#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๒๔ :: ยิ่งเกลียด ยิ่งรัก [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๒๔ :: ยิ่งเกลียด ยิ่งรัก [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.1k

ความคิดเห็น : 103

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2559 13:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๒๔ :: ยิ่งเกลียด ยิ่งรัก [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๒ ...

 

 

ยิ่งเกลียด ยิ่งรัก

 

 

 

            แสงอาทิตย์แสนอบอุ่นซึ่งสาดส่องเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้คนหลับลึกค่อยๆ สะลึมสะลือปรือตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เจ้าของริมฝีปากแห้งผากขยับร้องโอดโอยเบาๆ ด้วยรู้สึกเจ็บที่ช่องท้องราวกับเพิ่งถูกของหนักกระแทกใส่ ฝ่ามือขาวลูบไล้ตรงแผลเป็นจากรอยผ่าตัดบนหน้าท้อง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ตอนนี้วาโยกำลังรู้สึกเจ็บเหมือนตอนนั้น...มันเป็นความเจ็บเดียวกันกับตอนที่ได้รับการผสมเทียมเพื่อสืบทอดทายาทให้อี้เผิงไม่มีผิดเพี้ยน

            “คุณวาโย”

            “มะ...หมอปั้น หมอมาได้ยังไง”

            วาโยค่อยๆ ดันกายขึ้นนั่งบนเตียงโดยมีปั้นสิบช่วยพยุงอีกแรง เท่าที่จำได้เขากับอีกฝ่ายเพิ่งบอกลากันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เอง แล้วทำไมตอนนี้ปั้นสิบถึงได้มาปรากฏตัวตรงหน้าเขาได้ล่ะ

            “อ้อ พอดีการเปิดพินัยกรรมกินเวลาไม่มากน่ะครับ หลังจากอยู่ร่วมฟังเป็นพยานในการแบ่งสันปันส่วนเสร็จ ผมก็แวะไปยื่นหนังสือลาออกที่โรงพยาบาลเมืองเอกกับหัวหน้าแผนกของผมเลย”

            “อ้าว ลาออกทำไมล่ะครับ หมอรักงานของหมอมากไม่ใช่เหรอ”

“ก็รักนะครับ แต่ผมคิดว่าสายงานนี้มันคงถึงจุดอิ่มตัวของผมแล้วล่ะ ยิ่งพอเคสของคุณวาโยมีปัญหา ผมเลยยิ่งรู้สึกแปลกๆ กับงานที่กำลังทำอยู่” ปั้นสิบอธิบายอย่างใจเย็นพลางเคลื่อนมือขึ้นไปกุมมือของวาโยไว้มั่น เพื่อแทนการบอกกลายๆ ว่ามันไม่ใช่ความผิดของอีกฝ่ายเลยสักนิด “ถึงทุกอย่างจะปุบปับไปหมดแต่ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับเด็กๆ ที่ภูสอยดาว บังเอิญประจวบเหมาะกับที่คุณราชันย์ขึ้นมาหาคุณอี้เผิงที่นี่พอดี ผมเลยขอติดรถเขามาหาคุณวาโยด้วยซะเลย”

            ชื่อของอี้เผิงทำเอาวาโยผงะไปขณะหนึ่ง

            สายตากลมโศกกวาดมองไปรอบๆ ห้องที่นอนอยู่ ความคุ้นชินบอกกับวาโยว่าที่นี่คือโรงหมอซึ่งตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านภูสอยดาว แม้จะนึกโล่งใจไม่น้อยที่ได้เห็นหน้าปั้นสิบเป็นคนแรก แต่ขณะเดียวกันก็มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว ข้อแรกเลยคือเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เพราะเท่าที่จำได้ ความทรงจำสุดท้ายบอกกับเขาว่า ตอนที่โดนอี้เผิงบังคับขืนใจเขายังอยู่ตรงลำธารเกือบท้ายสุดของหมู่บ้านอยู่เลย

“คุณวาโยเชื่อไหมครับ ว่าส่วนแบ่งจากมรดกที่พินัยกรรมระบุไว้ ผมทำตัวใจใหญ่ด้วยการยกมันให้ลุงจักรพรรดิไปหมดเลย และที่สำคัญ ตอนนั้นผมก็เอ่ยปากขอลาออกจากพรรคจันทร์ทรงกลดอย่างเป็นทางการ ถึงจะไม่ทันได้ตอบแทนพระคุณมากมายอะไร แต่การที่ผมให้ทั้งตำแหน่งหัวหน้าและอำนาจเงินทองกับลุง ก็ทำให้ผมหลุดพ้นข้อครหาจากที่ว่าเป็นคนอกตัญญูมาได้ เอ๊ะ ว่าแต่นี่ผมพูดเรื่องของตัวเองมากไปหรือเปล่าเนี่ย”

“ไม่หรอกครับ ถ้าไม่ติดธุระอะไร จะให้ผมนั่งฟังหมอเล่าทั้งวันก็ยังได้นะ”

ปั้นสิบคลี่ยิ้มรับพร้อมทั้งเริ่มจัดยาก่อนอาหาร หลังอาหาร และยาระงับปวดใส่ถาดสามถามเล็กๆ แยกกันไว้ เพื่อให้วาโยรับประทานได้สะดวกมากขึ้น  “ตอนนี้คุณวาโยอย่าเพิ่งขยับตัวมากนะครับ เดี๋ยวอาการปวดแผลจะกำเริบ ส่วนยาแก้ปวดที่ผมฉีดให้ก่อนหน้านี้ อีกสามชั่วโมงกว่าก็คงจะหมดฤทธิ์แล้วครับ”

            “ปวดแผล? เอ่อ นี่หมอกำลังหมายถึงเรื่องอะไรครับ”

            คิ้วของวาโยขมวดแทบจะเป็นปมเมื่อปั้นสิบทำตัวมีพิรุธจนจับสังเกตได้ สายตาคมจ้องเขม็งไปยังหมอปั้นสิบอย่างหมายจะให้คนที่กุมความลับไว้คายความจริงออกมา แต่พอปั้นสิบเปิดปากพูด คนรอฟังก็ถึงกับต้องสะอึก

            “ก็แผล เอ่อ...ผมหมายถึงบาดแผลจากการมีเพศสัมพันธ์น่ะครับ”

            “...”

            “หมอจากทางโรงพยาบาลกลางประจำจังหวัดให้คำวินิจฉัยมาว่ากล้ามเนื้อส่วนนั้นของคุณวาโยฉีกขาดและต้องใช้เวลาพักรักษาตัวประมาณสองถึงสามวัน แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เพราะคุณวาโยหลับเต็มอิ่มไปเกือบสองวันแล้ว ตอนนี้ร่างกายคงซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไปได้มากพอดู”

            คำอธิบายเรียบง่ายของปั้นสิบทำเอาริมฝีปากบางของคนฟังขบเม้มแน่นจนกลัวว่าเจ้าของจะห้อเลือด

ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ความโหดร้ายของอี้เผิงที่กระทำการย่ำยีเขาเสียจนไร้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นคน ชาตินี้ทั้งชาติก็คงไม่มีความสุขใดจะลบล้างความทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็นนั้นให้ออกไปจากภาพทรงจำได้ แค่คิดถึงน้ำตาเจ้ากรรมก็พาลจะไหลออกมาเสียง่ายๆ วาโยไม่รู้เลยว่าตัวเองกลายเป็นคนอ่อนแอขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าที่เขาจะสามารถกลับมาเป็นวาโยคนเดิมได้ ในเมื่อภาพของคนที่ทำร้ายหัวใจ ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            “คุณอี้เผิงเขาคงเกลียดผมมากเลยสินะครับ”

            “...”

            “เขาคงแค้นผมมาก เพราะก่อนหน้านั้นผมเองก็ไปทำกับเขาไว้เยอะ พอได้ที เขาเลยเอาคืนทั้งต้นทั้งดอกจนสมใจ”  

            “คือ...เรื่องมันไม่ใช่แบบที่คุณวาโยกำลังเข้าใจหรอกครับ”

            “...”

“จริงๆ แล้วคุณอี้เผิง เขารักคุณวาโยมากเลยนะครับ อาจจะฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่ผมเองยังอดแปลกใจไม่ได้เลยที่คนอย่างคุณอี้เผิงจะรักใครสักคนได้มากขนาดนี้”

            “ไม่หรอกครับ ไม่ใช่ หมอกำลังเข้าใจผิดแล้วแหละ เพราะถ้าเขารักผมจริงๆ เขาคงจะไม่เหยียบย่ำหัวใจของผมซ้ำไปซ้ำมาจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแบบนี้”

            “คุณวาโย...”

            คราวนี้เป็นตาปั้นสิบบ้างที่ต้องคิดหนัก คุณหมอตัวขาวถือวิสาสะนั่งลงบนเตียงคนป่วย เพราะไม่อาจเก็บความลับสำคัญแสนคับแน่นใจไว้ได้อีกต่อไป สายตาลุกลี้ลุกลนจึงสอดส่ายไปมาเพื่อสำรวจให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเข้ามาขัดจังหวะในเวลาสำคัญแบบนี้เหมือนคราวที่แล้ว เมื่อพบว่าไม่มีโอกาสใดจะเหมาะสมมากไปกว่าโอกาสนี้ ปั้นสิบจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ใช้เก็บสะสมภาพถ่ายส่วนตัวเอาไว้  

“ดูนี่สิครับ”

“...”

แม้จะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมปั้นสิบต้องมีทีท่าระแวดระวังมากขนาดนั้น แต่สุดท้ายวาโยก็ยอมแบมือรับโทรศัพท์เครื่องที่อีกฝ่ายให้มาดู บนหน้าจอปรากฏรูปของเด็กทารกวัยแรกเกิดหน้าตาน่าเกลียดน่าชังกำลังหลับตาพริ้มอยู่ในห่อผ้าสีขาวอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เขาดูบริสุทธิ์มากเสียจนไม่คิดว่าจะมีสิ่งใดบริสุทธิ์ได้มากเท่านี้ เพียงวินาทีที่แรกที่ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ตัวน้อย ความคิดของวาโยก็ขาวโพลนไปหมด มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมานอกเสื้อ ความปลื้มปีติที่พวยพุ่งขึ้นมาล้นปรี่ทำเอาน้ำตาซึ่งไม่รู้ว่าตีตื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ร่วงเผาะลงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

            “ถ้าเลื่อนไปทางขวาอีกคุณวาโยจะพบรูปแรกเกิดของน้องหนาว ไม่ต้องแปลกใจที่ตัวเขาเล็กและเนื้อตัวออกสีม่วงแบบนั้นนะครับ เพราะเขาเป็นเด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ” ปั้นสิบอธิบายพลางจับไหล่ที่สั่นระริกของวาโยเอาไว้มั่นแทนการให้กำลังใจ “ตอนนี้เขาได้รับการรักษาจากศัลยแพทย์มือหนึ่งของญี่ปุ่น น้องอาจจะยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงมากเพราะต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกสักระยะ แต่คุณวาโยไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะนายหญิงเหม่ยฮัว...”

            “ดะ...เดี๋ยว นี่หมอกำลังจะบอกว่า นี่คือลูก...ลูกชายของผมเหรอ”

            “ใช่ครับ”

            “นี่คือน้องหนาว ลูกของผม ลูกของผมจริงๆ ใช่มั้ย ฮึก หมอปั้น ลูก...ลูกของผม ฮึก หมอไม่ได้ล้อเล่น หมอไม่ได้กำลังล้อผมเล่นใช่มั้ย”

            “ครับ เด็กในรูปคือน้องหนาวจริงๆ”

            “ฮือ”

            คำยืนยันหนักแน่นจากปากของปั้นสิบทำเอาวาโยสะอื้นไห้จนตัวโยน ลมหายใจติดขัดขึ้นมาเสียดื้อๆ เพราะดีใจจนควบคุมระบบร่างกายไว้ไม่อยู่ วาโยพรมจูบไปทั่วหน้าจอมือถือซึ่งปรากฏรูปของลูกน้อยราวกับคนบ้า เมื่อตั้งสติได้จึงคว้าตัวปั้นสิบมากอดแนบแน่นแทนการขอบคุณ วินาทีที่ได้รู้ความจริงว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนยังมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนมีจุกก๊อกมาอุดรูรั่วในหัวใจ ความเจ็บปวดที่สั่งสมมานานเนิ่นถูกบรรเทาให้เบาบางเพียงเพราะข่าวดีที่ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ หากแต่ดีใจได้ไม่นานเสียงเรียกของหญิงสาวหน้าตาคุ้นเคยซึ่งไม่รู้ว่ามายืนที่หน้าประตูโรงหมอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ทำเอาวาโยถึงกับชะงักงัน

            “คุณวาโยคะ คือว่าไลลามีเรื่องอยากจะขอร้องคุณค่ะ”

 

 

 

 

            “อี้เผิงเขาตั้งใจจะทำให้ไลลาเสียหน้าโดยการประกาศหย่าต่อหน้าสาธารณะค่ะ ทั้งๆ ที่การแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมีแขกเหรื่อมากมายมาร่วมเป็นพยานแท้ๆ ไม่รู้ทำไมจู่ๆ คนที่เป็นถึงประมุขพรรคมังกรดำถึงได้กลายเป็นแบบนี้ จากที่บอกว่าจะดูแลไลลากับลูก แต่แค่มาอยู่ที่ภูสอยดาวได้ไม่กี่วัน ความคิดของเขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะอย่างนั้นไลลาเลยอยากให้คุณวาโยช่วยพูดให้อี้เผิงเปลี่ยนใจหน่อยจะได้ไหมคะ ถ้าเป็นคุณที่รู้จักกับอี้เผิงมานาน...ไม่แน่เขาอาจจะเลิกแข็งข้อกับไลลาก็ได้”

            คำขอร้องแกมบังคับจากหญิงสาวสวยตรงหน้าทำเอาวาโยลืมไปเลยว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้นเขารู้สึกมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้รู้ความจริงว่าลูกยังไม่ตาย เหมือนกับคนที่เพิ่งฟื้นจากความตายแล้วโดนดินกลบหน้าฝังลงหลุมอีกครั้ง ไลลาเป็นคนใช้อำนาจสั่งให้ปั้นสิบออกไปจากโรงหมอก่อนเพราะมีเรื่องจะคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว ถึงจะเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเป็นเรื่องของอี้เผิงไม่ผิดแน่ แต่ที่วาโยไม่เข้าใจก็คือทำไมอี้เผิงต้องหย่ากับไลลา หรือความจริงสองคนนี้จะแต่งงานกันเพียงเพราะข้อตกลงทางธุรกิจ อย่างที่เคยได้ยินมาบ้างตามเสียงซุบซิบนินทาที่ไปไวยิ่งกว่าข่าวช่วงภาคค่ำในรายการทีวี

            “ถ้าไม่เห็นแก่ไลลา ก็ถือซะว่าเห็นแก่ลูกของไลลาเถอะนะคะ เด็กทั้งสองคนจะเติบโตขึ้นมายังไง ถ้าไม่มีพ่อผู้เพียบพร้อมคอยเป็นแบบอย่างให้”

            คำพูดเตือนสติทำเอาความคิดเข้าข้างตัวเองของวาโยหยุดลงแค่ตรงนั้น

            นัยน์ตาเลื่อนลอยเคลื่อนต่ำลงโฟกัสที่หน้าท้องนูนป่องของหญิงสาว คงอีกไม่นานเท่าไรเด็กแฝดที่ไลลาเคยคุยโวเอาไว้ตอนไปโรงพยาบาลคงจะออกมาลืมตาดูโลก บางทีอาจจะเป็นเรื่องระหองระแหงระหว่างคู่สามีภรรยาก็เป็นได้ คงไม่ใช่เรื่องธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพรรคมังกรดำอย่างที่เขาคาดเอาไว้

            ชั่งใจคิดอยู่นาน ในที่สุดวาโยก็ยอมรับข้อเสนอของไลลาอย่างไม่อาจปฏิเสธความผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในใจ ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกสงสารหรือเห็นใจหากวันใดวันหนึ่งข้างหน้าเธอต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับเขา แต่วาโยคิดว่าเด็กตัวเล็กๆ อีกสองคนไม่ควรจะต้องเกิดมาโดยที่ไม่มีพ่อทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทำผิดอะไร อีกอย่างไลลาเองก็เป็นผู้หญิง ส่วนเขาก็เป็นผู้ชาย การจะหาแม่ใหม่สักคนให้น้องหนาว คงง่ายกว่าการหาพ่อใหม่ที่มีคุณสมบัติพอๆ กับอี้เผิงเป็นเท่าตัว  

            “ก็ได้ครับ ผมจะลองคุยให้ แต่ผมไม่รับปากนะครับว่ามันจะได้ผล เพราะผมก็ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับคุณอี้เผิงขนาดนั้น อีกอย่างเผื่อคุณยังไม่รู้ ถ้าผมรักษาตัวจนหายดีเมื่อไหร่ ผมก็จะเดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาของพรรคมังกรดำให้เป็นเรื่องเป็นราว...”

            “ขอบคุณนะคะคุณวาโย แต่เดี๋ยวนะ...เอ่อ เมื่อกี้นี้คุณบอกว่าจะลาออกจากพรรคอย่างนั้นเหรอคะ?”

            “ครับ คุณฟังไม่ผิดหรอก”

            “แต่ว่านี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไลลาอยากจะขอร้องคุณนะคะ”

            “...”

            “ไลลาอยากให้คุณวาโยกลับไปช่วยบริหารงานในพรรคน่ะค่ะ เพราะตั้งแต่คุณมาอยู่ที่นี่ มังกรดำก็ดูจะวุ่นวายไปหมด จากเป็นอันดับหนึ่ง ก็ร่วงหล่นมาอันดับสอง ไม่แน่ถ้าอี้เผิงยังดึงดันที่จะหุนหันพลันแล่นประกาศหย่ากับไลลาออกสื่อไปตอนนี้ ดีไม่ดีหุ้นที่มังกรดำถือครองไว้อาจล่วงลงมาอยู่จุดต่ำสุดเลยก็ได้  คือ...ถึงจะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ใจจริงไลลาก็สงสารอี้เผิงเขาน่ะค่ะ จะให้ไลลาขึ้นเงินเดือนให้คุณวาโยก็ได้นะคะ ขอแค่คุณยอมกลับไปอยู่กับเราก็พอ”

            คำพูดสนิทสนมที่ไลลามีให้อี้เผิงราวกับมีมีดคมกริบกรีดหัวใจของวาโย ใบหน้าเย่อหยิ่งเชิดรั้นขึ้นน้อยๆ ถึงจะอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนปัจจุบันของอี้เผิง แต่วาโยก็ไม่มีเสียหรอกที่จะคิดไหวหวั่น แค่เพียงได้รู้ว่าน้องหนาวยังมีชีวิตอยู่ นับแต่นี้ต่อไปก็ไม่มีใครสามารถทำร้ายหัวใจเขาได้อีกแล้ว

            “ขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ ที่ผมต้องปฏิเสธคำขอร้องนี้” วาโยปฏิเสธเสียงเบาราวกับว่ามันดังได้แค่ในลำคอ ถึงจะรู้สึกผิดต่อเหม่ยฮัวไม่น้อยที่เลือกเดินทางซึ่งสวนทางกลับที่เคยรับปากไว้ ทว่าหน้าที่การงานระหว่างเขาและอี้เผิงควรจะหยุดข้องเกี่ยวกันเสียที ไม่สำคัญหรอกว่าตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือเงินทองที่ไลลาเสนอให้จะมากมายเพียงไหน เพราะตั้งแต่ที่อี้เผิงเดินจากไป เรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับเขาเลย ถึงอย่างไรสิ่งที่วาโยต้องการมากที่สุดในตอนนี้ ก็คือการได้หลุดพ้นจากเรื่องบ้าๆ ที่ต้องแกล้งทำเป็นหยิบยกคำว่าบุญคุณมาบังหน้าเสียที

“ถ้าเป็นเรื่องอื่นผมอาจจะพอช่วยได้ แต่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นที่ผมคงช่วยคุณไลลาไม่ได้จริงๆ ถึงจะโดนตราหน้าว่าอกตัญญูก็เถอะ แต่ผมคงไม่สามารถกลับไปที่นั่นได้อีกแล้ว มันเปรียบเหมือนอดีตเลวร้ายที่ผมอยากจะลืมมันให้ได้เร็วที่สุด และผมก็หวังว่าคุณอี้เผิงจะเข้าใจ...ในสักวัน”

            เมื่อริจะตัดบัวทั้งทีก็ต้องตัดขาดอย่าให้เหลือเยื่อใย

            แต่บางทีวาโยอาจจะลืมคิดไปว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งไหนแข็งแรงพอที่จะสามารถตัดโซ่ทองที่เชื่อมคล้องหัวใจคนสองคนให้ขาดสะบั้นออกจากกันได้

            ถึงแม้ความเกลียดชังข้างในหัวใจ...จะมีปริมาณมากกว่าความรักก็ตาม

 

 

 

 

            “ลม ลม นั่นไง พี่ชายคนนั้นที่ลมบอกจินไตยว่าถ้าเจอเมื่อไหร่ให้รีบมาบอกลม”

            วาโยมองจินไตยที่กระโดดเหยงๆ พร้อมทั้งชี้มือชี้ไม้ไปทางหน้าหมู่บ้านก่อนจะวางมือยีผมเด็กน้อยเล่นด้วยนึกขอบคุณ สองเท้าเร่งวิ่งถักๆ ตรงไปหาอี้เผิงที่หายไปจากหมู่บ้านภูสอยดาวเกือบสองอาทิตย์นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

            “คุณอี้เผิง หยุด! หยุดก่อน”

            เสียงแหบระโหยเพราะเจ้าของรู้สึกเหนื่อยหอบดังขึ้นเพื่อหมายจะเหนี่ยวรั้งอี้เผิงที่เดินไวยิ่งกว่าตัวเองที่กำลังวิ่งให้หยุดลง  วาโยคว้าแขนของอี้เผิงเอาไว้ก่อนที่ระยะห่างที่อีกฝ่ายทิ้งไว้จะขยับไปไกลมากกว่านี้ เมื่อคนที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันนานยอมหันกลับมาสบตาด้วย จึงรีบเอ่ยเข้าประเด็นโดยไม่แม้แต่จะเว้นพักหายใจ

            “ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ เรื่องของคุณกับคุณไลลา”

            “...”

            อี้เผิงหันไปพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ทั้งหานตงและหานโจวหันหลังไปก่อน เมื่อรู้ชัดว่าเรื่องที่วาโยต้องการจะคุยด้วยนั้นเป็นเรื่องที่เขาต้องการหย่ากับไลลาไม่ผิดแน่ ประมุขพรรคมังกรดำจ้องวาโยที่ยังหอบหนักด้วยสายตามีลับลมคมใน คิ้วเข้มข้างหนึ่งเลิกขึ้นด้วยรู้สึกตะขิดตะขวงใจ เขาคิดมาก่อนแล้วว่าไลลาต้องเอ่ยปากขอร้องให้วาโยมาวิงวอนการตัดสินใจของเขา แต่ที่เขาคิดไม่ถึงเลยก็คือ คนอย่างวาโยจะใจอ่อนยอมทำตามที่ผู้หญิงคนนั้นเป่าหูมา

            “เวลาของฉันมีน้อย จะพูดอะไรก็รีบๆ ว่ามา”

            “คุณอี้เผิง...คุณ”

            “...”   

            “คุณห้ามหย่ากับคุณไลลานะ เพื่อพรรคมังกร...อ้ะ!

            พูดยังไม่ทันจบประโยคดีวาโยก็ได้อุทานออกมาเสียงหลง เพราะจู่ๆ รู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็นลมขึ้นมากะทันหัน โชคดีที่อี้เผิงอาศัยความรวดเร็วเข้ามาประคองตัวเขาไว้ทัน ไม่อย่างนั้นตอนนี้อาจจะหน้ามืดล้มคะมำหน้าลงไปกองกับพื้นแล้วก็เป็นได้

“ทำอะไรระวังหน่อยสิ อย่าลืมว่าตอนนี้นายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”

“มะ...หมายความว่ายังไง”

“...”

“คนเลว คุณ...คุณทำอะไรกับร่างกายของผม”

            “อ้าว นี่ปั้นสิบยังไม่ได้บอกนายหรอกเหรอ”

            “อะไร คุณทำอะไร...”

            “นายกำลังท้อง”

            “...”

            “ใช่ ได้ยินไม่ผิดหรอก ฉันทำให้นายท้อง ท้องลูกของฉันอีกรอบ”

            คำเฉลยแสนโหดร้ายราวกับมีฟ้าผ่าลงกลางใจ วาโยจุกอกพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ถลึงตามองอี้เผิงซึ่งยังคงตีสีหน้าแน่นิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อยากรู้เหลือเกินว่าอีกฝ่ายทำตัวเป็นเรื่องปกติแบบนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ความจริงการตั้งท้องสำหรับเขามันไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด

            “ไม่นะ”

            “อะไร?”

“ไม่ ไม่ ไม่ มันต้องไม่ใช่แบบนี้”

            วาโยส่ายหน้าไปมาเป็นพัลวันคล้ายคนไร้สติ ด้วยไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่อี้เผิงพูดออกมาเป็นเรื่องจริง แผลเก่าที่พักรักษาจนเกือบจะหายดีเวลานี้กลับเหมือนมีค้อนหนักๆ มาทุบจนการเยียวยาที่ผ่านมาถูกบดจนแหลกละเอียด จากที่คิดว่าจะเป็นฝ่ายชนะในเกมการแข่งขันซึ่งเป็นไก่รองบ่อนมาโดยตลอด จู่ๆ หมากในกระดานก็พลิกผันกลับไปเป็นของผู้ชายใจร้ายตรงหน้าอีกครั้งอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม

            ฝ่ามือขาวกำแน่นสองข้างพลางออกแรงทุบบนหน้าท้องสุดแรงเกิด วาโยตะโกนโหวกเหวกพลางกระทุ้งกระแทกหมัดแรงๆ ซ้ำๆ และย้ำลงไปตรงบริเวณแผลผ่าตัดบนหน้าท้อง เห็นท่าไม่ดีแบบนั้น อี้เผิงก็ชักสีหน้าตกใจจนตาแทบถลนเพราะไม่คิดว่าวาโยจะกล้าลงมือทำอะไรแบบนี้ พอตั้งสติได้จึงรีบห้ามปรามการกระทำด้วยการจับข้อมือขาวเอาไว้มั่น ยื้อหมัดหนักๆ ที่คอยประทุษร้ายร่างกายตัวเองเอาไว้ด้วยพละกำลังที่มีมากกว่า  

            “ลม นั่นนายจะทำอะไร หยุดนะ!

            “ปล่อยผม ผมจะทำให้ก้อนเลือดมันหลุดออกมา ถึงต้องกินยาขับจนตกเลือด ผมก็จะทำ”

            “ไม่! ฉันไม่ให้ทำ พอที หยุดทำแบบนี้ได้แล้ว”

            “ทำไมล่ะครับ อย่ามาเห็นแก่ตัวหน่อยเลย ในเมื่อคุณเอาเขามาใส่ตัวผมได้ ผมก็เอาเขาออกไปได้เหมือนกัน!

            “อย่าดื้อได้ไหมวะลม!

            “คุณนั่นแหละที่...อื้อ”

            อี้เผิงไม่รอให้คนในอ้อมกอดได้ต่อปากต่อคำไปมากกว่านั้น กลีบปากสีชาดตรงเข้าบดคลึงกลีบปากบางที่คอยแต่จะเผยอพ่นคำร้ายๆ ฟังดูไม่รื่นหูออกมา จัดการสูบเอาทั้งชีวิตและจิตวิญญาณให้ติดมาตามปลายลิ้น สัมผัสของอี้เผิงทำเอาน้ำตาซึ่งสู้อุตส่าห์กลั้นไว้ของวาโยไหลอาบขนาบสองแก้มอย่างมิอาจฝืนทน การสร้างบ่วงเพิ่มขึ้นเพื่อกักขังอิสรภาพของหัวใจคนอื่นแบบนี้มันทรมานมากเกินไป...

มันทรมานมากเสียจนเกือบจะทำให้วาโยล้มลงทั้งที่กำลังยังยืนอยู่อย่างไรอย่างนั้น

            “ลม ฉันไม่ให้นายเอาเด็กออกเด็ดขาด ได้ยินไหม”

            กระซิบข้างหูเสียงแผ่วหลังจากยอมปล่อยให้ริมฝีปากสีหวานเป็นอิสระ อี้เผิงกอดรัดวาโยไว้แน่นจากทางด้านหลังโดยไม่ยอมละออกห่างแม้เพียงเสี้ยววินาที รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งทำแบบนี้ก็ยิ่งไม่พ้นทำให้วาโยเกลียดขี้หน้าเขาหนักขึ้นไปอีก เพียงแต่เมื่อถึงตาจน ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนเพื่อมาต่อความหวังแสนริบหรี่บนฟางเส้นสุดท้ายระว่างเขาและอีกฝ่ายให้ยาวนานเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถึงจะต้องแลกด้วยอะไร เขาก็จะทำ

            “ไม่  คุณบอกว่าคุณไม่ยอม ผมเองก็จะไม่ยอมเหมือนกัน ฮึก ถึงนรกจะกินหัวยังไง แต่ผมก็จะเอาเด็กออก”

            “ขอร้องเถอะลม อย่าทำเลยนะ อย่าทำ”

            “ฮึก ไม่ ไม่นะ ไม่ ฮือ”

            คนที่ยังอยู่ในภาวะช็อกหลังจากได้รับข่าวดีที่ไม่น่าปรีดาฟูมฟายออกมาคล้ายกำลังละเมอเพราะพิษไข้ วาโยยังคงส่ายศีรษะเพื่อปฏิเสธความจริงที่ได้รับรู้เป็นพัลวัน ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าการต้องเป็นแม่คนครั้งที่สองมันเจ็บปวดถึงเพียงนี้ ไม่มีทางใดที่เขาจะทำใจยอมรับสถานะจำยอมเฉกเช่นตอนนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ตอนที่พ่อของเด็กในท้องมีใครอีกคนรอให้กลับไปหาอยู่แล้ว

            “ไม่เอา ฮึก ไม่ไหว ผมให้เขาเกิดมาโดยที่มีคุณเป็นพ่อไม่ได้”  

            “อย่าทำเลยนะ อย่าทำ นั่นลูกของเรานะ ลูกของเรา...”

            “ฮือ”

            มาเฟียหนุ่มบดจูบลงข้างขมับเต้นเร่าน่าสงสาร พลางเพียรพร่ำปลอบประโลมวาโยอย่างแสนรักด้วยอ้อมกอดโอบกระชับแนบแน่น ไม่มีทางเสียหรอกที่อี้เผิงจะยอมปล่อยให้วาโยเอาเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองออกไปง่ายๆ แม้จะเจ็บปวดที่เป็นต้นเหตุทำให้คนตัวขาวต้องร่ำไห้ปานจะขาดใจอีกครั้ง แต่ถึงอย่างไร เด็กซึ่งได้ชื่อว่าเป็นลูกของเขาก็ต้องเกิดมาจากแม่ที่ชื่อวาโยเพียงเท่านั้น

            “ฮึก ทำไมคุณต้องมาทำกับผมแบบนี้ ทั้งๆ ที่ผมพยายามตัดใจจากคุณ ฮึก ผมกำลังจะตัดใจจากคุณได้แล้วแท้ๆ”

            “...”

            “คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง ฮือ”

            “...”

ถึงจะสะอื้นไห้ตัวโยนจนในที่สุดแข้งขาไร้เรี่ยวแรงก็พับอ่อนให้เจ้าของร่างบอบบางทรุดลงไปกองกับพื้น

ทว่าช่างน่าสงสารจับใจที่สุดท้ายก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด

            ...นอกจากความเงียบงัน

 

 

 ...๑๐๐%... 

#วาโยอี้เผิง

 

ความคิดเห็น