#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๒๖ :: พระจันทร์แทนใจ [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๒๖ :: พระจันทร์แทนใจ [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.3k

ความคิดเห็น : 86

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ย. 2559 21:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๒๖ :: พระจันทร์แทนใจ [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๒ ...

 

 

พระจันทร์แทนใจ

 

 

 

ข่าวด่วน! ช่วงหกโมงเช้าของวัน ตำรวจปฏิบัติการสามารถตามจับสองผู้ต้องหาซึ่งสันนิษฐานกันว่าเป็นบอดี้การ์ดคนสนิทของหัวหน้าพรรคมังกรดำได้สำเร็จ ผู้บัญชาการสูงสุดคาด ไม่เกินเที่ยงคืนของวันนี้จะสามารถตามรอยไปจนเจอที่หลบภัยของหัวหน้าพรรคได้ เนื่องจากทางออกสุดเขตภาคเหนือได้ถูกปิดกั้นไว้หมดแล้วด้วยฝีมือของหน่วยตำรวจชายแดน...

 

เสียงของผู้ประกาศข่าวสาวทำเอาวาโยที่กำลังให้นมลูกอยู่ในโรงพยาบาลถึงกับตื่นตระหนก สายตาสั่นระริกมองไปยังภาพจอมอนิเตอร์เล็กๆ ที่ถ่ายทอดสดให้ดูผ่านทางโทรทัศน์ อดจะใจกระตุกไม่ได้เมื่อเห็นว่าคนที่ตำรวจจับกุมตัวใส่กุญแจมือคือหานตงและหานโจวตัวจริงเสียงจริงที่เขาเองก็รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ยิ่งคิดได้ว่าเวลาที่เหลือของตัวเองมีน้อยลงเท่าไร วาโยก็ยิ่งเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่มีกับลูกไว้มากเท่านั้น คุณแม่มือใหม่โน้มหน้าลงไปหอมหน้าผากลูกน้อยเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นแตะแก้มกลมนิ่มเหมือนซาลาเปาเพื่อให้แน่ใจว่าช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้รับอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่เพียงความฝัน และเพราะน้องหนาวมีโครงหน้าคล้ายอี้เผิงมาก ทำให้เวลามองไปยังลูกน้อยทีไรก็ทำให้วาโยอดจะคิดถึงคนเป็นพ่อไม่ได้สักที

ดวงตาแป๋วแหวว จมูกโด่งเป็นสัน กับปากจิ้มลิ้มได้รูป คือมรดกที่ได้รับจากอี้เผิง ส่วนสีผิว สีผม และสีตานั้นเป็นกรรมพันธุ์จากทางฝั่งของเขา วาโยกอดหอมลูกน้อยอย่างแสนรักแสนคิดถึงอยู่สักพัก ก่อนจะเอาขวดนมออกจากปากลูกเมื่อเห็นว่ามันหมดจนเกลี้ยงก้นเหลือเพียงคราบขาวขุ่นซึ่งเกาะตามตัวขวดเพียงเท่านั้น

“ในขวดพวกนี้คือน้ำนมที่คุณวาโยคัดไว้เองเหรอคะ”

“ใช่ครับ แต่ต้องเก็บในอุณหภูมิที่เย็นจัดนะ เดี๋ยวมันจะบูดเร็ว”

“แล้วทำไมถึงทำตุนไว้เยอะจังคะ นี่คุณวาโยคิดจะไปไหนหรือเปล่า”

วาโยส่ายหน้าดิกปฏิเสธคำถามถึงแม้ใจจริงจะรู้ดีว่าเข็มอัปสรคงรู้คำตอบข้อนั้นดีอยู่แล้วก็ตาม คนโกหกไม่เก่งยกยิ้มบางก่อนจะยอมเฉลยความจริงที่ทำให้คนฟังอดเป็นห่วงไม่ได้

“ผมไม่ได้จะไปไหนหรอกครับ อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้...”

“นี่อย่าบอกนะคะว่าคุณวาโยจะเข้าไปช่วยคุณอี้...”

“อย่าไปเลยนะครับคุณวาโย! มันอันตรายเกินไป ตอนนี้คุณอี้เผิงกำลังถูกไล่ล่า สำนักข่าวใหญ่ประกาศออกสื่อโครมๆ แบบนี้ แสดงว่านี่มันไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นแล้วนะครับ”

เสียงของนทีที่ดักทางมาแต่ไกลทำให้ทั้งวาโยและเข็มอัปสรถึงกับชะงัก แม้จะคุยกันอย่างเปิดอกและบอกชัดเจนว่าคงสานสัมพันธ์กับอีกฝ่ายไปจนถึงขั้นนั้นไม่ได้ แต่มิตรภาพและความหวังดีที่นทีมีให้ก็ยังเรียกรอยยิ้มจากวาโยได้เสมอ ถึงในบางครั้งบางทีมันจะชวนให้ขัดใจมากกว่าจะรู้สึกขอบคุณก็ตาม

            “ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องตอบแบบนี้ แต่ผมคงต้องขอปฏิเสธคำขอร้องนั้น ผมรู้นะครับว่าคุณนทีเป็นห่วงผม แต่ผมเองก็เป็นห่วงคุณอี้เผิงเหมือนกัน ตอนนี้เขาอยู่ตัวคนเดียวแล้ว แม้แต่ลูกน้องสักคนก็ยังไม่มี...”

            ว่าพลางยกน้องหนาวให้เข็มอัปสรเป็นคนอุ้ม ก่อนจะหยิบกระเป๋าเป้ใบเล็กๆ ซึ่งด้านในมีอาวุธปืนหนึ่งกระบอกและกระสุนอีกห้าถึงหกนัดออกมาวางลงบนเตียง

            “ถ้าคุณนทีเป็นห่วงผมจริงๆ ผมขอแค่ให้คุณนทีช่วยพาคุณเข็มและลูกของผมไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยก็พอ เพราะผมได้ข่าวว่าตอนนี้หมอปั้นสิบเองก็ติดหางเลขคดีที่คอยช่วยเหลือคุณอี้เผิงไปด้วย ทำให้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปหลบภัยถึงฮ่องกง โชคดีหน่อยที่ฝั่งนั้นเขายังมีคุณราชันย์คอยซัพพอร์ต แต่ทางเราหนักหน่อยเพราะโดนจับตามองทุกฝีก้าวตรงที่ไปมีเรื่องกับลูกสาวกรมศุล การหนีออกนอกประเทศจึงทำได้ยากกว่าหมอปั้นหลายเท่า”

            วาโยอธิบายแทบไม่พักหายใจ ความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวฉายชัดในแววตาประดุจพญาเหยี่ยว จนเข็มอัปสรที่แม้จะไม่เห็นด้วยกับการกระทำบ้าบิ่นอยู่ในทีก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากห้ามอะไร สุดท้ายก็เป็นนทีเสียเองที่ต้องปรามไว้ ด้วยกลัวอีกฝ่ายจะทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบเหมือนเรื่องการทำแท้งลูกคนที่สอง

            “รับปากกับผมนะครับคุณนที ว่าคุณจะช่วยดูแลลูกของผมให้ปลอดภัย”

            “แต่...เอ่อ...ก็ได้ครับ ถ้านั่นเป็นความต้องการของคุณวาโยผมก็ยินดีจะทำให้ แต่ผมขอแค่ให้คุณลองใช้เวลาที่เหลือคิดทบทวนเรื่องนี้เพิ่มอีกสักนิด...”   

            “ขอบคุณนะครับ และต้องขอโทษด้วยจริงๆ ถึงอย่างไรผมก็ต้องไปเพราะคุณอี้เผิงยังหลบซ่อนตัวอยู่ ผมต้องช่วยเขา คุณนทีคงเข้าใจใช่ไหม”

            “แต่ว่าถึงจะเข้าไป ยังไงลำพังตัวคุณคนเดียวก็ช่วยเขาไม่ได้หรอกนะครับ กำลังคนมันต่างกันมากแค่ไหน คุณเองก็รู้”

            “ครับ เรื่องนั้นผมรู้ดี”

            “...”

            “แต่เพราะว่ารู้นี่แหละครับ ถึงทำให้ผมตัดสินใจที่จะไป”

            แม้ตอนที่ได้อยู่ใกล้ จะเกลียดบ้าง โกรธบ้าง รักบ้าง ก็ไม่เป็นไร...

            แต่ถ้าจะต้องตาย...ก็ขอให้ได้ตายไปด้วยกัน 

 

 

 

 

            หลังจากพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าและสีมืดสนิทของราตรีกาลเข้ามาเยี่ยมเยียนแทนความสว่างไสว วาโยก็จูบลาลูกน้อยทั้งน้ำตาและฝากฝังเด็กตัวเล็กไว้กับคนที่ไว้ใจมากที่สุด แม้จะปวดใจที่ต้องพรากจากลูกอีกครั้ง แต่มันก็ยังดีกว่าต้องเอาชีวิตลูกไปเสี่ยงกับบรรดาปัญหาไม่จบไม่สิ้นที่พวกผู้ใหญ่เป็นคนสร้างขึ้น

            ความรีบร้อนทำให้แม้แต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ไม่ได้ผลัดเปลี่ยน โชคดีที่ชุดคนไข้ของทางโรงพยาบาลน้ำหนักเบาทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัว แม้จะมีจุดอ่อนตรงที่สีของมันค่อนข้างดูสะดุดตา แต่เพราะมีศิลปะการป้องกันตัวรอบด้าน วาโยเลยไม่รู้สึกเป็นกังวลใจเรื่องที่อาจถูกศัตรูจับตัวได้ก่อนจะทันหาตัวอี้เผิงเจอ

            เพราะเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคมังกรดำ การใช้เส้นสายขอความช่วยเหลืออย่างลับๆ เพื่อตามหาที่ซ่อนตัวของอี้เผิงจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของคนระดับวาโยสักเท่าไรนัก เพียงส่งคำร้องไปไม่ถึงชั่วโมง ทั้งข้อความตอบกลับ ตำแหน่งที่อยู่ที่แน่ชัด และแผนที่ซึ่งใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัวโดยเฉพาะ ต่างก็ถูกจัดส่งเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของวาโยโดยตรง

เมื่อพบว่าจุดหมายคือภูสอยดาว วาโยจึงขออาศัยติดกระบะคันเก่าของชาวบ้านละแวกในเมืองมาลงใกล้ๆ แถบนี้ ทันทีที่รถหยุดลงตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน วาโยก็รีบกล่าวขอบคุณคนขับตามมารยาทก่อนจะเร่งออกเดินทางไปยังสถานที่ที่มั่นใจว่าอี้เผิงหลบซ่อนอยู่แถวนั้น แม้มันจะเป็นป่าที่อยู่ไกลจากตัวหมู่บ้านไปไม่กี่กิโลเมตร แต่ความล่าช้าจากการเดินเท้าก็ทำให้กินเวลาไปนานพอสมควร รู้ตัวอีกทีนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์ก็บอกเวลาเกือบสองทุ่มครึ่งแล้ว

            ไฟฉายจากโทรศัพท์เครื่องทัชสกรีนดูล้าสมัยและไร้ซึ่งสัญญาณการติดตามกลับมีประโยชน์ที่สุดในยามนี้ วาโยยกมันขึ้นส่องไปทางทิศเหนือของป่าใหญ่ เมื่อเพ่งดูทิศทางของแผนที่ดูดีๆ ก็ทำให้วาโยรู้ว่า ที่ซ่อนตัวของอี้เผิงอยู่ลึกเข้าไปอีกไม่ไกล  

            ระหว่างทางจึงแวะพักตรงลำธารใสเพื่อวักน้ำล้างหน้าล้างตัว หยาดเหงื่อและคราบเขม่าดินไหลลงผ่านลำคอระหง เมื่อรู้สึกตาสว่างจึงเงยหน้าขึ้นแล้วสังเกตไปจนถึงสุดปลายสายน้ำ ถ้าฉลาดพอเดินตามกระแสลำธารแห่งนี้ไปก็จะสามารถทำให้ไปโผล่ที่ท้ายหมู่บ้านภูสอยดาวได้อย่างไม่ยากเย็น เป็นตอนนั้นเองที่หนทางหนีทีไล่ถูกตระเตรียมไว้ตั้งแต่ยังไม่พบหน้าศัตรูสักคน

            “ลม”

            เสียงเรียกชื่อแสนคุ้นเคยจากทางด้านหลังทำให้วาโยเอี้ยวหน้าหันไปมอง เป็นตอนนั้นเองที่หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะเมื่อพบว่าคนที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าคือคนเดียวกันกับคนที่ตามหาแทบพลิกแผ่นดิน ยังไม่ทันที่สมองจะได้ทันสั่งการอะไรริมฝีปากก็พร่ำพึมพำชื่อของอี้เผิงซ้ำไปซ้ำมา ดูเหมือนว่าตอนนี้อีกฝ่ายก็คงจะรู้สึกตื่นตระหนกไม่น้อย เพราะคิ้วเข้มได้รูปคู่นั้นขมวดจนเป็นปมมุ่น มันฉายแววว่ากำลังรู้สึกสับสน งุนงง และประหม่ากับการที่ได้เห็นหน้าเขาในตอนนี้ทีเดียวพร้อมกัน

            “นาย...มาทำอะไรที่นี่”

            “ผมแค่อยากเข้ามาช่วยคุณ”

            “อย่ามาตลกนะลม นี่ใครสั่งให้นายมา!

            “ไม่มีใครสั่งผมทั้งนั้น ผมมาด้วยตัวของผมเอง”

            “ดี! ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปซะ”

            “...”

            “ไม่ได้ยินหรือไง ฉันสั่งให้กลับไป! เข้ามาทางไหนก็รีบไสหัวออกไปทางนั้น”

            “ไม่ครับ ผมไม่กลับ”

            “กลับไปซะลม นี่ไม่ใช่เวลาที่นายจะมาทำตัวดื้อกับฉันได้หรอกนะ”

            “ก็บอกแล้วไงครับ ว่าผมไม่กลับ”

            “ก็ได้! ถ้านายไม่กลับ งั้นฉันกลับเอง”

            “อย่ามาพูดจาเห็นแก่ตัวนะ!

            วาโยบริภาษออกไปทันทีที่อี้เผิงตั้งท่าจะเดินหนี สองเท้ารีบเร่งย่างสามขุมเข้าไปกอดเอวของอีกฝ่ายไว้แนบแน่น การโอบรัดจากทางด้านหลังที่ไม่เบาไปไม่แรงไปสามารถทำให้อี้เผิงหยุดชะงัก สายตาคมเข้มเลื่อนต่ำลงมองรอบเอวของตัวเอง ก่อนจะผ่อนลมหายใจหนักหน่วงอย่างระอาใจ เมื่อเห็นว่าวาโยยังไม่มีท่าทีจะยอมปล่อยง่ายๆ อี้เผิงจึงใช้พละกำลังที่มีตอบโต้กลับ เขาพยายามแกะมือไม้ที่เกาะเป็นระวิงของวาโยออก ทว่าดูเหมือนยิ่งออกแรงห้าม คนที่ไม่รักตัวกลัวตายก็ยิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นเข้าไปอีก แม้มันจะอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก แต่ขณะเดียวกันมันก็อบอุ่นเกินกว่าที่อี้เผิงจะทำตัวใจร้ายแล้วผลักไสมันไปได้แบบหลายครั้งที่ผ่านมา

            “คุณอี้เผิง หยุดเถอะนะครับ หยุดทำแบบนี้”

            “...”

“สิ่งที่คุณทำลงไปทั้งหมดมันเห็นแก่ตัวมามากพอแล้ว”

น้ำเสียงตัดพ้อของคนช่างน้อยอกน้อยใจทำเอาหัวใจของมาเฟียหนุ่มถึงกับกระตุก อี้เผิงยอมพังกำแพงทิฐิที่เพียรอุตส่าห์ก่อร่างสร้างขึ้นมาใหม่ลง และหันกลับมาเผชิญหน้ากับวาโยอย่างลูกผู้ชายอกสามศอก นัยน์ตาสองคู่สอดประสานแน่นิ่ง อาศัยแสงจันทร์สลัวอ่านความนัยซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาจากใจเพื่อสื่อถึงใจ แข่งจ้องตาผ่านความเงียบงันได้ไม่นาน ในที่สุดก็เป็นวาโยที่เป็นฝ่ายพูดความรู้สึกข้างในออกมาก่อน

“มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าคุณอี้เผิงยังดึงดันคิดจะตายคนเดียวอีกละก็ ผมจะไม่มีวันให้อภัยคุณ ไม่มีวันให้อภัยคุณเป็นอันขาด ทั้งชาตินี้แล้วก็ชาติหน้า ไม่ว่าจะชาติไหนๆ ผมก็จะไม่ยอมให้อภัยคุณ”

“แต่ความรักของฉันมันทำให้นายเจ็บปวดนะ”

“...”

“ฉันเคยทำให้นายเจ็บปวดมากแค่ไหน อย่าลืมสิ”

            “ครับ ถ้าเป็นเรื่องนั้นผมไม่มีทางลืมมันหรอก”

            วาโยระบายยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยกมือขาวขึ้นลูบแก้มสากไรหนวดครามซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นควันและเขม่าดินของอี้เผิงเบาๆ ละครตบตาที่อีกฝ่ายกำลังเล่นอยู่มันอวสานไปตั้งแต่ตอนที่หมอปั้นสิบเข้ามาเฉลยความจริงของเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังแล้ว ที่จริงอี้เผิงไม่ได้โกรธแค้น เกลียดชัง หรืออยากทำให้เขาได้รู้สำนึกในสิ่งที่ได้กระทำลงไป เพียงแต่วิธีการที่อีกฝ่ายเลือกใช้มันทำให้ทุกอย่างกลับจากดอกบัวเป็นกงจักรไปหมด ถ้าตอนนี้ยังอยู่ในฐานะเป็นคนของพรรคมังกรดำ เขาเองก็คงจะตอกย้ำอีกฝ่ายไปว่าการกระทำแบบนี้มันช่างโง่เง่า แต่ขณะเดียวกัน ถ้าจะให้ตอบในฐานะของคนรัก เขาก็คงพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า อี้เผิงคือผู้ชายที่กล้าเสียสละชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อความปลอดภัยของเขาและลูกเท่าที่คนคนหนึ่งจะสามารถมีให้กับคนคนหนึ่งได้

“แต่รู้อะไรไหมครับ ว่าถึงคุณอี้เผิงจะเป็นความเจ็บปวดที่เจ็บที่สุดในชีวิตของผม”

“...”

“หากแต่ความสวยงามที่สุดในชีวิตของผม ก็คือคุณเช่นเดียวกัน”

เอ่ยจบก็เซถลาเข้ากอดผู้ชายที่ยังตีหน้านิ่งตรงหน้าเสียเต็มรัก สิ่งที่เพิ่งพูดออกไปแม้จะฟังดูเกินจริง แต่เพียงแค่สองสามประโยคสั้นๆ แค่นั้น มันกลับไม่สามารถบอกแทนความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ในใจของวาโยในตอนนี้ได้เลย อี้เผิงคือผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่สอนให้เขารู้จักความหมายแท้จริงของคำว่า รัก มันคือการให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด การรอโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด การขอโทษแม้ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดอะไร และการขอบคุณที่มีให้ แม้ว่าเขาจะมีหรือไม่มีของขวัญชิ้นใดติดมือมามอบให้อีกฝ่ายเลยก็ตาม

            “ขอบคุณนะลม นี่คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่นายยอมพูดความจริงกับฉัน”

            เสียงทุ้มต่ำเอ่ยผะแผ่วในลำคอ ก่อนที่วงแขนแกร่งจะโอบเอวบางของวาโยตอบ ริมฝีปากของอี้เผิงพรมจูบลงบนหน้าผากมนของคนตัวขาวเนิ่นนาน มันหนักแน่น ตั้งมั่น และคล้ายจะย้ำกระซิบว่าแสนรักอยู่ในที แค่การเรียกขวัญเบาๆ ก็สามารถทำให้หัวใจทั้งดวงของวาโยพองโตได้ สัมผัสของอี้เผิงกำลังทำให้เขารู้สึกว่า ไม่เคยมีสักเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายจะหยุดรักเขา ไม่ว่าเป็นวันที่ยังคงหายใจ...หรือต่อให้เป็นวันที่หมดลมหายใจลงไปแล้วก็ตาม

            “แต่ถ้านายรักฉันจริงๆ ก็จงอย่าตายไปพร้อมกับฉัน”

            “ผม...ผมไม่เข้าใจ”

            “นายต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อฉัน เข้าใจไหมลม”

            อี้เผิงคลายอ้อมกอดออกพร้อมทั้งมองคนที่เอาแต่ส่ายหน้าไปมาระรัวแน่นิ่ง ตอนนี้น้ำตาของวาโยกำลังไหลออกมาเหมือนกับวันนั้น...วันที่เขาแกล้งโกหกว่าลูกตายและบอกเลิกกับอีกฝ่ายทั้งที่ยังรักสุดหัวใจ

เพราะไม่อยากโดนตราหน้าว่าเป็นคนใจดำซ้ำสอง อี้เผิงจึงแสดงความอบอุ่นใจดีด้วยการยกมือขึ้นปาดร่องรอยหยาดหยดน้ำตาบนแก้มซูบตอบของวาโยเบาๆ ก่อนจะย้ำกระซิบความต้องการสุดท้ายให้อีกฝ่ายฟังทีละคำทีละประโยคอย่างใจเย็น ดูนิ่งขรึม วางมาด และมีบุคลิกของความเป็นผู้นำอยู่ในที ทั้งไม่ดึงดัน ไม่รีบร้อน แต่โน้มน้าวให้มันเป็น...ในแบบที่มันสมควรจะเป็น

            “คุณอี้เผิง ผมไม่ ผมทำไม่ได้...”

“ชู่ววว รับปากกับฉัน”

“...” 

“เพราะถึงนายจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันยอมตายแทนได้ แต่ฉันคงทนเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้นายต้องมาตายไม่ได้จริงๆ”

 

 

 

 

            “รับไว้สิ เดิมทีแหวนวงนี้มันไม่มีค่าอะไรกับฉันอยู่แล้ว เอามันไปขายแลกเป็นเงินซะ มูลค่าของมันแม้จะไม่มาก แต่ฉันเชื่อว่าคงพอทำให้นายสามารถตั้งตัวได้”

            อี้เผิงว่าพลางยัดแหวนเพชรวงที่เพิ่งถอดพ้นนิ้วนางข้างซ้ายหมาดๆ ใส่ลงในมือวาโย หลังจากกำราบคนที่ตั้งท่าจะไม่ยอมทำตามคำสั่งให้อยู่ในโอวาทได้สำเร็จ ก็เร่งพาอีกฝ่ายเข้ามาหลบซ่อนตัวในที่กำบังซึ่งเขาเป็นคนสร้างไว้ใช้พลางตัวในยามกลางคืน เพราะยิ่งดึกอุณหภูมิก็ยิ่งลงต่ำ ความหนาวเย็นของอากาศทำให้อี้เผิงแสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการถอดเสื้อสูทตัวนอกห่มร่างบอบบางของวาโยไว้ พอได้เพ่งมองชุดที่อีกฝ่ายกำลังสวมใส่ในตอนนี้ดีๆ ก็อดจะยกยิ้มมุมปากอย่างรู้สึกเอ็นดูระคนขบขันเสียไม่ได้

            “คุณอี้เผิงยิ้มอะไรครับ”

            “ก็...เปล่าซะหน่อย”

            คำโกหกห่วยแตกของอี้เผิงทำให้หว่างคิ้วของวาโยขมวดมุ่น แต่กระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยปากทักท้วงถามอะไรออกไปให้มากความ นัยน์ตากลมเหลือบมองแหวนเพชรที่อยู่ในกำมือด้วยความลังเล มูลค่าของมันคงมหาศาลมากพอที่จะทำให้เขาตั้งตัวได้ แต่ในเมื่อมันเป็นแหวนแต่งงานของอี้เผิงกับไลลา วาโยเลยไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจตอนนี้ของตัวเองอย่างไรดี

“แล้วเรื่องแหวนวงนี้ คุณอี้เผิงแน่ใจจริงๆ เหรอครับ ว่าต้องการให้ผมทำแบบนั้น”

            “อือ ฉันแน่ใจ เพราะถึงยังไงการเอาไปขายมันก็มีประโยชน์มากกว่าใส่ติดนิ้วไว้เฉยๆ อยู่แล้ว”

            “...”

            “ส่วนแหวนอีกวง ถึงตัวจะตาย แต่ฉันก็ขอเอามันไปด้วยล่ะนะ”

ใจของวาโยกระตุกวูบตอนที่ได้เห็นแหวนแต่งงานซึ่งมีลักษณะเดียวกับแหวนวงที่เขากำลังสวมมันอยู่ในตอนนี้ อี้เผิงยกสร้อยพระที่ครั้งหนึ่งเคยสวมมันให้เขาออกมาโชว์หรา ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากวันนั้นอีกฝ่ายจะสวมใส่มันไว้ตลอด นึกๆ แล้วก็อยากจะตีอกชกหัวให้โชคชะตาของตัวเองนัก เพราะแหวนที่เขาคิดว่าคงถูกทิ้งขว้างไปนานแล้ว ดันมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้

หลังจากเงียบอยู่นาน ในที่สุดอี้เผิงก็เป็นฝ่ายสั่งให้วาโยเอียงตัวไปด้านหน้าก่อนจะเป็นคนจัดการสวมใส่สร้อยพระให้เป็นครั้งที่สอง ภาพความทรงจำจากตอนนั้นมาถึงตอนนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชิ้นดีว่า ทั้งเขาและอี้เผิงต่างผ่านอะไรด้วยกันมามากจริงๆ เมื่อได้ยินเสียงกริ๊กแทนสัญญาณว่าสวมใส่สำเร็จ วาโยจึงลูบจี้พระเบาๆ ก่อนจะพนมมือไหว้และหันมาเผชิญหน้ากับอี้เผิงด้วยสายตาตั้งมั่นไร้ซึ่งความหวาดกลัว  

“ขอให้พระคุ้มครองนะ”

พยักหน้าเต็มใจรับพรไม่ทันไรก็ถูกดึงตัวเข้าไปนั่งแทรกช่วงกลางหว่างขา ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไออุ่นจากร่างกายของอี้เผิงห่มกายเขาไว้แทนเสื้อสูทราคาแพงตัวนั้น และก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกันที่หัวใจเย็นชาตายด้านรู้สึกอบอุ่นจากกลิ่นอวลของไอรัก

จูบข้างขมับเบาๆ ไม่เร่งเร้าทำเอาคนในวงแขนตัวสั่นระริก อ้อมกอดแนบชิดสามารถสื่อใจหนึ่งให้ถึงอีกใจหนึ่งได้โดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยคำใด ลมหนาวบนภูเขาพัดเอื่อยๆ ปะทะใบหน้าเสียจนเส้นผมชุ่มเหงื่อของคนสองคนปลิวไสว อี้เผิงมองไปยังดวงจันทร์ซึ่งทอแสงเหลืองนวลบนฟากฟ้าสลับกับมองใบหน้าของวาโยพร้อมตั้งปณิธานไว้แน่วแน่ ถึงอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเขาจะต้องตาย...แต่อย่างไรเสียคนที่เขารักจะต้องรอดไปจากที่นี่ให้ได้  

            “หนี่เวิ่นหว่ออ้าย หนี่โหย่วตัวเซิน หว่ออ้ายหนี่โหยวจี่เฟิ่น...”

            “...”

            “หว่อตีฉิงเหย่เจิน หว่อตีอ้ายเหย่เจิน เยว่เลี่ยงไต้เปี่ยวหว่อตีซิน”

            เสียงทุ้มต่ำของอี้เผิงช่วยขับกล่อมให้วาโยเคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในมนต์สะกด ศีรษะทุยสวยพิงลงบนไหล่แกร่งอย่างอ่อนแรง เนื้อเพลงแสนคุ้นเคยยังดังคลอเคลียข้างหูไม่ห่างหาย จนเมื่อสิ้นสุดท่อนฮุคและรับรู้ถึงสัมผัสอบอุ่นตรงข้างพวงแก้ม เจ้าของเสียงแหบระโหยถึงได้เอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้

            “เพลงนี้ผมเคยได้ยินสมัยยังเป็นเด็ก มันแปลว่าอะไรเหรอครับ”

            เพราะจำได้ดีว่าบ่อยครั้งที่ไปรับประทานอาหารในภัตตาคารชั้นเลิศกับเหม่ยฮัว นักร้องสาวสวยซึ่งสวมใส่ชุดกี่เพ้าสีแดงประดับประดาไปด้วยลวดลายของมังกรสีทองมักจะร้องเพลงนี้คลออยู่บนฟลอเป็นการแสดงปิดท้ายเสมอ เรียกได้ว่าเป็นเพลงประจำที่ไม่ว่าแขกคนไหนๆ ก็สามารถร้องตามได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเนื้อร้องให้ดู  

            “ใจความสำคัญของเนื้อเพลงก็ประมาณว่า นายถามฉันว่า ฉันรักนายเพียงใด ฉันรักนายมากแค่ไหน

ความรู้สึกของฉันเป็นเรื่องจริง ความรักของฉันก็เป็นเรื่องจริง

พระจันทร์เป็นตัวแทนหัวใจของฉัน

            “...”

            “นายถามฉันว่า ฉันรักนายลึกซึ้งแค่ไหน ฉันรักนายมากเพียงไร

ความรู้สึกของฉันไม่เปลี่ยนแปลง ความรักของฉันไม่แปรผัน

พระจันทร์เป็นตัวแทนหัวใจของฉัน

            คำถามมากมายเพราะความสงสัยถูกละลายให้หายไปด้วยคำเฉลยแสนหวาน วาโยบีบแขนของอี้เผิงเอาไว้แน่นเพราะจู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่อยากจะปล่อยให้คนคนนี้หลุดลอยไป ถึงแม้จะรู้ดีแก่ใจว่า ก่อนช่วงเวลาพระอาทิตย์จะโผล่พ้นจากขอบฟ้า อี้เผิงจะหายไปตลอดกาลอย่างที่อีกฝ่ายเคยบอกเขาให้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าจริงๆ

            “หัวใจของฉันไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันแรกรู้สึกกับนายอย่างไร จวบจนวันนี้ก็ยังรู้สึกกับนายอย่างนั้น”

            “แต่วันแรกคุณอี้เผิงไม่ชอบหน้าผมไม่ใช่เหรอครับ วันที่แต่งงานกัน คุณยังมองผมด้วยสายตาแปลกๆ อยู่เลย”

            “คิดดูให้ดีสิ เราสองคนเคยเจอกันก่อนที่เราจะถูกนายแม่จับคลุมถุงชน”

            “คุณอี้เผิงหมายความว่าช่วงก่อนหน้านั้น?”

            “ใช่ ตอนงานศพของนายพ่อ ก่อนที่ฉันจะถูกนายแม่ส่งตัวไปอยู่ฮ่องกง วันนั้นโลกทั้งใบของฉันเป็นสีดำ แต่นาย...นายกับการแสดงศิลปะป้องกันตัวหน้างานมหรสพกลับเป็นแสงสีขาวส่องสว่างในใจฉัน”

            “...”

“อ่า แต่ตอนนั้นนายยังเด็กเกินไปสินะ ฉันเองก็เพิ่งนึกออกเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่แหละ หึๆ”

            เสียงหัวเราะมีเลศนัยตบท้ายพลอยทำให้หว่างคิ้วของวาโยตีกันยุ่ง ถึงจะพยายามทบทวนความจำว่าเขากับอี้เผิงไปเคยเจอกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เพราะอีกฝ่ายเอาแต่เบนความสนใจด้วยการกดจูบหนักๆ ลงมาบนหลังคอของเขาซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายนอกจากยอมปล่อยให้ทำตามอำเภอใจแล้ว วาโยก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าค่อยๆ กุมมือเย็นเยียบของอี้เผิงขึ้นแนบหน้า คลอเคลียสักพักก็ยู่ปากจนแก้มป่องและเป่าลมร้อนรินรดเพิ่มความอบอุ่น พลางบดจูบกลับตรงฝ่ามือเบาๆ แทนการบอกว่า เขาเองก็รู้สึกกับอี้เผิงไม่ได้น้อยไปกว่าที่อี้เผิงกำลังรู้สึกกับเขาในตอนนี้เลย

            “ลม”

            ตกอยู่ในชั่วโมงต้องมนตร์ได้ไม่นาน เสียงเรียกของอี้เผิงก็ทำเอาวาโยสะดุ้งไหว เขารู้...รู้ว่าความจริงที่ต้องเผชิญกำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่อึดใจ แต่ในฐานะคนที่ไม่เคยขออะไรจากฟากฟ้าเบื้องบนหรือสถานที่ที่ว่ากันว่ามีพระเจ้าสถิตอยู่เลย เขาเองก็อยากจะลองขอ...

ขอให้ค่ำคืนนี้อย่าผ่านไปไวนัก

            ขอให้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับคนที่ทั้งเกลียดและรัก ยาวนานขึ้นมาสักเพียงวินาทีเดียวก็ยังดี

            “ไม่ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น นายห้ามออกมาจากที่ซ่อนนะ”

            “คุณอี้เผิง...”

“ต่อให้ได้ยินเสียงปืนดังมาจากด้านนอกก็ตาม รับปากกับฉันว่านายจะซ่อนตัวอยู่ในนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ แล้วที่สำคัญ...”

“...”

“อย่าร้องไห้ ถ้าฉันไม่กลับมา”

            “คุณอี้...ฮึก”

            เพียงแค่โดนปรามว่าห้ามมีน้ำตา เสียงสะอึกสะอื้นก็ดังเล็ดลอดออกมาไม่หยุดหย่อน เมื่อรู้ดีว่าถึงอย่างไรอี้เผิงก็ต้องไป วาโยจึงยกปืนพกหนึ่งกระบอกที่ใส่เป้มาด้วยให้อีกฝ่ายเอาติดตัวไว้ใช้ หากแต่อี้เผิงกลับเลือกที่จะปฏิเสธแล้วกำชับให้เขาเก็บมันไว้เพื่อใช้ป้องกันตัวแทน วินาทีนั้น วาโยเพิ่งรู้ซึ้งเองว่ากอดสุดท้ายของการร่ำลาที่แท้จริงนั้นมันเจ็บปวดเพียงไร น้ำตาที่แห้งเหือดไปไม่กี่นาทีก่อนหน้าไหลย้อนกลับมาใหม่ราวกับเขื่อนกั้นความรู้สึกพัง

            โชคชะตาระหว่างวาโยและอี้เผิงนั้นไม่มีทางใดเลยที่จะมาบรรจบกัน

แต่น่าแปลกเหลือเกินที่มันกลับผูกพัน...ยิ่งกว่ารักใด

 

 

๑๐๐%

#วาโยอี้เผิง

 

เพลงที่เฮียร้องให้วาโยฟังจ้ะ

จริงๆ มีหลาย Ver. นะคะ แต่ตอนแต่งบทนี้ เราฟัง Ver. นี้

ความคิดเห็น