ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่10 ส่วนของคําพยากรณ์ที่หายไป

ชื่อตอน : ตอนที่10 ส่วนของคําพยากรณ์ที่หายไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2559 22:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่10 ส่วนของคําพยากรณ์ที่หายไป
แบบอักษร

10

23 พ.ย.

 

ผมสังเกตมาได้สักพักแล้วครับ เหมือนมีคนเดินตามผมมา ผมรู้สึกได้แบบนั้น

ฟึ่บ!

     “อ้าว.. สงสัยเรากังวลไปเองมั้ง...

ผมรีบหันกลับไปมองแต่ก็มีแต่ความว่างเปล่า ตอนนี้ก็ 18:46 แล้ว ตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้าแล้วครับ สงสัยจะเข้าหน้าหนาวแล้ว มาไวเหมือนกันแหะปีนี้ ผมคิดอะไรไปเพลินๆก็เดินไปตามทางเท้าเรื่อยๆ เดินมาตั้งแต่ 18:30 ยังไม่มีแท็กซี่ผ่านสักคัน แปลกชะมัด นี่ก็จะมืดแล้วด้วย เฮ้อออ..

ผมก็เดินไป มองข้างทางไปเรื่อยๆ อ๊ะ.. ฝั่งตรงข้ามมีคนยืนอยู่ใต้เสาไฟด้วยแหะ มาขายตั้งแต่เย็นๆเลยหรอเนี่ย ฮุฮุ ผมส่ายหัวให้กับความคิดตนเอง บางทีอาจะรอรถเหมือนผมก็ได้มั้ง

 

 

เหงื่อผมเริ่มตก คิ้วขมวดเป็นปม ก้าวเท้าเร็วกว่าเดิมสามเท่า นี่ก็ผ่านเสาไฟมาเกือบสิบๆต้นแล้ว ทำไม.. ทำไมคนคนนั้นถึงได้อยู่ใต้เสาไฟทุกต้นที่ผมเดินผ่าน.. สองสามต้นแรกผมก็คิดว่าคนใส่ชุดเหมือนเฉยๆ แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว ผีปะวะเนี่ย พ่อจ๋าแม่จ๋า

 

ผมหยุดเดินเพื่อยืนตัดสินใจ ถ้าเป็นโจรก็คงเข้ามาขโมยนานแล้วสิ่ ถ้าเป็นโรคจิตคงโดนลากไปตั้งแต่ต้นแรกๆแล้ว แต่นี่ยืนมองผมเดินผ่านไปเฉยๆ ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเดินไปถามให้รู้เรื่อง คิดได้ดังนั้นผมก็เดินข้ามถนนไปตามองจดจ้องไปที่บุคคลใต้เสาไฟ สวมชุดคลุมปิดหน้าปิดตาตั้งแต่หัวถึงหัวเข่าเหมือนเสื้อโค้ทต่างประเทศ ไม่ร้อนไงวะนั่น.. ผมข้ามฝั่งมาได้เขาก็ขยับยืนตัวตรงมองมาที่ผม ผมจึงเดินไปเข้าไปหาเขา แต่ทิ้งระยะห่างไว้พอสมควร เข้าไปให้ได้ยินเสียงพูดคุยกันแบบปกติจะได้ไม่ต้องตะโกนคุย

 

     “สวัสดีนายธันวา

     “อ่า สวัสดี.. ห้ะ! คุณรู้ชื่อของผมได้ไงกัน!!?”

     “ผมชื่อริว ขอโทษที่เสียมารยาทตามมองตั้งนานนะ

คนที่ชื่อริวแนะนำตัวเองพร้อมลดหมวกที่คลุมหัวอยู่ลง เขาสูงประมาณผมได้ มีผมสีทองเด่นสะดุดตา ผิวสองสีแบบคนไทย แต่ผมว่าสีผมเขาธรรมชาติแน่นอน

     “แล้วคุณตามผมมาทำไมไม่ทราบครับ?”

     “พอดีว่านายคือบุคคลในคำพยากรณ์ที่พวกเราๆตามหากันอยู่หน่ะ

     “….. 555555555555 ตลกอะไรเนี่ย ลิเกหลงโรงปะเนี่ยนาย?”

ผมฮาก๊ากเลยครับ พยายามกลั้นแล้วแท้ๆ อุ่ย อยู่ๆก็ริวทำหน้านิ่งขึ้นมาซะงั้น

     “พลังแห่งความตายจักช่วยชีวา พลังแห่งพฤกษาจักเยียวยาจิตใจ

พลังแห่งไฟจักปั่นป่วนปฐพี พลังแห่งวารีจักพลิกชะตา

อยู่ๆริวก็ได้เอ่ยอะไรบางอย่างขึ้นมา ซึ้งหลังจากที่เขาพูดจบ ผมก็ได้พูดต่อทันทีอย่างไม่รู้ตัว..

     “พลังแห่งสายฟ้าฟาดฟันอสุรกาย ศัตรูจักเปลี่ยนฝ่ายกลายเป็นมิตร

สิบความคิดจักกลายเป็นหนึ่ง ต้องหวังพึ่งเพียงพลังสิบบุรุษโอ๊ยยยยยยยย ปวดหัว!!!

อยู่ๆผมก็พูดอะไรไม่รู้ออกมา มันพูดออกมาเอง แล้วผมก็รู้สึกหัวจะระเบิดหลังพูดจบ

นี้มันอะไรกัน!!!

     “ออกไปจากเขตของเรา!! ไปซะ!

     “หึ

อยู่ๆพี่โชนที่ไม่รู้มาจากไหน ก็พุ่งพรวดเข้ามาไล่ริวออกไปแต่ตอนนี้ผมทนอาการปวดหัวไม่ไหวแล้ว..

 

Part  Chon

 

ตอนนี้ในหัวผมมีแต่คำถามที่ต้องการคำตอบเต็มไปหมด คนที่สร้างคำถามก็ได้นอนสลบไสลอยู่บนเบาะข้างคนขับ ดีนะที่ผมเป็นห่วงน้องมันเลยขับรถตามออกมาแล้วเห็นน้องมันกำลังข้ามถนนไปหาคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ฝั่ง ตรงข้ามผมเลยจอดรถดูอยู่ห่างๆว่าน้องมันจะอะไร ผมว่าน้องมันคงไม่โง่เดินไปให้โจรขโมยของอะไรทำนองนั้นหรอกนะ ผมเห็นน้องมันพูดกับคนแปลกหน้าแล้วก็หัวเราะ แต่คนที่น้องมันคุยด้วยมีสีผมสีทองที่เด่นสะดุดตามากๆ ผมว่ามันต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ ผมเลยลดกระจกลงเพื่อฟังเสียงคุยของสองคนนั้น

     “พลังแห่งความตายจักช่วยชีวา พลังแห่งพฤกษาจักเยียวยาจิตใจ

พลังแห่งไฟจักปั่นป่วนปฐพี พลังแห่งวารีจักพลิกชะตา

ผมว่าแล้วว่าไอ้เด็กหัวทองมันต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่ๆ ก็บทกลอนที่มันพูดออกมาคือคำพยากรณ์ที่พวกผมพยายามตีความหมายกันอยู่ว่ามันหมายความว่ายังไง แต่ผมก็ต้องอึ้ง อยู่ๆตาของน้องธันก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิททั้งดวงตาไม่เหลือสีขาวสักจุด แต่ที่อึ้งกว่านั้นคือสิ่งที่น้องมันพูดออกมาเหมือนไม่รู้ตัวอีกด้วย

     “พลังแห่งสายฟ้าฟาดฟันอสุรกาย ศัตรูจักเปลี่ยนฝ่ายกลายเป็นมิตร

สิบความคิดจักกลายเป็นหนึ่ง ต้องหวังพึ่งเพียงพลังสิบบุรุษ…”

มันคือส่วนที่ขาดหายไปของคำพยากรณ์ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน

     “โอ๊ยยยยย ปวดหัว!!!

สิ้นเสียงที่น้องตะโกนผมก็รีบวิ่งลงจากรถแล้วตรงไปยังที่ๆน้องล้มลงนอนคุดคู้เอามือกุมหัวตัวเองดิ้นไปมา กลิ่นอายพลังที่ผมยังจำได้ลางมันทำให้ผมเผลอตกใจ มันไม่น่าจะมาเขตนี้ได้...

     “ออกไปจากเขตแดนของเรา!! ไปซะ!ผมตะโกนไล่ไอ้เด็กหนุ่มผมทอง

แล้วมันก็รีบวิ่งออกไป คงตกใจที่เจอพวกกรีกอย่างผมด้วยเป็นแน่...

แล้วผมก็เลิกสนใจเด็กผมทองคนนั้น หันมาอุ้มน้องพาน้องขึ้นมาบนรถ พากลับไปที่คอนโดของผม แต่ตอนนี้ผมก็ยังคิดไม่ออก ว่าน้องธันรู้คำพยากรณ์ส่วนนั้นได้ยังไง? เด็กผมองคนนั้นเป็นใคร? เข้ามาในเขตของเราได้ยังไง? แล้วทำไมถึงต้องมาคุยกับธัน? หรือว่าสองคนนี้รู้จักกัน? ผมคิดจนหัวจะแตกก็ไม่สามารถหาคำตอบได้สักคำถามเดียว รอน้องมันตื่นมาตอบแทนละกัน..

 

ติ้ง!...

ตอนนี้ผมขึ้นมาที่ชั้น7ครับ ห้องผมอยู่ตรงข้ามไอ้คิงมันเนี่ยแหละ จริงๆผมกับคิงเราไม่ถูกกันครับ เพราะเรามักจะมีคู่นอนคนเดียวกันบ่อยๆ บางทีคู่นอนผมมาหาผมแต่ผมไม่อยู่เธอก็ไปหาคิงแทนบ้าง คิงไม่อยู่ก็มาหาผมแทนบ้าง เลยทำให้เขม่นหน้ากันไปมา ทีนี้ผมจะเปิดประตูยังไงละเนี่ย แขนก็อุ้มน้องธันอยู่ด้วย

     “มึงจะทำอะไรไอ้ธัน!”

ว่าแล้วว่ามันต้องออกมา ไหนๆมันก็ออกมาแล้วผมก็เปิดประตูห้องตัวเองไม่ได้ เข้าห้องมันแทนละกัน

     “เดี๋ยวชั้นเล่า ขอเข้าไปก่อน

มันทำหน้านิ่ง คงคิดอยู่ละมั้งครับว่าให้เข้าดีไหม สุดท้ายมันก็ยอมเปิดประตูกว้างขึ้นแต่ไม่พูดอะไร คงให้ละมั้ง ผมเลยเดินอุ้มธันไปวางบนโซฟาให้นอนดีดี

     “เล่ามา!”

แหม ยังไม่ทันหายเมื่อยเลยแท้ๆ ให้พักก่อนก็ไม่ได้ ผมก็เลยเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาตั้งแต่เจอน้องในลิฟต์ยันพาน้องขึ้นลิฟต์มาห้องมันเนี่ยแหละ

     “นายจะบอกว่าไอ้เด็กผมทองนั่นคือ..

     “ใช่.. ฝ่ายโรมัน

     “จะเป็นไปได้ไงก็ในเมื่อศาสตราจารย์ไคริวบอกว่าพวกโรมันถูกฆ่าตายโดยฝีมือรุ่นปู่รุ่นย่าเราไปหมดแล้ว?”

     “ชั้นว่านายควรจะสงสัยว่าทำไมน้องถึงรู้คำพยากรณ์ส่วนที่หายไปนั่นมากกว่านะ แล้วก็ทำไมพวกโรมันถึงมาคุยกับน้องมัน

     “มันมีพลังที่คล้ายๆชั้น”

     “น้องธัน? มีพลังฮาเดส?”

     “ชั้นรู้สึกได้ มันมีตอนที่ชั้นใช้พลังให้น้องมันเห็นภาพสิ่งที่มันกลัวที่สุดแล้วจู่ๆมันก็ดิ้นทุรนทุราย ไอแห่งความตายก็แผ่ออกมาทั่ว หลังจากนั้นชั้นก็เลยใช้พลังของชั้นก็ข่มพลังของมันให้กลับเข้าไปในตัวมัน มันดุเดือดและอยากกลืนกินความตายเหมือนไม่ได้ออกมานานหลายปี ดีที่มันยังออกมาไม่หมดชั้นเลยใช้พลังของชั้นข่มไว้ได้ เล่นเอาเหนื่อยเลยหล่ะ

     “แสดงว่าจริงสิ่นะที่น้องมันมีพลังฮาเดส(ความตาย)”

     “ชั้นก็ยังไม่กล้าคอนเฟิร์มว่าใช่เท่าไหร่ แต่มันคล้าย... พวกเพื่อนๆน้องมันก็มี แต่คนละเหมือนว่า จะมีคนแรกที่คล้ายกับพลังเทพซุส(สายฟ้า) ส่วนคนที่สองพลังคล้ายเทพโพไซดอน(น้ำ) และคนสุดท้ายพลังคล้ายเทพอโฟรไดท์(ความงดงาม)”

     “แต่ทำไมชั้นถึงไม่รู้สึกถึงพลังในตัวน้องธันเลยหล่ะ? แล้วทำไมนายถึงรู้พลังของเพื่อนน้องธัน?”

     “ตอนแรกชั้นก็ไม่รู้หรอก จนวันที่ฝนตกหนักคืนนั้น กลุ่มชั้นรู้สึกถึงมวลพลังแผ่ออกมาจากหอพักตึก6 พวกเราเลยรีบวิ่งไปดู เผื่อเป็นเด็กใหม่เราจะได้พากันไปที่ค่ายเพื่อลงทะเบียน แต่วิ่งไปได้ครึ่งทาง ก็เจอกับเพื่อนไอ้ธันสองคนน่าจะเป็นภัทรกับภูมิ แล้วก็ไอ้ธันพวกน้องมันหน้าตาโกรธแค้นอะไรมาก็ไม่รู้

     “แล้วน้องๆมันโกรธอะไรกัน?

ผมถามอย่างอยากรู้ เรื่องนี้มันต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ

     “ก็ไอ้ดินมันไปข่มขืนเพื่อนมันอีกคนนึงที่ชื่อตุ่นเข้า พวกมันเลยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

     “เลวมาก! แล้วพวกนายไม่ห้ามอะไรเพื่อนหรอก่อนทำหน่ะ?”

     “คิดว่ามันจะฟังไหมละ? เลือดร้อนจะตาย คนที่รู้ก็มีแค่ชั้นเนี่ยแหละ พอมันกลับมาจากทำอะไรแบบนั้นกับเพื่อนของไอ้ธัน เพื่อนๆมันสงสัยรอยจิกรอยข่วนที่หลังมันตอนอาบน้ำเลยเค้นถามว่าสาวคนไหนทีไอ้ดินมันยอมให้ทำรอยไว้ แต่มันก็เอาแต่เงียบไม่พูดอะไร จนมาตอนปะทะกันกับกลุ่มเด็กนั่นแหละมันถึงยอมรับก็ตอนที่น้องมันประจานออกมา

     “แล้วเพื่อนมึงก็สนับสนุน!?”

อึ้งครับ ไม่นึกว่าจะเหี้ยกันยกแกงค์

     “แรกๆก็โกรธ แต่ไอ้ดินมันเกลียดตุ๊ดๆแต๊วๆอะไรเทือกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันเลยสนองความอยากให้น้องมัน

     “ทั้งที่เกลียดแต่ก็ทำงั้นดิ่?”

     “พวกชั้นก็ถามมันแบบนี้แหละ มันก็บอกว่าจริงๆก็อยากลองของแปลกที่มันไม่เคยลองเหมือนกัน เลยถือโอกาสลองซะเลย

     “เหี้ยระดับ10”

     “คงงั้น..

นี่คงเป็นบทสนทนาที่ยาวที่สุดระหว่างผมกับไอ้คิงแหละครับ แต่ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะไม่รู้ว่ามีคนพลังเข้ามาในมหาลัยแห่งนี้ ผมว่าบางทีคงไม่ได้มีแค่กลุ่มน้องธันแล้วแหละ เพราะไอ้เด็กผมทองนั่นทั้งที่ผมก็อยู่ใกล้ๆแต่มันกลับไม่ได้แผ่กลิ่นอายพลังอะไรออกมาเลย จนถึงตอนมันพูดคำพยากรณ์ที่เหล่าคนที่มีพลังพิเศษเท่านั้นที่จะรู้ออกมา ผมจึงมั่นใจว่ามันต้องไม่ใช่เด็กธรรมดาอีกต่อไป แถมยังเข้าหาน้องธัน ผมว่ามันต้องมีอะไรกับน้องธันแน่ๆ

     “แล้วนายจะเอาไงต่อ?”

     “มึงชอบไอ้ธัน?”

     “ห้ะ..

ผมนี่งงกับคำตอบที่เป็นคำถามของมันมากครับ ทั้งๆที่ผมถามจะเอาไงต่อ

     “มึงชอบไอ้ธัน?” มันถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง

     “เปล่า กูเอ็นดูมัน รู้สึกเหมือนเห็นลูกหมาซื่อๆตัวนึง เลยอยากรู้จัก

     “อืม

     “แล้วมึงละไอ้คิง มึงชอบน้องมัน?”

     “กูว่าจะพามันกับเพื่อนไปที่ค่าย

หือออ อยู่ๆมันก็พูดเฉไฉไปอีกเรื่อง แต่ผมไม่เซ้าซี้มันหรอก เพราะมันไม่ได้เกี่ยวไรกับผมเท่าไหร่

     “น้องๆมันจะยอมไปกับพวกมึงกันง่ายๆขนาดนั้นเลย? แถมค่ายเราก็อยู่ตั้งกระบี่..

     “เอาเป็นว่ากูมีวิธี มึงก็รีบเอาคำพยากรณ์ไปบอกบ้านมึงเถอะ แล้วก็กลับห้องไปได้แล้ว

ใช้งานเสร็จก็ไล่กูเลยวุ้ย  ผมส่ายหัวให้กับมัน

     “งั้นถ้ามีไรคืบหน้ามาบอกกูด้วยนะ

ผมบอกกับมันก่อนที่จะเดินออกจากห้องของมันไป

ปึ้ง..

 

 

Part Thunwa

 

     “อื้อออออ... ปวดหัวชะมัดเลย มึนมากๆด้วย

ตุบ!

     “โอ๊ยยยย!!

ไรวะเนี่ย ตกจากโซฟาเฉยเลย.. หือออ แต่หอผมไม่มีโซฟานี่นา! คิดได้ดังนั้นผมก็เลยมองรอบห้องงง

     “เห้ย!!

     “จะเสียงดังอะไรนักหนา

     “อุ่ยย... แม่ง นี่ผมมาอยู่ในห้องพี่คิงอีกละอ่อ หรือว่าเราแค่ฝันวะว่าพี่คิงกับใบเฟิร์นอะปาดาเห้กัน งั้นริวก็คงฝันด้วยมั้ง โอ๊ย ฝันว่าตัวเองหลับละตื่น ฝันซ้อนฝันอีกแล้วหรอวะ?

 

     “ทำหน้าอย่างกับหมางง

เอ้า ไอ้พี่บ้า ก็นั่งดูบอลที่เปิดอยู่ไปสิ่จะมาหาเรื่องกันทำไม? ปัญญาอ่อน

     “จะไม่ให้งงได้ไง! ก็ผมจำได้ว่า...

     “ว่า?”

     “ผมฝันปะวะพี่ ว่าพี่... ตั้มกับเฟิร์น

     “หึ.. ไม่ใช่ฝันหรอก

เอ้า ตอนแรกได้ยิน หึ ไอ้เราก็นึกว่าอะไร ที่แท้ก็แซ่บกันไปแล้ว

     “อ่า แสดงว่าผมก็เจอกับพี่โชน เจอกับริว แล้ว...

     “เจอกับโชนหน่ะน่าจะใช่ แต่ริวนี้เป็นใคร?”

แล้วจะจ้องหน้าเหมือนจะฆ่ากูทำไมวะเนี่ย? คิดว่าข่มขู่ผมแล้วผมจะนึกออกไงเล่า

     “ก็คนที่ผมสีทองๆ คำพูดคำจาแปลกๆ เดินตามผมตลอดทางกลับบ้านผม...

     “ตามมอง?”

     “โอ้ยยย ก็ฟังให้จบสิ่แล้วค่อยถาม!”

ฮ่วย! ขัดกูตล๊อด!!

     “งั้นก็เล่ามาตั้งแต่ออกจากคอนโด”

     “เออๆ ก็พอออกไปใช่ไหมหล่ะ ก็เดินไปเรื่อยๆเพราะรถไม่มี ยืนรอก็เสียเวลา เดินไปเรื่อยๆก็เริ่มมืด ตามเสาไฟก็มีคนยืนอยู่ แต่ดันใส่ชุดเหมือนกัน ผมเลยคิดว่าน่าจะคนเดียวกัน เลยเดินไปถาม..

     “เดินไปทำไม!”

     “เอ้า! จะฟังผมไหมเนี่ย!!... ก็เดินไปถาม ว่าตามมาทำไมไรงี้ มีไรหรือเปล่า ก็ได้ความว่าเขาชื่อริว ตามผมเพราะ..

     “เพราะ?

     “โอ้ย! ไม่เล่าแม่งละ!!”

ผมว่าอย่างอารมณ์เสียรอให้พูดจบก่อนก็ไม่ได้ วู้!

     “เออๆ ไม่ขัดแล้ว ก็ชอบทำอะไรแปลกๆเลยถาม..”

     “เหอะ.. แล้วเขาก็บอกว่าที่ตามมองผมเพราะผมคือบุคคลในคำพยากรณ์ แล้วเขาก็พูดบทกลอนแปลกๆออกมา ผมจำไม่ได้หรอกแถมผมเผลอพูดอะไรออกไปก็ไม่รู้ มันเหมือนผมสติหลุดไปพักนึง แล้วผมก็ปวดหัวมากจนทนไม่ไหว แต่แวบนึงผมเห็นพี่โชนวิ่งเข้ามาแล้วก็.. ปั้ง!!!”

     “เห้ย!”

     “555555555555พี่ตกใจอ่อ?”

     “เออ! แล้วก็อะไรล่ะ?

ก็ผมเห็นเฮียแกดูตั้งใจฟังที่ผมพูดมากเลยอะ ดีที่ไม่นั่งฟังปากหวอน้ำลายไหล ผมเลยอยากแกล้งเลยทำเสียงดังๆแล้วพี่เขาก็สะดุ้งอย่างแรวงงงง ตลกอะ อะไรจะใจจดใจจ่อขนาดนั้น

     “แล้วก็จำอะไรไม่ได้ละ ตื่นมาก็อยู่ห้องพี่เนี้ยะ555555

โอ้ยยยย ตลกชะมัด ตอนตกใจยังหน้านิ่งอะคนเรา คนบ้าไรวะ ฉีดโบท็อกร้อยไหมดึงหน้ามาปะวะ  โอ้ย กลั้นไม่ไหว กร๊ากกกกก

 

     “อืม... ไปล้างหน้าล้างหน้าตาก่อนไป เดี๋ยวชั้นไปเก็บของก่อน”

     “อ่า.. หะ! แล้วพี่จะเก็บของไปไหนอะ?

     “ไปล้างหน้า!!

เออๆ ไปก็ได้วะ แค่นี้ต้องทำเสียงขรึมใส่ด้วย ธันไม่เข้าใจ

 

     “เสร็จแล้ววว อยากอาบน้ามมมมม!!”

ผมตะโกนบอกพี่คิงที่นั่งรออยู่ข้างนอก

 

‘ปึ้ง!!’

     “เชี่ย!!”

จู่ๆเฮียแกก็เปิดประตูห้องน้ำมา นี่กูลืมล็อคประตูหรอวะ?

     “ให้เวลา5นาที..”

     “โหหหไม่เอา 20!!

     “5นาที ถ้าทำไม่ได้จะให้อาบให้ไหม!?

     “ไม่ๆๆๆๆ 5ก็5 ออกไปได้แล้ว!!”

 

เสียงครางใบเฟิร์นนี่ลอยมาแต่ไกล กูยังไม่พร้อมเสียสาวโว้ยยย เอ้ยยย อาบน้ำๆๆ

 

     “พี่ แล้วชุดผมอะ?”

     “ไม่ต้องใส่..”

     “จะบ้าหรอ!!”

     “หึ.. อยู่บนเตียง วางไว้แล้ว หัดดูซะบ้าง”

 

ใครจะไปรู้วะ บ่นไปเดินเข้าห้องพี่เขาไปเหมือนเดิม.. อะไรวะ! เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว กางเกงบ็อกเซอร์ นี่ชุดนอนไม่ได้นอนปะหรือยังไง ตอบ!!?

 

     “ตลกปะเนี่ยพี่!! ชุดห่าไรเนี่ย!!!”

ผมตะโกนโวยวายออกไป ให้ตายยังไงก็ไม่มีวันไม่ใส่มันแน่!

 

     “ไม่ใส่ก็แก้ผ้าไป!!”

ฮืออออ พี่แม่ง ใส่ก็ใส่วะ!

 

     “ไม่แก้ผ้าหรอ?

     “ไม่เห็นหรือไงละ! หรือตาบอด!! จะไปไหนก็รีบไปสิ่จะนอน”

     “ไปสิ”

     “อะไร ไปไหน?

 

เหวอเลย คือคนจะนอนอะ อยู่ๆจับแขนผมลากออกจากห้อง ผมยื้อแขนตัวเองสุดฤทธิ์ จริงๆก็อาจไปด้วยนะ.. ถ้าไม่ใช่เพราะชุดที่ใส่อยู่เนี่ย!!

 

     “ไม่อยากไปหาเพื่อนรึไง?

     “เอ่ออ พี่จะพาไปส่งอ่อ?

ผมถามอย่างไม่แน่ใจ มันต้องมีอะไรแน่ๆ ไม่ใช่ว่าไปส่งผมแลกกับนอนกับพี่เขาหรอกนะ..

     “อือ..

     “ไม่มีข้อแลกเปลี่ยน?”

     “ไม่มี

เฮ้อ! ผิดหวัง เอ้ยยย! พี่เขาว่ากลับมาแบบหน้างงๆ คงมีแต่ผมมั้ง ที่คิดบ้าๆ เขินแหะ..

     “ว่าแต่ ให้ผมไปชุดนี้จริงปะ?”

     “อืม

     “ปัญญาอ่อน....

     “ว่าไงนะ?”

      เปล่าๆๆ จะไปก็เดินนำดิ่ เร็ว

 

'ติ้ง!...'

 

ถึงชั้น1สักที หวิวเป็นบ้า ดีนะไม่ใช่ลิฟต์กระจก ไม่งั้นคนข้างล่างคงเห็นธันน้อยเป็นแน่แท้

คิดอะไรเพลินๆก็เดินมาถึงรถคันเดิมของพี่เขา ถ้าผมรวยแบบพี่เขานะ ผมซื้อรถบัสขับไปละ ซื้อมาทำไมตั้งแพงวะนั่งได้แค่2คน สมองน้อยชะมัด

 

     “นินทาอะไรชั้น?”

     “ผมเปล่าาาา สตาร์ทรถสิ่ เริ่มร้อนแล้ว...

นี่ผมเผลอแสดงหน้าอะไรออกไปหรือเปล่าวะ? ถึงรู้ว่าผมกำลังแอบด่าเฮียแกในใจ

 

     “ตื่น ธันตื่น ตื่น!!!

     “เห้ย! ตกใจหมด! เรียกเบาๆก็ตื่นละ

ผมพูดจบก็ผลักเฮียแกที่ยืนคล่อมตรงประตูฝั่งผมออก เพื่อลงรถ

     “หึ.. ขี้เซา!

     “แล้วไง? ต้องแคร์ปะ?”

เหอะ ฝันเถอะว่าจะแคร์ พ่อแม่พูดสิ่ว่าไปอย่าง

 

     “ไอ้ธันโว้ยยยยยย!

 

หือออ ผมหันซ้ายก็ไม่เจออะไร พอหันไปทางขวา ก็ไปเจอเข้ากับไอ้ภูมิ ไอ้ภัทร อิตุ่นที่แม่งยืนโบกมือหยอยๆ บอกน้องจะไปชายแดน จำห่างรักไกลแฟน.. เอ้ยย ออกทะเลไปไกล อิอิ

     กูเป็นอัลไล??

 

     “จะไปไหนกันวะ? ขนเสื้อผ้ากันลงมาอย่างกับจะย้ายหอ

ผมเดินมาหาพวกมันก็เห็นกองกระเป๋าเสื้อผ้าที่พวกมันเก็บกันมา แถมยังมีพวกแกงค์พี่คิงยืนอยู่ด้วยอีก อะไรกันวะเนี่ย

     “เอ่ออออ ไปเที่ยว!!เสียงอิตุ่นมันพูดออกมา

     “ใครบ้าจะไปเที่ยวในเวลาแบบนี้!?”

     “ก็พวกกูไง เสียงไอ้ภัทรสวนกลับมาทันควัน

     “พวกมึงบ้า!?” ผมถามกลับไป โอ้ยยย เที่ยวห่าไรของเยอะแยะขนาดนี้

     “แหมมมนะ มึงสติดีมากมั้งอิธัน! ใส่ชุดแบบนี้ออกมาข้างนอกเนี่ย!!

อีตุ่นมันพูดออกมาพร้อมมองเหยียดผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

     “เอ่อออ จะไปเที่ยวกันไม่ใช่อ่อ ไปสิ่ กูอยู่เฝ้าหอเอง

ผมบอกไล่พวกมันไป เขินชุดเป็นบ้า เริ่มหวิวละเนี่ยนี่ก็ดึกละหนาวชิบ..

     “เฝ้าห่าอะไร มึงก็ต้องไป!

     “ห่ะ!?...

เสียงไอ้ภูมิว่าผม เหวอสิ่ครับ ผมก็ต้องไปด้วยอ่อ ไปไหนวะ? ดึกดื่นขนาดนี้ บ้า บ้าไปแล้วว

     “ไม่ต้องถาม shut up now!”

อ้าปากค้างเลยครับ กำลังจะถามคำถามสารพัดที่ค้างคาในใจดันโดนไอ้ภัทรเบรกซะก่อน มีความอังกฤษบนมาเล็กน้อยด้วย

     “ไป เอาของขึ้นรถ

     “รู้! ไม่ต้องบอก ไม่ได้โง่!!

เสียงอีตุ่นบอกพี่แผ่นดิน พร้อมเดินสะบัดตูดถือของตัวเองไปวางท้ายรถตู้

      ไปภัทร เดี๋ยวพี่ช่วย

      ไปกันเถอะภูมิ เดี๋ยวพี่ถือให้เอง

โอ้โหหห นี่ได้กันยังวะสองคู่นี้ ประจบประแจงกันมากจ้าา

     “ยืนเอ๋ออยู่ได้ ไปขึ้นรถสิ่

     “หะๆ อ่อ เออๆ ได้ๆ

เสียงพี่คิงบอกผม ทำให้ผมหลุดออกจากห้วงความคิดตัวเองที่กำลังนินทาเพื่อนๆ ผมเลยเดินไปขึ้นรถตู้นั่งข้างหน้ากับเพื่อนๆที่พอสี่คนพอดี

     “ลงมานี่ จะไปนั่งนั่นทำไม ให้ไปขึ้นรถชั้น!

     “หะ.. ทำไมต้องรถพี่ ผมจะไปกับเพื่อน!

     “งั้นชั้นจะเอาชุดที่ใส่อยู่คืน ของชั้นนะอย่าลืม!”

หะ แม่ง! ไปก็ได้วะ!! ผมเดินกระฟัดกระเฟียดไปขึ้นรถพี่เขา

'ปึ้ง!!'

เอาให้ประตูหลุดเลยแม่ง! สั่งจังเลย!!

     “ก็แค่เนี่ย..

ว่าจบพี่เขาก็สตาร์ทรถขับตามรถตู้ออกไป ผมมองข้างทางไปเพลินๆบวกกับแอร์ที่เย็นสบายจนทำผมหลับไปอย่างไม่รู้ตัว..

 

 

 

 

ปลายทางจะคือที่ไหนกันนะ ม่านรูดหรือโรงแรม?

 

ความคิดเห็น