ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 3 [Re-write]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2560 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 3 [Re-write]
แบบอักษร

 

3

 

              “พี่ไม่กินเหรอ” เสียงมาพร้อมรอยยิ้ม ผมจ้องหน้าไอ้เด็กที่สามารถพาลากผมออกมาห้างด้วยได้

                ยอมใจมันจริงๆ

                ไอ้เม่นเดินตามผมไปที่รถ พอผมขับรถตัวเองออกมา มันก็รีบย้อนไปที่รถตัวเองแล้วขับตามผมจนถึงหอ แต่ผมรีบเข้าไปก่อนประตูเลยล็อก คนที่ตามมาเลยไม่ได้ตามเข้ามาด้วย

                ทำนั่นทำนี่อยู่ในห้องก็หลายชั่วโมง จากที่เลิกบ่ายสาม ตอนนี้เกือบทุ่ม ท้องก็เริ่มร้อง ผมคว้ากระเป๋าตังค์ หนีบแตะลงมาเพื่อจะไปหาข้าวกิน แต่กลับต้องตกใจเมื่อเห็นคนที่เพิ่งรู้จักนั่งสัปหงกอยู่ที่พื้น มันมีความพยายามมากจริงๆ ไอ้ม่านนับถือ

                ผมเดินไปสะกิด ไอ้เม่นค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาแล้วยิ้มให้ เมื่อมันยอมลงทุนขนาดนี้ ผมเลยยอมมากินข้าวด้วย แต่ใครจะคิดว่ามันจะพาผมมากินข้าวในห้องใจกลางเมือง มันฝ่ารถติดหนึบเพื่อจะมากินข้าวหน้าหมูทอด ยอมใจทุกๆ เรื่องที่มันทำ

                “มึงไม่บอกว่าจะมาที่นี่” ผมกอดอกจ้องหน้าคนตรงข้าม

                “พี่ไม่ชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหรอ แล้วพี่ชอบกินอะไรล่ะ ไว้คราวหน้า...”

                “กูหมายถึง มึงไม่บอกก่อนกูจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้า” ไอ้เม่นยังอยู่ในชุดนักศึกษา แต่ผมเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกับกางเกงบอล หนีบแตะด้วย คนมองตั้งแต่ลานจอดรถ โคตรอาย นี่ถ้ามีเด็กในคณะมาเห็นนะ หมดเลยกับภาพที่ผมคีพลุคมานาน

                “อ๋อ ก็ว่าอะไร” ไอ้เม่นหัวเราะออกมา แม้จะอุบาทเพราะข้าวเต็มปาก แต่เพราะความหล่อทำให้พอหยวนได้ ดูได้จากสาวออฟฟิศที่ยิ้มมองมันบ่อยๆ “พี่แต่งแบบนี้ก็น่ารักดีนะ แปลกดี”

                “จะถือว่าชม”

                ผมจิ้มหมูทอดเข้าปาก ของฟรีไม่ว่าจะถูกจะแพง จะอร่อยหรือไม่อร่อย ไอ้ม่านกินได้หมด เคยไปกินส้มตำพริกร้อยเม็ดมาแล้ว ถ้าไม่เสียดายนะ ผมทิ้งไปตั้งแต่คำแรกแล้ว แต่นานๆ ทีไอ้กลอยจะเลี้ยง (มารู้ทีหลัง ว่าแอบยักยอกเงิน พี่โชแฟนของมันมา

                “พี่ชอบกินอะไรเหรอ”

                “ทุกอย่างที่ฟรี” ผมตอบ ไอ้เม่นถึงกับขำ “กูพูดผิดตรงไหน” ยกถ้วยน้ำซุปเต้าเจี้ยวขึ้นซด อร่อยดีแบบนี้ไอ้เม่นชอบ

                “พี่กินโคตรอร่อยอะ” เพิ่งสังเกตว่าคนตรงข้ามไม่แตะข้าวแล้ว ไอ้เม่นนั่งจ้องหน้าผมที่ฟาดเรียบไม่เหลือ ที่จริง ใครๆ ก็บอกว่าผมกินอะไรก็ดูเหมือนจะอร่อยไปหมด

                “ก็มันอร่อยสมราคา” ผมยักคิ้วให้กับรุ่นน้องของเพื่อน “มึงเถอะ มานั่งเฝ้ากูตั้งแต่เช้า พ่อแม่ไม่ห่วงเหรอ” ดูเหมือนผมจะพูดอะไรผิด จากรอยยิ้มแย้มตอนนี้ไอ้เด็กตรงหน้าค่อยๆ นิ่งขึ้น

                “พ่อกับแม่ผมเสียไปแล้วครับ” น้ำเสียงราบเรียบซะจนผมอยากตบปากตัวเอง

                “เฮ้ย ขอโทษนะ พี่ไม่รู้ว่ะ” รีบบอกอย่างรู้สึกผิด ไอ้เม่นดูซึมๆ ไป แต่ก็ยิ้มพรายออกมาอีกรอบ “อะไร”

                “แทนตัวเองกับผมว่าพี่ โคตรน่ารักกว่ากูเยอะเลย”

                “นี่มึงเศร้าจริงปะเนี่ย หรือดราม่าเฉยๆ” ผมถามปุ๊บ ไอ้คนตรงหน้าก็ขำออกมา

                “เศร้าจริง แต่ไม่อยากให้พี่เศร้าด้วยไง” แววตาไอ้เม่นดูสั่นไหว ผมว่า มันคงเศร้าจริง “พี่รีบกินสิ เดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อยนะ”

                “เออ” ผมลงมือกินอีกรอบ แต่คราวนี้กินไปมองหน้าคนตรงหน้าไป ในสมองมีแต่ความสงสัยไปหมด จนอดไม่ได้ที่จะถามออกมาตรงๆ “กูถามอะไรหน่อยได้ไหม”

                “ครับ ทุกอย่าง” ไม่ต้องเอียงคอทำน่ารักก็ได้ เบ้ปากใส่มันไปที มันก็หัวเราะออกมา

                “คนเราจะชอบใครก็ต้องมีเหตุผล แล้วเหตุผลที่มึงมาตามตูดกูต้อยๆ เนี่ย คืออะไรวะ” อันนี้จริงจังมากครับ ทั้งชีวิตไม่เคยมีผู้ชายมาตาม หากน่ารักอย่างเพื่อนตัวเกรียนก็ว่าไปอย่าง “เพราะกูหล่อใช่ไหม” ไอ้เม่นส่ายหน้ารัว เอาความมั่นใจลดลงมาหน่อย “เพราะกูเป็นคนดี” จากยิ้มๆ อยู่หุบลงเมื่อข้อนี้ถูกส่ายหน้ารัวกว่าข้อแรก “เพราะกูตลก”

                “เพราะพี่ไม่รู้จักความรัก”

                “ห๊ะ” เหมือนหูจะเพี้ยนไป

                “ที่ผมตามตูดพี่ เหตุผลก็คือ เพราะพี่ไม่รู้จักความรัก และผมก็ไม่รู้จักเช่นกัน”

                “มันเกี่ยวกันยังไงวะ”

                “ก็เราเหมือนกันตรงที่ไม่รู้จัก ดังนั้นผมเลยอยากลองมีความรักดูสักครั้ง และผมก็อยากให้รู้จักด้วย เป็นไง เหตุผลของผม”

                “ปัญญาอ่อน” บอกเน้นๆ ไม่อ้อมค้อม “เหตุผลฟังไม่ขึ้นว่ะ”

                “แต่ผมจริงจังนะ” พอเห็นหน้ามุ่งมั่นของมันผมก็พูดไม่ออก

                “แล้วเหตุผลที่มึงชอบเพื่อนกูล่ะ”

                “ครั้งแรกที่ผมเจอพี่กลอย ตอนที่พี่เขาลงจากรถสปอร์ตสีดำ แต่พี่เขากลับบอกว่าจน พี่เขาใส่แว่นทั้งที่สายตาไม่ได้สั้น” เอาซะผมอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ไอ้กลอยมันพลาดอย่างจังสินะ

                “รู้ได้ไงว่าสายตามันไม่สั้น”

                “พี่เขาจะอ่านหนังสือแต่เอาแว่นออก” ฉิบหาย สมควรแล้วที่ถูกจับได้ “ในหัวผม มีแต่คำว่าทำไมอยู่เต็มไปหมด จนมารู้ว่าเพราะอะไรพี่เขาถึงต้องทำแบบนั้น ซึ่งผมไม่พอใจ”

                ผมจ้องหน้าคนบอกไม่พอใจ มันขมวดคิ้วเหมือนอารมณ์ค้างมาจนผมแอบเกรงนิดๆ ตามันดุนะเนี่ยเวลาทำหน้านิ่ง

                “บ้าป่ะ ไม่พอใจที่มันเป็นพี่เนียนเนี่ยนะ” ผมเป็นที่รองรับอารมณ์ของไอ้กลอยเลยตอนนั้น โทรมาบ่นเช้า บ่นเย็นเรื่องเป็นพี่เนียน (ที่ไม่เนียน)       

                “ไม่ใช่ ผมไม่พอใจที่พี่เขาทำตัวน่ารัก” แทบสำลักน้ำซุปที่เพิ่งยกซด เพิ่งรู้ว่าทำตัวน่ารักก็ผิดเว้ยเฮ้ย

                “มึงเลยตามตื้อมันเหรอ” แล้วไอ้เม่นก็พยักหน้า ผมว่า ไอ้เด็กนี่ตรรกะกำลังป่วยเข้าขั้นสุดยอด “กูว่ามึงอาการหนักแล้วว่ะ” ชี้สมองตัวเองบอก ไอ้เม่นหัวเราะออกมาจนคนหันมาสนใจ

                “ก็ผมอยากรู้ว่าการตามจีบผู้ชายยากแค่ไหนไง”

                “แล้วเป็นไง”

                “มาก” เผลอขำออกมาก่อนจะเก๊กหน้าขรึมต่อ “พี่กลอยว่ายากแล้ว พี่ยากกว่าอีก”

                “แล้วไหงวกมาถึงกูละวะ”

                “ก็ผมกำลังจีบพี่อยู่ ก็ต้องวกมาหาพี่สิ” หยิบผักในจานตัวเองปาหัวไอ้เด็กยิ้มตาหยี “พี่อยากป้อนผมก็ป้อนดีๆ สิครับ”

                “ไอ้...อี๋” ทำหน้าเหยเกเมื่อไอ้เม่นเอาผักที่แปะหัวเข้าปากแล้วเคี้ยว พอกลืนปุ๊บมันก็ขยิบตาส่งยิ้มพิฆาตมา ขนาดป้าข้างๆ ยังกรี๊ดขึ้นมาเอาซะตกใจ

                “ไม่รู้ล่ะ ผมจะตามตื้อจนกว่าพี่จะยอมทดลองมีความรักกันผม”

                “แล้วถ้าทดลองแล้วล้มเหลวละวะ”

                “พี่จะยอมทดลองกับผมแล้วเหรอ”

                “ยังเว้ย” แอบผงะ ที่ไอ้เม่นยื่นหน้าข้ามโต๊ะมาซะใกล้

                “โหย” ไอ้เม่นหน้างอถอยกลับไปนั่งตามเดิม

                “มึงยังเด็กเกินไป รอเรียนจบค่อยคิดไม่ดีเหรอวะ” ผมพูดตามที่พ่อเคยบอกกับผมเมื่อห้าปีก่อน

                “พี่หัวโบราณว่ะ”

                “ด่ากูแก่เลยเถอะแบบนี้”

                “ก็พี่แก่จริงไม่ต้องด่า”

                “ไอ้...” ยิ่งคุยยิ่งปวดหัว ทึ้งผมตัวเองเบาๆ “รีบๆ กิน กูมีงานต้องทำต่อ”

                “พี่มีการบ้านเหรอ”

                “ไปดูน้องคณะซ้อมบอล มหาลัยมึงไม่มีกีฬาเฟชรชี่เหรอวะ” ดูไอ้เม่นทำตัวว่างเกิน

                “มี แต่ผมไม่ได้ลงกีฬาอะไร อ๊ะๆ จะว่าผมไม่แมนใช่ป่ะ ผมรู้หรอกน่า” โดนดักทันทีที่เผยออ้าปาก “ที่ผมไม่ลงเนี่ย เพราะผมร่างกายไม่แข็งแรง”

                “มีโรคประจำตัวเหรอวะ” พอคนถูกถามพยักหน้า ผมก็ตาโต “โรคอะไร”

                “โรคหัวใจ” มองคนเป็นโรคกุมหัวใจตัวเอง “เนี่ย มันกำลังจะกำเริบแล้ว”

                “ฉิบหาย”

                อยู่ๆ ไอ้เด็กตรงข้ามเริ่มเกร็ง มือมันหงิกจนผมต้องรีบพุ่งเข้าไปดู หัวหนักๆ ของมันเอนมาพิงกับไหล่ ผมพยายามแกะมือที่มันกำแน่นให้คลายออก ตอนนี้ผมกำลังมึน ใช่ ต้องพามันไปหาหมอ

                “พี่ม่าน” เสียงเบาๆ ดังอยู่แทบชิดหูพร้อมกับลมหายใจอ่อนๆ เป่ารดต้นคอ

                “เดี๋ยวจะพาไปหาหมอนะ” ร้อนรนจนสั่นไปหมด กลัวมันจะตาย ผมอ้าปากจะขอความช่วยเหลือกลับถูกฝ่ามือหนายื่นมาปิดปาก “อะไออ๊ะ” (อะไรวะ)

                “มันกำเริบ...เลิฟ...ยู”

                “ไอ้เหี้ย”

                ด่าเสร็จผมลุกออกจากร้านทันที โมโหมากถึงมากที่สุด ไอ้เด็กนี่มันเล่นกับความรู้สึกห่วงของผม มันเห็นผมเป็นตัวตลกหรือไงวะ

                เดินเร็วจนคล้ายกับวิ่งไปโบกรถแท็กซี่ แต่เจ้ากรรมดันไม่มีรถคันไหนรับ นี่ก็น่าโมโห จะไปส่งรถบ้าง รับเฉพาะต่างชาติบ้าง แบบนั้นจะมีคนไทยในประเทศทำไมวะ (เริ่มพาลครับ)

                “พี่ ผมขอโทษ” หงุดหงิดแท็กซี่ยังไม่พอ ยังมาหงุดหงิดเพราะไอ้เด็กนิสัยเสียอีก ผมทำเป็นไม่สนใจ มือก็โบกหารถที่จะรับ แต่กลับถูกมือใหญ่กว่านิดหน่อยคว้าแล้วออกแรงลาก “มากับผม ก็ต้องกลับกับผมสิ”

                “ไอ้เม่น กูเจ็บ” ดึงซะอย่างกับข้อมือไม่มีเส้นเลือด แม้ผมบอกแล้วมันจะผ่อนแรงลง แต่ก็ไม่ยอมปล่อย ไอ้เม่นลากผมมาที่ลานจอดรถ ตอนเดินผ่านใคร เขาก็มองเหลียวหลังกันแทบทุกคน ผมพยายามก้มหน้าก้มตา แต่ไอ้คนดึงก็เดินไวซะจนหลบหน้าใครแทบไม่ได้

                ผมนั่งหน้านิ่งในรถ ถนนที่รถติดพอสมควรจนรู้สึกว่ามันช่างน่าเบื่อ จะเปิดเพลงก็ไม่กล้าเพราะมันไม่ใช่รถตัวเอง ผมเลยสำรวจรอบๆ รถด้วยสายตาแทน รถเก๋งคันนี้สะอาด ไม่มีขยะสักชิ้น แทบไม่อยากจะเชื่อ

                ไอ้เม่นเงียบมาตลอดทางจนรถแคมรี่จอดหน้าตึกที่ผมนัดกับเพื่อน ผมกำลังจะก้าวขาออกจากรถก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าคนขับ ไอ้เม่นหันมายิ้มแล้วโบกมือหยอยๆ

                “ขับดีๆ นะมึง อย่าเหม่อไปชนใครเข้าล่ะ” อดไม่ได้ที่จะพูด

                “ครับ” กำลังจะปิดประตูต้องชะงักอีกรอบที่ถูกเรียก “พี่ม่าน ผมขอโทษจริงๆ นะ”

                “เออๆ อย่าหลอกกูอีก กูไม่ชอบ”

                “ผมไม่มีทางหลอกพี่อีกแน่”

                มุ่ยหน้ามองไอ้คนทำตาประกาย ผมปิดประตูรถแล้วเดินหนี ไม่หันไปมองว่ารถมันจะขับไปหรือยังจอดอยู่ ตอนนี้ผมไม่อยากฟุ้งซ่าน ผมควรสนใจสิ่งตรงหน้า นั่นคือรุ่นน้องที่จะเข้าคัดเลือกเป็นนักกีฬาฟุตบอล

                สนามฟุตบอลสองมีแต่นักศึกษาคณะผม ไอ้จ๊อดซึ่งเป็นคนดูแลทีมทำหน้าที่คัดสรร ส่วนผมก็ได้แต่นั่งมองเพราะวิ่งซ้อมด้วยจนเหนื่อย นานแล้วที่ไม่ได้วิ่งหนักขนาดนี้ รู้สึกเหมือนจะขาดใจตายให้ได้ ผมนั่งหอบหนักขนาดกินน้ำยังไม่หาย

                “โทรศัพท์มึงอะ” ไอ้พัดที่นั่งหอบข้างๆ สะกิด ผมเหลือบมองมือถือตัวเองที่เปิดระบบสั้นเอาไว้สว่างวาบ หน้าจอมีแต่เบอร์ไม่มีชื่อ “รับสิวะ”

                “เออ” ตวัดตามองเพื่อนก่อนลุกออกมาจากห้อง “ฮัลโหล”

                (พี่ยังไม่เลิกอีกเหรอ) ไอ้เด็กนี่บ่ายถึง เย็นถึงวุ้ย

                “ยัง กูยังอยู่ที่มหาลัย”

                (พี่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเสียงหอบๆ หรือว่าพี่กำลัง...)

                “กูไปวิ่งมาเว้ย”

                (ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย พี่หื่นนะเนี่ย)

                “เดี๋ยวมึงจะโดนดี” ที่รู้ความคิดของผม...ไม่ใช่แล้วครับ “โทรมามีอะไรวะ แล้วนี่เบอร์มึงเหรอ” ที่ถามเพราะไม่ใช่เบอร์ที่โทรเข้ามาครั้งแรก

                (ของเพื่อน มือถือผมตกน้ำ ผมว่าจะให้พี่ไปช่วยเลือกให้หน่อย ได้ไหมครับ)

                “เห็นกูว่างมากเหรอ”

                (นะครับ)

                “เลี้ยงข้าวกูด้วย”

                นี่ผมไม่ได้เห็นแก่ของกินหรือของฟรีหรอกนะครับ แต่คนเราก็ควรจะมีอะไรตอบแทนคนมีน้ำใจบ้าง ปลายสายรีบตอบรับรัวๆ ก่อนผมจะวางแล้วกลับไปซ้อมบอลต่อ

 

 

..................................................

 

                ตอนนี้ผมกำลังถูกกดดันอีกแล้ว จากกลุ่มเดิมด้วย พวกมันแทบจะเอาหน้าทิ่มกับหน้าของผม ขนาดเอามือดันออกไปมันก็ยังดาหน้าดันเข้ามา

                “อะไรของพวกมึงเนี่ย”

                “แถลงการณ์มา เรื่องเมื่อวาน หลังจากที่มึงแยกไป” อีแน่วใช้ปากกาจิ้มหน้าผากผมหลายจึ๊ก จะไม่ตบมือมันเลยถ้ามันไม่ถอดปลอกปากกาแล้วเอาหัวมันจิ้ม

                “ก็ไม่มีอะไร” ตอบพร้อมจ้องหน้าให้รู้ว่าไม่ได้โกหก

                “โกหก”

นั่นไง ไม่ได้ผล

                “มันพามึงไปไหนมาบ้าง ทำอะไรกันบ้าง บอกพวกกูมาให้หมด แม้จะไม่เกี่ยวกับพวกกู แต่พวกกูอยากเสือก” หันไปมองไอ้เกมส์ที่พูด มันเผลอหัวเราะออกหลังจากพูดจบ

                “ไม่มีอะไรเลย มันพากูไปกินข้าวแล้วก็พากลับมาส่งมหาลัย”

                “แค่นี้?”

                “เออสิ จะให้แค่ไหนพวกห่านี่”

                ทำตาขวางให้กับพวกที่ทำหน้าเซ็ง ไอ้เจเบ้ปากแล้วก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ต่อ ส่วนที่เหลือก็หันไปคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

                พวกเรานั่งอยู่ได้ไม่นาน ผมก็ต้องแยกไป เพราะกลุ่มพี่ว๊ากต้องเข้าห้องเชียร์ ผมที่ไม่ได้มีหน้าที่ก็ต้องแยกไปที่อื่น ผมตบบ่าให้กำลังใจเฮดว๊ากที่นั่งทำอารมณ์ก่อนเข้าห้อง มันเป็นคนที่กดดันที่สุด ต้องแบกรับความกดดันและภาระทุกอย่าง

                ผมเดินย้อนกลับเข้าตึกคณะเพราะไอ้จ๊อดนัดประชุมเรื่องคัดตัวน้องปีหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังจะผลักบานประตู เสียงโทรศัพท์ขัดขึ้นมา หน้าจอปรากฏชื่อของรุ่นน้องของเพื่อน ผมปล่อยให้สายตัดไปหลายรอบแต่ดูมันก็พยายามอย่างมากที่จะโทรมาติดๆ กัน สุดท้ายก็เลยรับ นับถือความพยายามจริงๆ

                “ว่าไง” กรอกเสียงลงไป

                (พี่ยุ่งเหรอ หรือว่าเรียน ผมโทรมากวนหรือเปล่า) ถามรัวๆ จะให้ตอบอันไหนก่อนวะ

                “กวนไม่กวนแล้วแต่มึงจะคิด” ผมว่า ได้ยินเสียงหัวเราะเล็ดลอดเข้ามา “โทรมามีอะไรวะ ถ้าไม่สำคัญมึงจะโดน”

                (คิดถึง...สำคัญพอป่ะ)

                “มึงพูดแบบนี้ขนลุกบ้างหรือเปล่าวะ” เอาจริงๆ ผมโคตรขนลุกกับมุกบาทสองบาทของมันจริงๆ

                (มากอะ) แล้วมันก็หัวเราะ ทำเอาผมหัวเราะตามเฉย (พี่เลิกเรียนกี่โมงผมลืมถาม)

                “ถามทำไมวะ”

                (พี่นัดกับผมแล้วนี่ว่าจะไปช่วยเลือกมือถือ อย่าบอกว่าลืม ผมน้อยใจนะเนี่ย) ไอ้เม่นพูดน้ำเสียงตอแหลได้น่าหมั่นไส้สุดๆ (ผมเลิกเรียนแล้ว พี่ล่ะ)

                “เออ เลิกแล้ว แต่...กูมีประชุมกับเพื่อน ไม่รู้ว่าจะเลิกกี่โมง”

                (งั้นเหรอ...) ปลายสายเงียบไปแป๊บหนึ่ง (เดี๋ยวผมไปรอพี่ก็ได้) บอกแค่นั้นก่อนมันจะวางสาย มันไม่คิดจะรอคำตอบจากผมเลยเหรอว่าจะให้มารอหรือเปล่า

                สะบัดหัวสองทีก่อนจะเดินเข้าห้อง ทักทายเพื่อนตามประสา ผมนั่งฟังพวกมันคุยกัน บ้างก็ออกความคิดเห็น ปีนี้มีเด็กฝีเท้าดีหลายคน ต่อให้คณะไหนพวกเราก็ไม่กลัว

                “ขอตัวแป๊บ” ผมบอกเพื่อนๆ เมื่อเห็นหน้าใครบางคนโผล่มา

                “ประชุมเสร็จแล้วเหรอ” ไอ้เม่นทำตาใสยืดคอมองเข้าไปในห้อง

                “ยัง”

                “โหย ผมมานั่งรอนานแล้วนะ” เหล่ตามองนิดๆ ที่จริงผมก็รู้แต่แรกแล้วตอนมันมานั่งรอหน้าห้อง “หิวด้วย”

                “เออ รออีกหน่อยเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” ทำไมผมต้องใจอ่อนเวลาเห็นหน้ามันหงอยด้วยเนี่ย “รออยู่นี่แหละ” กำชับก่อนจะกลับเข้าห้องอีกรอบ

                รู้สึกกระสับกระส่ายแปลกๆ ทำไมไอ้จ๊อดมันพูดไม่จบสักที เปิดประเด็นใหม่อยู่นั่น...แล้วทำไมผมถึงกระวนกระวาย ตาก็มองแต่ประตูวะเนี่ย

                “ไอ้เชี่ยมู่ ถ้ามึงรีบก็ไปเถอะ” ไอ้จ๊อดออกปากไล่จนคนอื่นๆ พากันหัวเราะ

                “นี่มึงกล้าไล่กูเหรอวะ” ทำตาโตชี้หน้าเพื่อน หากไม่มีเสียงของปีสองลอยแทรกเข้ามา เอาซะเก็บนิ้วแทบไม่ทัน

                “พี่จ๊อดไม่ได้ไล่หรอก แต่เขากลัวคอพี่เคล็ด ห่วงเด็กขนาดนี้” จบปุ๊บ เสียงหัวเราะก็ดังลั่นห้อง ผมชี้หน้าคาดโทษไอ้ก้อน เด็กปีสองที่มันกล้าแซว มันรีบยกมือคล้ายกับยอมแพ้แต่ปากมันยังหัวเราะ ไอ้นี่กวนฝ่าเท้าจริงๆ “พี่มู่”

                “สม” ถีบหลังไอ้เด็กปากมากก่อนคว้ากระเป๋าออกจากห้อง ที่มันกล้าต่อปากต่อคำหรือแซวผมได้ ก็เพราะฟุตบอลตอนงานปีหนึ่งของมัน เห็นปากดีแบบนั้นแต่นิสัยมันดีตามปากนะครับ

                ออกจากห้องมาแล้วแต่มองไม่เห็นคนนั่งรอ หรือมันเบื่อจนกลับไปแล้ววะ ผมลองเดินหามันแถวรอบๆ แต่ก็ไม่เจอ สงสัยจะกลับไปแล้วจริงๆ แต่ระหว่างที่ผมเดินผ่านด้านข้างของตึกที่เป็นแหล่งซ่องสุมของปีสามและปีสี่ เสียงตะโกนที่คุ้นหูเอาซะผมต้องรีบสาวเท้าไปหา ภาพที่ได้เห็นคือเด็กที่มานั่งรอผม กำลังถูกกลุ่มเฮดว๊ากกดดันอยู่ในวงล้อม นี่พวกมันทำบ้าอะไรกันวะเนี่ย

                ผมเดินเข้าไปยืนใกล้ เจออีแน่วที่ยกมือกันไว้ ผมจ้องหน้าทุกคนอย่างขอคำอธิบาย อยู่ๆ พี่ว๊ากเกิดเข้าสิงนอกห้องหรืออย่างไร ปกติพวกมันจะไม่นำอารมณ์ด้านในออกมา ที่สำคัญ ไอ้เด็กที่กำลังถูกกดดันนั่นไม่ใช่เด็กมหาลัยผมด้วย

                “พวกมันทำอะไรวะ” ยื่นหน้าถามอีแน่ว มันปรายตามองผมนิดๆ ก่อนจะตอบ

                “เค้นความจริง” คำตอบของเพื่อนทำเอาผมขมวดคิ้ว

                “ความจริงเชี่ยอะไร”

                “ก็เรื่องมึงไง”

                “ไร้สาระเหี้ยๆ” ผมไม่เห็นด้วยกับการทำแบบนี้ กะจะเข้าไปห้ามแต่ถูกพี่รหัสตัวเองดึงแขน ผมตวัดสายตามองพี่เฟรนด์ที่จ้องดุ “ผมว่ามันเกินไปนะพี่”

                “ทนแค่นี้ไม่ได้ แล้วคิดจะมาเอามึงไป กูไม่ให้หรอก” ไม่รู้จะซึ้งใจ หรือโมโหดี ไม่ใช่อะไร ผมกลัวว่า หากมีใครมาเห็นแล้วเอาไปฟ้องอาจารย์ ทุกคนจะต้องมาเดือดร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ ซึ่งมันไม่คุ้มว่ะ

                ผมยืนมองไอ้เจที่กดดันรุ่นน้องของเพื่อน ซึ่งมันก็ไม่ได้มีท่าทีจะกลัวอย่างเด็กปีหนึ่งคนอื่นๆ คงเพราะมันไม่ได้อยู่คณะผม แล้วก็ไม่ได้อยู่มหาลัยนี้ด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ผมว่า มันก็ต้องมีใจสั่นอยู่บ้าง โดนรุมตั้งสี่ขนาดนั้น แค่ไอ้เจก็ว่ากดดันแล้ว ยังเจอพี่อิน เฮดว๊ากปีสี่พี่รหัสไอ้เจอีก ตายแน่เม่นเอ้ย

                “คุณไม่ใช่นักศึกษามหาลัยวิทยาลัยนี้ใช่ไหม” พี่อินถามแบบสุภาพ ไม่ลงน้ำเสียงกระแทกกระทั้นเท่าไหร่

                “ครับ ไม่ใช่” ไอ้เม่นก็ตอบเสียงเรียบๆ สายตามันมองตรงไม่วอกแหวก คงถูกสั่งให้ทำแบบนั้นแน่ ไอ้นี่ก็บ้าจี้ทำ

                “งั้นคุณบอกผมหน่อย ว่าคุณมาทำอะไรที่นี่ หน้าห้องประชุมของคณะของผม” พี่อินเริ่มหยุดเดินแล้วจ้องหน้าไอ้เม่นกดดัน

                ความเงียบของสถานที่ยิ่งสร้างความอึดอัด ขนาดผมที่ไม่ได้อยู่ในวงล้อมนั่นเหงื่อยังแตกเลยให้ตาย

                “พี่ผมถามคุณ ทำไมคุณไม่ตอบ” ไอ้เจถามเสียงนิ่ง หน้ามันไร้รอยของความขี้เล่นอย่างที่ผมเคยเห็น

                “ผมมาหาพี่ม่านครับ” ไอ้เม่นตอบ หางตามันปรายมามองผมนิดๆ ผมเลยยิ้มส่งคืนไป เห็นมุมปากยกขึ้นเล็กๆ

                “คุณมาหาไอ้มู่ เอ่อ น้องผมทำไม” คำเรียกผมหลุดปุ๊บ พี่อินก็รีบเปลี่ยนใหม่ ผมได้ยินพี่เฟรนด์หัวเราะด้วย

                “เพราะผม...” ทำไมผมต้องลุ้นกับคำตอบที่จะได้ยินด้วยเนี่ย “ผมกำลังตามจีบพี่ม่านอยู่ครับ”

                เสียศูนย์จนเกือบเซล้ม คราวนี้ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นจากพี่รหัสและเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่วนพวกที่ยืนล้อมต่างพากันหันหน้าคนละทิศละทางเพื่อกลั้นหัวเราะ ความฉิบหายอยู่ใกล้แค่เอื้อม

                “พูดได้ดี” ไอ้เจพยายามปั้นหน้านิ่ง แต่ผมรู้ว่ามันอยากหัวเราะ “แต่คุณก็รู้ ว่าเพื่อนผมเป็นผู้ชาย แล้วคุณก็ผู้ชาย”

                “ผมรู้ แต่ผมไม่สน รู้แค่ว่า ผมชอบพี่ม่าน” หารูหรือปิ๊บให้ผมที “ถ้าไม่ชอบ ผมก็ไม่มายืนตรงนี้หรอกครับ” คราวนี้ไอ้เม่นหันมายิ้มกว้างให้ผม ทั้งพี่เฟรนด์กับอีแน่วต่างก็หันไปโก่งคออ้วก แล้วผมต้องทำยังไง ต้องเขินไหม หรืออ้วกดี

                “ไอ้เหี้ย” ผมด่าไร้เสียงส่งตรงไปถึงไอ้เด็กที่มันใจกล้าบอกว่าชอบผม ไอ้เม่นหัวเราะออกมาเฉย

                “เลี่ยน” เสียงไอ้เกมส์ตะโกนออกมาเรียงสายตาทุกคู่ “เลี่ยนจนอยากกินส้มตำ พี่อินเลี้ยง”

                “อ่าวไอ้เหี้ยเกมส์ กูเกี่ยวอะไร” พี่อินโวยวายตบหัวคนอยากกินส้มตำ

                จากเหตุการณ์ตึงเครียด กลายเป็นบ้าบอ ไอ้เม่นก้มหยิบของตัวเองที่พื้นแล้วเดินเข้ามาหาผม แม้ใจอยากจะเดินหนี แต่ขามันกลับยกไม่ขึ้นซะงั้น จากที่ไม่คิดอะไร มาตอนนี้กลับวางหน้าไม่ถูก

                “แหม ออกตัวแรงจริงๆ เด็กมึงเนี่ย” อีแน่วใช้ขาหน้าสะกิดข้อศอกผมยิกๆ

                “เด็กกูห่าอะไร ไม่ใช่เว้ย”

                “ไม่ใช่แต่ปาก คอยดูเถอะ มึงเสร็จแน่” เหล่ตามองพี่รหัส ไม่กล้าด่าตอบ กลัวถูกฝ่ามืออรหันต์

                ไม่มีเวลาให้ผมสนใจคนอื่น เพราะตอนนี้ไอ้เม่นมายืนยิ้มแฉ่งต่อหน้าแล้ว อีแน่วก็ยังสะกิดยิกๆ พี่เฟรนด์ก็เป่าหูอยู่ข้างๆ ด้านหลังก็มีพวกโหดยืนหาร้านส้มตำ

นี่คนรอบข้างผม จะปกติเหมือนผมสักคนไหมเนี่ย

                “อะไร ยิ้มให้กูทำไม” ถามไอ้เม่นที่มันเอาแต่ยิ้มไม่ยอมพูดอะไร แหน่ะ ยิ่งว่าให้ มันก็ยิ่งยิ้มกว้าง “สงสัยจะบ้าว่ะ”

                “บ้ารักพี่อะดิ่” หลังพูดจบ เสียงอ้วกก็ดังเกรียวกราวทีเดียว

                “อย่าเสี่ยว ไอ้ห่า”

                “เสี่ยวแล้วชอบป่ะล่ะ” ผมกำลังจะอ้าปากท้วง แต่ไอ้เม่นดันขัดขึ้นมาซะก่อน “ห้ามขี้จุ๊ด้วย หน้าแดงแล้ว”

                “ไอ้เชี่ยเม่น จะไปกินไหมข้าวน่ะ” รีบหาวิธีหลบหลีก แต่กลับถูกเอาคืนซะต้องเดินหนีเอง

                “เราจะไปกินข้าวกันเหรอ พี่อยากกินข้าวกับผมใช่ไหม ดีใจจัง” เสียงเริงร่าดังตามหลังมาติดๆ พูดจบก็ลืมไปว่ามันแค่จะให้ไปช่วยเลือกซื้อมือถือไม่ได้จะไปกินข้าว

                “ปากหนอปาก” ตบปากตัวเองรัวๆ

                “พี่ม่าน รอผมด้วยสิ อยากกินข้าวกับผมมากถึงกับต้องรีบขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้เม่นดีใจนะเนี่ย”

                “อยากกินพ่องมึงสิ งั้นกูไม่ไปแล้วไอ้ห่า”

                “อย่างอนสิ ผมง้อไม่ค่อยเป็นด้วยนะ”

                “ไม่ได้งอนเว้ย ไม่ต้องมายุ่งกับกู”

                “พี่ม่านครับ รอเม่นด้วย”

                ยกมือปิดหูแล้วรีบเดินหนี ไม่รับรู้อะไรแล้วครับตอนนี้ หลบหน้าไอ้เด็กเดินตามได้เป็นดี ทำไมคิดว่าไอ้กลอยโชคดีที่หลุดพ้นมันได้ แล้วผมล่ะ ไอ้ม่านคนนี้....

                “ไอ้เชี่ยเม่น”

                “ครับพี่ม่าน”

                รอยยิ้มที่กว้างจนปากแทบฉีกถึงรูหู

 

                ทำไมไอ้ม่านคนนี้ถึงแพ้มันได้ ไม่เข้าใจจริงๆ

ความคิดเห็น