่ายจะเริ่มทำให้เธอกังวล จนต้องแสดงออกทางสีหน้า “นี่แม่ดรุณีนั่นก็โดนไล่ออกอีกแล้ว ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานที่เตรียมไว้ก็โดนไล่ออกหมดก่อนทุกคน” ถึงอย่างนั้นอรอินทร์ก็ยังยิ้มออกมาเมื่อคนปลายสายพูดหวานเข้าใส่ ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่รักของเธอก็น่ารักเสมอ “ค่ะ อรจะพยายามเพื่อเราสองคนอีกครั้งนะคะ โอเค แล้วเจอกันค่ะที่รัก” เจ้าของห้องยืนคุยโทรศัพท์ที่ดังให้ได้ยินอยู่ฝ่ายเดียวได้สักพักก็กดปิด หลังจากคุยธุระกับอีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อย

เธอจะไปหาคนมาจากไหน ที่ผ่านมาก็เยอะเกินไปแล้ว จ้างคนมาดูแลเป็นสิบ ๆ คนแต่กลับใช้งานไม่ได้เลยสักคน ไอ้ง่อยนั่นก็เรื่องมากไล่คนที่เธอหามาออกจนหมด อรอินทร์เริ่มร้อนรนอย่างคิดไม่ตกกับการหาคนมาดูแลกวีอีกครั้ง มันไม่ง่ายเลยที่จะหาคนมาทำงานให้ โอกาสมีอีกแค่ครั้งเดียว ถ้าพลาดอีกที่รักของเธอต้องไม่พอใจแน่ ๆ ตลอดสองปีที่ผ่านมาพวกเธอจำใจให้เวลามันยืดออกไปเพื่อรอโอกาสมาตลอดและครั้งนี้เธอต้องทำให้สำเร็จ แต่ใครกันที่เธอพอจะยืมมือได้บ้าง ถ้ายังจะหาคนตามศูนย์หรือโรงพยาบาลมาก็คงจะชวดอีกตามเคย

“จริงสิ ฉันลืมแกไปได้ยังไง” อรอินทร์เหยียดยิ้มออกมาเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก ทำไมเธอถึงโง่แบบนี้ น่าจะคิดได้ตั้งแต่แรก คนใกล้ตัวเธอเองแท้ ๆ เมื่อตกลงกับตัวเองแบบนั้น โทรศัพท์สีชมพูเครื่องสวยก็ถูกยกกลับมาใช้งานอีกครั้ง ซึ่งรอสายอยู่ไม่นานปลายสายก็กดรับ

“เรียกใออัยมาคุยกับฉันหน่อยสิ”

 

 

 

 

 

สายลมเอื่อย ๆ ที่พัดผ่านทำให้เส้นผมสีเปลือกไม้ยาวละต้นคอพลิ้วไหวแต่เจ้าของก็หาได้สนใจ เจ้าตัวยังคงทอดสายตามองผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มคละแสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ยามเย็น ที่ตกกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับนั้นราวกับว่า ถ้าไม่มองภาพตรงหน้าเอาไว้เขาอาจไม่มีโอกาสได้เห็นภาพสวยงามแบบนี้อีก

สายน้ำที่ตาเรามองเห็นว่ายิ่งใหญ่และกว้างไกล แต่มันกลับไม่สามารถขับเคลื่อนการไหลเวียนหรือกำหนดกระแสของตัวมันเองได้ ชีวิตเขาเองก็คงไม่ต่างกันที่มักจะแปลผันตามคำสั่งของคนคนหนึ่งเสมอ เมื่อเช้าผู้หญิงคนนั้นโทรศัพท์มาหาในรอบสามปี นึกแล้วก็อยากจะหัวเราะ แทนที่จะดีใจเขากลับรู้สึกกังวลและคิดไม่ตกกับความลับที่บังเอิญไปรู้เข้า บอกใครใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่ง ‘ใออัย’ เด็กหนุ่มชาวเกาะจะเคยไปอาศัยอยู่ในบ้านเศรษฐีรวยหมื่นล้านแบบนั้น หรือถ้ามีคนเชื่อก็คงคิดว่าเขาไปเป็นคนรับใช้ในบ้านนั้นเสียมากกว่าแต่นั่นเปล่าเลย ใออัยไปอยู่ในฐานะที่ดีกว่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อนเขาถูกพาเข้าไปอยู่ในบ้าน ‘บดินทร์อารักษ์’ พ่วงด้วยตำแหน่งหลานชายภรรยาใหม่ของเจ้าของบ้าน ซึ่งตัวเขาก็ทำได้แค่ก้มหน้ารับสภาพที่เธอยัดเยียดให้ ใออัยอยู่ที่นั่นได้ไม่ถึงครึ่งปีก็ขอกลับมาอยู่กับตายายที่เกาะตามเดิม แม้จะเป็นแค่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่เขาก็มีความสุขที่ได้อยู่กับเธอ และนี่คงเป็นโอกาสอีกครั้งที่ใออัยจะสามารถไปอยู่ข้าง ๆ เธอคนนั้นได้ แต่ความรู้สึกผิดที่มันเกาะกุมอยู่ภายในมันกำลังทำให้เขาลำบากใจ ถึงเจ้าตัวจะไม่ใช่คนทำผิดแต่มันดีแล้วจริงหรือที่เขาจะกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกครั้ง การติดต่อกลับมาคราวนี้ก็เหมือนครั้งก่อน ทั้งที่ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอไม่คิดจะมาดูดำดูดีหรือถามไถ่อะไรพวกเราสามหลานตายายเลยสักนิด

‘กวี บดินทร์อารักษ์’ ที่เธอพูดถึง เขาเองก็ไม่เคยเจอหรือรู้จัก อีกอย่างใออัยก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก จะให้พูดหรือถามต่อให้เจ้าตัวพูดได้ก็คงไม่คิดจะทำ และคนบ้านนั้นเองก็ไม่ได้พูดเรื่องครอบครัวให้ฟัง เวลาที่เหลือก็เอาแต่อยู่ในห้องหรือไม่ก็สวนดอกไม้ข้างบ้าน อยากปฏิเสธแต่ก็ทำไม่ลง เพราะอีกใจก็อยากจะชดเชยบางสิ่งให้แก่ครอบครัวกวีบ้าง ถึงมันจะเทียบไม่ได้กับความผิดที่เธอคนนั้นทำไว้เลยก็ตาม และใออัยเองก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้นี้มันอาจต้องกลายเป็นชดใช้แทน

“เจ้าอัย ใออัยลูก” เป็นเสียงตาอุ่นที่เรียก แกนึกเป็นห่วงเพราะค่ำมืดขนาดนี้คนเป็นหลานก็ยังไม่โผล่หน้ากลับบ้านสักที จะไม่ให้เป็นห่วงได้อย่างไรในเมื่อหน้าตาของมันสวยจนผู้หญิงยังอาย เกิดใครเข้าใจผิดฉุดมันไปแล้วจะแย่ ยิ่งมันเป็นแบบนั้นจะมีปัญญาไปสู้หรือส่งเสียงเรียกให้ใครช่วยได้ ตาอุ่นเดินมาหยุดตรงเนินดินที่สูงขึ้นจากพื้นประมาณสามสี่เมตรเห็นหลานชายตัวดียืนยิ้มยิงฟันหันมาทางแกที่เป็นตาแท้ ๆ ของมันอยู่ ไม่รู้ว่าเจ้าอัยมันชอบอะไรที่นี่นัก จะกี่ครั้งที่มันหายไปก็จะมาอยู่ที่นี่เสมอ เมื่อก่อนต้องเดินหาจนทั่วเกาะ แต่พอรู้ที่ประจำของมันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะหาโดยเดาไม่ยากว่ามันไปอยู่ที่ไหน

“ลงมาเลยแล้วกลับบ้านกลับช่อง นางนิ่มมันห่วงเอ็งจะแย่แล้ว มันไล่ให้ข้ามาตามเอ็งถ้าไม่เจอไม่ต้องกลับ เอ็งนี่นะชอบทำให้พวกข้าเป็นห่วงอยู่เรื่อย” ปากก็บ่นส่วนตาแกก็มองหลานตัวแสบที่กำลังปีนป่ายเนินดินลงมา ดูสิถ้าเกิดตกลงมาแข้งขาหักจะทำยังไง ทำไมชอบเล่นซนเป็นเด็ก ๆ ไปได้ เมื่อลงมาเหยียบพื้นได้แล้ว เด็กหนุ่มก็เดินมาเกาะแขนตาอุ่นพลางเอาหัวซบไหล่ ที่มีสายเสื้อกล้ามตัวเก่าขาด ๆ ที่ตาแกใส่อยู่อย่างอ้อน ๆ

“ไม่ต้องมาทำอย่างนี้เลย กลับบ้านไปกินข้าวกันได้แล้ว” ตาอุ่นว่าพลางยกมะเหงกใส่หัวทุย ๆ ของหลานชายไปหนึ่งที คนโดนเขกก็ได้แต่ลูบหัวลูบผมปอย ๆ แกไม่ได้โกรธเจ้าตัวแสบมันหรอก แกก็แค่เป็นห่วง ถ้ามันปกติแบบเด็กหนุ่มชาวเกาะทั่วไปมีหรือจะมาตามมันแบบนี้ “พรุ่งนี้นางอรมันจะให้คนมารับเอ็งแต่เช้า ไม่รู้มันคิดอะไรของมันพ่อแม่ก็ไม่เคยมาหาแล้วนี่จะเอาเอ็งไปอยู่ด้วยอีก ข้าไม่เข้าใจกับความคิดของมันเลยจริง ๆ” เมื่อสามปีก่อนตอนที่มันติดต่อมาก็เพาะเรื่องของเจ้าหลานคนนี้ ไม่รู้ว่าตอนที่ไปอยู่ที่นู้นมันไปเจออะไรมาจากคนที่เงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบเข้าไปกันใหญ่ กว่าจะกลับมาร่าเริงได้เล่นกินเวลาไปเป็นปี นางอรเองจากนั้นก็ไม่ติดต่อมาอีกจนเมื่อเช้านี้ที่โทรมาก็เป็นแบบอีหรอบเดิม เล่นขายของอยู่หรือยังไงอยากให้ไปก็รับไปพอไม่มีอะไรก็ปล่อยกลับมา ทำเหมือนเจ้าใออัยมันไม่มีหัวใจ ถ้าตาอุ่นหันมามองหลานชายบ้างสักนิดจะรู้เลยว่าใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่ได้หายไป หลงเหลือแต่เพียงความวิตกกังวลให้ได้เห็น สองตาหลานพากันเดินมาจนถึงหน้าบ้านก็เห็นยายนิ่มยืนรออยู่ก่อนแล้ว

“หนูอัยของยายไปไหนมาลูก” ยังไม่ทันได้ก้าวขาขึ้นบนบ้านเสียงยายนิ่มก็ดังขึ้นเสียก่อน เป็นเรื่องปกติที่ยายนิ่มชอบเรียกใออัยว่าหนูอัย ยายบอกที่เรียกแบบนี้เพราะมันน่ารักเหมาะกับเขาดี ใออัยเองก็เคยเถียงว่าตัวเองเป็นผู้ชายแต่แกก็ยังเรียกเหมือนเดิมจนตอนนี้เขาชินไปเสียแล้ว

“ไปเที่ยวมาครับ” เขาขยับปากบอกช้า ๆ เพราะไม่สามารถส่งเสียงผ่านลำคอออกไปได้ ถ้าพูดกับคนอื่นก็คงเป็นการสื่อสารที่ยากอยู่เหมือนกัน ใออัยไม่ถนัดใช้ภาษามือและคนส่วนใหญ่เองก็ไม่เข้าใจจึงใช่วิธีเขียนเอาเสียมากกว่า

“มาลูกมาไปกินข้าวกินปลา ยายทำแต่ของชอบไว้ให้เลยนะ” ยายนิ่มน่ารักแบบนี้เสมอ ประคบประหงมอย่างกับเขาเป็นเด็กทั้งที่อายุก็ยี่สิบสามปีแล้ว ใออัยอยู่กับตายายมาตั้งแต่เกิด จะมีช่วงที่ห่างกันก็แค่ห้าหกเดือนตอนที่ไปอยู่ที่กรุงเทพฯลฯ เมื่อครั้งนั้น ชื่อก็ตากับยายเป็นคนตั้งให้ สาเหตุที่เขามีชื่อเล่นว่า ‘ใออัย’ นั้นเป็นเพราะแรกเกิดตัวเขาไม่ยอมส่งเสียงร้องเหมือนเด็กทารกทั่วไป ขนาดตีก้นให้ร้องก็ยังเหมือนเดิม แต่อยู่ ๆ เจ้าหนูน้อยกลับไอออกเพราะสำลักนมแต่แค่สองครั้งแล้วก็หยุด ถ้าพูดให้คนอื่นฟังคงได้หัวเราะขำขัน แต่สำหรับตายายแล้วมันคือปาฎิหาริย์ ซึ่งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ตากับยายได้ยินเสียงของใออัย และนับตั้งแต่นั้นมาจนโตถึงเขาจะหัวเราะหรือจะร้องไห้ก็ไม่มีเสียงให้ได้ยินอีกเลย ส่วนชื่อจริง ‘อัยกรณ์’ ยายบอกว่าชื่อนี้แหละดีเหมือนผู้หญิงไปหน่อยก็ช่างมัน คนเราดีชั่วไม่ได้อยู่ที่ชื่อมันอยู่กมลสันดาร

“แหม นางนิ่มพอหลานรักมาก็โอ๋ใหญ่เลยนะ” ตาอุ่นอดแขวะเมียตัวเองไม่ได้แต่ใช่จะว่าได้เต็มปากเพราะตัวแกก็เอาใจหลานชายไม่แพ้กัน แต่ออกมาทางดุบ้างโอ๋บ้าง ไม่อย่างนั้นใออัยมันจะเสียคนเอา

“ก็หลานของฉันใครมันจะทำไม เดียวพรุ่งนี้หนูอัยไม่อยู่แล้วฉันจะไปโอ๋ใคร นางอรนะนางอร” พูดแล้วก็โมโห พ่อแม่ก็ไม่เคยมาเหลียวแลปล่อยให้อยู่ตามประสาตาแก่ยายแก่ พวกแกก็อายุอานามหกสิบกว่า ๆ กันแล้ว จะถามสารทุกข์สุขดิบบ้างนี่ไม่มีเลย น่าน้อยใจนัก หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องการอะไรมาก แค่อยากให้ถามสักคำยามอยู่ไกลกันก็ไม่เคย แล้วนี่อยู่ดีไม่ว่าดีจะมาพรากเอาดวงใจของแกไปเสียดื้อ ๆ ครั้นจะไม่ให้ไปก็กระไรอยู่

ใออัยมองสองตายายยิ้ม ๆ ไม่อยากให้แกกังวลกับเรื่องนี้มากนัก ตอนแรกยายนิ่มไม่ยินยอมให้เขาไป บอกมันปุบปับแกรับไม่ทัน แต่ผู้เป็นตากลับบอกให้ตัวเขาเป็นคนตัดสินใจซึ่งแกก็ยอมรับผลของมันแต่โดยดี อาหารมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายแต่คงไม่ใช่ท้ายสุดที่พวกเราสามคนจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน พรุ่งนี้ก็ต้องรีบขึ้นฝั่งตั้งแต่เช้าโดยที่ตากับยายก็จะตามไปส่งด้วย

หลังอาหารมื้อค่ำจบลง อาจจะเป็นมื้อที่กินเวลานานไปเสียหน่อยแต่ก็มีความสุข ยายนิ่มเอาแต่ตักนู้นตักนี่ให้กลัวไปอยู่ที่นู้นจะไม่ได้กินอาหารชาวเกาะแบบนี้อีก พอเก็บจานชามล้างเรียบร้อย ต่างคนก็ต่างแยกย้ายทำภารกิจส่วนตัวก่อนจะเข้านอนกัน คนบนเกาะแบบพวกเราส่วนใหญ่จะนอนแต่หัวค่ำแล้วตื่นเช้า แต่คืนนี้เห็นจะมีคนนอนดึกเพราะนอนไม่หลับ นอนพลิกซ้ายขวาคิดสาระตะแบบนั้นอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ได้แต่ปลงคงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรม เด็กหนุ่มนอนมองหลังคาบ้านที่มุงด้วยหญ้าสานอย่างคิดไม่ตก จนเวลาล่วงเข้าเช้าวันใหม่ถึงได้ข่มตานอนหลับ

“ไปดีมาดีนะลูก คิดถึงยายก็กลับมาหายายนะหนูอัย” ยายนิ่มเอาแต่พูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่หกโมงครึ่งจวนเจียนจะเจ็ดโมงก็ยังพูดอยู่ ไม่ใช่ว่าเขาอยากไป ถ้าเลือกตามใจอยากได้ตัวเขาคงเลือกอยู่กับสองคนนี้อย่างไม่ลังเล

“นี้ยายแก่ จะล่ำลาเจ้าอัยมันอีกนานไหม”

“เอ๊ะ ตาแก่นี่ ก็ฉันเป็นห่วงหลานของฉัน จะไปตกระกำลำบากที่ไหนหรือเปล่าก็ไม่รู้ แกไม่ห่วงหลานมันเลยเหรอ” ยายนิ่มเหวใส่ผู้เป็นสามี ไอ้ห่วงมันก็ห่วง แต่ใออัยมันโตแล้วจะให้แกทำเหมือนมันเป็นเด็กแบบที่เมียแกทำก็เห็นจะไม่ไหว

“มันก็หลานฉันทั้งคนไม่ให้ห่วงมันแล้วจะไปห่วงใคร ที่ฉันพูดเพราะไม่อยากให้หลานมันลำบากใจ ดูหน้ามันสิบ่อน้ำตามันจะแตกแล้วนั่นน่ะ”

“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะลูก ยายไม่ร้องแล้วนะ แต่หนูอัยของยายต้องกลับมาเยี่ยมตากับยายบ้างนะลูก” ท่าทางการเช็ดน้ำหูน้ำตาของยายนิ่มทำให้สองตาหลานหลุดยิ้มออกมา แกไม่อยากเห็นหลานมันร้องไห้นัก ลำพังชีวิตมันก็น่าสงสารพออยู่แล้ว อยากให้ใออัยมีแต่รอยยิ้มมีแต่ความสุข หนุ่มน้อยก้มลงไปเขียนอะไรบางอย่างในสมุดก่อนจะฉีกให้ผู้เป็นยาย ประโยคในกระดาษแผ่นนั้นบอกแค่ว่า ‘จ้ะ หนูอัยสัญญา’ แค่นั้นก็ทำให้ยายนิ่มยิ้มออก แกห่วงใออัยเพราะเจ้าตัวไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหน วัน ๆ ก็อยู่แต่ในเกาะ เวลาตาอุ่นออกไปหาปลาก็ไม่เคยให้หลานมันไปด้วยซักครั้ง กลัวผิวขาว ๆ ของใออัยมันจะดำเอา คิดไปคิดมาตกลงพวกแกมีหลานชายแน่หรือทำไมต้องหวงกันขนาดนี้ เลยกลายเป็นว่าแต่ละวันมันมีหน้าที่แค่เอาปลาที่ตาอุ่นหามาได้ไปขายก็เท่านั้น ถึงมันจะไม่ได้เดียงสาจนอ่อนต่อโลก แต่ปัจจัยทางร่างกายทำให้มันมีข้อด้อยจนผู้ที่เลี้ยงมาเลิกห่วงไม่ได้เสียที

ใออัยเข้าไปกอดแล้วหอมแก้มที่เหี่ยวย่นตามวัยนั้นสองฟอด ก่อนจะเลยไปกอดผู้เป็นตาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันอย่างจะบอกลา ถ้ามีเสียงใออัยก็คงอยากบอกว่า ใออัยไปก่อนนะตาจ๋ายายจ๋าแล้วหนูจะกลับมา การแทนตัวว่าหนูกับตายายเป็นเรื่องปกติของเขา คนเป็นหลานย่อมอยากจะน่ารักเสมอเมื่ออยู่กับผู้อันเป็นที่รักและเลี้ยงตัวเองมาจนโต

“ไปดีมานะเจ้าอัย ไปถึงก็อย่าลืมส่งข่าวมาบอกพวกข้าบ้างล่ะ” ตาอุ่นบอก แม้สุดท้ายหลานชายจะขึ้นรถที่มารอรับเรียบร้อยแล้ว แต่สองตายายก็ยังยืนกอดปลอบกันแล้วมองมาที่รถคันสีดำอย่างไม่วางตา คนมีอายุรู้สึกใจหายแปลก ๆ ความรู้สึกลึก ๆ เหมือนมันร้องบอกพวกแกว่า แกกำลังจะเสียหลานสุดที่รักให้ใครสักคน

รถเคลื่อนตัวออกจากที่จอด เขาชะโงกหน้าออกไปมองพลางโบกมือลาจนภาพสองตายายที่ยืนอยู่หายไปจากสายตาเมื่อรถเลี้ยวไปอีกทาง ใออัยจึงได้กลับมานั่งนิ่ง ๆ อย่างจมอยู่ในความคิดของตนเองอีกครั้ง

 

 

 

 

 

กรุงเทพมหานครฯ

ยังเหมือนเดิมทั้งสวยและใหญ่โต ถึงจะไม่ได้มาตั้งนานแต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ป้ายที่เขียนว่า ‘บดินทร์อารักษ์’ ก็ยังอยู่ที่เดิม แค่มองดูจากภายนอกยังอดชื่นชมไม่ได้ สถานที่คนรวยอาศัยอยู่มันช่างดูดีเหลือเกิน เจ้าตัวถอนหายใจยาว ๆ ออกมาหนึ่งครั้ง จะบอกว่าเป็นเสียงก็คงไม่ใช่เพราะการถอนหายใจสำหรับใออัย มันเป็นแค่การพ่นลมหายใจแรง ๆ ออกมาเท่านั้น คนตัวเล็กยื่นมือไปกดออดหน้าบ้านสองครั้งแล้วยืนรอคนมาเปิดประตูหน้าบ้านให้

รถที่ไปรับใออัยมาคนขับจอดให้เขาลงตรงนี้ก่อนที่คนขับรถคันนั้นจะขับออกไป ใออัยนึกว่าเป็นคนขับรถของบ้านบดินทร์อารักษ์แต่เห็นจะไม่ใช่ รอไม่นานก็มีคนมาเปิดประตูซึ่งเป็นคนที่เขาเองก็รู้จัก แต่พอลุงพิณเห็นชัดว่าเป็นใครที่ยืนส่งยิ้มไปให้ แกก็ร้องเรียกชื่อเขาออกมาอย่างแปลกใจระคนดีใจ

“คุณใออัย” ลุงแกกุลีกุจอเข้ามาช่วยยกกระเป๋าเป็นการใหญ่ซึ่งเจ้าตัวส่ายหน้าสื่อออกไปว่าไม่เป็นไร แต่ดูเหมือนลุงแกจะไม่ยอมรับในการปฏิเสธ สุดท้ายก็แย่งกระเป๋าที่มีอยู่ใบเดียวไปถือเองจนได้ “ยายอิ๋วแกคงดีใจน่าดู” ผู้อาวุโสว่าให้ได้ยินขณะก้าวนำเด็กหนุ่มเข้าบ้าน ครั้งนั้นที่มาอยู่ใออัยสนิทกับคนที่นี่พอสมควร มีแต่คนใจดีกันทั้งนั้นและหวังว่าคนที่เขามาเพื่อดูแลก็คงจะใจดีเหมือนกันนะ พอเข้ามาในตัวบ้านได้ก็เป็นจริงอย่างที่ลุงพิณว่า

“ลุงพิณใครมา หนูอัย” สิ้นเสียงป้าอิ๋วก็วิ่งเข้ามากอดเขาเสียเต็มรัก ถ้าตั้งตัวไม่ทันคงได้ล้มกลิ้งทั้งคู่เป็นแน่ “หนูอัย ป้าอิ๋วคิดถึงจังเลย มาได้ยังไงคะ มามะมาให้ป้าหอมแก้มที” ดูท่าจะไม่รอคำอนุญาต ป้าอิ๋วจับหน้าใออัยกดจูบพลิกซ้ายทีขวาที เจ้าตัวเองก็ไม่ต่อต้าน แถมยังอำนวยความสะดวกให้โดยการย่อตัวลงไปเพราะเจ้าตัวสูงกว่าป้าแกพอสมควร เห็นตัวเล็ก ๆ แต่ก็สูงถึงร้อยหกสิเจ็ดเซนติเมตร แม้มันจะเตี้ยกว่ามาตรฐานชายไทยอยู่เยอะก็ตาม

“ดูป้าแกทำ คุณหนูอัยคงได้ช้ำกันหมด ดูแก้มคุณเขาสิแดงหมดแล้ว พอเลย ๆ เดียวหายใจหายคอกันไม่ออกพอดี” พี่นิดพูดแซวออกมายิ้ม ๆ ดีใจกับการมาของใออัยอยู่ไม่น้อย ตรงนี้ไม่ได้มีแค่ลุงพิณ ป้าอิ๋ว แต่ยังมีแม่บ้านสาวอยู่อีกสองสามคน ดูเหมือนจะเป็นคนใหม่ ๆ กันทั้งนั้น แต่ละคนมีท่าทีงงงัน คงจะตกใจที่อยู่ดี ๆ ใออัยก็โผล่มา

“โอ๊ยนางนิด มันตั้งสามปีเลยนะ ฉันคิดถึงของฉันจะขัดอะไรนักหนา” นิดคงไม่อยากขัดหรอกแต่คงกลัวคนตัวบางหายใจไม่ออกจริง ๆ ก็ป้าแกเล่นรัดแน่นเสียขนาดนั้น “มาค่ะ ไปกินน้ำกินท่ากันก่อน มาตั้งไกลคงจะเหนื่อย” คนเก่า ๆ ที่ยังเหลืออยู่ก็คงมีแค่ป้าอิ๋ว ลุงพิณ พี่นิด สามปีมานี่อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป

“ว่าแต่คุณน้าไม่อยู่เหรอครับ” ใออัยยกสมุดที่ก้มเขียนเมื่อครู่ให้ป้าอิ๋วอ่าน พออ่านจบก็ทำหน้าตาเหมือนไม่สบอารมณ์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบคุณน้าออกขนาดนั้นแต่ทุกคนกลับยินดีต้อนรับเขาที่เป็นหลาน เหมือนทุกคนจะแยกแยะว่าเจ้าตัวกับน้าคือคนละคนกัน ถึงจะรู้สึกดีที่ทุกคนดีต่อตัวเองแต่ก็อดรู้สึกไม่สบายใจไปด้วยในคราเดียวกัน

“คุณอรเธอออกไปข้างนอกค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูอัยก็พักห้องเดิมนั่นแหละค่ะ ยังไงซะพอคุณอรเธอกลับมาก็คงทำแบบนี้ เดี๋ยวป้าให้เด็ก ๆ ไปจัดห้องให้” ใออัยรีบส่ายหน้าแต่ห้ามไม่ได้สุดท้ายเลยต้องปล่อยตามใจแก ป้าอิ๋วก็เหมือนยายนิ่ม ชอบเรียกคำนำหน้าเขาว่าหนูเหมือนกัน ส่วนเหตุผลก็ทำนองเดียวกันคือมันเหมาะ

“แล้วเจ้าของบ้านจะไม่ว่าเหรอครับ” สมุดที่วางไว้ถูกยกขึ้นมาใช้อีกครั้ง ยังไม่ทันให้เจ้าของบ้านอนุญาตก็จะเข้ามาอยู่ในบ้านเขาเสียแล้ว

“คุณวีเธอไม่ว่าหรอกค่ะ ขนาดคุณอรที่เธอเกลียดแสนเกลียดยังยอมให้อยู่เลย”

“ป้า ป้าพูดอะไรก็ดูหน้าคุณหนูอัยหน่อยสิ” พี่นิดสะกิดบอกเพราะสังเกตเห็นสีหน้าที่เริ่มเจื่อนขึ้นมาของใออัย

“อุ๊ย ป้าลืมตัว ขอโทษนะคะหนูอัย เด็กน่ารัก ๆ แบบหนูอัย ใคร ๆ ก็อยากให้อยู่ คุณวีเธอใจดีป้ารับรองได้เลย” เจ้าตัวไม่โกรธป้าอิ๋วซักนิดเพราะที่ป้าแกพูดมานั้นมันเป็นความจริง ไม่รู้น้าอรอินทร์ทนอยู่ในบ้านที่มีแต่คนไม่ชอบตัวเองแบบนี้ได้ยังไง ขนาดเขาที่ไม่ได้โดนเกลียดไปด้วยยังรู้สึกอึดอัด

เขาเคยบอกไม่อยากให้นิดเรียกว่าคุณหนูเพราะตัวเองก็เป็นคนธรรมดา อยากให้เรียกน้องหรือเรียกใออัยธรรมดาก็ไม่ยอมเรียก บอกเหตุผลแค่ว่าใออัยเหมาะกับคำ ๆ นี้ สุดท้ายก็ต้องเลยตามเลยให้เรียกแบบนั้น จากนั้นเขาก็โดนซักโดนถามเสียยกใหญ่จากทั้งคนงานเก่าและใหม่อยู่ร่วมชั่วโมง

หลังจากที่ถามนั่นนี้นู้นกันไปพอสมควร ใออัยก็ตอบเท่าที่ตอบได้โดยผ่านตัวหนังสือเหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่ได้บอกเรื่องมาดูแลกวีให้ทราบ เพราะไม่รู้ว่าคุณน้าจะให้มาทำงานนี้จริง ๆ หรือเปล่า พอใกล้ค่ำป้าอิ๋วขอเตรียมมื้อเย็น เจ้าตัวก็เลยขอตัวออกมาเดินเล่นรอคนที่บอกให้เรียกว่าน้ากลับมา เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงประตูทางทิศตะวันออกที่มีแปลงดอกไม้หลากหลายสายพันธ์ปลูกอยู่ บริเวณนี้กินพื้นที่เยอะกว่ามุมอื่น ๆ แถมมีโต๊ะเก้าอี้เข้าชุดให้นั่งพักผ่อนอีกด้วย

เป็นมุมผ่อนคลายสบาย ๆ เขาชอบมานั่งตรงนี้และดูเหมือนจะมีดอกไม้ชนิดใหม่เพิ่มขึ้นมา สีสันก็สวยงาม คนดูแลก็คงเป็นลุงพิณ แกเก่งจริง ๆ ที่ควบคุมดูแลเองทั้งหมดอาจจะมีคนช่วยบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ใออัยเคยได้ยินลุงพิณบอกว่าแปลงดอกไม้นี้คุณผู้หญิงของบ้านเป็นคนริเริ่มปลูกเพราะเธอเป็นคนชอบดอกไม้ พอคุณผู้หญิงเสียคุณท่านก็ให้ดูแลเป็นอย่างดี ลุงพิณเองก็ชอบเลยกลายเป็นว่าแปลงดอกไม้ที่มีขนาดเล็กก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าดูจากขนาดแล้วก็ขยายขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ใออัยชอบความสวยงามและกลิ่นหอม ๆ ของมันแค่สูดดมก็รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่น บนเกาะที่เขาอยู่ค่อนข้างปลูกยากแต่ก็ไม่ถึงกับหาดูไม่ได้ เพียงแต่ดอกไม้บางสายพันธ์ก็ไม่ง่ายเลยที่จะหาดู เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นมุมโปรดของเจ้าตัว ถึงแม้จะเป็นผู้ชายแต่ชอบดอกไม้ก็ถือว่าไม่แปลกหรอกใช่ไหม

ขณะที่ใออัยหลับตายืนพิงกรอบประตูหันหน้าออกไปทางแปลงดอกไม้ พลางคิดอะไรเพลิน ๆ กับตัวเองอยู่นั้นก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะเสียงทักห้วน ๆ ที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“เธอเป็นใคร”

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น