ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 29 แสงสว่าง (100%)

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 แสงสว่าง (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2559 07:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 แสงสว่าง (100%)
แบบอักษร

          ถึงแม้สาวร่างบางในชุดสุดเซ็กซี่อาจจะถูกมองว่าเป็นพวกนุ่งน้อยห่มน้อย แต่เธอก็ยังคงมั่นใจในเรือนร่างอันมีคำว่า ‘นางแบบ’ เป็นประกันอยู่ดี หญิงสาวเดินแหวกม่านนักท่องราตรี แล้วตรงเข้าไปผลักประตูห้องวีไอพีของคลับหรูแห่งหนึ่งในย่านดัง 

          “เธอเหรอที่โทร. มานัดฉัน” เธอเอ่ยถามหญิงสาวหน้าตาไม่คุ้นหน้าอีกคนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

          “ใช่ นั่งก่อนสิ” คนถูกถามส่งยิ้มให้ว่าที่พาร์ตเนอร์คนใหม่ “นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว ฉันไลลา ถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะ”

          คนถูกนัดนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ ก่อนจะเริ่มมองผู้หญิงตรงหน้า เสื้อผ้าแบรนด์ดังกับเครื่องประดับที่ทันสมัยบ่งบอกถึงฐานะของเธอได้ดี ริมฝีปากบางที่กลบทับด้วยลิปสติกสีนู้ดช่วยเสริมให้สโมกกีอายเหนือดวงตาคู่สวยดูโดดเด่น จนคนมองอดยอมรับไม่ได้ว่าเธอคือ...สาวเปรี้ยวที่ดึงดูดมากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

          “รีบเข้าเรื่องมาเลยดีกว่า ฉันมีเวลาไม่มาก” คนมาใหม่บอกกับสาวเปรี้ยวตรงหน้า

          “ได้ งั้นเอาตรงๆ เลยนะ ที่ฉันนัดเธอมาในวันนี้เพราะว่าเรามีศัตรูคนเดียวกัน”

          “หมายความว่ายังไง” คนฟังหรี่ตามองพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย และนั่นทำให้คนพูดกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจที่เรียกความสนใจจากอีกฝ่ายได้

          “นังเกล็ดดาว มันหนามยอกอกเธอไม่ใช่เหรอเมษา” 

ไลลายิ้มมุมปาก สิ่งที่เธอเพิ่งพูดนั้นไม่ผิดแน่ เพราะจากเมื่อคืนที่เธอสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ช่วงเวลาที่เธอไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยเรื่องราวเกี่ยวกับยายผู้หญิงปากร้ายคนนั้นที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ความบาดหมางระหว่างอดีตเพื่อนรักอย่างเมษา

          “ฉันกับยายเกล็ดดาวจะเป็นศัตรูกันหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวกับเธอยังไงไม่ทราบ”

          “หมอธัช...คือผู้ชายของฉัน!” ไลลาตอบกลับทันควัน “แล้วฉัน...ก็จะเอาเขาคืน!!” 

น้ำเสียงจริงจังกับแววตาที่ดุดันของคนพูดสร้างความพึงพอใจจนเรียวปากแดงฉานของเมษากรีดยิ้ม ก่อนที่เธอจะพูดบ้าง “เธออยากได้เขาคืนมากขนาดนั้นเลยเหรอ อย่างเธอก็น่าจะหาผู้ชาย...รวยๆ ได้ไม่อยากมั้ง”

เมษาเลือกใช้คำว่า ‘รวย’ เพราะเธอรู้ดีว่าคงมีแค่เหตุผลเดียวเท่านั้นที่ผู้ชายไม่หวือหวาอย่างหมอธัชจะทำให้ผู้หญิงจัดจ้านอย่างคนตรงหน้าสนใจได้

          “เขาเคยเป็นคนรักของฉัน แต่มันก็นานมาแล้ว ฉันโตขึ้น อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไป...รวมถึงความรู้สึกที่มีให้เขาด้วย ตอนแรกฉันก็แค่กะจะลองดู เพราะคงจะดีถ้าได้ทายาทหมื่นล้านซื่อๆ ที่หลงฉันหัวปักหัวปำมาเป็นสามี แต่ตอนนี้ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องเอาชนะนังเกล็ดดาวให้ได้! ฉันต้องเอาหมอธัชกลับมาเป็นของฉันให้ได้!”

          “แต่เธอก็รู้ว่าจะรบกับผู้หญิงปากดีอย่างยายเกล็ดดาวน่ะ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”

          “ใช่ ไม่ง่าย แต่ถ้าเราสองคนร่วมมือกัน มันก็จะไม่ใช่เรื่องยาก...ไม่ใช่เหรอ” 

แม้เมษาจะเห็นด้วยกับคำพูดของคนตรงหน้าขนาดไหนก็ตาม แต่เพราะเพิ่งรู้จักกัน เธอจึงควรแน่ใจก่อนว่าเธอไม่ได้กำลังถูกหลอกใช้

          “แล้วถ้าฉันร่วมมือกับเธอ เธอก็ได้ผู้ชายของเธอคืนไป แล้วฉันล่ะ ฉันจะได้อะไร”

          “เธอก็ได้ความสะใจ...ความคุ้มค่าที่เงินก็หาซื้อไม่ได้ยังไงล่ะ” 

           เมษานิ่งคิด ก่อนจะยื่นมือออกไปตอบรับไมตรีด้วยแววตาที่บอกให้คนตรงหน้ารู้ว่าเธอรอคอยเวลานี้มานานแค่ไหน หญิงสาวฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจ

          “ตกลง งั้นเรามาร่วมมือกันเขี่ยนังเกล็ดดาวให้ตกกระป๋องไปเลย!!”

          ไลลายิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมกับเอื้อมไปจับมือของเมษา “เรามาทำให้มันรู้ ว่าหัวเราะทีหลัง...มันสะใจกว่าแค่ไหน หึ!!”

          นี่ก็ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้วกับการใช้ชีวิต ‘แต่งงาน’ ของชายหนุ่ม เขายอมรับว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปพอสมควร แต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับที่ใครต่อใครต่างพูดกัน อาจจะเป็นเพราะแท้จริงแล้วเขายังไม่เคยได้ใช้ชีวิต ‘แต่งงาน’ จริงๆ เสียเลยด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ดูเหมือนการย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่กับเพื่อนร่วมห้องแปลกหน้าที่กำลังทำความรู้จักกันเสียมากกว่า 

          หญิงสาวแตกต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันแรกที่ได้พบหน้า ยิ่งได้รู้จักกันมากเท่าไร เขายิ่งสับสนในใจมากขึ้นเท่านั้น 

ในมุมมองของเขา เขากับผู้หญิงคนนี้ดูจะไม่ต่างอะไรกับแม่เหล็กสองแท่งที่ถูกวางไว้ใกล้กัน เมื่อไรที่ขั้วเหมือนกันถูกหันเข้ากัน มันจะออกแรงมหาศาลผลักกันให้กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง แต่ในทางกลับกัน หากเมื่อไรก็ตามที่ขั้วต่างกันถูกหันเข้าหากัน เขากลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่เกินจะต้านทานด้วยเช่นกัน 

          ความรู้สึกแบบนี้คืออะไรกันนะ...

ธัชสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวก่อนจะหลับตาลง แล้วนึกถึงใครบางคนที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำ ร่างกายที่ทอดไปตามโซฟาตัวยาว ตาเหม่อมองเพดานที่แสงสว่างถูกดับให้มืดสนิท แม้สถานที่จะเปลี่ยน สถานะจะเปลี่ยน แต่ความรู้สึกยังคงเหมือนเดิม เขายังคงคิดถึง...เธอคนนั้นอยู่ดี

          ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาลำบากใจแค่ไหนที่ยังคงเห็นเธอวนเวียนอยู่รอบตัว ดีใจทุกครั้งที่ได้พบหน้า แต่เพราะความซื่อสัตย์ต่อสัญญาที่ให้ไว้ในวันแต่งงาน...เขาจึงทำอย่างที่ใจอยากจะทำไม่ได้ เขาอึดอัดใจเหลือเกิน ด้วยสถานะที่เป็นอยู่ตอนนี้เขาก็คงทำได้แค่...ขังความรู้สึกนี้ เอาไว้ในความทรงจำเท่านั้น

          มือหนาหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องเก่าออกมาอีกครั้ง ก่อนที่ภาพถ่ายความสุขในวันเก่าเหล่านั้นจะถูกเปิดขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เสมือนกุญแจปลดปล่อยความทรงจำที่ถูกขังเอาไว้ให้ออกมาตอกย้ำความรู้สึกในหัวใจของชายหนุ่ม นิ้วหัวแม่มือเลื่อนดูภาพวนไปวนมาราวกับอยากจะให้ภาพเหล่านั้นกลับมาอยู่ในความจริงของปัจจุบันอีกครั้ง ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขายังพอมีความหวังให้เรื่องราวในวันนั้นกลับมามีชีวิตได้อีก แม้ความหวังจะริบหรี่มากก็ตาม แต่ในวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ความหวังที่ริบหรี่นั้น...ไม่มีอีกแล้ว...มันถูกทำให้สูญสลายไปหมดแล้ว

          หมอหนุ่มหลับตาลงพร้อมกลืนก้อนความรู้สึกให้ไหลซึมลงปิดบาดแผล แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร เพราะไม่ว่าเขาจะพยายามเท่าไร บาดแผลในวันนั้นก็ไม่เคยตื้นขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันไม่เคยได้รับการเยียวยาเลยด้วยซ้ำ 

          น้ำตาแห่งบาดแผลในวันนั้นเอ่อล้นรอบดวงตาอีกครั้งอย่างเงียบๆ ในความมืดมิด และในวินาทีที่น้ำตาแหล่งความเจ็บปวดกำลังจะหลั่งไหล...

          แป๊ก! 

เสียงกดเปิดสวิตช์ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับที่แสงจากหลอดไฟในห้องสว่างวาบขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด จนคนในห้องที่ไม่ทันได้ตั้งตัวต้องหยีตาสู้แสง

          “ว้าย...ย ตาเถน!” หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจพร้อมกับการลอยละลิ่วของถุงพะรุงพะรังที่ถูกสะบัดออกจากมือจนตกลงไปกองกระจัดกระจายบนพื้น

          “ไม่ใช่ตาเถรสิ ต้องเรียกว่าตาธัช” เกล็ดดาวเอ่ยแซ็วระคนหัวเราะเมื่อตั้งสติได้ ก่อนจะเดินไปตามโกยของทุกอย่างขึ้นวางบนเตียง 

          “ฉันตกใจหมดคุณ ก็คิดว่าไม่มีใครอยู่ เห็นปิดไฟมืดเชียว เห็นอะไรขาวๆ ที่หางตาฉันก็นึกว่าผีสิคะ หูย...ย อย่าบอกใครนะ...ฉี่แทบเล็ดแน่ะ” หญิงสาวว่าพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงก่อนจะเอ่ยต่อ 

          “ว่าแต่...นี่คุณปิดไฟทำไมอ้ะ ประหยัดไฟเหรอ” 

คนตัวสูงที่กำลังยันตัวขึ้นจากโซฟาพยายามปรับสายตารับแสง เขาไม่ตอบเพราะกำลังเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตรงหน้าอยู่ จึงเป็นช่องว่างให้อีกคนพูดแทน

          “นี่คุณ ถ้าคุณอยากประหยัดไฟนะ คุณควรปิดแอร์มากกว่าปิดไฟ ไม่ใช่ปิดไฟแล้วเปิดแอร์ซะเย็บเฉียบขนาดนี้ นึกว่าอยู่ในห้องดับจิต เดี๋ยว...หรือว่าคุณชอบแบบนี้” เกล็ดดาวที่ยังคงพูดไม่หยุดหรี่ตามองคนบนโซฟาอย่างจับผิด

          “อืม” เป็นครั้งแรกที่เขาหาช่องว่างให้ตัวเองพูดได้ แต่ก็ดันตอบไปส่งๆ เสียอย่างนั้น 

          “พระเจ้าเถอะ! คนอะไรชอบเย็นๆ มืดๆ แบบห้องดับจิต เหอะ! คุณนี่มันประหลาดเบอร์ใหญ่กว่าที่ฉันคิดอีกนะเนี่ย”

แล้วก็เหมือนทุกครั้งที่คนโดนว่าไม่โต้ตอบ เขาลุกขึ้นพร้อมกับดึงชายเสื้อออกจากกางเกงเพื่อเตรียมตัวจะอาบน้ำ แต่ถูกเบรกเอาไว้อีกครั้ง

          “เดี๋ยวๆๆ คุณ นี่จะอาบน้ำเหรอ อย่าเพิ่งได้ปะ ช่วยอะไรฉันหน่อยสิ” 

ธัชชะงักมือที่กำลังปลดกระดุมเสื้อ ก่อนจะเอียงใบหน้าเล็กน้อยพลางเลิกคิ้วขึ้นแทนคำถาม

          “คือฉันเพิ่งไปชอปปิงมา เดี๋ยวฉันจะลองให้ดู คุณช่วยดูหน่อยสิว่าสวยรึเปล่า” ก็อยากมาว่าปากเธอมันเป็นลูกชิ้นทอดดีนัก ก็ต้องไปจัดของใหม่มาเสียหน่อย คอยดูนะ เกล็ดดาวคนนี้จะต้องทำให้อีตาหมอนักวิจารณ์คนนี้พูดว่าเธอสวยให้ได้!

          “ก็ได้ครับ แต่ผมไม่รู้เรื่องแฟชั่นหรอกนะ ผมไม่ถนัด คุณก็รู้”

          “ไม่เป็นไร แค่บอกว่าคิดเห็นยังไงก็พอ”

หมอธัชพยักหน้าพร้อมกับนั่งลงบนโซฟาตัวเดิม

          “รอตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันมา”

          และเพราะว่าเธอคือนางแบบ เพียงเวลาไม่กี่นาทีเกล็ดดาวก็กลับออกมาจากโซนตู้เสื้อพร้อมด้วยชุดที่ถูกเปลี่ยนของเดิมออก เธอเดินมาหยุดที่ฝั่งหนึ่งของช่องว่างทางเดินปลายเตียงนอน ซึ่งอีกฝั่งหนึ่งคือโซฟาที่เขานั่งอยู่ และนั่นก็เหมือนกับว่าเธอยืนอยู่บนแคตวอล์ก โดยมีเขาผู้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการจากเดอะเฟซไทยแลนด์นั่งรอให้คะแนนอยู่ที่อีกด้านหนึ่ง

          เกล็ดดาวโพสท่าอย่างช่ำชองก่อนจะก้าวเดินตรงไปหาเขาพร้อมกับโยกย้ายไปตามซาวนด์ประกอบที่เธอร้องขึ้นเอง

          “ฮูลาๆๆ ไปทะเล ฮูเรฮู้เร เยเย้ ทุกเวลา... เป็นไง สวยไหม” เธอถามขึ้นหลังจากโพสท่าตรงหน้าเขา 

ธัชมองนางแบบหุ่นสวย นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาได้ดูการเดินแบบที่เรียกว่าใกล้ชิดติดขอบเวทีมากขนาดนี้ แม้สีหน้าของเขาจะยังนิ่ง แต่ดวงตาวับวาวนั้นก็บอกคนถามได้ดีว่าเขากำลัง...มีความสุข

          “ก็ดีนะครับ แต่ผมว่ามันสั้นไปหน่อยรึเปล่า”

          “สั้นไป?” หญิงสาวเอ่ยถามซ้ำพลางขมวดคิ้วเบาๆ ก่อนจะเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอสูดหายใจเข้าก่อนจะพ่นออกมาอย่างรวดเร็ว “ตี๋...ที่ฉันให้ดูเนี่ย ฉันให้ดูสีปาก ไม่ได้ให้ดูชุด ชุดเนี่ยมันของเดิม แต่ที่ซื้อมาเพิ่มเติมคือลิปสติก! โอเค้?”

          “อ้าว ให้ดูสีปาก แล้วคุณเปลี่ยนชุดทำไม”

          “นี่! มันก็ต้องเปลี่ยนให้เข้ากับสีปากไง สีมันจะได้ไม่ดูดรอป” 

          “ต้องอย่างนั้นเลยเหรอครับ”

          “นี่ยังน้อยไปนะ ถ้าไม่เกรงใจฉันอยากจะทำผมใหม่พร้อมกับทาสีเล็บด้วยเลย” 

คนฟังกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะมองเธอกลับด้วยสายตาที่เธอเองอ่านได้ว่า ‘ผมว่าคุณก็ประหลาดเบอร์ใหญ่ไม่แพ้ผมหรอก’

          “นี่ ไม่ต้องมามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นเลยนะ ตอบมาว่าสีนี้สวยไหม” เธอว่าพลางเอียงใบหน้าที่มีเรียวปากเป็นสีชมพูสดใสให้เขาดู และแน่นอนว่าลิปสติกที่เธอเพิ่งถอยมาใหม่นี้เป็นเนื้อแมต รับรองไม่มีคำว่า ‘ลูกชิ้นทอด’ บ้าบอนั่นหลุดออกมาตอกย้ำความทรงจำเลวร้ายให้เธอได้อีกแน่นอน...ปลอดภัยหายห่วง

          “ก็สวยดีนะครับ”

           นั่นไง! ในที่สุดเขาก็บอกว่าเธอสวย เกล็ดดาวฉีกยิ้มจนเต็มแก้ม 

             “ผมว่าสีเหมือนยาแก้อักเสบเลย”

               วืด...แล้วรอยยิ้มนั้นก็ถูกดูดกลับอย่างรวดเร็ว 

          “อีตาหมอบ้า!” เธอเท้าสะเอวว่าเขาพร้อมกับหลุดหัวเราะออกมา และนั่นก็ทำให้คุณหมอยิ้มยากเผลอยิ้มตามอย่างไม่รู้ตัว 

          “คอยดูเหอะ สีต่อไปรับรอง จี๊ดแน่” นางแบบสาวประกาศกร้าวก่อนจะสะบัดหน้าเชิดแล้วเดินกลับไป

          และก็เช่นเคย เพียงไม่นานนักนางแบบสาวคนเดิมก็เดินกลับมาโพสท่าด้วยชุดใหม่ และแน่นอนว่าสีปากใหม่ด้วย ขายาวก้าวฉับๆไม่ให้เสียชื่อนางแบบมือโปร และไม่พลาดมีเพลงประกอบเหมือนเดิม

          “ตอนนี้ฉันยังไม่มองใคร โสดแบบนี้กำลังสบาย อ้อเหรอออ...เป็นไง แดงสวย จี๊ดไหมล่ะ” เรียวปากสีแดงสดเอ่ยถามคนที่ถูกหยุดสายตาเอาไว้

หมอหนุ่มพยักหน้าเบาๆ ซ้ำๆ เชิงเห็นด้วย

          “สวยครับ แดงกำลังดี...ผมว่ากระทิงต้องชอบคุณแน่เลย” 

หืม? เมื่อกี้ว่าอะไรนะ! เกล็ดดาวเอียงหน้าพร้อมกับขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะเข้าใจความหมายในไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น

          “โอ้โห หมอธัช ถ้าจะพูดขนาดนี้ก็ไปตามกระทิงมาขวิดฉันเถอะ” 

ธัชอมยิ้มเพราะคำพูดติดตลกของคนที่เขาแอบยอมรับในใจว่าวันนี้เธอ ‘น่ารัก’ อีกแล้ว แล้วคนที่ยืนมองอยู่ก็วิ่งไปคว้าหมอนบนเตียงกลับมาฟาดเขาซ้ำๆ ด้วยความหมั่นไส้ 

          ท่อนแขนแกร่งยกขึ้นกันการจู่โจม ก่อนจะเอี้ยวตัวอย่างรวดเร็วไปคว้าผ้าเช็ดตัวที่เตรียมจะเอาไปอาบน้ำมาคลุมศีรษะของคนโจมตีเอาไว้ และดึง

ให้เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาไปกับเขา 

          เกล็ดดาวกรี๊ดไปหัวเราะไป และนั่นก็ทำให้ธัชหัวเราะไปพร้อมๆ กับเธอด้วย เขาจำไม่ได้แล้วว่าเขาหัวเราะด้วยความสุขแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร และเขาก็ไม่รู้ตัวด้วยว่าแสงสว่างที่มาพร้อมกับความสดใสนี้กำลังช่วยเติมเต็มบาดแผลในวันเก่าให้ค่อยๆ ตื้นขึ้น...ตื้นขึ้น และหวังว่ามันจะหายสนิทได้ในสักวัน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว