วิฬาร์อาถรรพ์
บทที่สามสิบแปด
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทที่สามสิบแปด

ตำหนักของหมอผีชื่อดังตกอยู่ในความเงียบสงบ บรรยากาศวังเวง ชายหนุ่มสี่คนซุ่มอยู่ใต้เงาต้มก้ามปูใหญ่ ห่างจากรั้วกั้นอาณาบริเวณประมาณสิบห้าเมตร ทั้งหมดซุ่มเงียบอยู่เกือบสิบห้านาที จับตาดูความเคลื่อนไหว แต่นอกจากนกสีเขียวสดใสบินผ่านหายลับในพุ่มไม้และหมาจรจัดสีแดงเข้มวิ่งผ่านแล้ว ทุกอย่างก็สงบเงียบกว่าผิดปกติ ทั้งสี่คนหันมาสบตากัน ความหวาดระแวงเบ่งบานในใจ

“เอายังไงดี”

พฤกษ์กระซิบ ปองภพท่าทางหนักใจ ส่วนนภัทรนิ่งเงียบ เด็กหนุ่มนามหินเห็นอาการเหล่านั้นจึงพูดว่า

“ลุงไพรบอกผมว่ามีอาถรรพ์มนต์ดำปกคลุมบ้านนี้อยู่ โหงพรายหลายตัวทำหน้าที่แทนเวรยาม ทันทีที่เราเข้าไป พวกมันจะรู้ตัว”

“มีวิธีการหลบเลี่ยงพวกโหงพรายไหม”

นภัทรถาม หันมองเรือนไทยหลังใหญ่ในรั้วไม้ เขามองไม่เห็นอาถรรพ์หรือดวงวิญญาณสักดวงเดียว หินหลับตานิ่งเหมือนกำลังเพ่งสมาธิ

“ลุงไพรบอกว่าให้เราไปรอทางด้านหลัง อีกไม่เกินสิบนาทีจะมีคนบุกเข้ามาชิงตัวผู้หญิง ให้ใช้เวลานั้นพาตัวเธอออกมา เธอถูกขังอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กกลางสวน”

ทั้งสามรับคำ แม้จะไม่แน่ใจ แต่ก็มองไม่เห็นหนทางใดที่จะดีไปกว่านั้น พวกเขาเคลื่อนที่เงียบเชียบไปยังด้านหลังตำหนัก ใช้เวลาไม่เกินห้าหกนาทีก็มาทรุดตัวนั่งหลบอยู่ใต้เงาไม้อีกต้น ด้านหน้าว่าสงัดแล้ว ทว่าด้านหลังกลับเงียบยิ่งกว่า แม้กระทั่งนกสักตัวก็ไม่ส่งเสียงร้อง นภัทรกวาดตามองจนมองเห็นสิ่งที่ต้องการ

บ้านไม้หลังเล็กซุกซ่อนกลางดงมะม่วงหนาทึบ ภวิกาถูกกักขังอยู่ในนั้น!

ซุ่มเงียบและเฝ้ารอ นภัทรพยายามสอดส่ายสายตาให้เห็นรอบด้านมากที่สุด ไม่มีเงาผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตใด แต่บางครั้งเหมือนจะมองเห็นเงาเลือนรางวูบ ๆ วาบ ๆ ชายหนุ่มแน่ใจว่านั่นคือโหงพราย วิญญาณร้าย สมุนของจอมขมังเวทย์ ปองภพเองก็เหมือนจะสัมผัสได้ บ่อยครั้งเขาสะกิดและชี้ให้เพ่งมอง มีแต่พฤกษ์เพียงคนเดียวที่ไม่สังเกตถึงความผิดปกติใด เขากำลังรอพิสูจน์คำพูดของเด็กหนุ่มชื่อหิน อยากรู้นักว่าทุกสิ่งจะเป็นดังคำพูดนั้นหรือเปล่า

ยังไม่ทันจะครบสิบนาทีตามที่หินบอกเอาไว้ ชายหนุ่มสามคนก็ได้ยินเสียงเอะอะ ตะโกนโหวกเหวกดังมาจากทางด้านหน้าตำหนัก นภัทรหันมองหินอย่างยินดีแล้วก็ต้องผงะด้วยความตกใจ ดวงตาทั้งคู่ของเด็กหนุ่มแดงก่ำเหมือนเลือด น้ำเสียงที่พูดออกมาก็แหบพร่าเหมือนคนแก่ชรา

“ถึงเวลาแล้ว”

“พรานไพรเหรอ”

ปองภพซึ่งพบกับความผิดปกติเช่นเดียวกันพูดขรึม หินผงกหัว

“ตามข้ามา เห็นอะไรก็อย่าทัก”

พรานไพรในร่างหลานชายเขม่นมองปองภพชั่วครู่แล้วยิ้ม

“เอ็งมีของดีติดตัว ไม่ธรรมดา”

ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร หินออกเดินนำ ทั้งสามคนเร่งฝีเท้าตาม พฤกษ์ซึ่งยังคงพิศวงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระซิบนภัทรแผ่วเบา

“นายหินเป็นอะไรไป”

“ถูกสิง”

“สิง ผีสิงเหรอ”

พฤกษ์ถาม สีหน้ายังคงไม่เชื่อถือ

“ใช่ วิญญาณพรานไพรเข้าสิง”

“แกเชื่อหรือเปล่า”

นภัทรยิ้มมุมปาก จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่มีเรื่องไหนที่เขาเห็นว่าเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

“แกจำตอนตัวเองถูกสิงได้ไหม”

เขาตอบ เพื่อนสนิทได้แต่ผงกหัวรับ ไม่กล่าวอะไรอีก

ทันทีที่พ้นเขตแนวรั้ว พรานไพรก็ชะงัก ดวงตาแดงเข้มจัดเจือความโกรธเกรี้ยว เขาล้วงหยิบทรายเสกในถุงย่ามแล้วสะบัดมือ โปรยทั่วบริเวณ ปากบริกรรมคาถา เสียงโหยหวนเหมือนเปรตขอส่วนบุญดังรอบตัว ชายหนุ่มทั้งสามทำได้แค่สบตากัน ครู่เดียวก็เงียบหาย

“ไปกันต่อ”

พรานไพรพูดโดยไม่หันกลับมา เขาเดินนำต่อไปด้วยความมั่นคง ปากบริกรรมคาถาตลอดเวลา พฤกษ์หรี่ตามอง กระซิบถามเพื่อนสนิทอีกครั้ง

“ฉันสงสัย”

“เรื่องอะไร”

“ก็พรานไพรเป็นผี แล้วทำไมถึงไม่กลัวทรายเสกหรือคาถาที่ตัวเองท่องอยู่เลยล่ะ”

นภัทรตอบไม่ได้ ปองภพก็ได้แต่ส่ายหัว พูดว่า

“ฉันเองก็จนปัญญาที่จะตอบแกได้”

“อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องนั้นเลย คิดถึงเหตุผลที่เรามาที่นี่ก็พอแล้ว”

นภัทรกล่าวเสริม ดวงตาจับจ้องกระท่อมไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่เกินสิบก้าว เสียงโวยวายเริ่มสงบบ้างแล้ว พรานไพรหันมาบอกว่า

“เวลาใกล้จะหมดแล้ว”

เขาก้อนหินสีดำให้ชายหนุ่มคนละก้อน พูดรัวเร็ว

“ล้อมบ้านไว้ทั้งสี่ทิศ โยนเมื่อข้าสั่ง บ้านหลังนั้นมีอาถรรพ์บางอย่างครอบคลุมอยู่”

ทั้งหมดพยักหน้ารับ รีบทำตามที่พรานไพรบอก พริบตาเดียวก็เข้าประจำตำแหน่ง นภัทรอยู่ด้านซ้าย ปองภพอยู่ด้านขวา ส่วนพฤกษ์วิ่งถลันไปยืนหลังบ้าน ตัวพรานไพรเองหลับตาบริกรรมคาถานิ่งอยู่หน้าบานประตู สุดท้ายก็ตวาดดังกึกก้องปานฟ้าจะถล่ม เขาตะโกนสั่งการทันที

“รีบโยน”

ทุกคนโยนก้อนหินอาคมใส่ฝาผนังบ้านทุกด้าน พริบตานั้นเองก็บังเกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น กระท่อมหลังน้อยสั่นสะเทือนราวกับถูกมือมหายักษ์เขย่า พักเดียวผนังทุกด้านก็พังครืน ฝุ่นผงสีดำตลบอบอวล พรานไพรตะโกนซ้ำ

“กลั้นหายใจไว้ อย่าสูดฝุ่นพวกนั้น”

ทุกคนทำตาม นภัทรวิ่งฝ่าฝุ่นผงด้วยความร้อนใจ เขามองเห็นหญิงสาวนอนสงบนิ่ง ไม่รับรู้เรื่องราวอยู่บนเตียงนอนขนาดเล็ก

“ภวิกา”

เขาเผลอตะโกนเรียกชื่อ ฝุ่นสีดำปลิววูบเข้าปากเข้าคอ ชายหนุ่มไอรุนแรง หน้าแดงกำก่อนเริ่มดำคล้ำ ตาพร่า ทรุดตัวลง จากนั้นรู้สึกร้อนวาบบริเวณเหนือศีรษะ นภัทรพยายามเงยหน้า แต่มันหนักอึ้งจนทำไม่ได้ เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว โดยเฉพาะหัวกับหน้าอก นี่เขากำลังจะตายใช่ไหม ชายหนุ่มได้แต่บอกตัวเอง แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมีคนยัดบางสิ่งเข้ามาในปาก เย็นวาบ สะกดความเจ็บปวดทรมานทั้งหมด พักเดียวกระแสความเย็นก็แล่นผ่านไปทั่วทั้งตัว สบาย มันเป็นความสบายตัวเหมือนคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จมาใหม่ ๆ ต่อมาเขาเริ่มรู้สึกผะอืดผะอมก่อนอาเจียนดำคล้ำจะทะลักออกจากปากราวน้ำป่า กลิ่นเหม็นคาว มีทั้งเศษผมเศษผงกระดูกเต็มไปหมด

“ไม่เป็นอะไรแล้ว ช้าอีกนิดเอ็งตาย!”

เสียงพรานไพรดังแว่วเหมือนพูดอยู่แสนไกล ทั้งที่วิญญาณชายชรากำลังลูบหัวเขาอยู่ นภัทรพยายามลุก เขาเรียกชื่อหญิงสาวแผ่วเบา

“ภวิกา ภวิกา”

จากนั้นก็รู้สึกถึงแขนแข็งแรงล่ำสันประคองสอดเข้าใต้รักแร้ กระชากตัวให้ลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มโงนเงนราวแผ่นดินหมุน

“รีบไป พวกมันกำลังจะมา”

เสียงพรานไพรสั่งการมาอีก เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากให้กึ่งเดินกึ่งวิ่ง สุดท้ายขาทั้งสองข้างอ่อนแรง เอาแต่จะล้ม ใครสักคนคงไม่พอใจจึงช้อนตัวเขาขึ้นฟาดหลังแล้วพาวิ่งเต็มฝีเท้า นภัทรจำได้แค่ว่าเขาขย้อนอ้วกอีกครั้งก่อนจะหมดสติไม่รับรู้เรื่องราวใดอีกเลย

 

เตชิตทำผิดพลาดมหันต์ที่บุกมาตำหนักของงามพลโดยพลการ นอกจากจะต้องเผชิญการต่อต้านอย่างเข้มแข็งจากบรรดาลูกศิษย์ซึ่งถือว่าเขาเป็นขโมย มีสิทธิ์ที่จะจัดการแบบไหนก็ได้แล้ว เขายังต้องปะทะกับบรรดาดวงวิญญาณที่จอมขมังเวทย์เลี้ยงไว้ใช้สอยอีกต่างหาก เขาได้แต่ขบกรามแน่น ตอบโต้ด้วยหมัดและเท้าเข้าใส่บรรดาวัยรุ่นและชายฉกรรจ์นับสิบคนที่ยืนรายล้อม แจกหมัดแจกเท้าแลกกับเขาอยู่ แล้วเขายังต้องล้วงหยิบผงอาคมขึ้นมาสะบัดโบกใส่โหงพรายมือเป็นระวิง ชายวัยฉกรรจ์ได้แต่หอบหายใจรุนแรง พละกำลังเสื่อมถอยลงไปทุกขณะ แววของความพ่ายแพ้ปรากฏเด่นชัด ตอนนั้นเองที่หินเวทย์สั่นสะเทือน เสียงหวานเย็นของปภาวดีดังแว่วในสำนึก

“มีคนช่วยภวิกาไปแล้ว หนี”

เขาเหวี่ยงหมัดออกไปอีกสองครั้งส่งให้ชายฉกรรจ์และเด็กหนุ่มหน้าใสลงไปนอนกลิ้งคลุกดิน จากนั้นเตชิตดีดตัวออกว่องไว ตีลังกากลับหลังแล้วเผ่นแนบออกจากรั้วตำหนักหมอผี เจ้ากานนำหน้าลูกสมุนไล่ตามไปโดยมีจอมขมังเวทย์ยืนลูบคางครุ่นคิด สักพักเขาก็ลืมตาโพลง นึกถึงภวาขึ้นมาทันควัน

“ไอ้กาน พาคนไปดูที่กระท่อมเร็ว”

เจ้ากานเปลี่ยนทิศทาง พุ่งตัวไปยังกระท่อมพร้อมสมุน พริบตาเดียวก็วิ่งหน้าตื่นกลับมา

“อาจารย์ ผู้หญิงหายไปแล้ว”

งามพลแค่นเสียง สีหน้าเคร่งเครียด เขาตรงดิ่งเข้าห้องพิธีกรรมทันที

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น