กรงร้ายจำนนรัก
บทนำ ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทนำ ตอนที่ 1

“ฉันสนใจพริตตี้คนนั้น!” 

ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังร่างผอมบางสวมชุดรัดรูปสีครีมทองกลืนไปกับผิวกายขาวผ่องยืนโพสท่า ฉีกยิ้มกว้างกระจ่างใสเต็มใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ ผมสีน้ำตาลมอคค่าถูกรวบตึงไปไว้ด้านหลัง เปิดเปลือยใบหน้าสวยและลำคอระหงรับกับเนินอกเต่งตูมที่โผล่พ้นชายเกาะอกมาวับแวมน่ามอง เธอยืนเคียงข้างรถยนต์ Mercedes Benz สีขาวมุกราคากว่าสิบล้านบาทท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องอย่างสนใจ หญิงสาวหุบยิ้มลงเล็กน้อยเมื่อประสานกับสายตาของบางคนที่มองตาเป็นมันราวกับต้องการกลืนกินเธอไปทั้งตัวมากกว่าจะสนใจรถยนต์ 

“คนไหนครับท่านประธาน ใช่น้องที่ยืนข้างรถสีดำไหมครับ คนนี้ผมว่าเด็ดสุด สวย เฉี่ยว ขาเรียวขาว ใช่...” 

“ไม่ใช่! คนที่ยืนข้างรถสีขาวนั่นต่างหาก” 

“คนตัวเล็กๆ น่ะหรือครับ” นิธิเอ่ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจ สีหน้าเปลี่ยนเมื่อเรดาร์เอาใจนายเสียไป ปกติท่านประธานของเขาสนใจเฉพาะตัว 

ท็อปเท่านั้น ส่วนแม่พริตตี้คนที่ว่าดูยังไงๆ ก็ปลายแถว แม้จะสวยโดดเด่น ทว่าไซซ์หน้าอก ความสูง ความเพอร์เฟกต์ต่างๆ นานา เทียบไม่ติดกับสาวที่ยืนข้างๆ เลยแม้แต่น้อย 

“ใช่” เขาตอบขณะสายตายังจับจ้องพริตตี้สาวที่ยิ้มแหยๆ สายตาล่อกแล่กไปมาดูไม่มั่นใจในท่วงท่าและรอยยิ้มของตัวเอง ทั้งยังตื่นกลัวกับสายตาหื่นกระหายของพวกผู้ชายในงานอีกด้วย แต่ใครจะรู้ว่าดวงตา 

ตื่นตระหนกแบบนั้นปลุกพลังบางอย่างในกายเขาอย่างมหาศาล 

ไม่มีใครเหมือนเธอ... 

“ได้เลยครับท่านประธาน เชิญชมรถตามสบาย ส่วนเรื่องนี้...ผมจัดการเองครับ” 

“เร็วที่สุดนะนิธิ” 

เลขานุการหนุ่มส่งเสียงหูยในลำคอ ก่อนจะมองตามแผ่นหลังกว้างในชุดสูทสีดำสนิทเนื้อดีไป แค่ด้านหลัง...ท่านประธานของนิธิก็ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว 

  

บัวบูชาอยากจะถอนหายใจสักพันครั้งให้สมกับความโล่งอกที่งานแรกจบลงด้วยดี 

เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนรัดรูปเตรียมกลับบ้าน ร่างเพรียวทรุดกายลงนั่งหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้งขณะรอเพื่อน ดวงตาคู่ใสมองใบหน้าของตัวเองที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางจัดเต็ม ริมฝีปากที่ปกติแทบจะไม่เคยได้สัมผัสลิปสติก ตอนนี้ก็ยังเป็นสีชมพูกลีบบัวโดดเด่น ทุกอย่างในงานวันนี้ดูไม่ใช่บัวบูชาเลยสักนิด 

เป็นครั้งแรกของเธอกับงานพริตตี้ เพิ่งรู้ซึ้งว่าการที่ต้องยืนเป็นเป้าสายตาให้ผู้ชายจับจ้องมันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไปทั้งกาย ใบหน้าร้อนฉ่าในบางครั้งที่ถูกจับจ้องหน้าอกตรงๆ แม้จะไม่ได้แต่งตัวโป๊อะไรมากมายด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นอาชีพนี้ก็ไม่มีสิทธิ์ไปตำหนิติเตียนใครได้ตราบใดที่ผู้ชายพวกนั้นไม่ได้มาแตะต้องเนื้อตัวหญิงสาวคิดแล้วก็บอกกับตัวเองว่าหากไม่จำเป็นเธอคงไม่ทำอีก แต่ความจำเป็นนั้นทำให้เธอต้องมายืนงานมอเตอร์โชว์อีกหลายวันจนจบงาน 

“หนูบัว” 

“อ้าว! เจ้พอลลี่” หญิงสาวผินหน้าไปหา ส่งยิ้มให้บางๆ กับเจ้โมเดลิ่ง 

พริตตี้ที่เธอสังกัด พอลลี่คือสาวสวยวัยสี่สิบปีที่ใจดีที่สุดในโลกเพราะยอมให้พริตตี้ไร้ประสบการณ์อย่างเธอมายืนงานมอเตอร์โชว์ในครั้งนี้ 

“เป็นไงบ้าง พอทำได้ไหม” พอลลี่เอ่ยถามเสียงใจดีพลางวางมือลงบนไหล่ 

“บัวทำได้ค่ะ แต่ถ้าเจ้เห็นว่ายังไม่ดีพอบอกบัวได้เลยนะคะ” บัวบูชา 

นอบน้อม ก่อนจะพนมมือไหว้หญิงวัยกลางคน “ขอบคุณเจ้พอลลี่มากนะคะที่ช่วยเหลือบัว” 

บัวบูชาเข้าใจว่าเจ้พอลลี่มาทักทายเฉยๆ แต่หญิงวัยกลางคนกลับนั่งลงข้างเธอทั้งยังเอื้อมมาจับไม้จับมือ ท่าทางเหมือนมีเรื่องสำคัญ 

“บัวทำได้ดีแล้วแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเสี่ยมาสนใจหรอก” 

“อะไรนะคะ!” 

“นี่เจ้ก็รอให้นังตัวอื่นๆ กลับไปก่อนถึงเข้ามาพูดกับหนูบัวนะ” เจ้ยิ้มปลื้ม ก่อนว่าต่อ “เจ้มองคนไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกหนูมายืนทั้งๆ ที่ไม่เคยผ่านงานมาก่อนเลย แหม...ยืนงานแรกก็ตกเสี่ยได้เลย ไม่ธรรมดานะเนี่ย” 

“ตกเสี่ย...หมายความว่ายังไงคะ” 

“แหม! ทำเป็นไม่เข้าใจไปได้น่าหนู” พอลลี่เอื้อมมือมาหยิกแก้มเอ็นดู ก่อนว่าต่อ “ที่ว่าไม่ธรรมดาเพราะไม่ใช่เสี่ยแก่ๆ อ้วนพุงพลุ้ยอย่างที่ 

นังพวกนั้นมันได้กันไป ของหนูบัวได้งานดี งานอลัง เกรดพรีเมียมเลยแหละหนูเอ๊ย!” 

“ดะ...เดี๋ยวนะคะเจ้” บัวบูชายกมือห้ามคำพูดต่อไปเพราะเริ่มเข้าใจสิ่งที่พอลลี่ต้องการบอก เธอจึงเอ่ยอย่างอดทน “บัวไม่ได้ขายนะคะ” 

“ไม่ขาย!” 

“ใช่ค่ะ บัวไม่ขาย” เธอยืนยัน 

“อ้าว! เจ้เห็นว่าหนูลำบากมาก็นึกว่าจะ...หารายได้พิเศษด้วย” พอลลี่เอ่ยอย่างแสนเสียดาย ก่อนว่าต่อ “อีกอย่างเจ้เห็นว่าหนูบัวเป็นเพื่อน 

ฮันนี่ก็นึกว่าจะรับงานแบบนี้ด้วยเหมือนกัน” 

“อะไรนะคะ ฮันนี่ก็...ขายหรือคะ” 

“ใช่ ทำมาตั้งนานแล้ว” 

หัวใจหล่นวูบ หากยืนอยู่คงเข่าอ่อนเมื่อรู้ความจริงว่าเพื่อนรักที่แสนดีกลับทำอาชีพนี้ ดวงตากลมโตมีน้ำใสเอ่อคลอ เธอกะพริบถี่ๆ พยายามเข้มแข็งกับสิ่งที่ต้องเผชิญ 

“เจ้พอลลี่ยังไม่ได้ตกลงอะไรกับทางโน้นเรื่องบัวใช่ไหมคะ” 

“เอ่อ...ก็เรียกไปสูงพอสมควรเพราะบัวเด็กใหม่ยังไงก็ต้องได้ราคาสูง แต่เจ้ไม่รู้นึกว่าหนูบัวรับ...ไม่เป็นไร เดี๋ยวเจ้จะโทรไปบอกเลขาฯ คุณเกื้อว่าบัวไม่รับเนอะ” 

“โทรเลยได้ไหมคะ” บัวบูชาไม่ค่อยไว้วางใจ 

“ได้สิหนูบัว เดี๋ยวเจ้โทรเลยนะ” 

เจ้พอลลี่กดเบอร์ยุกยิกครู่หนึ่งก็แนบโทรศัพท์ข้างหู รอฟังเสียงสัญญาณอยู่นานท่ามกลางดวงตาใสแป๋วที่ลุ้นรออยู่ข้างๆ สุดท้ายก็ลดมือลงมาแล้วกดวางสายเสียเอง 

“เลขาฯ คุณเกื้อไม่รับสาย เอาไว้เจ้จะปฏิเสธให้นะไม่ต้องห่วง  

นังตัวอื่นๆ รอเสียบอยู่เพียบเดี๋ยวเจ้จัดการให้จ้ะหนูบัว” 

“ถ้าบัวจะอยู่ในวงการนี้โดยทำงานพริตตี้อย่างเดียวจะเป็นไปได้ไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงไม่มั่นใจ ดูเหมือนว่าจะมีพวกเสี่ยมาคอยมองหาสาวๆ ไปปรนเปรออยู่ทุกงาน แค่งานแรกเธอก็เจอเสียแล้ว ไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้ให้เหนื่อยใจจึงตัดไฟแต่ต้นลม 

“ได้สิไม่มีปัญหาหรอก ตอนแรกเจ้ไม่รู้ไงนึกว่ารับก็อุตส่าห์ช่วยโก่งค่าตัวไปสูงเลย เสียดายเหมือนกัน” พอลลี่นิ่งไปพักหนึ่งแล้วก็ยิ้มใจดี “แต่ไม่ต้องห่วง เจ้รู้แล้วว่าหนูบัวไม่รับ เจ้ก็จะปฏิเสธให้เวลามีคนมาติดต่อ” 

“ขอบคุณมากนะคะ” บัวบูชาพนมมือไหว้อีกครั้ง ก่อนเอ่ยถามอย่างอดสนใจไม่ได้ “ว่าแต่ผู้ชายคนนั้นเขาคือใครหรือคะ” 

เจ้พอลลี่ซู้ดปากราวกับกินของเผ็ด ก่อนจะเอ่ยเสียงปลาบปลื้ม 

“คุณเกื้อคุณ พิทักษ์ภากุล ประธานบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ไงล่ะจ๊ะ” 

  

ร่างเพรียวบางเดินทอดน่องอยู่บนฟุตพาท ริมฝีปากอิ่มงามอ้ากัดลูกชิ้นเสียบไม้ก่อนจะเคี้ยวหนุบหนับๆ อย่างเอร็ดอร่อย ไม่ได้ให้ความสนใจว่าคนที่เดินเคียงข้างกันจะหันมามองเธอด้วยสายตาอย่างไร จนสุดท้ายอีกฝ่ายก็อึดอัดจนต้องพูดออกมา 

“แกจะไม่ด่าฉันสักคำเหรอวะบัว” 

“กินไหม อร่อยนะ” นอกจากจะไม่ตอบ บัวบูชายังส่งลูกชิ้นไม้ละห้าบาทให้เพื่อนสาว รอยยิ้มกระจ่างปรากฏบนใบหน้าหวานละมุน แต่อีกคนกลับมีสีหน้าตึงเครียดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอจึงดึงไม้ลูกชิ้นกลับมาส่งเข้าปากตัวเองทีละลูก 

“ฉันหมายถึงเรื่องนั้น” มธุรสเอ่ยเสียงซีเรียส 

บัวบูชาหยุดเดินแล้วตัดสินใจอิงกายกับราวสะพานเล็กๆ ดวงตาคู่ใสมองรถยนต์สาดไฟแล่นผ่านไปผ่านมาภายในซอยที่พักของเธอกับมธุรส คอนโดที่เธออาศัยอยู่นั้น แน่นอนว่าผู้มีอุปการะให้เธอพักอาศัย แต่สำหรับมธุรสกลับมีเงินจ่ายค่าเช่าเรือนหมื่นทั้งๆ ที่ไม่ได้มีใครส่งเสีย ทั้งยังต้องส่งเงินให้ที่บ้านอีกด้วย เธอเคยสงสัย แต่ก็คิดว่างานพริตตี้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ถึงได้ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเมื่อถึงคราวตัวเองอับจนบ้าง ไม่นึกเลยว่า...เพื่อนจะยึดอาชีพอื่นมานานแล้ว 

ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น