ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 25 สัญชาตญาณใหม่ (100%)

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 สัญชาตญาณใหม่ (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ย. 2559 18:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 สัญชาตญาณใหม่ (100%)
แบบอักษร

          “คุณดาว...” เสียงเรียกแผ่วเบาลอดผ่านลำคอของชายหนุ่ม เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเจ้าของชื่อที่ยืนกอดอกอยู่หน้าบันไดขึ้นชั้นสอง 

          ดวงตาคู่สวยของเกล็ดดาวจ้องเขม็งกลับ ธัชอ่านอารมณ์ร้อนที่พร้อมจะปะทุนั้นได้ดีโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเชิงใช้ความคิด 

หลังจากเสร็จธุระ ชายหนุ่มกลับไปที่ร้านอาหารและพบว่า...ไร้ซึ่งเงาของคนตรงหน้า มีเพียงกุญแจรถที่เธอฝากไว้กับเจ้าของร้านเท่านั้น เกล็ดดาวออกจากร้านก่อนที่เขาจะไปถึงเพียงไม่กี่นาที นั่นแปลว่าเธอนั่งรอเขาอยู่นานมาก หมอหนุ่มนั่งคิดมาตลอดทางว่าเธอจะอยู่ในอารมณ์ไหน และตอนนี้ทั้งสีหน้าและแววตาของเธอก็ตอบคำถามทั้งหมดในหัวของเขาได้ โดยที่เขาเองไม่ต้องเอ่ยปากถามด้วยซ้ำ

          นางแบบสาวกวาดสายตามองผู้ชายที่ทำให้เธอรอ...เก้อ ชายที่เธอคิดว่าเขาใช้สถานการณ์คับขันนั้นทิ้งเธอเอาไว้ หลอกให้เธอรอ แล้วเขาก็คงไปอยู่ที่ไหนสักที่กับ....นั่นละ 

          แต่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปรอะไปด้วยเลือดนั้นกำลังบอกกับเธอว่าอาจจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...เพราะสภาพแบบนี้...คงไม่น่าจะไปไหนได้

          “ผมขอโทษ ผมจำเป็นต้องไปกับรถพยาบาลจริงๆ พอผมเสร็จเรื่องผมก็รีบกลับไปที่ร้าน แต่...แต่คุณกลับมาก่อนแล้ว ผมขอโทษจริงๆ ครับคุณดาว ผมไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งคุณ” 

เสียงอ่อยและแววตาสำนึกผิดของเขาทำให้ไฟมาคุในอกหญิงสาวลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือ  

          ก็แน่นอนสิ ถ้าเธอโกรธคนที่ทิ้งให้เธอรอเพราะต้องไปช่วยชีวิตคนอื่นได้ลงคอ เธอก็คงเป็นผู้หญิงที่ไร้หัวใจเอามากๆ ให้เหตุผลมาขนาดนี้จะไปเถียงอะไรต่อได้ล่ะ...แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แค่คำขอโทษแค่นี้แล้วคิดว่าเธอจะยอมให้ทุกอย่างจบลงง่ายๆ ละก็....ฝันไปเถอะตี๋ นี่รอตั้งสามชั่วโมงเชียวนะ  แล้วคนอย่างเกล็ดดาวก็ไม่ยอมเสียเวลารอใครฟรีๆ แน่ ช่วงเวลาแห่งการเอาคืนต้องมา!

          “อย่างน้อยคุณน่าจะโทร. มาบอกฉันบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ฉันเป็นยายบ้านั่งมองอาหารกองเต็มโต๊ะ แล้วสุดท้ายก็ไม่มีใครมา หึ มีแต่ตัวตลกชื่อเกล็ดดาวน่ะ คุณรู้จักไหม” มุมปากที่ยกขึ้นแสดงความเย้ยหยันที่ตอกย้ำความน่าอับอายของตนเอง

          “คือ...ผมลืมเอาโทรศัพท์ไป มันอยู่ในกระเป๋าทำงานข้างบน” 

ให้ตายเหอะ ถ้ามีผู้ชายแบบอีตาหมอนี่ในโลกนี้อีกสักคน เกล็ดดาวคนนี้สาบานว่าจะขอลาบวชชีตลอดชีวิตไปเลย เธอมองหน้าสามีครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นบันไดไปเพราะจนใจจะเถียงต่อ ทิ้งให้คนตัวสูงที่เก่งเรื่องผ่าตัด แต่ไม่ถนัดเรื่องผู้หญิงถึงกับงงไปใหญ่กับปฏิกิริยาตอบกลับของเธอ 

เขาก้มลงหยิบรองเท้าส้นสูงคู่งามที่ถูกวางเอาไว้ที่ปลายบันได ก่อนจะเดิมตามคนแสนงอนขึ้นบันไดไปด้วย แต่พอขึ้นไปได้ไม่กี่ก้าวจู่ๆ คนข้างหน้าก็นึกขึ้นได้ว่าลืมรองเท้า เกล็ดดาวหยุดเดินแล้วหันหลังกลับทันที และจังหวะการหยุดที่ไม่มีไฟเบรกเตือนก่อนล่วงหน้าก็ทำให้คนข้างหลังที่ไม่ทันตั้งตัวก้าวข้ามระยะห่างที่เว้นไว้พอดีให้ขยับไปชิด...ชิดชนิดที่ว่าอยู่ห่างกันแค่บันไดขั้นเดียวเท่านั้น 

          ความต่างระดับของขั้นบันไดเพียงขั้นเดียวทำให้คนที่ตัวเล็กกว่ามีความสูงเท่าเทียมกับคนตัวโตไปโดยปริยาย เมื่อส่วนสูงเท่ากัน...นั่นก็แปลว่าทุกตำแหน่งบนใบหน้าก็ต้องอยู่ในระดับใกล้เคียงกันด้วย

          ตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ เกล็ดดาวมองลึกลงไปในดวงตาคนตรงหน้า แม้เขาจะตีหน้านิ่งไม่แสดงอาการ แต่ดวงตาของเขากำลังบอกเธอว่าเขาเสียใจอย่างที่พูดจริงๆ หญิงสาวตั้งใจกดสายตามองราวกับจะค้นให้ลึกลงไปอีก เพราะเธอสัมผัสถึงความรู้สึกบางอย่างที่ถูกซ่อนเอาไว้ในนั้น แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เห็นอะไร เจ้าของนัยน์ตาคมก็ถอนสายตาออกเสียก่อน

          ธัชกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ สายตาเมื่อตะกี้นี้คืออะไรกันแน่ แล้วไหนจะหัวใจที่เต้นรัวอยู่ตอนนี้อีกล่ะ...เป็นเพราะความตกใจใช่ไหม ไม่ใช่เพราะอำนาจของดวงตาสวยที่กำลังเล่นตลกกับหัวใจของเขาใช่ไหม ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ต้องเป็นเพราะเขาตกใจมากที่จู่ๆ เธอก็หันหลังกลับมากะทันหัน คงไม่ได้เป็นเพราะหัวใจของเขากำลัง...ตอบสนองดวงตาสวยคู่นั้นหรอก เป็นอย่างนั้นไปไม่ได้ เพราะหลายปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่า...หัวใจของเขาด้านชาเกินกว่าจะมีความรู้สึกพิเศษกับผู้หญิงคนไหนได้อีก

          เมื่อถูกปฏิเสธสายตา หญิงสาวก็ได้สติ เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวหมายจะสร้างระยะห่างที่ปลอดภัยต่อหัวใจให้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าสวรรค์แกล้งหรืออะไร เกล็ดดาวลืมตัวว่าพื้นที่ข้างหลังคือขึ้นบันไดที่สูงกว่าตำแหน่งที่เธอกำลังยืนอยู่ ก้าวที่ตั้งใจจะถอยหนีเลยจึงกลายเป็นก้าวที่ทำให้ร่างบางเสียหลักจนเกือบจะหงายหลัง คนตรงหน้าถลาเข้าสอดท่อนแขนหนารวบเอวบางเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี ก่อนจะกระชับคนในอ้อมแขนให้แนบชิดขึ้นเพื่อไม่ให้เธอล้มลง 

          เกล็ดดาวเบิกตากว้างเพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก่อนที่เธอจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เล็กลงจนเขาตวัดรวบเอวของเธอไว้ได้ด้วยแขนข้างเดียว เล็กลงจนเขาดึงร่างบางของเธอขึ้นแนบชิดกับร่างหนาของเขาได้รวดเร็วราวกับว่าตัวเธอไร้น้ำหนัก นางแบบสาวพยายามหายใจอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะไอร้อนที่เธอสัมผัสได้กลายๆ ที่ผิวหน้ากำลังบอกว่าเธอกับเขาอยู่ห่างกันแค่ชั่วลมหายใจเดียวเท่านั้น 

          ร่างกายที่แนบชิดกันจนแทบจะไม่เหลือที่ว่างให้อากาศได้แทรกกลางนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจที่อกข้างขวา...ไม่ใช่หัวใจของเธอ แต่มันคือ...หัวใจของเขา หัวใจของคนตัวโตที่กำลังเต้นรัวแข่งกับหัวใจดวงน้อยในอกข้างซ้ายของเธออย่างไม่มีใครยอมใคร แรงสะเทือนที่อกข้างขวานี้กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเธอใช่รึเปล่า มันกำลังสั่นไหวด้วยเหตุผลเดียวกันกับแรงสะเทือนในอกข้างซ้ายใช่ไหม...

          “คุณดาวคะ”

เสียงเรียกที่ดังขึ้นพร้อมกับการพรวดพราดเข้ามาของ ‘น้อย’ สาวรับใช้คนรู้ใจของเกล็ดดาว และยังเป็นเพียงคนเดียวที่ติดสอยห้อยตามมาอยู่ที่นี่ด้วย ทำให้คนถูกเรียกหลุดจากภวังค์และหันมองตามเสียง ก่อนจะเห็นฝนวิ่งตามเข้ามาสมทบอีกที

          เกล็ดดาวผลักเจ้าของอ้อมกอดอุ่นให้เขาคลายวงแขนออก และอีกฝ่ายก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย เขาปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระเมื่อแน่ใจว่าเธอทรงตัวได้แล้ว และก้าวถอยลงมาก้าวหนึ่ง เพื่อให้ได้ระยะห่างที่เขาและเธอ...ควรจะมี

          “มี...อะไรกันรึเปล่าคะ” น้อยเอ่ยถามหน้าตาตื่น แต่คนถูกถามกลับตอบด้วยเสียงเรียบเฉย

          “ไม่มีอะไรแล้ว ไปนอนเถอะ” 

น้อยงงเป็นไก่ตาแตก ชำเลืองมองยายกระต่ายตื่นตูมฝน เพื่อนใหม่ที่เพิ่งตาลีตาเหลือกวิ่งไปเรียกเธอให้มารับมือกับมรสุมกลางบ้าน แต่ไหงไม่เห็นมีอะไรอย่างที่ว่าเลย

          “ฝน! ไหนแกบอกว่าคุณดาวจะฆ่าหมอธัชไง” แม้จะเป็นเสียงกระซิบกระซาบ แต่เพราะตอนนี้ทั้งบ้านเงียบมาก เสียงของน้อยจึงวิ่งไปเข้าหูคนถูกเอ่ยชื่อด้วย

          “อะไรนะ! ใครจะฆ่าใคร” ธัชหันมาถามต้นเสียง และในจังหวะนั้นเองสองสาวน้อยก็ต้องเบิกตาจนกลมกว้างก่อนจะโพล่งออกมาพร้อมกัน

          “เลือด!”

          “ไหนแกบอกยังไม่ได้เอามีดไปให้คุณดาวไงฝน” 

          “ก็ยังไม่ได้ให้เลย” 

          “เดี๋ยวๆ สองคนใจเย็นๆ ก่อน ตกใจอะไรกัน เลือดนี่เปื้อนมาจากโรงพยาบาล แล้วเมื่อกี้ที่บอกว่าเอามีดไปให้คุณดาวคืออะไร” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ยิ่งวุ่นวาย หมอหนุ่มที่กำลังพยายายามจับต้นชนปลายจึงต้องเบรคความชุลมุนเอาไว้เอง

          “ก็ฝนน่ะสิคะหมอธัช บอกว่าคุณดาวโกรธหมอธัชมาก แล้วก็บอกให้ฝนไปหยิบมีดในครัวมาให้” 

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างมีคำถาม ก่อนจะหันไปหานางแบบสาวร่างบางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “นี่คุณคิดจะแทงผมเลยเหรอ”

          “เปล่าค่ะ” เธอว่าพลางส่งยิ้นแสนหวานมาให้ “อย่างคุณสมควรโดนปาดคอเลยต่างหาก” 

ธัชกลืนน้ำลายผ่านลำคอที่แห้งผากลงไปเบาๆ...รอยยิ้มนั่นเป็นความหวานที่เคลือบยาพิษชัดๆ

          “รองเท้าฉันค่ะ” เมื่อสถานการณ์วุ่นวายคลี่คลายลง เกล็ดดาวจึงเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือออกไปรอรับของที่ว่าจากเขา

          “ผมถือให้ครับ” เขาตอบเรียบนิ่ง แต่นางแบบสาวคิดว่าเธอมองไม่ผิด มุมปากที่กดลงเล็กน้อยในเสี้ยววินาทีนั่น...เขายิ้มใช่ไหม เกล็ดดาวแอบลอบยิ้มในใจก่อนจะแกล้งตอแยต่อ

          “ขอรองเท้าคืนให้ฉันด้วยค่ะ”

น้ำเสียงที่เน้นย้ำอย่างเอาเรื่องนั้นเล่นเอาชายหนุ่มลังเลเล็กน้อย แต่เขาก็ตัดสินใจเลื่อนรองเท้าในมือไปหลบไว้ข้างหลัง

          “ขอให้ผมถือให้นะครับ”

การตอบกลับอาการเหวี่ยงด้วยความใจเย็นทำให้หญิงสาวประหลาดใจไม่น้อย...แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ลองเล่นใหญ่อีกสักเบอร์ดูสิ จะว่าอย่างไร

          “อยากถือก็ถือไปเถอะค่ะ แต่ฉันจะบอกไว้ก่อนนะคะว่าถ้าคิดจะทำแบบนี้เพื่อไถ่โทษละก็ อย่าเลยค่ะ มันไม่ได้ผล เพราะมันไม่ได้ทำให้คุณเข้าใจความรู้สึกของคนรอหรอก” ไม่ว่าอย่างเดียว คนขี้แกล้งสะบัดหน้าหันหลังกลับเดินขึ้นบันได

          “ผมไม่ได้คิดแบบนั้นครับ ผมแค่อยากทำอะไรให้คุณบ้าง...ก็เท่านั้นเอง” 

ขาเรียวถึงกับชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนจะทำหน้าที่ของมันต่อตามเดิม...แต่เพิ่มเติมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าสวย ให้ตายเหอะ! คำพูดธรรมดาของโรบอตหน้าจืดกำลังทำให้เธอยิ้มหรือเนี่ย ความใส่ใจจากคนที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้รับทำให้หัวใจพองโตขึ้นมาได้ขนาดนี้เลยเหรอ...

          เขาไม่ใช่สเปกเธอเลยสักนิด เกล็ดดาว บอกตัวเองเอาไว้สิ เขาไม่ใช่สเปกเธอเลย! หญิงสาวตะโกนก้องบอกตัวเองในใจซ้ำๆ ของ เธอจะต้องหยุดความรู้สึกบ้าบอนี้เอาไว้ที่จุดเริ่มต้นตรงนี้ เพราะเธอจะตกหลุมรักเขาไม่ได้ เธอจะต้องมีสติ เธอจะหวั่นไหวกับคนที่ไม่เหลือพื้นที่ในหัวใจไว้ให้เธอ...อย่างผู้ชายคนนี้ไม่ได้

 

          สาวร่างบางที่กำลังหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่หน้ากระจกเช็กความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอีกรอบ แล้วเช้านี้เหมือนเช่นทุกวัน เธอตื่นมาก็ไม่เจอชายผู้ร่วมห้องแล้ว เกล็ดดาวจัดลูกผมที่หลุดจากกลุ่มผมยาวสวยที่ถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าให้เข้าที่เข้าทาง วันนี้เป็นวันสบายๆ อีกวันของเธอ เพราะภาระหน้าที่ของวันนี้มีแค่...ไปรับอดัม สามีสุดที่รักให้ย้ายมาอยู่บ้านใหม่นี้ด้วยกันเท่านั้น

          “น้อยจ๊ะ เช้านี้มีอะไรกินบ้าง” เกล็ดดาวเอ่ยถามพร้อมกับหยิบนาฬิกาข้อมือขึ้นสวม

          “วันนี้มีข้าวต้มปลาค่ะ น่าทานมากเลยนะคะคุณดาว ฝนยกมาให้จากตึกใหญ่ พอดีหม้อหุงข้าวที่บ้านนี้เสียน่ะค่ะ”

          “อ้าวเหรอ ถ้างั้นฉันไปกินที่บ้านแม่เลยก็ได้ จะได้รับอดัมเร็วหน่อย แล้วแวะไปซื้อหม้อหุงข้าวใหม่ด้วย”

          “แต่...หมอธัชรอทานข้าวอยู่นะคะ” 

คำบอกเล่าจากน้อยทำให้มือเรียวที่กำลังจะบิดลูกบิดประตูชะงัก เกล็ดดาวหันสบตาคนพูดเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าหล่อนไม่ได้พูดผิด และการพยักหน้าตอบของน้อยก็ทำให้เธอต้องยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเรือนเล็ก

          เธอไม่ได้เข้าใจผิด...นี่เก้าโมงแล้ว แต่ทำไมเขายังอยู่ที่นี่ ปกติต้องกินอาหารเช้าตั้งแต่หกโมงกว่า แล้วออกไปทำงานตอนเจ็ดโมงไม่ใช่เหรอ แล้วที่บอกว่ารอทานข้าวอยู่...หมายความว่าอย่างไรกัน

          หญิงสาวรีบก้าวออกจากห้องแล้วสาวท้าวไปยังห้องอาหารทันที ภาพแรกที่เห็นคือชายหนุ่มผิวขาวกำลังนั่งอ่านเอกสารสองสามแผ่นในมืออยู่ที่โต๊ะอาหาร เขาละสายตาจากแผ่นกระดาษแล้วหันมองตามเสียงฝีเท้า

          “คุณไม่ทำงานเหรอ” คนที่เพิ่งพรวดพราวเข้ามาชิงเอ่ยขึ้นก่อน

          “วันนี้ผมเข้าเวรดึก” 

          “เวรดึก?” เกล็ดดาวขมวดคิ้วถามพร้อมกับนั่งลงตรงข้ามเขา

          “เวรดึกคือเข้าเที่ยงคืนออกแปดโมงเช้า คุณนอนคนเดียวได้ใช่ไหม” 

คำถามนี้ไม่ได้ทำให้แค่เกล็ดดาวแอบอมยิ้ม แต่คนที่เผลอได้ยินอย่างน้อยและฝนที่กำลังยกข้าวต้มเข้ามาเสิร์ฟอดอมยิ้มไม่ได้ไปด้วย

          “ได้สิ สบายมาก” หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะว่าต่อ “ที่จริงวันที่ต้องเข้าเวรดึก คุณไม่ต้องรอฉันทานมื้อเช้าแบบนี้ก็ได้นะคะ ฉันตื่นสายกว่าคุณเยอะ ต้องหิ้วท้องรอเปล่าๆ”

          “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมทนได้ ผมอยากให้คุณรู้ว่า...ผมเข้าใจความรู้สึกของคนรอ” 

ได้ยินประโยคนี้แล้วรู้สึกวาบขึ้นมาที่หัวใจ มือของหญิงสาวที่กำลังคนข้าวต้มเพื่อระบายความร้อนถึงกับชะงักโดยอัตโนมัติทันที 

‘โอ๊ย ฉันเกลียดความรู้สึกแบบนี้ ฉันเกลียดการใส่ใจทุกคำพูดแบบนี้! อร๊ายยย!’ หญิงสาวตะโกนกู่ร้องในใจ จะมีใครรู้บ้างไหมว่าเธอต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อบังคับใจไม่ให้ตัวเองยิ้ม ยิ้ม...เพราะคำพูดเสียงเรียบเฉยของคนหน้านิ่ง เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ 

          “ที่จริง ฉันก็ไม่ได้โกรธคุณแล้วนะคะ คุณไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ ฉันเข้าใจว่าคุณจำเป็นจริงๆ ชีวิตคนต้องมาก่อน วันหลังคุณก็ไม่ต้องลำบากรอฉันหรอกค่ะ” เธอว่าพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้เขา เธอไม่ได้โกรธจริงจังตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ที่ทำไปก็แค่แกล้งวีนเพื่อเอาคืนคนที่ทำให้เธอต้องรอ แถมยังกลับมาพร้อมกับเหตุผลที่เธอไม่มีวันเอาชนะเขาได้อีก

          “ไม่เป็นไรครับ ผมอยากทานข้าวพร้อมคุณ” เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา เขาจึงพูดทุกอย่างที่ตัวเองคิด และก็เป็นความคิดที่ตัวคนพูดเองยังงงกับเหตุผลไม่แพ้กัน 

จนแล้วจนรอดหญิงสาวที่พยายามกลั้นยิ้มก็ไม่อาจต้านทานความรู้สึกที่ตรงมาจากหัวใจของเธอได้อีก เกล็ดดาวกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยความขวยเขิน ก่อนจะยิ้มจนเต็มแก้ม โดยไม่สนใจว่าใครจะหาว่าเธอบ้าที่ก้มหน้าก้มตายิ้มให้ข้าวต้มปลาก็ตาม 

           ตาคู่สวยเหลือบขึ้นมองคนตรงหน้าที่กำลังง่วนอยู่กับอาหารเช้าของเขา ก่อนที่เธอจะหยิบสมาร์ตโฟนที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมาแอบเก็บภาพสุขใจของเช้านี้เอาไว้พร้อมยิ้มเมื่อตัดสินใจว่า ‘ถ้าเปลี่ยนสัญชาตญาณมันยาก ฉันก็จะสร้างมันขึ้นมาใหม่เอง แล้วฉันจะทำให้เขารู้ว่า...ของใหม่น่ะ...เด็ดกว่าเยอะ!!’

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว