#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๒๒ :: ยามเมื่อลมพัดหวน [ ๑๐๐% ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๒๒ :: ยามเมื่อลมพัดหวน [ ๑๐๐% ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.5k

ความคิดเห็น : 133

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ย. 2559 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๒๒ :: ยามเมื่อลมพัดหวน [ ๑๐๐% ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๒ ...

 

 

ยามเมื่อลมพัดหวน

 

 

 

 

 

            “ฮ่าๆ มีแค่นี้เองเหรอวะ ไอ้ไก่อ่อน”

            เสียงกวนประสาทของโยธาที่กำลังถูกซ้อมปางตายเรียกให้อี้เผิงแสยะยิ้มร้ายมุมปาก สนับมือเปื้อนเลือดถูกถอดออกก่อนที่รองเท้าส้นทหารจะเตะเข้าไปที่ปากบวมเจ่อเต็มแรง ใบหน้าเหยเกดูผิดรูปแทบจำไม่ได้ว่าเป็นโยธาคนเดียวกับที่เคยเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจันทร์ทรงกลด เพราะผลจากการที่โดนเขาทรมานทรกรรมติดต่อกันหลายวัน

            “อึก ฮ่าๆ เทียบกับการได้เมียมึงมาอมค_ยให้กูแล้ว เจ็บแค่นี้แม่งขี้ตีนจริงๆ ว่ะ”

            “ไอ้เหี้ยโยธา!

            ปึ้ก

            ส้นรองเท้าปลายแหลมกระแทกหน้าหมาขี้แพ้ดีแต่เห่าเข้าอย่างจังจนฟันหน้ากระเด็นออกมาจากปาก อี้เผิงยกมือขึ้นกุมขมับพร้อมทั้งผ่อนลมหายใจระบายความโกรธเกรี้ยว ถึงจะเอาเลือดชั่วของมันออกแทบหมดตัวแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำให้มันสำนึกเท่าไรนัก มาเฟียหนุ่มเอียงคอคลายความเมื่อยขบก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์โทรหาหานตงและหานโจวให้เตรียมมารับช่วงต่อจากเขา

            “อย่างมึงก็ดีแค่นี้แหละไอ้อี้เผิง ใจมึงไม่ถึงพอที่จะเป่าหัวกูด้วยลูกปืนของมึงล่ะสิ”

            “...”

            “รอบที่แล้วกูเอาลูกมึงไป รอบนี้กูให้เมียมึงอมให้ แต่มึงยังจะทำตัวเป็นมาเฟียพ่อพระปล่อยกูไปอีกเหรอวะ แม่งน่าสมเพชฉิบหายเลยว่ะ ฮ่าๆ คอยดูเถอะมึง ถ้าคราวนี้กูรอดไปได้อีก กูจะตามไปเย็_เมียมึงให้รูพังคาค_ยกูเลย”

            หมาหัวเน่าเลือดกบปากทำใจกล้าต่อรองกับราชสีห์ อี้เผิงเหยียดหยามการกระทำของโยธาผ่านนัยน์ตาสีดำปลาบ ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นเพราะความเดือดในอกมันระอุขึ้นทุกที ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าวันนั้นบอดี้การ์ดของเขาสะกดรอยตามไปไม่ทันท่วงที ป่านนี้วาโยจะโดนสัตว์ระยำชั้นต่ำตัวนี้ทำอะไรบ้าง

            หัวหน้าพรรคมังกรดำกัดฟันกรอดก่อนจะใช้ปลายรองเท้าหัวแหลมเหยียบหลังมือของคนใกล้ตายสุดแรงเกิด ขยี้ซ้ำขยี้ซ้อนจนได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบและเสียงร้องโหยหวนระบายความเจ็บปวดทรมาน อี้เผิงถึงได้ยอมหยุดและชักปืนซึ่งเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทด้านในออกมา

            ที่จริงเขาเองก็รู้สึกเหม็นขี้หน้ามันเต็มทนแล้วเหมือนกัน ที่เก็บมันไว้ข้างในโกดังร้างเกือบสามวันก็เพราะต้องการทรมานให้มันบาดเจ็บสาหัส เพราะไม่ต้องการเห็นไอ้ชาติชั่วที่เกือบข่มขืนเมียตัวเองได้ตายดี กรรมวิธีที่เลือกใช้จึงไม่แตกต่างจากวิถีของพวกมาเฟียสมัยก่อนเท่าไรนัก สาเหตุที่อี้เผิงไม่ยอมให้ลูกน้องทั้งสองคนเด็ดหัวมันตั้งแต่อยู่ในโรงแรม เพราะต้องการให้โยธาได้ลิ้มรสความเจ็บปวดซึ่งเลวร้ายเกินกว่าที่ใครจะจินตการถึง

            สภาพของโยธาตอนนี้เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าร่อแร่ เนื้อตัวเปลือยเปล่ามีรอยช้ำจ้ำม่วงและเลือดแดงห่อลามไปทั่วทุกจุด ตั้งแต่มาถึงที่นี่วันแรกอี้เผิงก็สั่งให้ลูกน้องแก้ผ้ามันก่อนจะใช้กระบอกปืนจุดสามแปดยัดเข้าไปในรูทวาร ยัดเยียดความวิปริตให้มันได้ลิ้มลองชิมในแบบที่วาโยต้องเผชิญบ้าง ถึงจะยังรู้สึกไม่สะใจเพราะมีเวลาเล่นสนุกด้วยแค่สามวัน แต่เพราะงานเจรจาครั้งใหญ่ที่พรรคมังกรดำถูกรับเกียรติขึ้นเป็นเจ้าภาพ ก็ทำให้อี้เผิงไม่มีเวลามากพอที่จะมาเสียมันให้กับหมาขี้แพ้ที่ดีแต่ลอบกัดอย่างโยธาอีกต่อไป  

            “งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะมึงจะเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่กูจะใช้กระสุนปืนจบการสนทนา”

            “ดะ...เดี๋ยวสิวะ ไหนมึงบอกว่า...”

            “ไปเจรจาต่อกับยมบาลในนรกเถอะมึง”

            ปัง!

            จบคำ กระสุนหนึ่งนัดทะลุออกกลางกบาลของคนที่เก่งแต่ปาก ไม่นานนักหลังจากที่ร่างของหมาขี้แพ้นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เลือดสีแดงสดก็ไหลฉาบบริเวณที่ยืนอยู่ อี้เผิงโยนปืนทิ้งลงบนศพที่เพิ่งฆ่าไปอย่างไม่แยแส สายตาที่เคยอบอุ่นเวลานี้กลับโหดเหี้ยมเลือดเย็นดูถูกดูแคลนโดยไร้แววอาลัย มาเฟียหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรสั่งหานตงและหานโจวให้มาจัดการเอาร่างไร้วิญญาณของโยธาไปให้พ้นสายตาเขา

 

“ปล่อยหมาล่าเนื้อให้มากินศพมัน อ้อ แล้วเศษซากที่เหลือก็เอาไปโยนทิ้งในฟาร์มจระเข้ซะ อย่าให้ตำรวจตามกลิ่นเรื่องนี้เจอ ไม่อย่างนั้นมังกรดำจะไม่มีที่ยืนในสังคม”

 

 

 

 

 

“เด็ดขาดขึ้นสมกับเป็นหัวหน้าพรรคมังกรดำแล้วนะคะ”

ไลลาว่าพลางยื่นผ้าเช็ดมือสีซึ่งกลบเกลื่อนรอยเลือดสดใหม่ได้ดีที่สุดให้อี้เผิงเช็ด หญิงสาวรูปหน้าสวยยกยิ้มอย่างภาคภูมิให้ผู้ชายที่ยังตีสีหน้านิ่งสนิทอยู่ด้านข้างก่อนจะวาดวงแขนเรียวโอบรอบลำคอแกร่งไว้ ตีตราความเป็นเจ้าของด้วยจุมพิตหวานซึ้งข้างแก้ม ก่อนจะกระซิบถามคำถามที่ทำให้มาเฟียหนุ่มฉุนเฉียวได้ไม่น้อย

“อี้เผิง วันนี้คุณจ่ายค่าส่วยลักลอบขนยาทางสนามบินให้พวกตำรวจหรือยังคะ”

“เรื่องนั้นผมฝากลูกน้องไปจัดการเรียบร้อยแล้ว คุณมีหน้าที่ห่วงสุขภาพลูกแฝดในท้องของคุณก็พอ”

คนถูกจี้ใจดำกล่าวตัดบทก่อนจะทำหน้าที่สุภาพบุรุษโดยการเปิดประตูรถยนต์ที่มาจอดรับถึงหน้าโกดังร้างให้ไลลาขึ้นไปนั่ง หญิงสาวผงกศีรษะแทนการขอบคุณและไม่ได้เอ่ยทักท้วงเรื่องธุรกิจส่วนตัวระหว่างพรรคมังกรดำกับกรมศุลกากรที่พ่อของเธอเป็นหัวหน้างานอยู่ขึ้นมาอีก

เพราะวันนี้ไลลามีหัวข้อสนทนาที่ฟังดูน่าสนุกกว่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง

ระหว่างที่รถยนต์ส่วนตัวกำลังแล่นไปเรื่อยๆ ท่ามกลางการจราจรแออัดบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ไลลาที่อุตส่าห์ยอมเงียบอยู่นานก็จัดการเปิดประเป๋าคลัทช์ซึ่งพกติดตัวมาออก สายตาคู่สวยเหลือบมองชายหนุ่มที่ยังเอาแต่เสมองวิวนอกหน้าต่างรถก่อนจะหยิบรูปแอบถ่ายระหว่างวาโยกับนทียัดใส่มือของผู้ชายหน้าโง่ที่ยังไม่รู้ว่าเมียตัวเองนอกกาย แม้จะเป็นภาพถ่ายระยะไกลจนทำให้ดูด้วยตาเปล่าไม่ชัดเจน แต่แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก็ยืนยันกับเธอเต็มปากเต็มคำว่าสองหนุ่มที่กำลังพลอดรักกันหน้าบ้านพักโกโรโกโส หนึ่งในนั้นเป็นคนรักเก่าของอี้เผิงจริงๆ

“ไลลา นี่คุณไปเอารูปแบบนี้มาได้ยังไง”

“ก็แหม คนของไลลาก็มีอยู่เยอะพอๆ กับที่อี้เผิงมีนั่นแหละค่ะ ถึงสายงานของเราจะไม่เหมือนกัน แต่อย่าลืมสิคะว่าธุรกิจของเราเกี่ยวข้องกัน อะไรที่พอจะช่วยเหลือกันได้ตามประสาเพื่อนบ้าน ไลลาก็ต้องช่วยอี้เผิงอยู่แล้ว”

“...”

อี้เผิงตีสีหน้าเครียดขณะทอดสายตามองไปยังรูปถ่ายสีทะมึนทึบ วูบหนึ่งที่ยอมปล่อยให้อารมณ์ขึ้นมาอยู่เหนือเหตุผลทำเอามาเฟียหนุ่มเผลอขยำภาพบาดตาบาดใจโดยไม่ทันรู้ตัว กว่าจะระงับสติอารมณ์ได้ก็เป็นตอนที่ไลลาแตะมือเขาเบาๆ และเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นถามเป็นเชิงท้าทาย

“จูบกับผู้ชายคนอื่นขนาดนี้ อี้เผิงยังคิดว่าคุณวาโยรักคุณจริงๆ อยู่ไหมคะ”

“...”

“ว้า พูดไม่ออกเลยเหรอคะเนี่ย ไหนว่าเขาคุกเข่าอ้อนวอนให้คุณกลับไปรักเขายังไงล่ะ”

“คุณต้องตอบผมมาก่อน ว่าเมื่อไหร่เรื่องบ้าๆ นี่มันจะจบลงสักที”

“จบ? อี้เผิงหมายถึงจะให้ไลลาจบเรื่องบ้าๆ เรื่องไหนล่ะคะ เพราะถ้าเป็นเรื่องบ้าๆ ระหว่างเรา...ไลลาคิดว่ามันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”

แฟนเก่าคนสวยจีบปากจีบคอพูดโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะทำสีหน้าแบบไหน เพราะเป็นถึงลูกสาวเพียงคนเดียวของผู้อำนวยการกรมศุลกากร อำนาจบารีมีการค้าระหว่างประเทศจึงมีล้นมือ เธอใช้มันต่อรองกับอี้เผิงเพราะบังเอิญได้ยินข่าวว่าพรรคมังกรดำกำลังมีปัญหาหลังจากอีกฝ่ายเพิ่งเข้ามาบริหารงานได้ไม่นาน ระบบการค้าอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายปั่นป่วนเนื่องจากใช้อำนาจได้ไม่เด็ดขาดและมีจุดอ่อนสำคัญคือมักเลือกคนรักมาก่อนอย่างอื่นเสมอ การที่เธอสอดมือเข้ามาช่วยในสถานการณ์โกลาหล โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นการให้อี้เผิงยอมรับว่าเป็นพ่อของเด็กในท้อง จึงนับว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากพอดู

ถึงความจริงแล้วไลลาจะรู้อยู่เต็มอกว่าใครคือพ่อของเด็กในท้อง

แต่เธอก็เลือกแล้วว่าคนที่คู่ควรเท่านั้นถึงจะได้รับการเปิดเผยตัวในที่สาธารณะ

“อย่าลืมสิคะว่าทุกอย่างมันคือธุรกิจ คุณช่วยฉันปกปิดความลับเรื่องลูก ฉันช่วยคุณเรื่องวิกฤตภายในพรรคมังกรดำ ตราบใดที่ฉันยังไม่คลอดเด็กออกมา คุณก็อย่าหวังเลยว่าคุณจะสามารถตีปีกบินไปจากฉันได้”

“...”

“ที่ฉันจะบอกคุณก็คือลูกไก่ในกำมืออย่างไรซะมันก็ยังเป็นลูกไก่ในกำมืออยู่วันยันค่ำ อีกอย่าง ดูเหมือนว่าพักนี้อาการของน้องหนาว...”

“หุบปาก”

“คิก แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้แบบนี้ เป็นพ่อที่น่ารักจังเลยนะคะ”

“รีบหุบปากซะไลลา ก่อนที่มือเปื้อนเลือดของผมจะพลาดไปโดนหน้าสวยๆ ของคุณ”

อี้เผิงกัดฟันกรอดจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นข้างขมับ มาเฟียหนุ่มไม่แม้แต่จะชายตามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงเจ้าสาวในสมรสเลยด้วยซ้ำ ถึงนึกเคืองแค้นไม่น้อยที่โดนไลลาบีบให้ยอมจำนนอย่างไม่มีทางเลือก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องโทษความสะเพร่าและโง่เง่าของตัวเองที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้

“ไม่เอาน่า ยอมรับมาเถอะค่ะว่าที่จริงแล้วอี้เผิงเองก็อยากพิสูจน์ความรักที่คุณวาโยมีให้” ไลลาแค่นหัวเราะก่อนจะฉกรูปถ่ายในมือของอี้เผิงมาไว้กับตัว แล้วก็ได้ผล เพราะมาเฟียหนุ่มรีบหันขวับมามองค้อนเธอด้วยความเคืองขุ่น หากแต่ไลลาที่ไม่มีอะไรจะเสียก็หาได้สนใจไม่ ถึงตอนนี้ริมฝีปากฉาบลิปสติกสีกำมะหยี่ก็ยังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เสียงหวานอาบยาพิษจะยื่นข้อเสนอซึ่งคนฟังไม่อาจปฏิเสธได้เป็นครั้งที่สอง “เพราะฉะนั้นไลลาว่าก่อนถึงเวลาที่ต้องจากกันจริงๆ เรามาเล่นสนุกกับเกมรักโง่ๆ นี่กันสักตาเถอะค่ะ”

“...”

“เดือนหน้าอี้เผิงกับไลลาจะขึ้นไปหมู่บ้านภูสอยดาวด้วยกัน และคุณต้องแสดงให้คุณวาโยเห็นว่า คุณรักฉันแค่คนเดียว”

 

 

 

 

 

“ดูแลตัวเองดีๆ นะครับคุณวาโย แล้วอาทิตย์หน้าผมจะขึ้นมาเยี่ยมคุณแน่นอนครับ”

ปั้นสิบให้คำมั่นกับวาโยที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะจากอดีตคนไข้มาเป็นคนที่สามารถคุยด้วยได้ทุกเรื่อง การจากลาอย่างกะทันหันเกิดขึ้นเพราะปั้นสิบต้องเดินทางไปฟังพินัยกรรมของพรรคจันทร์ทรงกลด เนื่องจากหัวหน้าพรรคคนก่อนได้เสียชีวิตลง ตามธรรมเนียมปฏิบัติคือต้องให้ลูกหลานได้อยู่พร้อมหน้าถึงจะสามารถเปิดอ่านได้ ลุงจักรพรรดิเองดูเหมือนจะดีใจจนออกนอกหน้าถึงกับสั่งให้ลูกน้องในพรรคเดินทางมารับเขาถึงหมู่บ้านภูสอยดาว หากแต่ผู้ชายปากเสียที่ตามติดไม่ห่างมาตั้งแต่วันแรกๆ กลับไม่ยอมให้เขาได้กลับไปกับลูกน้องในพรรค ราชันย์ต่อความยาวสาวความยืดโดยอ้างข้อเสนอแสนเอาเปรียบที่ว่า หากเขาจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เขาต้องขึ้นไปนั่งบนรถของอีกฝ่ายเท่านั้น

“ครับ แล้วคุณราชันย์จะยังอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า”

“เฮ้อ ไม่หรอกครับ รายนั้นน่ะพูดยากเสียยิ่งกว่าเด็กป่วยไม่ยอมกินยาซะอีก จะตามติดผมเป็นลูกแหง่ท่าเดียว ยิ่งพักหลังๆ มานี้ไม่รู้ไปกินรังแตนที่ไหนมา เอาใจยากชะมัด”

คนฟังคลี่ยิ้มบางก่อนจะจับมือให้กำลังใจคุณหมอที่ทำหน้าเครียดยิ่งกว่าตอนถูกจับได้ว่าเป็นกบฏของพรรคมังกรดำไว้มั่น พอได้ยินเสียงแตรรถยนต์ส่วนตัวพร้อมกับเสียงตะโกนตามหลังที่ว่าจะร่ำลาอะไรกันนักหนา วาโยเลยอดจะหัวเราะออกมาเบาๆ ให้ความขี้หวงของราชันย์ไม่ได้ ด้านปั้นสิบที่อับอายไม่น้อยก็ตะโกนตอบออกไปทันควันว่าจะตะโกนขึ้นมาหาพ่อบังเกิดเกล้าหรือไง แล้วเสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นผลัดไปผลัดมาอย่างไม่มีใครยอมลงให้ใคร วาโยยืนดูคู่ข้าวใหม่ปลามันเถียงกันอยู่นานสองนาน ก่อนจะเป็นฝ่ายห้ามทัพโดยการดันหลังปั้นสิบให้เดินไปยังรถที่ราชันย์จอดรออยู่

เพราะการจากลาเกิดขึ้นกับตัวเองบ่อยจนวาโยรู้สึกชินไปเสียแล้ว พอหมอปั้นสิบก้าวขึ้นรถไปเลยไม่ได้ยื้อดึงดันจะให้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่ต่อ ทำเพียงโบกไม้โบกมือไปมาแสดงความอาลัย เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปแล้วจึงเดินกลับไปข้างในหมู่บ้านภูสอยดาวที่เหมือนจะกำลังเตรียมจัดงานอะไรสักอย่างอยู่

ความครึกครื้นที่หาได้ยากยิ่งในหมู่บ้านรักสงบแห่งนี้ทำให้วาโยรู้สึกเอะใจไม่น้อย พอเหลือบเห็นหมอนทีที่ยืนอุ้มจินไตยอยู่ไม่ไกลจึงเดินเลียบเคียงเข้าไปใกล้ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร คนที่ดูเหมือนจะรู้ใจไปเสียทุกเรื่องก็เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อน

“คุณวาโยมาพอดีเลย ช่วยอุ้มจินไตยหน่อยครับ พอดีผมต้องไปช่วยพวกชาวบ้านจัดโต๊ะรับแขกน่ะ เห็นว่าคนงานชายไม่พอ”

“จัดโต๊ะ? นี่สรุปมีงานใหญ่กันจริงๆ ใช่ไหมครับ ท่าทางดูเอิกเกริกเชียว”

“ใช่ งานใหญ่ ขนาดยายแฉล้มยังต้องไปช่วยทำขนมที่โรงครัว ทิ้งจินไตยกันหมดเลย แต่เพราะมีลมอยู่ จินไตยเลยไม่ร้องไห้ จินไตยเก่งใช่มั้ย”

วาโยพยักหน้ารับนิ่งๆ พลางยื่นมือเข้าไปอุ้มตัวเด็กช่างจ้อ เพราะเวลาหมามันจะขี้มันก็ต้องยกหางตัวเองขึ้นอยู่แล้ว เขาเลยไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่ายอมเออออกับคำปอปั้นของเด็กชายตัวน้อยเท่านั้น

“ผมไปก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวบ่ายๆ จะรีบกลับมา”

“อือ”

เสียงหวานขานรับเบาๆ เป็นเชิงอนุญาตให้นทีไปทำตามคำขอร้องของพวกชาวบ้าน แต่ก่อนที่คุณหมอหนุ่มจะยอมไป พอเห็นว่าตอนนี้คนที่ยอมอาสาให้ดามใจมือไม่ว่าง เลยฉวยโอกาสฉกหอมแก้มนิ่มเสียเต็มรัก สูดดมกลิ่นหอมเข้าเต็มปอดดังฟอดซะจนวาโยร้องเสียงหลงพร้อมทั้งส่งค้อนกะหลับกะเหลือกไปให้เป็นการตอบแทน ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้เสียงผิวปากหวืออย่างคนอารมณ์ดีของนทีเบาลง วาโยส่ายหน้าเอือมระอาก่อนจะเอียงแก้มข้างเดียวกับที่โดนขโมยหอมหมาดๆ ไปใกล้จินไตย เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยที่หวงเขายิ่งกว่าอะไรเริ่มจะทำหน้าโยเยไม่ชอบใจที่ไม่ได้หอมแก้มเขาบ้างแบบนที

“ดีจังเลยเนอะ ถึงคุณหมอหน้าตาน่ารักกับผู้ชายหน้าตาท่าทางน่าเกรงขามคนนั้นจะออกจากหมู่บ้านไปแล้ว แต่หัวกะไดบ้านยังไม่ทันแห้งก็ได้ข่าวว่าจะมีแขกคนใหม่เข้ามาเยี่ยมหมู่บ้านเราอีกแล้วล่ะ เห็นว่าคราวนี้เป็นถึงลูกสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เชียวนะเธอ สงสัยปีนี้ภูสอยดาวของเราจะได้รับการพิจารณาให้วางไฟฟ้าจากทางรัฐบาลแล้วแน่ๆ”

“ใช่ๆ ผู้ใหญ่บ้านกับเมียผู้ใหญ่ถึงได้ต้องตื่นแต่ไก่ยังไม่โห่เพื่อออกไปรับหน้ายังไงล่ะ สงสัยหน้าหนาวปีนี้พวกเราจะได้รับถุงยังชีพมากกว่าทุกปี นี่ฉันก็อยากได้ผ้าห่มลายน่ารักๆ เอาไว้ให้ลูกชายสักผืนพอดีเลย”

เสียงสนทนาของหญิงสาววัยสี่สิบต้นๆ ดังผ่านหน้าวาโยไป ระยะที่ไม่ไกลมากทำให้สามารถจับใจความสำคัญได้ชัดเจน หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นแทบเป็นปมเพราะรู้สึกว่ามันแปลกเกินไปที่หมู่บ้านแห่งนี้จะได้รับความสนใจมากขนาดนั้น ไม่มีทางเสียหรอกที่คนของรัฐจะจัดสรรงบประมาณหลักล้านมาให้ในเขตทุรกันดารและไม่มีอะไรให้น่าสนใจแบบนี้ ขนาดพื้นถนนที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อด้านหน้าหมู่บ้านยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแยแส แล้วนับประสาอะไรกับเสาไฟฟ้าแต่ละต้นที่ต้องใช้ต้นทุนการวางเป็นวงเงินมหาศาล ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าคำตอบของเรื่องนี้คืออะไร แต่วาโยก็มั่นใจเหลือเกินว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่าที่คิดไว้แน่นอน

ทันใดนั้นเองเสียงรถยนต์ที่เคลื่อนเข้ามาจอดยังหน้าหมู่บ้านก็เรียกความสนใจจากทั้งเด็กๆ คนหนุ่มคนสาว หรือแม้แต่คนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ค่อยได้เห็นยานพาหนะอำนวยความสะดวกแบบนี้บ่อยนัก ทุกคนชาวภูสอยดาวต่างกรูเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังรถสีดำปลาบคันใหญ่ เสียงคุยซุบซิบดังขึ้นอยู่สักพัก จนเมื่อประตูรถยนต์ถูกเปิดออกและมีผู้ชายรูปร่างหน้าตาดีก้าวลงมาพร้อมกับผู้หญิงที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ทุกอย่างถึงได้เงียบสงัดลง 

ตอนที่ได้เห็นภาพบาดตาจะๆ นั้นเอง วาโยถึงได้รู้ตัวว่า...
หัวใจของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด
มันไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

 

 

            “ลม”

            “...”

            “ลม!

            “...”

            “ลม!!!

            “หะ...หืม เสียงดังเชียว มีอะไรน่ะจินไตย”

            “ลมเหม่ออีกแล้ว”

            “อือ ขอโทษนะ”

            “ขอโทษอีกแล้ว จินไตยไม่อยากฟังคำขอโทษ จินไตยเบื่อแล้ว!

            วาโยยิ้มเศร้ามองเด็กน้อยไร้เดียงสาที่นั่งเก็บหินใต้ลำธารใสตรงหน้า ภาพของอี้เผิงกับผู้หญิงที่ไม่ว่าจะมองมุมใดก็คู่ควรทำให้ต้องมานั่งกอดเข่าคอตกเงียบๆ อยู่กับจินไตยที่ท้ายหมู่บ้าน ถึงเด็กน้อยจะไม่รู้ว่าเขากำลังเศร้าเรื่องอะไร แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่อย่างน้อยยังมีใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้

            “ลม นทีมาแล้ว นทีมาแล้วนะลม”

            ก้อนหินก้อนเล็กก้อนสุดท้ายถูกวางลงบนพื้นดินเรียงประกอบต่อกันเป็นคำว่า ลม เมื่อเสร็จสิ้นปลายหางของตัวพยัญชนะไทยตัวสุดท้าย จินไตยก็กระโดดโหยงๆ ไปลากตัวนทีที่เดินอืดอาดยืดยาดให้เข้ามาใกล้ มือน้อยผลักนทีให้นั่งลงข้างๆ วาโยอย่างรู้งาน ก่อนที่เจ้าตัวยุ่งจะกระซิบบอกว่าทำไมถึงได้หลบหลีกหนีความวุ่นวายมาอยู่เงียบๆ กันที่นี่สองคน

            “นที ลมเจ็บ รักษาลมสิ”

            “หือ? เจ็บ? พูดเรื่องอะไรน่ะจินไตย”

            “รักษา รักษา รักษา รีบรักษาลมเร็วๆ เข้า”

            คุณหมอหนุ่มงุนงงไม่น้อยเมื่อเจ้าแสบยังเอาแต่คะยั้นคะยอให้ทำการรักษาวาโยไม่ยอมหยุด เขาเป็นหมอสูตินรีเวชนะ แค่รับจ๊อบมาตรวจอาการเด็กๆ ก็เป็นเรื่องที่อยู่นอกตำราวิชาแพทย์ที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยมากโขแล้ว นทีกวาดสายตามองคนที่ยังเอาแต่นั่งเงียบด้วยความคับข้องใจ หรือว่าบางทีอาการเจ็บที่จินไตยกำลังว่า อาจไม่ได้หมายถึงบาดแผลทางร่างกาย หากแต่เป็นบาดแผลทางจิตใจที่เขาอุตส่าห์เพียรพยายามทำให้มันดีขึ้นมาตลอดเกือบหนึ่งเดือน

            “คุณวาโยครับ ตอนนี้คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

            “...”

            การส่ายศีรษะไปมาน้อยๆ ไม่ได้ทำให้นทีรู้สึกสบายใจขึ้นเลยสักนิด หากแต่เสียงแห่รับขวัญของขบวนกลองยาวในหมู่บ้านก็เรียกความสนใจจากทั้งสามคนไปเสียก่อน วาโยจดจ้องภาพของผู้ชายใจร้ายที่ยังยืนยิ้มรับบรรดาของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากพวกชาวบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเบือนสายตาหันมามองยังที่ที่เขานั่งอยู่ หัวใจซึ่งเต้นอย่างสงบมาตลอดก็เริ่มสั่นระรัวราวกับจะระเบิดออกมาในไม่ช้า

            แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้วาโยตัดสินใจทำแบบนี้

            วงแขนเรียวโอบรอบลำคอแกร่งของนทีไว้ ก่อนคนตัวขาวจะเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้าไปประทับจูบเสียเอง ริมฝีปากกลีบบางบดชิดสนิทกับริมฝีปากอุ่นในขณะที่สายตาเฉยชาซึ่งเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้มากมายมหาศาลก็ยังเอาแต่จดจ้องไปทางอี้เผิงไม่วางตา เพราะจงใจอยากยั่วยุให้อีกฝ่ายโมโหเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงต้องเปลืองตัวนิดเปลืองตัวหน่อยก็คงไม่มีอะไรให้ชอกช้ำไปมากกว่านี้ แม้จะรู้ดีว่าอย่างไรเสียที่ทำไปก็ไร้ค่า เพราะตอนนี้ผู้หญิงคนใหม่ข้างกายที่มาแทนที่เขานั้น คงสามารถให้กำเนิดลูกน้อยซึ่งมีเชื้อไขของอี้เผิงได้โดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

            ด้านอี้เผิงที่ทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากโมโหก็ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อ สายตาคมปลาบจดจ้องวาโยกลับโดยไม่คิดยอมแพ้  เพราะเคยผ่านผู้หญิงมาอย่างโชกโชน อี้เผิงจึงรู้ดีว่าสิ่งที่วาโยกำลังทำอยู่ในตอนนี้นั้นไม่ใช่การเย้ยหยันหรืออวดคู่ควงคนใหม่

            หากแต่อีกฝ่ายกำลังจงใจยั่วให้เขาหึง

            และดูเหมือนว่ามันจะได้ผลดีทีเดียว

 

 

 

 

 

            เพราะหมู่บ้านภูสอยดาวจะจัดกิจกรรมรอบกองไฟต้อนรับการมาเยือนของฤดูหนาวทุกช่วงหัวค่ำ วาโยถึงได้มานั่งล้อมวงเพื่อฟังเรื่องเล่าสนุกๆ จากปากของบรรดาผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนตามปกติ พอเสร็จจากการรวมตัวชาวบ้านทุกคนต่างก็พร้อมใจกันแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน วาโยเองก็เช่นเดียวกัน หลังจากส่งจินไตยที่บ้านเสร็จก็เดินลงมาพร้อมกับนที ระหว่างทางกลับบ้านพักแม้จะทั้งมืดและเปลี่ยว แต่เพราะมีนทีอยู่ข้างๆ วาโยจึงรู้สึกเบาใจเปลาะหนึ่ง

            “โอ๊ย!

            หากแต่สบายใจได้ไม่นาน จู่ๆ ข้อมือขาวก็ถูกกระชากสุดแรงเกิดจนวาโยร้องเสียงหลง พอจะอาศัยแสงไฟสลัวจากตะเกียงที่ถือติดมือมาเพ่งดูว่ากำลังโดนใครประทุษร้าย ก็โดนผู้ร้ายอีกคนฉกฉวยความช่วยเหลือเดียวออกไปจากมือเสียก่อน วาโยทำท่าจะต่อยคนที่รั้งข้อมือเขาไว้ไม่ปล่อย แต่พอพยศมากขึ้นก็ถูกดึงตัวให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ลำแขนแกร่งรัดแน่นราวกับจะแกล้งให้ขาดอากาศหายใจ และเพราะอยู่ใกล้กันเพียงแค่คืบ กลิ่นจากน้ำหอมที่แสนคุ้นเคยจากตัวคนร้ายก็ทำเอาคนตัวขาวถึงกับนิ่วหน้า

            “คุณอี้เผิง นี่คุณจะทำบ้าอะไร! ปล่อยผม ผมบอกให้ปล่อย!

            พอรับรู้ว่าคนด้านหลังเป็นใคร ร่างทั้งร่างของวาโยก็ลอยหวือขึ้นจากพื้น อี้เผิงอุ้มเขาพาดบ่าด้วยท่าทีสบายๆ และพาเขาเดินไปไกลจากจุดเกิดเหตุ วาโยพยายามตั้งสติและช้อนสายตาเลิ่กลั่กมองไปทางนทีซึ่งถูกต่อยท้องจนร้องโอดโอยลงไปนอนกองกับพื้น พอเห็นว่าท่าไม่ดีแน่จึงใช้มือทุบแผ่นหลังของอี้เผิงอย่างต่อต้าน แต่มีหรือที่ความเจ็บปวดเพียงแค่นี้จะทำให้อีกฝ่ายยอมปล่อยเขาลงง่ายๆ เมื่อคิดว่าพยศไปก็ไม่เป็นผล วาโยจึงยอมปล่อยให้จอมเผด็จการแบกตัวเขาอยู่แบบนั้นด้วยความจำยอม

            “นี่...คุณกำลังจะพาผมไปไหน”

            “ปล้ำ”

            “บะ บ้า! คุณมันบ้าไปแล้ว คุณอี้เผิง”

            “บ้าไม่บ้าเดี๋ยวก็ได้รู้”

            “โว้ย! ผมไม่ตลกกับคุณนะ ปล่อยผมเดี๋ยวนี้”

            “ฉันก็ไม่ได้กำลังเล่นตลกให้นายดูซะหน่อยนี่”

            วาโยอยากจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายเสียตั้งแต่ตอนนั้น ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาคิดยังไงถึงได้ลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับคนหน้าด้านอยู่นานสองนาน เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล สุดท้ายจึงกลับมาทำตัวพยศเป็นม้าดีดกะโหลกใส่อี้เผิงอีกครั้ง ทั้งดิ้นเร่าทั้งหวีดร้อง ฮึดสู้ไม่หยุดจนในที่สุดมาเฟียหนุ่มก็ยอมอ่อนข้อให้ อีกฝ่ายวางตัวเขาลงบนพื้นดินที่ค่อนข้างเปียกแฉะ พอกวาดสายตามองไปรอบๆ จึงรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกลับมาอยู่ท้ายหมู่บ้านอีกครั้ง

            บ้านของจินไตยคือบ้านหลังแรกที่วาโยมองหา เมื่อพบว่ามันอยู่ไม่ไกลจากจุดที่อี้เผิงยอมปล่อยตัวเขาลงจึงรีบกระเสือกกระสนจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากที่นั่น วาโยทะลึ่งพรวดลุกขึ้นและตั้งหน้าตั้งตาออกวิ่งด้วยความเร็วสูง หากแต่คนที่ไม่ยอมให้เรื่องลงเอยง่ายๆ แบบนั้น ก็วิ่งตามมาติดๆ และในที่สุดฝีเท้าที่ยาวกว่าก็สามารถตามจับสายลมแสนปั่นป่วนราวพายุคลั่งเอาไว้ได้ทัน มาเฟียหนุ่มแค่นหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะเหวี่ยงร่างของวาโยให้นอนลงไปบนพื้นอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ไม่ได้ใจดีเหมือนคราวก่อน เพราะทันทีที่อดีตเมียรักทำท่าจะคลานหนี อี้เผิงก็รีบกดตัวลงไปตะครุบร่างขาวบางให้จมอยู่ในอ้อมแขนทันที

            “จะรีบไปไหนล่ะหืม”  

“อึกกก ปล่อย ผมเจ็บ”

สายตาคู่สวยสั่นระริกอย่างไม่อาจห้าม ยามร่างทั้งร่างถูกพลิกกลับให้หันมาเผชิญหน้ากับคนใจร้าย วาโยวิงวอนผู้ชายที่นอนคร่อมตัวเขาไว้ทั้งน้ำหูน้ำตา หากแต่เสียงเสื้อที่ขาดแควกเพราะแรงกระชากก็ทำเอาคนพยายามทำตัวเข้มแข็งถึงกับไปไม่เป็น หมดดุลและเสียศูนย์จนต้องพูดบางอย่างที่ค้างคาในใจมานานออกไป

“แค้นกันนักเหรอ เกลียดกันมากเลยใช่มั้ย”

“...”

 “ขอร้องล่ะ ถ้าไม่รักก็อย่ามาทำกับผมแบบนี้ เพราะนี่มันเป็นเรื่องของคนรักกัน คุณเองก็รู้ความหมายของมันดีใช่ไหม...ความหมายของคนที่เขารักกัน”

“ข้ออ้างทั้งเพ ทีเมื่อก่อนยังให้ฉันได้เลยนี่”

“...”

“ให้เอาทั้งที่ไม่ได้รักน่ะ จำได้มั้ย”

            คำพูดเชือดเฉือนใจเรียกให้ม่านตากลมกะพริบปริบ น้ำสีใสเกลือกกลิ้งลงมาอาบแก้มราวกับมีลูกแก้วเม็ดเล็กจำนวนมากไหลผ่าน วาโยตัวชาวาบมองหน้าอี้เผิงด้วยสายตาเจ็บปวดระคนตัดพ้อ  คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่แรงบีบบริเวณต้นแขนก็ทำเอาเจ็บหน่วงจนพูดอะไรไม่ออก

            “เมื่อกลางวันอยากยั่วให้ฉันหึงนักใช่มั้ย ตอนนี้ฉันก็กำลังจะแสดงให้นายเห็นไง ว่าตอนที่ฉันหึง ฉันรุนแรงแค่ไหน”

“อ้ะ! แต่ถ้าหมดรักผมแล้วจริงๆ ก็อย่าทำตัวเป็นหมาหวงก้างแบบนี้สิคุณ”

เสียงเว้าวอนพร่ำกระซิบเตือนสติพร้อมกับที่ฝ่ามือขาวคอยปัดป่ายมือใหญ่ของอี้เผิงซึ่งกำลังทำรุ่มร่ามกับเสื้อผ้าบนร่าง วาโยกลืนก้อนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเมื่อสัญชาตญาณดิบบอกล่วงหน้าว่าการร้องขอใช้ไม่ได้ผลในสถานการณ์แบบนี้ ความชิงชังของอี้เผิงที่มีให้เขานั้นมันทวีคูณจนสามารถส่งต่อได้ง่ายๆ ผ่านสายตา ถึงกระนั้นก็ยังกัดฟันสู้จนวินาทีสุดท้าย ยกมือสองข้างขึ้นตั้งชันอย่างพยายามดันร่างสูงใหญ่ที่นอนกดทับอยู่บนลำตัวให้ถอยห่าง ทว่าเสียงกระซิบตอบผะแผ่วก็ทำเอาคนตัวขาวถึงกับชะงักงัน

“ไม่”

“อะไรที่ว่าไม่”

...

“ไม่หมดรักหรือว่าไม่เคยรัก”

“ไม่...”

คำตอบรับเสียงเรียบทำให้หัวใจดวงน้อยของวาโยสั่น สายตาคู่สวยจดจ้องคาดคั้นเอาคำตอบจากอี้เผิงไม่วางตา หากแต่คำเฉลยที่ได้รับกลับทำให้คนรอฟังถึงกับจุกอก

ฆ่ากันให้ตายเถอะอี้เผิง

ฆ่ากันให้ตายยังดีเสียกว่าพูดคำคำนี้ออกมา

 

“ไม่...รัก”

 

 

 ...๑๐๐%...

#วาโยอี้เผิง

 

จริงๆ แล้วเราชอบไลลานะคะ อิอิ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว