ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 2 [Re-write]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2560 21:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 2 [Re-write]
แบบอักษร

 

2

 

             ถึงแม้ผมจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่สนใจข้อความที่ส่งมานับร้อยกว่าข้อความ แต่ไอ้คนข้างๆ ผมมันกำลังสน ไอ้เจทำตาสอดรู้ยื่นหน้ามาดู แต่ผมรีบยัดใส่กระเป๋าได้ทัน มันเลยเบ้ปากใส่

                “มีความลับกับพวกกูนะมึง ไอ้เชี่ยมู่” ไอ้เจพูดจบ คนอื่นเลยพลอยหันมาสนใจ

                “ความลับอะไรวะ” ไอ้มีนทำหน้าอยากรู้ขึ้นมาทันที

                “ไม่มีเว้ย อย่ามาใส่ร้ายกู” ผมรีบออกตัวครับ กลัวพวกนี้มันเค้นจนเจอ “ว่าแต่ พวกมึงเข้าห้องเชียร์กี่โมงวะ” ช่วงนี้พวกพี่ว๊ากเข้าห้องเชียร์แทบทุกวัน นั่นเพราะใกล้จะมีกีฬาของเด็กปีหนึ่ง ดังนั้นพี่ว๊ากมีหน้าที่คอยกระตุ้นให้ปีหนึ่งมีความตื่นตัว ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีโดยละม่อม

                “ปีสองนัดตอนเย็น เอ่อ ตอนเที่ยงมีคัดนักกีฬาด้วยนี่หว่า” อีแน่ว ผู้หญิง (แต่อยากเป็นผู้ชาย) หนึ่งเดียวของกลุ่มว่า ตามันก็คอยสังเกตสาวๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมา

                “กูต้องไปดูซะแล้ว” ผมยิ้มพรายออกมา เห็นผมตัวแห้งไม่บึกบึนแบบนี้ ตอนปีหนึ่งผมเป็นตัวทำประตูให้ฟุตบอลคณะเป็นแชมป์นะครับ ปีแรกด้วย กลายเป็นเดือนเด่นแซงหน้าไอ้เดือนมหาลัยที่ไปแข่งบาสแล้วแพ้ ตอนนั้นผมโคตรยืด ข่มไอ้เจไปหลายเดือน

                หลังจากเลิกเรียนช่วงเช้า ก่อนเที่ยงผมเดินตามหลังเฮดว๊ากไปที่ห้องรับลงทะเบียนแข่งกีฬาของคณะ ภายในห้องมีเด็กปีหนึ่งพอประมาณ เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวจนแสบแก้วหู แต่พอกลุ่มของผมก้าวขาเข้าไป เสียงที่ได้ยินก่อนจะถึงประตูก้เงียบสนิท บรรดาเด็กปีหนึ่งต่างก้มหน้าขยับไปยืนกองที่มุมห้อง

                พวกผมเดินไปดูรายชื่อนักกีฬาแต่ละประเภท ก็ถือว่าได้รับความสนใจจากเด็กปีหนึ่งเกือบทุกอย่าง โดยเฉพาะฟุตบอลที่มีคนสมัครเยอะกว่าปีก่อน ผมที่พลิกดูรายชื่อถึงกับยิ้มออกมา ต่างจากพวกที่ปั้นหน้านิ่ง พวกมันแค่ปรายตามองแล้วทำท่าไม่สบอารมณ์

                “คัดเมื่อไหร่” ไอ้เกมส์ถามปีสองที่รับลงทะเบียน

                “มะรืนครับ” น้องตอบออกมาด้วยใบหน้าเลิกลัก คงกลัวสายว๊ากจะพาลโมโห

                “เออ” ไม่มีการพูดคุยอะไรอีก ไอ้เจเดินนำกลุ่มออกไปด้านนอก จะมีแค่ผมที่ยังอยู่ ก็อยากเห็นหน้านักกีฬานี่หว่า

                ผมสะกิดไอ้จ๊อดที่คงมาดูตัวน้องๆ เหมือนกัน ไอ้นี่เคยเป็นกัปตันสมัยผมอยู่ปีหนึ่ง ฝีเท้ามันใช่ย่อย ไปสมัครเป็นนักกีฬาของมหาลัยมาแล้ว แต่ดันเมาเอารถล้มขาหัก เลยอดไปคัดตัวจริง

                “กูอยากเห็นน้องๆ ว่ะ” ผมว่า ไอ้จ๊อดมันก็พยักพเยิดหน้าไปทางกลุ่มเด็กที่จับกลุ่มอยู่ริมห้อง “กลุ่มนั้นเหรอวะ รูปร่างใช้ได้นี่หว่า” เด็กๆ ดูร่างกายบึกบึนสมส่วนใช้ได้ แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวคณะอื่นๆ แล้ว

                “มึงมาช่วยคัดด้วยสิ หัดทำอะไรเพื่อส่วนรวมบ้าง” โดนไอ้จ๊อดด่าแบบเชือดนิ่มๆ แต่วาจาเชือดเฉือน

                “ไอ้คนทำเพื่อส่วนรวม” แขวะมันไป ไอ้จ๊อดหัวเราะออกมาแล้วเดินไปหากลุ่มเด็กปีหนึ่ง ผมก็เดินตามมันไปเหมือนกัน อยากรู้จักนิดๆ

                ผมฟังไอ้จ๊อดทักทายน้องๆ มันเป็นพวกคนพูดจามีหลักการ ผมเคยบอกให้มันซิ่วไปเรียนพวกเกี่ยวกับวิชาการแต่มันบอกไม่ชอบ มันชอบกลิ่นดินกลิ่นหญ้า สงสัยชาติที่แล้วมันจะเป็นเกิดเป็นสัตว์ใหญ่

                กว่าจะฟังมันโม้เสร็จก็นานหลายนาที ผมเกือบหลับไปแล้วหลายรอบ เสียงพูดคุยค่อยๆ เงียบลงอีกแล้ว หันไปมองก็เจอไอ้เกมส์เดินเข้ามา มันเรียกผมด้วยสายตา คนอื่นอาจไม่เข้าใจ แต่ผมสนิทกับมันเลยรู้ มันกระพริบปริบๆ มองมา ผมก็รีบตบบ่าไอ้จ๊อดขี้โม้แล้วเดินไปหาเพื่อน

                “อะไรวะ” กระซิบถามเบาๆ

                “จะกินไหมข้าว” ตาโตให้กับคำถามที่ได้ยิน เพิ่งรู้ว่าพวกมันโคตรรักผม ถึงกับรอกินข้าวว่ะ

                เดินตามไอ้พี่ระเบียบออกมาด้านนอก พวกที่เดินออกมาก่อนนั่งตบหัวตบหางกันอยู่ พอเห็นผมเดินตามหลังมา มันก็แทบจะตะโกนด่า หากไม่มีเด็กปีหนึ่งอยู่แถวนี้ พวกมันต้องวางท่าให้น่าเกรงขาม

                ระหว่างทางที่จะไปกินข้าว เสียงริงโทนโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น เอาออกมาดู หน้าจอมีแต่เบอร์ไม่มีชื่อ ใครวะ จะไม่กดรับก็เผื่อเป็นคนรู้จัก

                “ฮัลโหล” รับแบบคนปกติสำหรับเบอร์ไม่คุ้นเคย

                (พี่ม่านใช่ไหมครับ) เสียงที่ได้ยินมันช่างคุ้นหู อีกทั้งยังรู้จักชื่อผมอีก หรือว่าจะเป็นรุ่นน้องของที่นี่วะ

                “ใครวะ”

                (เราเพิ่งเจอกันเมื่อวาน จำไม่ได้แล้วเหรอ) นึกอยู่นานว่าเจอใครเมื่อวาน เพราะผมเจอคนเยอะมากตอนมามหาลัย (ที่ไปดูหนังไง)

                “ดูหนัง?” เริ่มคุ้นๆ “อ๋อ ไอ้เด็กคนนั้น” นึกหน้ามันออกแล้วครับ ในสมองมัวแต่คิดเรื่องฟุตบอลจนลืมคนที่ทำให้ผมนอนเอาหมอนอุดหูทั้งคืน “มึงมีอะไรวะ”

                (ไม่มีอะไร แค่โทรมาถามว่าพี่กินข้าวหรือยัง) ปลายสายพูดติดขำนิดๆ จนผมขมวดคิ้ว

                “ยัง มีไรวะ” ถามย้ำไปหลายรอบแล้วเนี่ย ยังไม่รู้ว่ามันโทรมาทำไม

                (ก็เป็นห่วงไง กลัวพี่ยังไม่กินข้าว ผมเพิ่งกินข้าวขาหมูไปเมื่อกี้ อิ่มมากเลย) ไอ้เม่นลากเสียงซะยาว เอาซะอยากกินข้าวขาหมูตามเลย (ทำไมเงียบ อยากกินข้าวขาหมูเหมือนผมล่ะสิ แหม)

                “อย่ามามั่วไอ้ห่า” ด่ามันไป เพราะมันดันรู้ทันผมซะได้ “แค่นี้นะ กูกำลังจะไปกินข้าว”

                (เดี๋ยวๆ) กำลังจะกดวางแต่เสียงมันดันแหลมมาก่อน (พี่เลิกเรียนกี่โมง)

                “ถามทำไมวะ” ปากก็ตอบคนปลายสาย แต่หน้าก็พยักพเยิดให้เพื่อนที่ยืนเท้าเอวรอ

                (เปล๊า) ไอ้เม่นปฏิเสธเสียงสูง (พี่เรียนที่ตึกพี่หรือตึกไหน)

                “ถามทำไมวะ” ประโยคเดิมเด๊ะ คราวนี้ผมถูกเพื่อนลากแล้วครับ มือถือเกือบร่วง “ไอ้เชี่ยมีน กูเดินเอง” ตาขวางใส่เพื่อนตัวเอง วิญญาณพี่ว๊ากเข้าสิงหรือไง

                (พี่ทำอะไรน่ะ) น้ำเสียงมันดูตกใจ คงเพราะผมตวาดเพื่อนตัวเอง

                “เดินอยู่” ตอบไปตรงๆ ได้ยินเสียงขำลอดออกมา “มึงถามทำไม”

                (เปล๊า)

                “ไม่มีอะไรกูวางละนะ”

                (เดี๋ยวๆ พี่ยังไม่ได้ตอบเลยว่าเรียนตึกไหน)

                “ตึกคณะ แค่นี้นะ เพื่อนกูจะงับหัวกูแล้ว”

                หลังจากวางสาย ผมก็รีบวิ่งตามหลังเพื่อนที่มันรำคาญเลยเดินไปโรงอาหารก่อน วันนี้พวกมันเกิดอยากชิมร้านเปิดใหม่ที่โรงอาหารกลางที่เป็นแหล่งรวมนักศึกษาต่างคณะ อีกนัยหนึ่งคือเป็นที่ๆ ทั้งหนุ่มและสาวต่างมามองหาคนถูกใจ

                ร้านข้าวแกงราคาประหยัดแต่อร่อย ผมโคตรชอบเลย มันดีต่อเงินในกระเป๋า ระหว่างยืนรอเหลือบเห็นเพื่อนสนิทที่มันเลิกเรียนในสิ่งที่ใฝ่ฝันจะตามรอยของพ่อ และมันคงเห็นผมแล้วเลยเดินมาพร้อมรอยยิ้มเท่ของตัวเอง มันคงไม่สังเกตว่าสาวๆ ร้านข้างๆ จะงาบมันอยู่แล้ว

                “หล่อนะมึงไอ้อัธ” แกล้งแซวมันไป ไอ้นี่ก็ยิ้มๆ “เลี้ยงกูหน่อย”

                “เจอหน้ากูจะแดกฟรีตลอดไอ้ห่าม่าน” โดนมันโบกหัวไปที แต่มันก็ยอมเลี้ยง ไอ้อัธมันเรียนนิติศาสตร์ครับ อยากเป็นทนายเหมือนพ่อ แต่หน้าตาดีได้แม่ของมัน

                “เพื่อนมึงล่ะ” ปกติมันจะตัวติดกับเพื่อนอีกคนที่ชื่อดีฟ

                “นู้น อยากแดกข้าวขาหมู” ไอ้อัธชี้นิ้วไปที่ร้านข้าวขาหมู จะว่าไป ผมก็อยากกินนะ “ไปเที่ยวกับไปกลอยมาเหรอ” รีบหันหน้ามามอง ไอ้อัธหูตาไวจริงๆ สงสัยชาติที่แล้วเกิดเป็นสับปะรด

                “รู้ได้ไงวะ”

                “ไอ้กลอยมันอัพรูปไง ไม่น่าถาม”

                อยากด่ามันกลับไป แต่กลัวเจ็บตัว ผมยื่นมือไปรับจานข้าวตัวเองก่อนขยับออกมายืนรอผู้มีพระคุณที่เลี้ยงข้าวทุกครั้งที่เจอ เพื่อนผมช่างเป็นคนดีเหี้ยๆ

                “มึงนั่งไหนวะ” มองหาโต๊ะไอ้อัธครับ

                “นั่งกับพวกมึงนั่นแหละ”

                “อ่อ”

                เดินมาที่โต๊ะพร้อมเพื่อนสนิทที่คบมานาน ไอ้อัธมันเป็นคนมีโปรไฟล์ดี แต่ไม่อยากอวด เดี๋ยวมันจะเด่นกว่าผม มาถึงโต๊ะ เพื่อนต่างคณะอีกคนก็นั่งอยู่ก่อนแล้ว แถมยังคุยออกรสอยู่กับเพื่อนผม สงสัยพวกไอ้เจจะลืมคีฟลุคเก๊กเป็นพี่ว๊าก เพราะมันหลุดอ้าปากหัวเราะจนเห็นลิ้นไก่

                “ไข่ลูกเขย” ผมกำลังจะใช้ช้อนจิ้มไข่ลูกเขย แต่ไอ้ดีฟ เพื่อนคณะนิติศาสตร์ดันจับมือผมแล้วทำตาวาว “แลกกันเถอะเพื่อนม่าน”

                “หา?” งงสิครับ อยู่ๆ มันก็มาขอเปลี่ยนจาน

                “กูเพิ่งนึกออกว่าอยากกินไข่ลูกเขย แลกกันเถอะ” ไอ้ดีฟทำตาละห้อยจ้องไข่ลูกเขยในจานผม พอขยับ มันก็มองตาม

                “เออๆ เห็นมึงอยากกินหรอกนะ” ตลกดีเหมือนกัน

                พอสลับจานกันปุ๊บ ไอ้ดีฟก็กินข้าวอย่างอร่อย ปล่อยให้คนมองส่ายหน้าระอาไป ผมขำนิดๆ ก่อนเขี่ยข้าวขาหมู เดี๋ยวนะ นี่ผมกินแบบไอ้เม่นหรือเนี่ย

                “เป็นไรวะ” ไอ้อัธถาม คงเห็นผมเขี่ยไม่ยอมกินสักที

                “เปล่า” ตอบเสร็จก็ตักไข่ต้นครึ่งซีกเข้าปาก

                “ติดคอกูจะหัวเราะให้” ไม่สนเพื่อนจะพูดอะไร ตอนนี้กินอย่างเดียว เดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน

                ทั้งโต๊ะกินไป คุยไป คนพูดมากอย่างไอ้ดีฟก็ชวนคุยไปเรื่อย มันก็รู้ว่าทั้งโต๊ะเนี่ย เป็นพี่ว๊าก แถวนี้มีเด็กคณะผมเดินประปรายจะปล่อยภาพหลุดไม่ได้ ผมเห็นไอ้มีนกลั้นยิ้มจนหน้าแดงไปหมด ไอ้เกมส์พยายามมองทางอื่น อีแน่วก็เอาแต่ก้มหน้าจิ้มโทรศัพท์ แต่ไอ้ที่เผลอคงจะเป็นเฮดว๊ากที่แสนดุอย่างไอ้เจ ที่มันฟังเรื่องขี้ขึ้น (อาการของคนไม่ได้ถ่ายอุจจาระนานแล้วลมตีขึ้นจะเป็นลม) ของไอ้ดีฟแล้วหัวเราะจนข้าวมันไก่พุ่งออกมาเต็มโต๊ะ

                “ไอ้เหี้ย” คนเล่ามันด่าครับ เพราะข้าวที่พุ่งออกจากปากไปอยู่ในจานข้าวไข่ลูกเขยด้วย โคตรสมน้ำหน้า เล่าไม่ดูเวลา

                “แค่กๆ มึงทำตัวมึงเอง” ไอ้เจก็ดื่มน้ำจนเกือบหมดขวด คงสำลักหนักเอาการ

                “หมดกันข้าวกู”

               

 

...........................................................

 

 

 

                มื้อกลางวันจบลงพวกเราก็แยกย้ายกลับคณะ ผมเดินตามเพื่อนตัวเองเข้าตึก วันนี้เหลืออีกวิชาเดียวก็จะได้กลับ ทำไมรู้สึกเหนื่อย อยากนอนจริงๆ ระหว่างที่ผมหลับตาอ้าปากหาว ลืมตาขึ้นเจอคนที่ไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ยิ้มแป้นแล้นขวางหน้า ผมได้แต่กระพริบตาปริบๆ มอง

                “มึง...” ยังคิดหาคำพูดไม่ออก

                “พี่เรียนเสร็จแล้วเหรอ” ไอ้เม่นถาม ปากก็ฉีกยิ้มจนแทบถึงใบหู

                “ยังโว้ย มึงมาทำไมเนี่ย กูตกใจสัด” ตกใจจริงๆ นะครับ อยู่ๆ มันก็โผล่มา

                “ผมจะมารับไง ทำหน้าที่แฟนที่ดี”

                “ห๊ะ”

                ตกใจสะดุ้งประหนึ่งเหยียบขี้หมา ผมเบิกตาโตมองไอ้คนขี้ตู่ว่าผมเป็นแฟน มันทำหน้าลอยไปลอยมาไม่สนใจเพื่อนผมที่ยืนทำหน้าเป็นหมาสงสัยอยู่ด้านหลัง

                “ตกใจอะไร เราตกลงกันแล้วนี่”

                “กูไปตกลงตอนไหน” รีบเถียง

                “ตอนนั้นนั่นแหละ ไม่รู้ พี่ตกลงแล้ว” เอ๊ะ...ไอ้นี่

                “อย่ามามั่วไอ้น้อง กลับมหาลัยมึงซะ กูรุ่นพี่ ไม่ใช่เพื่อนเล่น” เริ่มโมโหนิดๆ กับการถูกปีนเกลียว รุ่นน้องมันนิสัยคล้ายรุ่นพี่มันเลยว่ะ การพูดไม่รู้เนี่ย

                “ผมไม่ได้คิดว่าพี่เป็นเพื่อนสักหน่อย”

                “ไอ้เม่น” เผลอตะคอกใส่อารมณ์ไป “กูไม่สนุกนะเว้ย มึงต้องการอะไรวะเอาจริงๆ”

                “ผมจะจีบพี่” น้ำเสียงกับใบหน้านิ่งไม่เหลือเค้าคนขี้เล่นอย่างตอนแรกที่เจอ “ผมพูดจริงๆ”

                “มึง...” ไปไม่เป็นเลยจริงๆ เจอพวกที่แกล้งเข้ามาสารภาพบ่อยจนชิน แต่ทำไมตอนนี้ถึงพูดอะไรไม่ออก “มึง...พูดอีกที กูน่าจะหูเพี้ยนว่ะ” พยายามยกมือแคะหู

                “ผมบอกว่า ผมจะจีบพี่ครับ” คราวนี้มาเน้น ชัด ทุกคำ คล้ายกับมีเสียงวิ้งในหูจนสมองเบลอ

                “มึงล้อกูเล่นอยู่แน่ ซึ่งกูไม่ตลก กลับไปคิดดูดีๆ ว่ามึงต้องการอะไรกันแน่” พูดจบผมก็เดินหนี พยายามไม่มองหน้าเพื่อนตัวเองที่ยืนทำตาโตให้ภาพที่ได้เห็นและคำพูดที่ได้ยิน ผมรู้ว่าพวกมันมีคำถามมากมาย แต่ผมก็ไม่รู้จะตอบอะไร ดังนั้นตอนนี้ขอไปนั่งเรียบเรียงคำพูดก่อน

                ช่วงเวลาที่เรียน ผมแสร้งเป็นตั้งใจเรียน ไม่สนแรงดึงจากไอ้เจหรืออีแน่ว พวกมันอยากรู้ตามสันดาร ผมเมินเพื่อนตัวเองได้แค่ช่วงที่เรียน แต่พอหมดคาบปุ๊บ ก็ถูกกักบริเวณปั๊บ ตอนนี้ผมกำลังถูกพี่ว๊ากล้อมกดดัน

                “ไอ้เชี่ยมู่ อธิบายมา” น้ำเสียงนิ่งแต่กดดันของเฮดว๊าก ผมรู้ดีว่าทำไมไอ้เจถึงถูกโหวตได้ตำแหน่ง มันหน้านิ่งแต่โคตรอึดอัด

                “อธิบายอะไร” ตอบแบบเรียบๆ แต่ดูพวกมันจะไม่พอใจ

                “อย่ามาสตอ” ถูกผู้หญิงหนึ่งเดียวของกลุ่มตวาดจนตกใจ

                “กูไม่ชอบกินสตอ”

                “ต้องตลกไหม”

                ทำยังไงดี ผมถูกพวกมันรุม พยายามก้มหน้าก้มตาแต่ก็ถูกตบหัว

                “กูก็ไม่รู้โว้ย” ผมตะโกนออกมา

                “ไม่รู้ได้ไง ไอ้เด็กนั่นมันเดินมาตะโกนปาวๆ ว่าจะจีบมึง” ไอ้เกมส์ว่า นิ้วชี้มันจิ้วหน้าผากผมอยู่หลายรอบ “บอกกูมา ตั้งแต่เริ่ม ทำไมพวกกูไม่เคยเห็น เคยเจอวะ”

                “มึงก็รู้ว่ากูต้องอัพเดตข้อมูลทุกๆ วินาที แต่มึงทำให้กูกลายเป็นพวกตกข่าว กูเสียใจมึงรู้ไหม” เหล่ตามองไอ้มีนที่ดราม่ายกมือกุมหน้าแสร้งเสียใจ โคตรตอแหลว่ะ

                “มึงเจอไอ้เด็กหล่อนั่นที่ไหน” ละสายตาจากเพื่อนสายดราม่ามามองหน้าคนที่ออกปากชมไอ้เม่นว่าหล่อ นี่ทอมชมผู้ชายว่าหล่อด้วย ตั้งแต่คบมันมา ไอ้เม่นเป็นผู้ชายท็อปเทนเลยนะครับที่ถูกอีแน่วชมว่าหล่อ

                “มันเป็นรุ่นน้องของเพื่อนกู” มันไม่ใช่เรื่องน่าปกปิดเพื่อนอยู่แล้ว

                “เพื่อนมึง? คนไหนวะ” ไอ้เจทำคิ้วขมวด “อย่าบอกว่าไอ้กลอยเกรียน” รีบพยักหน้า

                “ไอ้เด็กนั่นมันจีบไอ้กลอย” ผมบอกตามเรื่องจริง

                “ฉิบหาย แล้วมายุ่งกับมึงทำไมวะ” ไอ้เกมส์ตีหน้ายุ่งจ้องหน้าผมอย่างสงสัย

                “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน” เพราะถ้ารู้ผมคงไม่มานั่งปวดหัวแบบนี้หรอก

                “ถามสิวะ ปากมึงก็มี” ระหว่างที่เงียบกันมาหลายนาที อีแน่วก็โพล่งออกมา

                เออว่ะ ทำไมผมโง่วะ

                กำลังนั่งหาคำถามอยู่ในหัว คอเสื้อผมถูกไอ้พวกเพื่อนชั่วหิ้วให้เดิน เดี๋ยวๆ พวกมันลืมไปหรือเปล่า ว่าเจอไอ้เม่นเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว ตอนนี้มันก็กลับไปแล้วสิคงไม่อยู่...รอ

                “พี่ม่าน” เสียงทักทายอย่างสดใสกับรอยยิ้มแป้นแล้นคือภาพแรกที่เห็นหลังจากลงจากตึก นี่มันยังไม่กลับเหรอวะ สองชั่วโมงเลยนะเฮ้ย

                “มึง...มานั่งอะไรตรงนี้” ตกใจแทบหาเสียงตัวเองไม่เจอ

                “รอพี่ไง”

                “รอกู?”

                “อืม ก็เราจะไปกินข้าวกันไง พี่ไม่มีเรียนแล้วใช่ป่ะ”

                “ห๊ะ” ผมยังไม่ทันได้ตอบ ไอ้เม่นยื่นมือมาดึงแขนผมเฉย ยังดีที่ได้ไอ้เกมส์ดึงแขนอีกข้างไว้ทัน และตอนนี้พวกมันก็จ้องหน้ากันอยู่ ถ้าขู่แยกเขี้ยวด้วยนี่ใช่เลย...

                “ปล่อย” เสียงไอ้เกมส์โคตรนิ่ง

                “พี่นั่นแหละที่ต้องปล่อย” ไอ้เม่นก็นิ่งไม่ต่างกัน

                “นี่เพื่อนกู” เสียงเย็นได้อีก

                “นี่ก็...” เอาแล้ว ไอ้เม่นหาคำพูดไม่ได้ สีหน้ามันดูสับสน “ก็...แฟนในอนาคตของผม”

                “เชี่ย” เสียงสบถออกมาแทบจะพร้อมกันของผมและผองเพื่อน “มึงกินยาลืมเขย่าขวดเหรอวะ หรือเสียใจจากไอ้กลอยจนเพี้ยน”

                “ผมคิดดีแล้ว และผมก็ไม่ได้เสียใจที่พี่กลอยไม่รับรักผม” ไอ้เม่นพูดเสียงดังฟังชัดจนผมต้องหันซ้ายมองขวา ใต้ตึกตอนนี้มีนักศึกษาหลายชั้นปี แถมยังสนใจกลุ่มผมอีกต่างหาก “แต่เรื่องที่บอกว่าเพี้ยน ผมคงเพี้ยนจริง เพี้ยนใจมารักพี่ไง”

                ...เงียบ

                หลังจากไอ้เม่นพูดจบผมกับเพื่อนต่างก็นิ่งมองหน้ามัน ไม่ได้ซึ้งแต่กำลังสงสัยว่ามันพูดอะไร

                “เพี้ยนใจเหี้ยอะไรวะ” ไอ้มีนที่สติกลับคืนก่อนใครเพื่อนถาม

                “พี่ไม่เข้าใจภาษาวัยรุ่นเหรอ เพี้ยนใจมารัก ก็ผันมากจาก เปลี่ยนใจมารักไง” ไอ้เม่นชูนิ้วโป้ง นิ้วชี้และนิ้วก้อยเป็นสัญลักษณ์ชูมาตรงหน้าผม

                “เสี่ยวเหี้ย” สี่เสียงพูดออกมาพร้อมกัน ซึ่งผมรีบพยักหน้าเห็นด้วย ดูคนเสี่ยวจะพอใจกับสิ่งที่พูดออกมา ไอ้เม่นฉีกยิ้มจนตาหยีไม่กระดากปากที่พูดแบบนั้นออกมา

                อาศัยจังหวะที่ไอ้เม่นมัวแต่ชื่นชมคำพูดตัวเองรีบเดินหนี กว่ามันจะรู้สึกตัวก็ตอนที่ไอ้มีนสะกิด ผมหันไปมองเห็นมันทำหน้าเหลอหลาก่อนจะรีบวิ่งตามผม

                “พี่ม่าน รอผมด้วย”

                “ไม่รอเว้ย” เร่งซอยเท้ายิกๆ จะวิ่งก็เดี๋ยวว่าป๊อด

                “พี่ ระวังหลุมนะ” ไอ้เม่นที่สาวเท้ายาวๆ มาจนเกือบจะถึงตะโกน เด็กปีสองที่นั่งอยู่แถวนั้นถึงกับหันมามอง

                “หลุมเชี่ยอะไร อย่ามาหลอกกูซะให้ยาก” ตะโกนตอบไป ขาก็ยังเร่งเดินอยู่ ทำไมไอ้เม่นขามันยาววะ อ่อ มันสูงนี่เอง

                “ไม่ได้หลอก นั่นหลุม”

                “เชี่ย” แล้วผมก็บ้าจี้กระโดดเฉย เอาซะอยากหัวเราะตัวเอง “มึงหลอกกู”

                “ไม่ได้หลอกจริงๆ นะ” ผมหยุดเดินแล้วครับ ไอ้เม่นเลยมายืนตรงหน้า เราต่างคนต่างหอบเพราะระยะทางที่เดินมามันไกลพอสมควร

                “แล้วไหนหลุมของมึงวะ” ขึ้นเสียงนิดๆ โมโหครับ

                “เต็มไปหมด นั่นก็ใช่ นี่ด้วย นู้นด้วย” ไอ้เม่นชี้ไปทั่ว มั่วไปหมดหลุมของมัน ผมกระพริบตาปริบๆ ไม่เห็นมีหลุมสักกะหลุม หรือสายตามันสั้นวะ “พี่มองไม่เห็นแบบนี้ เสี่ยงจริงๆ ด้วย”

                “เสี่ยงอะไร”

                “เสี่ยงที่จะเดินตกหลุมรักของผมไงล่ะ” ใครก็ได้ ขอกระโถนให้ไอ้ม่านหน่อย ผมจะอ้วก ผมส่ายหน้ารับไม่ได้แล้วออกเดินต่อ “พี่ ระวังหลุมรักของผม นั่นๆ จะเหยียบแล้ว ตกแล้วผมไม่ให้ขึ้นนะ”

                “ขอร้องอย่าเสี่ยว กูจะอ้วก”

                ผมตะโกนด่า แต่มันกลับยิ้มแถมยังเดินตามตูดผมต้อยๆ อย่างกับลูกเป็ด นี่ผมต้องทนเด็กเสี่ยวตามตูดแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่

                “พี่ออกเสียงดีๆ นะ เดี๋ยวจะกำกวน”

 

                “ไอ้...” กว่าจะนึกออกว่าเพราะอะไรถึงกำกวม ไอ้เม่นก็เดินนำหน้าผมไปแล้ว ไอ้เชี่ย กูพูดถูกเสมอ ไม่มีทางเผลอลืมไม้เอกหรอก ไอ้เสี่ยวเอ้ย

ความคิดเห็น