ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 8 ไม่ได้แพ้

คำค้น : นิยาย yaoi , นิยายวาย , ดราม่า, ทิน , พี่ลม , พัน , พี่ฟ้าคราม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ย. 2559 21:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
8 ไม่ได้แพ้
แบบอักษร

8 ไม่ได้แพ้

     เป็นดังเช่นเคยที่ผมจะต้องมาตึกวิศวะที่ประจำ แต่อาจจะติดแค่ว่าผมมาคนเดียวนี่สิ แต่นี่ก็หลายวันมาแล้วที่ผมมาคนเดียว

     เลิกเรียนผมให้พันกลับไปที่หอพักก่อน สภาพตอนนี้เป็นอะไรที่น่าห่วงมาก เพราะเรื่องที่มันเลิกกับแฟนมันด้วยเหตุผลที่แฟนมันมีคนอื่น มันก็เงียบกว่าเดิม ไม่เฮฮาเหมือนแต่ก่อน กลับห้องไปก็เอาแต่นอนซบหมอนเงียบๆ ผมเห็นแล้วก็เจ็บแทน

     ผมเพิ่งเคยเห็นว่า คนที่มีความรัก ถึงจะเคยมีความสุขมากแค่ไหน แต่พอเลิกรากลับมีแต่ความเจ็บปวด แถมยังเป็นเจ็บที่หนักหนาสาหัสสำหรับพันเลยด้วย

     เป็นคนที่โดนหลอกน่ะไม่มีใครชอบหรอก และสำหรับพันแล้ว คือการโดนหลอกให้รักแล้วทิ้งไปอย่างไม่เห็นคุณค่าของความรัก

     คนมักมากแบบนั้นน่ะ ไม่น่าให้อภัยที่สุด อย่างพันไม่ควรที่จะต้องเสียใจให้กับคนพรรค์นั้นเลยด้วยซ้ำ

     “อ้าว ไอ้พันไม่มาอีกแล้วหรอ”

     “ครับ” ผมยิ้มบางให้พี่แบงค์ที่ถามหาพันก่อนใครเพื่อน นั่งร่วมโต๊ะกับรุ่นพี่วิศวะที่วันนี้อยู่กับครบก๊วน

     “เหอะ เกลียดไอ้พวกละอ่อนที่เพิ่งมีแฟนครั้งแรกจริงๆ”

     “พันมันไม่ได้ไปหาฟะ... ใครหรอก” ผมเกือบจะพูดประโยคบ้าๆ นั่นออกมาแล้ว “มัน... ไม่ค่อยสบาย เลยกลับหอไปแล้ว”

     “แล้วมันเป็นอะไรมากป่าว?”

     ผมส่ายหน้าตอบพี่เคน “ไม่ค่อยดีน่ะครับ” สภาพแบบนั้นไม่ดีสุดๆ เลยล่ะ

     ชั่วขณะหนึ่งที่ผมได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ จนผมเผลอหันไปตามเสียง เห็นพี่ฟ้าครามที่นั่งหันข้างขมวดคิ้วอยู่คนเดียว ผมก็พอรู้ว่าช่วงนี้พี่ฟ้าครามกับพันไม่ค่อยกัดกันสักเท่าไร อาจจะมองว่าเป็นเรื่องดีแต่ไม่ใช่ สองคนนี้แทบไม่ปริปากคุยกันเลยด้วยซ้ำ

     “ทิน วันนี้มึงต้องไปกับกู”

     “ห้ะ?”

     “ไป กับ กู”

     “ไปไหน???” ผมงงกับคนตรงหน้าที่มายืนออกคำสั่งใส่ และก็ไม่ได้คำตอบ แถมยังโดนลากตัวไปแล้วด้วยยยยย

 

[Fahkram’s Part]

     ผมลุกออกมาจากตรงนั้นได้สักพัก เดินออกมาทั้งที่ไม่รู้ว่าจะไปไหนแต่เท้าก็ตรงมาที่โรงจอดรถ เพราะหัวข้อการสนทนาเมื่อครู่มันทำให้ผมทนฟังไม่ไหว ภายในใจมันเริ่มว้าวุ่น

     เริ่มเป็นห่วงถึงใครคนนั้นที่เป็นบุคคลกำลังพูดถึงอยู่ ผมเป็นห่วงมัน

     ตั้งแต่วันนั้น วันที่รู้ว่ามันมีแฟน ผมจำได้เลยว่าหัวใจผมแทบหยุดเต้น ช็อกกับข่าวใหม่ที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน ตอนแรกผมก็คิดว่าตัวเองจะคาดไม่ถึงว่าไอ้พันมันมีแฟนแล้วถึงได้รู้สึกแบบนั้น แต่กลับไม่ใช่แหะ

     ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงทำตัวแบบนั้นกับมัน ไม่อยากคุย ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากมอง เหมือนผมจะโกรธมันทั้งที่มันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่ผมก็ยังรู้สึกอย่างนั้น

     รู้สึก...ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์โกรธมัน

     และนั่นทำให้ผมหงุดหงิดตัวเอง เลยลองควงกับผู้หญิงที่เคยคุยๆ กันไปเที่ยวดู เผื่อว่าไอความรู้สึกบ้าๆ นั่นมันจะหายไปบ้าง แต่มันทำให้น่าเบื่อกว่าเดิมอีก ผู้หญิงคนนั้นเล่นลากไปนู่นไปนี่จนผมหน่าย พูดนั่นพูดนี่จนรู้สึกรำคาญ ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ผมก็ไม่มากับยัยนี่หรอก

     จนตอนนั้น...

 

     เรามีเรื่องต้องคุยกัน!’

     มันโผล่มาที่ร้านเสื้อผ้า ตอนแรกผมก็ตกใจเหมือนกัน แต่ยังเพราะอารมณ์โกรธที่ดันไปเห็นภาพบ้าๆ เข้า เลยยิ่งไม่อยากมาคุไปกว่าเดิม

     ผมออกมานอกร้าน หามุมที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ที่สุด หันกลับไปมองและพูดด้วยเสียงที่เรียบ

     จะพูดอะไรก็พูดมา มันดูช็อกกับน้ำเสียงของผม ผมยังคงมองมันด้วยสายตานิ่ง

     พี่... สายตาไม่ดีรึไง?

     เปล่า

     งั้นพี่มองไม่เห็นผมรึไง!’ มันเริ่มโวยวายตามนิสัย

     ความจริงคือผมเห็นอยู่แล้ว แต่เป็นภาพที่ไม่อยากมองสักเท่าไร มันนั่งอยู่กับผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ผมเห็นแล้วก็เจ็บใจ

     เป็นแฟนไอ้พันแน่นอน ผมรู้จักผู้หญิงคนนั้นอยู่บ้าง เธออยู่นิเทศปีสองตรงตามที่ไอ้ทินบอกเป๊ะ ชื่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องเปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้า คบกับผู้ชายไม่ถึงเดือนก็เปลี่ยนคนใหม่ เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมไม่คิดจะมองเลย แต่หล่อนกลับไปนั่งเดทกับพัน ผมยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่

     ชอบผู้หญิงแบบนั้นน่ะหรอ มึงน่ะ...

     เห็น

     เห็น? เห็นแล้วเมินกันอย่างนั้นน่ะหรอ!’

     ...ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทักมึงนี่

     ...!’ มันเงียบลง แน่ล่ะ เป็นผมก็ต้องสะอึกที่ได้ยินอย่างนี้ ขนาดตัวผมเองยังไม่คิดว่าจะพูดออกมาได้เพียงเพราะอารมณ์ที่คุกกรุ่น

     ตัวผมที่กำลังโกรธเพราะเรื่องอะไรก็ยังไม่รู้กลับไปลงที่มัน...

     นี่พี่เป็นอะไร โกรธอะไรรึไง ถึงได้เป็นแบบนี้

     ‘…’

     พี่ไม่เคยเป็นแบบนี้ ไอ้พี่ฟ้าครามที่ชอบกวนประสาทชอบด่าผมไม่เลิกมันหายไปไหนแล้ว ห้ะ?

     ‘…’

     บอกผมมาสิ! ผมไปทำอะไรให้พี่ไม่พอใจรึไง บอกผมสิ!’

     ‘…’

     อย่ามาเมินกันแบบนี้จะได้ไหม ผมอยู่ตรงหน้าพี่! เลิกเมินใส่ผมสักที!!’ มันโวยวายเสียงดัง ผมแสร้งทำเป็นไม่มองมันเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนั่น

     กูไม่รู้เหมือนกันว่ากูเป็นอะไร กูไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธอะไรมึง กูไม่รู้ว่าทำไมกูถึงทำแบบนี้ มันอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นมาเป็นคำพูดไม่ได้ ถึงได้เลือกที่จะเงียบอยู่แบบนี้

     หรือเพราะเบื่อผมหรอ เหนื่อยที่ต้องมาทะเลาะกับผมแล้วงั้นหรอ

     มันพูดตัดพ้อ จนสะกิดใจผม ผมไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลยสักนิด

     เหนื่อยที่จะต้องมาพูดคุยกับผมแล้วงั้นหรอ

     ไม่ใช่อย่างนั้นเลย...

     นั่นสินะ คงจะเบื่อไอ้เด็กบ้าอย่างผมที่คอยจ้องจะทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอ คงอยากจะไปพ้นๆ ผมสินะ

     ไม่ใช่...

     ผมพูดอะไรไม่ออกเลย จะบอกมันว่าไม่ใช่ แต่เหตุผลจริงๆ ของการกระทำครั้งนี้มันคืออะไรล่ะ?

     บ้าเอ้ย! นี่ผมเป็นเหี้ยอะไรเนี่ย! ทำไมถึงไม่รู้อะไรสึกอย่าง!

     ไม่ว่ายังไงผมก็ด้อยกว่าพี่เสมอ... ก็ได้ ผมเป็นคนแพ้ ผมจะออกไปจากชีวิตพี่เอง

 

     กริ้งงงง!

     “รับอะไรดีค้ะ”

     “มอคค่าเย็นแก้วนึงครับ” หลังจากที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน ผมก็ขี่มอไซค์มาร้านกาแฟใกล้มหาลัย นั่งสั่งรอตรงเคาน์เตอร์ ในหัวยังคิดถึงแต่เรื่องไอ้พันให้วุ่น

     ตั้งแต่นั้น มันไม่คุยกับผมอีกเลย ไม่สิ อาจจะเป็นเราทั้งคู่ที่ไม่คุยกันเลยมากกว่า เพราะเวลาที่เจอกันต่างคนต่างก็เมินใส่ ทำเป็นเหมือนไม่รู้จักกัน จนเพื่อนบางคนอย่างไอ้เคนยังทักเลย

     นี่อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับพวกมัน แต่ผมกลับอึกอัดยังไงไม่รู้

     พอไม่ได้คุยกลับคิดถึงเสียงมันที่เคยแว้ดใส่ แต่พอเห็นหน้ามันกลับเป็นผมที่ต้องหลบหนี กลัวว่าเผลอนิดเดียวสิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดมันจะไร้ค่า

     แต่ก็ยังไม่รู้ที่ทำไปนั่นเพื่ออะไร?

     ผมถอนหายใจเบาๆ พลางมองไปรอบๆ อย่างเบื่อหน่าย จนสายตาไปสะดุดภาพอะไรเข้า

     ผู้หญิงที่หน้าตาน่ารัก กับผู้ชายคนใหม่ ที่นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน มันจะไม่ติดใจอะไรผมเลยถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนไอ้พัน!

     ผมลุกขึ้นและสาวเท้าไปอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือโต๊ะที่ยัยนั่นนั่ง เห็นแล้วอารมณ์ก็เริ่มฉุน ในหัวเริ่มคิดได้ถึงชื่อเสียงที่เลื่องลือนั่น

     ตึง!

     “ว้ายยย!” ยัยนี่ร้องเสียงหลงขึ้น พอกับผู้ชายอีกคนที่ตกใจไม่แพ้กัน “นี่คุณทำอะไรเนี่ย”

     “ว่างมากจนต้องมานั่งดื่มกับผู้ชายคนอื่นเลยรึไง”

     “นี่คุณ..!

     “แฟนตัวเองไม่สบายยังจะมานั่งแรดกับคนอื่นอีกงั้นหรอ!

     “นี่คุณพูดอะไรน่ะ! เธอคนนี้เป็นแฟนผมนะ” ผู้ชายที่มากับยัยนี่เริ่มออกอาการ

     “นี่! อย่ามาพูดบ้าๆ นะ ผู้ชายคนนี้น่ะแฟนฉัน คุณพูดบ้าอะไร!

     “แฟน? งั้นไอ้เด็กที่ชื่อพันล่ะ” ผมพูดถึงชื่อพัน หล่อนทำหน้าเลิกลัก ก่อนจะปรับสีหน้า

     “นายพูดเรื่องอะไร ฉันไม่รู้จักเด็กอะไรที่ชื่อพันนั่น...” เธอพูดเสียงจ่อยกว่าเดิม ผู้ชายอีกคนหันมองสลับไปมาอย่างไม่เข้าใจ ผมยกยิ้มให้กับคำตอบจอมตอแหลนั่นก่อนจะหันไปคุยกับอีกคน

     “ผู้หญิงตอแหลแบบนี้ ระวังเป็นไอ้หน้าโง่ที่จะถูกเขี่ยทิ้งเมื่อไรก็ได้เข้าสักวันล่ะ” ผมฝากทิ้งท้ายเอาไว้ให้ได้สำนึก ยัยนั่นกัดปากตัวเองใหญ่ เหมือนจะด่าผมแต่ก็ไม่ทัน ผมวิ่งออกมาจากร้าน  กดเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนตัวดีที่น่าจะให้คำตอบผมได้

     “ไอ้ลม! มึงรู้ที่อยู่หอไอ้ทินไหม”

     [มึงจะเอาไปทำไมวะ ไอ้ทินก็อยู่กับกู...]

     “เออเอามาเหอะน่า!” ผมตวาดใส่ จนคนอีกสายต้องเออออรีบบอกมา

     พอรู้ที่อยู่ผมก็รีบสตารท์รถบึ่งไปหอพักของมัน

     มันคงรู้แล้วแน่ๆ ...

     เมื่อบ่ายผมเห็นสีหน้าไอ้ทินตอนจะพูดเรื่องไอ้พัน หน้ามันก็ดูทุกข์ใจไม่แพ้เพื่อนมันเลย ตอนแรกผมก็นึกว่ามันแค่ไม่สบาย แต่พอเห็นหน้าเพื่อนมัน

     อาการคงหนักแน่ๆ ... 

     คิดแล้วก็นึกเจ็บใจ ผมก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไง น่าจะเตือนไอ้พันก่อนที่มันจะถลาไปมากกว่านี้ แต่เพราะอารมณ์บ้าๆ ในตอนนั้นไม่ได้ทำให้คิดเรื่องนี้เลย

     ผมขี่มอไซค์มาถึงที่หอ ก่อนมาถึงผมแวะร้านยาซื้อยาพารา ยาแก้ปวด ยาต่างๆ ก่อนจะมา ถึงจะรีบมาเพราะเป็นห่วงมัน แต่ผมก็อยากมีข้ออ้างในการมาเยี่ยมหา

     ผมยืนอยู่หน้าห้องตามที่ไอ้ลมบอก และยังยืนนิ่ง... ไม่กล้าเคาะประตูไป ผมกับมันไม่ได้เจอกันนาน ไม่กล้าที่จะเจอหน้ามัน และก็ตัวผมเองที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ ทั้งเรื่องออกห่าง เรื่องที่ห้าง หรือแม้กระทั่งเรื่องในงานปาร์ตี้...

 

     ตอนนั้นผมออกมาจากวงเพื่อนได้สักพัก ขาจะเดินกลับไปหา ก็ดันมาเจอกับไอ้พัน ที่กำลังเดินสวน แต่พอมันเห็นผม มันก็หยุด...

     ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ มันพูดเสียดสียกยิ้มเพียงข้างเดียวเหมือนรู้ว่าตัวเองกำลังพูดประชดผม

     ทั้งที่เราเจอกันบ่อยครั้ง แต่กลับทำเหมือนไม่รู้จักกัน

     ‘…’

     สบายดีใช่ไหมตอนไม่มีผมไปกวน

     ‘…’

     ไม่พาแฟนมาด้วยล่ะ คนที่ควงวันนั้นน่ะ สวยดีนะ มันเริ่มหนักขึ้น ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะฤทธิ์เหล้า มันที่เพิ่งดื่มครั้งแรกก็คงเมาได้ง่ายๆ ต่างกับผมที่ยังครองสติได้อยู่และผมจะไม่โต้ตอบมัน

     ‘…’

     นี่ไม่คิดจะพูดกับผมเลยใช่ไหม คิดจะเมินผมไปถึงเมื่อไร!’

     ปึก!

     มือข้างหนึ่งของมันยกขึ้นมาตีผม มือที่สั่นเทา...

     อึก เพราะพี่... พี่แม่งทำให้ผมเป็นแบบนี้

     ปีกๆ!

     พี่แม่งทำให้ผมจะเป็นบ้า

     ปีกๆ!!

     พัน!’

     ฮึก! พี่ทำให้ผมต้องคิดมากเพราะพี่ ไอ้ความรู้สึกบ้าๆ นั่น...

     หยุด!’ ผมจัดการหยุดแขนทั้งสองข้างที่เริ่มไม่ยั้งมือ แต่ฤทธิ์มันพอๆ กับฤทธิ์เหล้าเลย ดิ้นไม่หยุดและก็พล่ามไม่หยุด

     ฮึก นี่คือความรู้สึกของคนแพ้ใช่ไหม... คือสภาพของคนที่แพ้ใช่ไห...!’

     ผมเริ่มโมโหกับคำที่ย้ำนักย้ำหนา ทำให้ความอดทนที่มีหายไป ตรึงมันที่คลั่งไว้กับกำแพง บดริมฝีปากลงบนปากเล็กเพื่อปิดปาก

     อื้อ..!’

     มันยังคงดิ้นไม่หยุด ผมจึงเน้นย้ำที่กลีบปากล่างเพื่อจะเรียกสติมันกลับมา แต่กลับกลายเป็นผมที่เริ่มหยุดไม่อยู่ รุกไล่หาความหวานที่โหยหาย หนักหน่วงทุกจังหวะไม่ได้เร่งเร้าแต่อย่างใด เพื่อที่จะเตือนสติและลงโทษไปพร้อมๆ กัน

     มันที่พร่ำเพ้อบอกว่าตัวเองแพ้ ทำให้ผมมั่นใจได้เป็นอย่างดี ว่าคนที่แพ้ไม่ใช่พัน

     แต่เป็นผม...

     ผมที่แพ้ให้กับความรู้สึกที่ทำเป็นไม่ยอมรับ แพ้ให้กับการกระทำที่ต่อต้านจนตีตัวออกห่าง แพ้ให้กับความขี้ขลาดที่ไม่กล้าแสดงให้อีกคนรู้

     และผมก็แพ้ให้กับน้ำตา... ที่กำลังไหลอาบอยู่ตอนนี้

     ฮึก...

     ผมถอนจูบออกมา มันไม่ดิ้นแต่กลับตัวสั่นร้องไห้เสียงสะอื้น ผมละมือเพียงหนึ่งข้างปาดน้ำตาของคนตรงหน้าอย่างเบามือ

     ทำไม... ฮึก

     ‘…’

     ทำไมถึงทำแบบนี้

     กระทั่งตอนนี้ ผมรู้หัวใจตัวเองแล้วว่ามันรู้สึกมากขนาดไหน อยากบอก อยากแสดงออก อยากทำให้มันรู้มากแค่ไหน แต่มันช้าไป ผมทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันมีแฟนแล้วและดูมันจะรักมากด้วยสิ

     นั่นก็ทำให้ผมกลายเป็นคนแพ้ไปอีก

     และตอนนั้นก็เกิดเรื่องไอ้ลมกับเพื่อนไอ้แบงค์ขึ้น ต่างคนต่างก็รีบไปดูเหตุการณ์และห้ามกัน

 

     ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่เจอมันอีกเลย ไอ้ทินก็ว่ามันกลับหอไปแล้วบ้าง มีธุระบ้าง ไปหาแฟนบ้าง อันสุดท้ายนี่ผมไม่อยากฟังเลย

     ตึกๆๆๆ

     เสียงฝีเท้าที่ดังอยู่ห่างๆ ผมหันไปมองเพราะเสียงที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับกำลังเดินมาทางนี้...

     เป็นมันที่เดินใส่หูฟังก้มหน้าหยิบกุญแจในกระเป๋าสะพาย พอเดินมาใกล้ห้องก็เงยหน้าขึ้นมาพบปะกับผมที่ยืนรอ

     “พี่ฟะ...”

     “...” ดูมันจะตกใจที่เห็นผม จนเกือบจะเรียกชื่อของผมด้วยเสียงที่แผ่วเบา

     หน้ามันดูซีดมาก...

     “มาทำไม” พอเริ่มปรับสีหน้าได้ มันก็เริ่มเสียงแข็ง

     “ไอ้ทินบอกว่ามึงไม่สบาย”

     “ก็เลยมาเยี่ยมผมว่างั้น?”

     “...” ผมตอบกลับโดยยกถุงยาที่ซื้อมาหมาดๆ สื่อไปแทน

     “ไม่จำเป็น ผมไม่ได้เป็นอะไร” มันไม่สนใจ เดินผ่านหน้ามาไขประตู

     “แต่มึงดูแย่มากนะ”

     “มันไม่เกี่ยวกับพี่นี่”

     ตึง!

     “ปล่อย” ผมดันประตูไว้ก่อนที่จะปิดใส่ไล่ผม

     “กูรู้เรื่องแฟนมึงแล้ว” มันหยุดดันประตู เป็นโอกาสที่ผมรีบผละตัวเองเข้าไปจนมันผงะ

     “หึ ใครบอกล่ะ ไอ้ทินหรอ”

     “เปล่า” มันหันหลังหนี พลางยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ

     “แล้วไง ที่มานี่จะมาเยาะเย้ยผมงั้นหรอ”

     “ไม่ใช่”

     “ไม่ใช่อะไร หรือพี่จะบอกว่ามาเพราะสงสาร?”

     “...” มันมองตาขวาง คงจะโกรธที่คิดว่าผมกำลังโกหกมันอยู่

     “คงสมใจล่ะสิ เห็นสภาพผมแบบนี้น่ะ”

     “ไม่ใช่...”

     “สภาพของคนโง่ที่ถูกผู้หญิงหลอกให้รัก สภาพของไอ้ขี้แพ้คนนี้น่ะ...” มันเค่นยิ้ม

     “ไอ้พัน...”

     “หัวเราะออกมาสิ เยาะเย้ยผม ดูถูกผมเข้าสิ!

     ผมทนไม่ไหวกับคำพูดที่ทิ่มแทงแต่ละคำ ตัดสินใจดึงตัวมันเข้ามากอดให้แน่นเพื่อหยุดมันที่กำลังคลั่ง

     “ปล่อย!” ออกแรงให้แน่นกว่าเดิมเมื่อมันพยายามจะผละตัวเองให้ออกจากอ้อมกอดผม

     “หยุดได้แล้วพัน!

     “ไม่! ปล่อยผมนะ พี่จะมาทำอย่างนี้ทำไมกัน สมเพชผมสิ ฮึก จะทำอะไรก็ทำสิ!” เสียงสะอื้นเบาๆ กับแรงที่ไม่ตกเลยนั้น มันทำให้ผมไม่คิดจะปล่อยมันเด็ดขาด

     “กูเป็นห่วงมึง ที่กูมาเพราะกูเป็นห่วงมึง มึงได้ยินไหมพัน!

     “ไม่...”

     “กูไม่เคยคิด ไม่เคยรู้สึกเหี้ยอะไรอย่างที่มึงพูดมาทั้งนั้น มึงเลิกบ้าแล้วฟังกูพูดสักที” พอผมระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจบ้างก็จะใส่ไม่ยั้ง ตอนนี้มันหยุดดิ้นแล้ว

     “ผมไม่...”

     “มึงเลิกพูดว่ามึงแพ้สักที เลิกคิดว่าตัวเองเป็นคนแพ้ได้แล้ว ทั้งที่จริงแล้ว คนแพ้มันคือกู ไม่ใช่มึง พัน” มันเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ ใบน้ำที่เปรอะด้วยคราบน้ำตาเพียงเล็กน้อย ยิ่งทำให้อยากสารภาพออกไป

     “ทำไมพี่ถึง...”

     “กูรักมึงนะ พัน” พอพูดประโยคนี้มันยิ่งตกใจกว่าเดิม ผมไล้คราบน้ำตาที่ไหลไปแล้ว “ที่ผ่านมา กูทำตัวเหินห่างกับมึง ทำเป็นไม่สนใจมึง เพราะตอนนั้นกูยังไม่รู้ใจตัวเอง แล้วยิ่งตอนนั้นมึงเพิ่งมีแฟนมันทำให้กูหงุดหงิดมากจนต้องออกห่าง แต่กูเพิ่งมารู้ตัวก็ตอนที่...งานปาร์ตี้วันนั้น”

     “...” มันก้มต่ำลงกว่าเดิม อาจจะทำให้มันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

     “จนตอนนี้กูยังคิดว่าสายไปแล้วที่เพิ่งจะมารู้ตัว แต่พอมาเห็นผู้หญิงคนนั้น... และยิ่งไอ้ทินบอกว่ามึงไม่สบายอีก กูก็เป็นห่วงมึงมาก กูกลัวว่ามึง...” ประโยคเมื่อกี้ผมก็แทบเบรคไม่ทันแล้ว ดันมาพลาดท่อนสุดท้ายนี่สิ

     “กลัวว่าผมจะอาการหนักหรอ” มันมองนิ่ง ตอบกลับด้วยคำพูดที่ผมคิดในใจไว้ แล้วถอนหายใจ “เฮ้อออ ผมน่ะไม่เฮิร์ทหนักขนาดนั้นหรอก ผมก็แค่เจ็บใจตัวเองที่ไปโดนคนอื่นเขาหลอกง่ายๆ ถึงแม้มันจะเจ็บจี้ดๆ ก็เถอะ แต่ผมไม่เอามาใสใจให้มันหนักหรอก”

     ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นที่ได้ยินมันบอกอย่างนั้น ดูมันจะอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิม แถมยังต่อล้อต่อเถียงกับผมได้ ทำเอาผมยกยิ้มขึ้นด้วยความชื้นใจ

     “แล้วเนี่ย เข้าใจแล้วก็เลิกงี่เง่าเป็นเด็กสักทีนะมึงน่ะ พอไม่เข้าใจอะไรก็ด่านู่นพูดนี่อะไรของมึงก็ไม่รู้ แสบหูชะมัด”

     “ใครงี่เง่า! ที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะพี่ไม่ใช่หรอ ผมก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้สักหน่อย” มันทุบอกผม ผลักผมออกแล้ทำหน้าบึ้ง แต่ประโยคหลังมันหลบตาผมนะ

     “งั้นก็พอได้แล้วล่ะ” ผมยกมือขึ้นไปจับแก้มเพียงหนึ่งข้าง ไล้อย่างเบาบาง ถนอมกับคนตรงหน้าที่มองมองมา เพราะเมื่อผมเห็นพันร้องไห้ เสียใจ ผมยิ่งอยากจะถนอมให้ดีกว่าเดิม

     “...”

     “เริ่มต้นใหม่กับพี่นะ พัน”

[Fahkram’s Part End]

 

     รถคันที่ผมเริ่มจะคุ้นชินขึ้นเรื่อยๆ เพราะเจ้าของรถที่เอาแต่ใจชอบลากผมไปนู่นไปนี่โดยที่ไม่รอให้ตอบเลยสักครั้ง พาผมมาที่หน้าหอพักของผม และจอดรถ

     วันนี้พี่ลมพาผมออกไปกินร้านขนมที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามีเปิดร้านใหม่ แต่เพราะไอ้รุ่นพี่ตัวดีน่ะสิ บอกว่าอยากจะกิน แต่ให้ผมมาด้วยทำไม พอผมถามไป พี่เขาก็ตอบ.. ว่าอยากให้มา

     ผมก็ไม่รู้หรอกว่าพี่มันคิดอะไรกับคำตอบนั่น แต่ถ้าจากใจของผมแล้ว ผมว่าพี่มันคงอยากหาคนมานั่งกินเป็นเพื่อนมากกว่า เพราะร้านมันค่อนข้างจะฟรุ้งฟริ้งอ่ะนะ

     “ขอบคุณครับที่มาส่ง”

     “เออ แล้ว! มึงอย่าลืมล่ะ ที่นัดกันไว้...”

     พี่มันพูดเสียงอ้อมแอ้ม ผมก็เม้มปากแก้เขิน “ผมไม่ลืมหรอกน่า เดี๋ยวพี่ก็ย้ำเตือนผมอีก”

     ผมแกล้งแซวเล่นตบท้ายก่อนจะลงจากรถ ยืนส่งให้พี่ขับรถออกไป พอพี่มันไปแล้ว ผมก็ขึ้นไปห้องพัก เตรียมพร้อมที่จะอาบน้ำทำการบ้านอย่างดีในหัว เพราะวันนี้มันผิดแผนน่ะสิ

     “ฮ่าๆๆ  ตลกว่ะ ฮ่าๆๆ...”

     “เดี๋ยวเหอะมึง ขำกูหรอ...”

     เสียงสนทนาที่น่าสนุกสนานมันลั่นออกมานอกห้องก่อนผมจะเปิดประตูซะอีก ผมก็คิดอยู่ว่าน่าจะเป็นพันที่หัวเราะ แต่เสียงอีกคนนี่สิ คุ้นๆ

     “อ้าว พี่ฟ้าคราม” ผมตกใจตาโตออกไป ไม่นึกว่าจะเป็นพี่ฟ้าครามจริงๆ ที่อยู่ในห้อง ผมทั้งงงทั้งสงสัย พี่มันมาได้ไง แล้วที่สำคัญ สองคนนี้คืนดีกันแล้วหรอ?

     “อ้าว กลับมาตั้งแต่เมื่อไรว่ะ เมื่อเห็นได้ยินเสียงประตูเลย”

     มันก็น่าไม่ได้ยินแหละ เสียงมึงอ่ะเสียงมึงงงง ลั่นบ้างลั่นช่องละมั้ง

     “งั้นกูกลับก่อนละ ไปละ” พี่ฟ้ามันลุกขึ้นจากขอบเตียง บอกกล่าวพันและผมก่อนที่จะไป

     “หึหึ ระวังลื่นกล้วยอีกนะนะพี่ ฮ่าๆๆ” ไอ้พันมันแซวอะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้จนพี่มันมองขวับแล้วทิ้งท้ายไว้

     “เดี๋ยวเหอะมึง เดี๋ยวก็โดนกูทำโทษอีกหรอก” พูดแค่นั้น ไอ้พันก็เอามือปิดปากทั้งสองข้างทันที พี่มันยิ้มขำแล้วเดินออกไป

     เห้ย? อะไรของพวกมันสองคนวะ นี่เห็นผมยืนอยู่ป่าววะ กูงงไปหมดละเนี่ย

     “อะไรของพวกมึงเนี่ยพัน บอกกูทีดิ”

     “ก็... ไม่มีอะไรสักหน่อย ก็แค่... เอ่อ ช่างมันเถอะ กูไปอาบน้ำก่อนนะ เหนียวตัวชิบหาย” มันว่าพลางหยิบเสื้อหยิบผ้าขนหนูแล้วหนีไปห้องน้ำอย่างเร็ว ปล่อยให้ผมงงแดกอีกละ?

     แต่ถึงมันจะไม่ยอมบอกอะไรก็เถอะ ผมก็รู้สึกดีใจ ที่เห็นว่ามันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้วสักที

 

2BeCon

 

Ps. ไรท์ขอโทดดด ร้างไปนานกว่า 3 เดือน ไรท์ติดงานกิจกรรมของโรงเรียนจนเวิ่นเว้อเลยค้ะ ไรท์ยังไม่หายไปไหนน้าาา จะพยายามลงต่อให้เร็วน้ะค้ะ ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่ยังรอและเข้ามาอ่านกันน้ะค้ะ ฝากรอฝากติดตามด้วยนะค้ะ

ความคิดเห็น