facebook-icon Twitter-icon

ขอติดเหรียญเรื่องนึงนะคะ

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 49.9k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2564 01:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,600
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

ผมกำลังจะกลับบ้าน 

บทที่ 1 

“เหลือแต่แถวสุดท้ายแล้วครับน้อง” 

ผมยื่นหน้าเข้าไปในช่องกระจกเล็กๆให้มากที่สุดเพื่อมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผังที่นั่งบนรถทัวร์  ที่นั่งเกือบทั้งหมดมีคนจับจองไว้หมดแล้วจริงๆอย่างที่คนขายบอกเหลือเพียงที่นั่งแถวสุดท้ายสี่ตัวเท่านั้นที่ยังว่างอยู่ 

“อะไรกันพี่ ไม่ใช่วันศุกร์เสียหน่อยทำไมเต็มเร็วอะ เที่ยวอื่นยังมีหรือเปล่า” 

ผมบ่นเสียงไม่ดังนักกับพี่ผู้ชายที่กำลังทำหน้าที่ขายตั๋ว ไม่อยากจะนั่งแถวท้ายๆเพราะว่ามันค่อนข้างโหดร้ายสำหรับการเดินทางที่ยาวนานนี้ ถ้าใครเคยขึ้นรถทัวร์บ่อยๆก็จะรู้ว่าที่นั่งแถวท้ายรถมันจะปัดไปปัดมาไม่นิ่งเหมือนช่วงด้านหน้า ทำให้เมารถได้ง่าย 

“เหลือเที่ยวนี้แหละน้อง วีไอพี32ที่นั่ง สบายนะน้องที่นั่งกว้างเชียวแต่ละแถวก็ห่าง 

กันยืดแข้งยืดขาวางเท้าสบาย มีปุ่มนวดหลังด้วยนะ รับรองน้องหลับได้เต็มตื่นไม่มีเมื่อยขบแน่ๆ 

เที่ยวอื่นเต็มก่อนหน้าไปแล้ว ตกลงซื้อป่าวอีกครึ่งชั่วโมงรถจะออกแล้ว” 

“ก็ได้ ที่เดียวครับ” 

ไม่ใช่เพราะโฆษณาชวนเชื่อหรอกแต่มันเป็นเพราะผมอยากจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดผมจึงได้ตอบตกลง ชายร่างท้วมที่นั่งอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมสำหรับขายตั๋วรถโดยสารผลุบหน้าเข้าไปอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่นานผมก็ได้ตั๋วรถโดยสารมาหนึ่งใบ 

“แถวสุดท้ายขวามือริมหน้าต่างนะครับ รถออกห้าโมงเย็นจะไปถึงเชียงรายตอนเจ็ดโมงพรุ่งนี้ ขอบคุณคร้าบ” 

เมื่อจ่ายเงินค่ารถเรียบร้อยผมก็เดินออกมาทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้รอรถของผู้โดยสารยกเป้ใส่เสื้อผ้ามาวางไว้บนตักแล้วก้มหน้าซบมันอย่างหมดแรงกับปัญหาชีวิตที่ถาโถมมาพร้อมกันทั้งเรื่องงานและความรัก ขอบตาชื้นร้อนผ่าวจนไม่กล้าเงยหน้ามามองผู้คนที่เดินผ่านไปมา 

ภาพจากความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นมาอย่างเช่นทุกครั้งที่หลับตาลง มันเป็นเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่วันนั้น วันที่ผมมีปากเสียงอย่างรุนแรง และเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับเธอคนนั้น 

“ทำไมล่ะน้ำผมทำผิดอะไร ทำไมน้ำถึงได้เลิกรักผมง่ายดายขนาดนี้” 

ผมตะโกนถามผู้หญิงที่ผมรักขณะที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่ในห้องพักของพนักงานที่ผมอาศัยอยู่เมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน  ลำคอของผมแห้งผากเมื่อจ้องหน้าหญิงสาวสวยสะดุดตาซ่อนเรือนร่างอยู่ในอาภรณ์เข้ารูปที่กำลังยืนกอดอกจ้องหน้าผมตอบด้วยสีหน้าระอาใจ 

“ชินไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกแต่เป็นเพราะไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นมาเลยมากกว่า” 

ปากกระจับที่แต่งแต้มด้วยลิปสีสวยขยับขึ้นลง ผมจ้องมองริมฝีปากที่ผมเคยครอบครองอย่างอาวรณ์ 

“ผู้หญิงน่ะต้องการความมั่นคงในชีวิต ไม่มีใครทนกับคนที่อยู่ไปวันๆอย่างไร้อนาคตหรอก” 

“ผมไม่ได้อยู่ไปวันๆนะ” 

ผมเถียงกลับ หัวใจของผมมีทั้งความเสียใจและความเจ็บใจปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรมันจะเยอะกว่ากัน 

“ผมก็มีงานทำเป็นวิศวะโรงงานอยู่นี่ไง เงินเดือนที่ได้มาผมก็เก็บออมเอาไว้ในวันแต่งงานของเราไงน้ำ อีกไม่นานแล้วอย่างที่เราวางแผนกันไง อย่าแกล้งทำเป็นลืมสิน้ำ” 

เสียงแหบของผมเรียกร่องรอยเสียใจในแววตาของน้ำแวบหนึ่ง มันแค่แวบเดียวจริงๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแววตาแน่วแน่ของคนที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว น้ำเชิดหน้าสูงขณะยัดเยียดความเจ็บปวดให้ผมด้วยวาจาของเธอ 

“น้ำถามชินหน่อย ตั้งแต่ชินมาทำงานที่นี่สามปีชินก้าวหน้าขึ้นจากเดิมบ้างไหมนอกจากเป็นวิศวะธรรมดา ชินลองดูคนอื่นที่เขาเข้ามาพร้อมชินสิ อย่างเดชไง เดชเขาก็จบมารุ่นเดียวกับชินนะ แต่ชินเห็นไหมว่าเดชเขาก้าวหน้าจนจะได้เป็นผู้จัดการฝ่ายแล้ว” 

“ไอ้คนที่แย่งผลงานคนอื่นมาเป็นของตัวเอง น้ำจะเรียกมันว่าทำงานก้าวหน้าได้ไง รู้หรือเปล่าว่าไอ้เดชมันเหยียบหัวคนอื่นมากี่คน” 

รวมทั้งผมด้วยที่ถูกมันเหยียบหัวแย่งผลงานไปโชว์จนเจ้าของโรงงานชื่นชม ทั้งที่มันเป็นชิ้นงานที่ผมและเพื่อนคนอื่นช่วยสร้างกันมาแต่เมื่องานนั้นถูกนำเสนอกลับมีแต่ไอ้เดชที่ได้หน้าไปและมันก็ทำให้ผมถูกตำหนิเรื่องความเฉื่อยชา แต่ผมเพิ่งรู้ว่าผู้หญิงอย่างน้ำก็ชื่นชมมันไม่แพ้เจ้าของกิจการ น้ำถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายที่ดูท่าทางว่าผมจะไม่ได้เข้าใจเธอง่ายๆ 

“น้ำไม่รู้หรอกว่าเดชเขามีวิธีการยังไงถึงทำให้ก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ เอาเป็นว่าตอนนี้น่ะ ทุกคนในโรงงานพูดถึงเขาว่าเป็นผู้ชายที่มีอนาคตไกลมาก ทำไมชินไม่ลองศึกษาจากเดชล่ะเผื่อจะได้ดีอย่างเพื่อน สรุปเลยก็แล้วกันนะว่าน้ำต้องการอนาคตที่ดีกว่าคบกับชิน แต่ถึงยังไงที่ผ่านมาน้ำขอบคุณละกันที่ชินก็ทำให้น้ำมีความสุขอยู่บ้าง โชคดีนะชิน” 

ร่างเพรียวที่ผมเคยกกกอดไว้ยามค่ำคืนเปิดประตูและก้าวจากไปอย่างไม่แยแส  แต่ผมยังตะโกนเรียกชื่อเธอพร้อมกับวิ่งตามไปนอกห้อง ผมไปเกาะอยู่ที่ขอบระเบียงทางเดินเพื่อที่จะเห็นว่าน้ำก้าวลงจากบันไดชั้นสองของหอพักตรงไปยังรถยนต์คันหรูที่จอดรออยู่ด้านล่าง 

รถยนต์คันหรูที่มีไอ้เดชยืนพิงอยู่และสูบบุหรี่พ่นควันปุ๋ยๆแถมมันยังเงยหน้าขึ้นมามองผมพร้อมกับยักคิ้วและรอยยิ้มหยันก่อนที่มันจะเปิดประตูให้น้ำเข้าไปนั่งชูคอและขับออกไปจากหอพัก ผมได้แต่อ้าปากค้างเพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแฟนของผมไปสนิทสนมกับไอ้เดชตอนไหน มิน่าล่ะ ช่วงนี้คนในแผนกถึงได้มองผมแปลกๆ ตอนนี้ผมเข้าใจถึงสายตาที่มองผมอย่างสมเพชได้แล้ว เออ ใช่ ผมแม่งโง่ชิบหายที่นอกจากจะถูกแย่งผลงานยังเสือกโดนแย่งเมียไปอีก 

ผมก้าวกลับเข้าไปในห้องพิงตัวกับประตูทรุดนั่งอย่างหมดแรง ปล่อยให้น้ำตาของคนอกหักไหลเป็นทางจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมจึงได้ซมซานไปคว้ามันและเมื่อเห็นว่าใครโทรมามันยิ่งทำให้น้ำตาไหลอย่างกับก๊อกแตก 

“แม่” 

ผมสะอื้นไปกับคลื่นโทรศัพท์จนปลายทางที่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงของผม 

“ชิน ร้องไห้อยู่เหรอลูก เกิดอะไรขึ้นบอกแม่มาเดี๋ยวนี้” 

ผมเล่าให้แม่ฟังอย่างไม่ปิดบังว่าถูกผู้หญิงทิ้งและถูกเจ้านายตำหนิ เมื่อแม่ฟังจนจบแม่ก็อุทานด้วยความขัดเคือง 

“ช่างมันเถอะ” แม่ปลอบผม 

“ถ้าทำงานทางนั้นแล้วเหนื่อยมากก็กลับบ้านเรา อย่าลืมว่าแม่ก็รอชินอยู่ จริงๆแล้วแม่ก็ไม่ได้อยากให้ชินไปทำงานไกลหูไกลตาแม่ ส่วนเรื่องผู้หญิงที่มันเห็นกงจักรเป็นดอกบัวก็อย่าไปสนใจ ดีแล้วที่ชินจะได้รู้นิสัยก่อนจะตกลงปลงใจกันไปมากกว่านี้ เฮอะ แถวนี้มีสาวตั้งเยอะแยะที่พร้อมจะวิ่งมาหาลูกชายของแม่” 

แม่ก็คือแม่ 

แม่เป็นผู้หญิงเข้มแข็งที่เลี้ยงผมเพียงคนเดียวตั้งแต่พ่อประสบอุบัติเหตุจากไปตอนที่ผมยังเด็ก แม่ทำงานเก่งและใจเด็ดที่จะไม่หาพ่อใหม่มาให้ผมทั้งที่ก็มีหลายคนเป่าหูว่าผู้หญิงคนเดียวเลี้ยงลูกเองจะลำบาก และแม่ก็ทำให้คนที่เคยดูถูกไว้ได้รู้ว่าแม่ทำได้ในทุกๆเรื่อง 

คำพูดของแม่ทำให้ผมตัดสินใจยื่นใบลาออก ระหว่างรอการอนุมัติผมก็ทำการจำหน่ายจ่ายแจกข้าวของในหอพักอย่างรวดเร็ว มันมีทั้งของส่วนตัวของผมและของที่น้ำเคยใช้ตอนที่มาอยู่กับผมที่หอ ผมทำทุกอย่างโดยไม่ลังเลเพื่อวันนี้ วันที่ผมจะเดินทางกลับบ้าน 

ผมหยิบตั๋วรถโดยสารขึ้นมาดู 

ระยอง-เชียงราย 

ผมถอนหายใจกับชีวิตที่ผ่านมา 

หวังว่าการเดินทาง 14 ชั่วโมงเพื่อกลับบ้านของผมจะเป็นไปโดยสวัสดิภาพและจะมี 

ความหวังใหม่รอผมอยู่ 

ผมหวังเช่นนั้น 

รอจนกระทั่งถึงนาทีสุดท้ายผมจึงเดินขึ้นบันไดรถเพราะรู้ว่ามันเป็นการเดินทางที่ยาวนาน ผมขี้เกียจไปนั่งงอขาห่อตัวอยู่บนนั้น  แต่จะว่าไปก็ไม่เคยขึ้นรถวีไอพีเหมือนกันนะ เคยขึ้นแต่ปรับอากาศธรรมดาเพราะผมอยากประหยัดเงินไว้เพื่อการแต่งงานของผมกับน้ำ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมยอมเสียเงินแพงขึ้นและเมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่นั่งจึงได้รู้ว่ามันดูดีกว่ารถปรับอากาศธรรมดาจริงๆเคยเห็นแต่ภาพเก้าอี้แออัดคุ้นตาแต่กับรถคันนี้มันโล่งกว่าเบาะนั่งสวยกว่า ก็แหงล่ะมันรถวีไอพีนี่ 

ส่งตั๋วให้พนักงานรับไปฉีกแล้วเดินก้าวเข้าไปด้านใน ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงแถวสุดท้ายขวามือที่มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กำลังนั่งอ่านนิตยสารการเมืองอยู่บนเบาะริมทางเดิน ฝั่งเดียวกับที่นั่งของผม 

“ขอโทษครับผมได้ที่นั่งด้านใน” 

ผมเอ่ยออกไปเพื่อให้เขาหลีกให้ผมเข้าไปนั่ง ชายคนนั้นเงยหน้าจากนิตยสารขึ้นมามองผม เราชะงักเมื่อสบตากันครั้งแรก และวินาทีหลังจากนั้นเขาก็คลี่ยิ้มส่งมา น่าแปลกที่รอยยิ้มของเขาทำให้หน้าเข้มๆนั้นสว่างขึ้นมาทันที 

ผู้ชายคนนั้นลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว เขาสูงกว่าผมเป็นคืบเมื่อได้ยืนเต็มตัวแถมร่างกายยังแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่แทบจะทะลุเสื้อยืดสีดำที่ใส่อยู่ออกมา ต้นแขนแน่นปั๋งอย่างคนที่ชอบเล่นเวทออกกำลังกาย ผมกลายเป็นไอ้แห้งไปเลยเมื่ออยู่ใกล้ 

“เชิญเลยครับน้องชาย มา พี่ช่วยเอากระเป๋าเก็บด้านบน” 

ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรออกมาเขาก็คว้าเป้ไปจากมือแล้วยกใส่ที่ว่างเหนือหัวอย่างสบายๆ 

ผมพึมพำขอบคุณแล้วก้าวเข้าไปนั่งเก้าอี้ติดหน้าต่างพลางทอดสายตามองไปด้านนอก รถกำลังเคลื่อนออกจากชานชาลา การเดินทางกลับบ้านของผมเริ่มต้นขึ้นแล้ว 

“พี่ชื่อวัน แล้วน้องล่ะ” 

คำแนะนำตัวอย่างง่ายๆดังขึ้นจากด้านข้างเรียกสติให้ผมหันหน้ากลับไปหาเขา ผมฝืนยิ้มตามมารยาทก่อนจะตอบกลับไป 

“ผมชื่อชินครับ” 

เขาพยักหน้าทำนองว่ารับรู้แล้วจึงถามต่อ น้ำเสียงของเขามันทุ้มและนุ่มเหมือนดีเจจัดรายการวิทยุที่แม่ชอบเปิดฟังตอนที่ผมยังเด็ก 

“ลงที่ไหนล่ะ ปลายทางเชียงรายเลยหรือเปล่า” 

ผมเป็นฝ่ายพยักหน้าบ้าง พี่วันยิ้มกว้างขวางอวดฟันขาวเป็นระเบียบของเขา 

“ดีเลยที่ลงพร้อมกัน พี่ก็ลงที่เชียงราย แล้วชินไปเชียงรายทำไม ไปเที่ยวหรือ” 

ผมว่าพี่วันจะเป็นคนอัธยาศัยดีเกินไปแล้วไหมครับกับการชวนคนแปลกหน้าคุย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้โดยสารที่นั่งติดกันจะชวนพูดคุย หากอยู่ในภาวะปกติผมก็คงไม่คิดอะไรมากเพราะผมเองก็เป็นพวกพูดมากอยู่แล้ว แต่กับช่วงเวลาของการอกหักแม้แต่กับใจตัวเองผมยังไม่อยากคุยด้วยเลย 

“กลับบ้านครับ ผมเป็นคนเชียงรายแต่มาทำงานที่ระยอง” 

“เฮ้ย จริงดิ สลับกับพี่เลยนะพี่เป็นคนระยองแต่ไปทำงานที่เชียงราย นี่กลับบ้านมาพักผ่อนได้ไม่กี่วันก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว” 

ชักเยอะแล้วพี่ 

ผมเริ่มมองเขาด้วยสีหน้ารำคาญพลางหันหน้าเข้าหากระจก ยอมรับว่าเสียมารยาทแต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครจริงๆ ไม่ทันเห็นใบหน้าเจื่อนของเขาหรอก เพราะผมหลับตาลงปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความบอบช้ำที่ยังกลืนกินความรู้สึกจนกระทั่งแขนถูกสะกิดยิกๆ 

“ชิน ชิน” 

อะไรอีกล่ะวะ ยุ่งกับกูจริง 

ผมลืมตาขึ้นมาพบกับสายตาอาทรของพี่วัน มันทำให้ผมไม่กล้าจะชักสีหน้าใส่เขาอย่างที่นึกอยากทำ 

“อะไรครับพี่วัน” 

“ก่อนขึ้นรถกินข้าวมาหรือยัง โฮสเตสเขาแจกข้าวแล้วกินเสียก่อนกำลังอุ่นๆเลย” 

ผมนึกเสียใจอยู่เหมือนกันที่ทำท่าหงุดหงิดใส่พี่เขาก็เลยฝืนยิ้มและรับกล่องข้าวมาถือไว้ กลิ่นอาหารเรียกน้ำย่อยจนกระเพาะลั่นดังโครก ผมอายจนหน้าแดงเมื่อเห็นพี่วันกลั้นยิ้มยกใหญ่ 

ไอ้กระเพาะบ้า ไม่รักษาหน้ากูบ้างเลย 

TBC 

แจกไลก์ แจกดาวให้บ้างนะจ๊ะ 

 

ความคิดเห็น