#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๒๑ :: ภูสอยดาว [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๒๑ :: ภูสอยดาว [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.1k

ความคิดเห็น : 130

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ย. 2559 13:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๒๑ :: ภูสอยดาว [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๒ ...

 

 

ภูสอยดาว

 

 

 

  

            “คุณวาโยคร้าบบบ”

            “...”

            “ข้าวต้มมัดร้อนๆ มาแล้วครับ นี่คุณยายชื่อแฉล้มที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลยนะเนี่ย”

            นที กุสุมานนท์ คุณหมอฝึกงานในความดูแลของคุณหมอปั้นสิบ สหัสเดชะ อีกที เดินยิ้มเผล่มาแต่ไกลพร้อมข้าวต้มมัดสี่ห่อในมือ เพราะยามนี้ท้องฟ้าสีครามดูมืดครึ้มราวกับจะเป็นใจ นทีจึงเลือกเดินเข้ามาหาวาโยที่เอาแต่นั่งเหม่ออยู่ในแคร่ไม้ใกล้โรงหมอมาตั้งแต่เมื่อวันที่อีกฝ่ายเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว

            หมู่บ้านภูสอยดาวคือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ถัดไปไม่ไกลจากไร่อัศวภูเบศวร์เท่าไรนัก ทว่าถึงจะเปรียบคล้ายบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ความเจริญก้าวหน้ากลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะถูกจำกัดให้เข้าถึงเฉพาะสถานที่ที่จำเป็นเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือโรงหมอที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบริการประชาชนบางกลุ่มซึ่งไม่สะดวกเดินทางไปรักษาอาการเจ็บป่วยไกลถึงในตัวเมือง

            โรงหมอ หรือบ้านพักชั่วคราวของคุณหมอปั้นสิบ คือแหล่งชุมนุมขนาดย่อมของบรรดาเด็กๆ ภายในหมู่บ้าน ที่นี่มีวิทยุเครื่องขนาดกลางเป็นตัวเชื่อมสื่อสารพอให้รับรู้ความเคลื่อนไหวจากโลกภายนอก แต่ถ้าบางเวลานึกอยากฟังเพลงหรือฟังบทละคร ก็ต้องลงทุนยอมเสี่ยงหมุนหาคลื่นตัวใหม่ เพราะตัวที่ปั้นสิบตั้งค่าไว้เป็นคลื่นที่ใช้รองรับข่าวสารบ้านเมืองโดยเฉพาะ

            “คุณวาโยคิดเรื่องอะไรอยู่เหรอครับ”

            “...”

            “ไม่ต้องตอบผมก็ได้นะครับ แค่กินข้าวต้มมัดให้หมดห่อก็พอ เดี๋ยวคุณยายคนสวยจะเสียน้ำใจเอา”

            นทียิ้มหล่อก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงข้างคนพูดน้อยที่จนถึงป่านนี้ก็ยังเอาแต่อมพะนำเงียบ ถ้าไม่ติดว่าเคยได้ยินอีกฝ่ายสนทนากับหมอปั้นสิบกับสองหูตัวเองละก็ ป่านนี้นทีคงคิดอกุศลไปว่าอีกฝ่ายพิการหูหนวกเป็นใบ้ไปแล้ว

จู่ๆ ผู้ชายตัวขาวเจ้าของใบหน้าเย่อหยิ่งแลดูไม่เป็นมิตรถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อสองคืนก่อน ทุกอย่างมันดูฉุกละหุกไปหมดจนนทีเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นอะไร แต่เพราะหมอปั้นสิบซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าและคนที่คอยควบคุมการทำงานของเขาในคนเดียวกัน กำชับสั่งมาว่าให้ตามประกบติดอีกฝ่ายไว้ทุกฝีก้าว ถึงแม้จะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้มากมายนัก แต่สุดท้ายนทีก็จำต้องยอมสละเวลางานส่วนหนึ่งที่จะได้เรียนรู้จากปั้นสิบมาตามติดคนช่างเงียบทั้งที่ไม่ได้อยากทำสักเท่าไร

            “ขอโทษนะครับ”

            “หือ ขอโทษ? ขอโทษเรื่องอะไรครับ”

            “ตอนนี้ผมยังกินอะไรไม่ลง”

            ข้าวต้มมัดห่อที่เพิ่งยัดใส่มือให้คนตรงหน้าไป ถูกวางทิ้งลงบนแคร่อย่างไร้ซึ่งเยื่อใย นทีขมวดคิ้วงุนงงก่อนจะกัดข้าวต้มมัดในมือที่เพิ่งแกะห่อใบตองออกเมื่อครู่กินทีละคำ พอเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วรู้สึกว่าอร่อยจนอยากให้คนข้างๆ ได้ลิ้มรสชาตินี้ด้วยกัน นทีจึงใช้จิตวิทยาง่ายๆ ในการหลอกล่อด้วยคำพูด แทนที่จะหยิบข้าวต้มมัดห่อที่เพิ่งโดนทิ้งขว้างกลับไปใส่ในมือของวาโยโดยตรง

            “ถ้าไม่ยอมกินอะไรเลย สักวันคุณจะตายเอานะครับ”

            “...”

            “โอเค จริงอยู่ที่มันอาจไม่ใช่เมื่อวานหรือวันนี้ แต่อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ก็ได้ใครจะรู้ ชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอน คุณเองก็น่าจะทราบถึงเรื่องนั้นดี”

            “ครับ” เจ้าของนัยน์ตาโศกรับคำแน่นิ่ง ถึงจะไม่ปฏิเสธออกไปเพราะใจหนึ่งก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของคุณหมอหน้าทะเล้น ทว่าขณะเดียวกันก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความเป็นจริงที่กำลังเผชิญ “แต่เพราะผมผ่านเรื่องร้ายๆ มามาก มากเสียจนพอรู้ตัวอีกที ผมก็กลายเป็นคนที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่คุณหมอเพิ่งพูดค่อนขอดออกมาเสียแล้ว”

            “คุณวาโยกำลังหมายความว่า...”

            “ครับ ผมไม่กลัวตายเพราะความตายมันไม่ต้องทนทรมาน การมีชีวิตอยู่เพื่อรอใครบางคนที่ไม่มีวันกลับมาต่างหากที่ทำให้ผมเจ็บปวด”

            “...”

            “เจ็บยิ่งกว่าการตายด้วยโรคร้าย เจ็บยิ่งกว่าต้องตายโดยปราศจากการเป็นที่จดจำ คือการตายทั้งเป็นเพราะคำพูดสั้นๆ ที่ว่าเขาไม่รัก”

            “...”

“นั่นแหละครับ ความหมายที่แท้จริงของคำว่าทรมาน”

            ว่าจบน้ำตาเม็ดเล็กก็ร่วงเผาะลงมาโดยที่เจ้าของไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ สายตากลมโตเหม่อลอยทอดมองวิวข้างหน้าไปเรื่อยเหมือนคนจิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าเป็นเมื่อก่อนนทีคงจะรีบตัดสินทันทีว่าผู้ชายคนนี้มีอาการบกพร่องทางประสาท หากแต่คำพูดที่สามารถกระชากเอาจิตวิญญาณพวกนั้นก็ทำให้นทีรับรู้ว่า ความเจ็บปวดที่วาโยกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้มันไม่ใช่แค่เพียงเรื่องล้อเล่น

            สายลมภูเขาพัดเอื่อยๆ ปะทะเข้าใบหน้าทำเอาเส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวไสว วาโยหลับตาพริ้มพร้อมสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด พอสังเกตดีๆ จะรู้ว่าลมในยามนี้ได้เปลี่ยนทิศและไม่พัดหวนกลับไปในทิศทางเดิมอย่างที่มันเคยเป็นมาตลอด เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนจากธรรมชาติว่าหากยังมีชีวิตก็ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า และถึงแม้ตอนนี้วาโยจะยังคิดถึงอี้เผิงอยู่ทุกลมหายใจ แต่สุดท้ายแล้วก็ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่ายอมปล่อย

            ปล่อย...เพื่อให้หัวใจที่เต้นอย่างอ่อนล้ามาช้านานได้ตายลงอย่างสงบ

            และปล่อย...เพื่อให้วันเวลาชะล้างผู้ชายชื่ออี้เผิงให้หมดไปจากหัวใจ 

 

 

 

 

            “เข็มบอกแล้วไงคะ ว่าถ้าจะออกไปไหนให้บอกเข็มก่อน”

            เข็มอัปสรโวยเสียงดังเมื่อเห็นคนไข้ในความดูแลวิ่งฝ่าฝนกลับเข้ามาในบ้านพัก สภาพเนื้อตัวเปียกปอนมอมแมมเหมือนลูกหมาตกน้ำไม่มีผิดเพี้ยน เพราะความหัวรั้นไม่มีใครเกินของวาโยทำเอาจิตแพทย์สาวอดจะส่ายศีรษะอย่างเอือมระอาเสียไม่ได้ ถึงเธอจะรู้ดีว่าวาโยยังไม่ไว้วางใจใครทั้งนั้นในสถานการณ์แบบนี้ แต่เพราะคิดว่าได้ทำความรู้จักและสนิทสนมกันในระดับหนึ่งแล้ว อีกฝ่ายจึงสมควรที่จะไว้วางใจในตัวเธอมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นบางที อาจจะมีเหตุการณ์เหมือนเมื่อสองคืนก่อนเกิดขึ้นซ้ำๆ

ถึงจะนึกโกรธวาโยไม่น้อยที่คิดหนีไปโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า แต่เมื่อน้องชายแท้ๆ ของอีกฝ่ายวิ่งตาลีตาเหลือกมาเคาะประตูห้องและบอกว่าพี่ชายหายตัวไป เธอจึงยอมลดทิฐิลงและโทรรายงานกับอี้เผิงด้วยตัวเอง แต่เหมือนว่าความมีน้ำใจของเธอจะไม่เป็นที่ต้องการเสียเท่าไร เพราะอีกฝ่ายสั่งให้คนประกบติดวาโยตั้งแต่วันที่ส่งตัวมายังไร่อัศวภูเบศวร์แล้ว

            โชคดีที่คนของอี้เผิงติดตามวาโยไปทัน ไม่อย่างนั้นวาโยคงได้หอบจิตใจที่บอบช้ำกว่านี้กลับมาให้เธอรักษา จากเดิมที่แย่อยู่แล้ว ยิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ยิ่งรังแต่จะทำให้ยิ่งแย่ลงไปอีก

            “ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้อย่าทำอะไรตามใจตัวเองสิคะ คุณวาโยก็รู้ว่าอากาศกำลังเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงทุกวันๆ”

            “ขอโทษนะครับ พอดีผมแค่ออกไปนั่งเล่นใกล้โรงหมอ ไม่คิดว่าจะคุยกับคุณหมอนทีเพลิน” คนผิดเต็มประตูค้อมศีรษะลงน้อยๆ ก่อนจะยืนลูบมือลูบไม้ไปมาพลางทำหน้าตาน่าสงสารแทนการขอความเห็นใจ “ผมขอโทษที่ทำให้คุณเข็มต้องเป็นห่วงจริงๆ นะครับ”

            “อ่า เรื่องนั้นไว้ค่อยพูดกันก็ได้ค่ะ ตอนนี้รีบเข้ามาหลบฝนก่อน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา อ้าว หมอนที คุณเองก็มาด้วยเหรอคะ”

            คำถามของเข็มอัปสรเรียกให้วาโยหันขวับไปมองด้านหลังทันควัน เจ้าของนัยน์ตาเฉยชาขบเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความไม่ชอบใจ ทั้งๆ ที่บอกปฏิเสธนทีหัวชนฝาว่าสามารถเดินกลับเองได้ แต่ดูเหมือนการพยักหน้ารับเออออของอีกฝ่ายจะทำไปเพียงส่งๆ แค่นั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ได้เห็นคุณหมอจอมกะล่อนยืนส่งยิ้มเผล่มาให้แบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้

            “ก็ผมบอกคุณวาโยแล้วไงครับ ว่าจะเดินมาส่ง”

           

 

 

 

 

            อากาศยามเช้าของภูสอยดาวค่อนข้างหนาวจัด มีน้ำค้างลงตามต้นไม้ใบหญ้าเป็นหย่อมๆ เพราะฤทธิ์ของสายฝนเมื่อคืนที่กระหน่ำเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว วาโยนั่งขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนาพลางถูมือไปพลางเพิ่มความร้อนให้อุณหภูมิในร่างกาย ข้างหน้าเป็นกองไฟที่ถูกจุดไว้อังเอาความอบอุ่น ส่วนรอบตัวของเขาตอนนี้ถูกรายล้อมไปด้วยบรรดาลูกเด็กเล็กแดงและผู้เฒ่าผู้ใหญ่ภายในหมู่บ้าน

            “ลม”

            เสียงใสด้านข้างเรียกสติให้คนกำลังเหม่อลอยกลับสู่โลกความจริง วาโยเบือนสายตาเรียบเฉยหันไปสบกับนัยน์ตาใสแป๋วของหนูน้อยเจ้าของแก้มประแป้งขาวผ่อง หัวคิ้วเรียวขมวดหน่อยๆ เพราะรู้สึกทะแม่งๆ ด้วยอยากรู้เหลือเกินว่าเด็กคนนี้รู้จักชื่อเล่นของเขาได้อย่างไร

            “ตรงหน้านั่นเรียกว่าอะไร”

            “ไฟ”

            “ไฟเหรอ แล้วทำไมไฟถึงร้อน”

            “เพราะไฟไม่ใช่น้ำ”

            “น้ำคืออะไร”

            “น้ำคือสิ่งที่เย็นกว่าไฟ”

            “น้ำเย็นกว่าลมด้วยหรือเปล่า”

            “เรื่องนั้น...ไม่รู้สิ”

            “ลม”

            “...”

            “ลม”

            “อะไร?”

            “ขอนั่งตักหน่อยสิ”

            เด็กชายตัวจ้อยถือวิสาสะมุดตัวลงไปนั่งกลางตักของผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงนาที รอยยิ้มไร้เดียงสาผุดขึ้นตามประสาเด็กที่ไม่ค่อยได้พบปะกับผู้คนซึ่งมาจากในเมืองเท่าไรนัก แม้จะงุนงงไม่น้อยแต่วาโยก็ไม่ได้ผลักไสหรือไล่ให้เด็กหน้าตาไม่น่ารักคนนี้ไปนั่งไกลๆ ตรงกันข้าม เขากลับประคองกอดให้ความอบอุ่นกับเด็กผู้ชายที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อด้วยความรู้สึกเอ็นดูอย่างประหลาด

            “นี่ รู้ได้ยังไงว่าชื่อลม”

            “ก็พี่ชายคนนั้นบอก”

            ฝ่ามือน้อยชี้ไปทางที่คุณหมอสวมเสื้อกาวน์สีขาวซึ่งกำลังยืนแจกถุงมือและถุงเท้าให้เด็กๆ อยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นว่าเป็นคุณหมอนทีคนเดิมคนเดียวกับที่ตามตื๊อมาส่งเขาถึงหน้าบ้านเมื่อวานนี้ วาโยก็ได้แต่แกล้งเสมองไปทางอื่นเสียดื้อๆ ไม่เชิงไม่ชอบใจ ไม่ใช่ว่ารำคาญสายตา หากแต่แค่ตอนนี้หัวใจตายด้านของเขายังรู้สึกว่าไม่พร้อมเปิดรับใคร ไม่ว่าจะเข้ามาในฐานะอะไรก็ตาม

            “แล้วทำไมออกมาเที่ยวเล่นคนเดียว พ่อกับแม่ไปไหน”

            “พ่อตาย ส่วนแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ”

            “...”

            “จินไตยอยู่กับยายแฉล้มสองคน”

            “จินไตย?”

            “ชื่อไง”

            “...”

            “ชื่อจินไตย”

            วาโยพยักหน้ารับคำบอกเล่าจากเด็กน้อยในอ้อมกอด เสียงพูดเจื้อยแจ้วยังดังคลอตลอดเวลาที่เขานั่งเหม่อเผลอคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อย บางทีก็ตอบรับคำถามของเด็กน้อยไปส่งๆ บางทีก็แกล้งบอกปัดว่าไม่รู้เพราะขี้เกียจจะอธิบายอะไรให้มากความ หากแต่ประโยคถัดมาของจินไตยก็สามารถเรียกให้คนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ยอมกลับมาสนใจกับสารพัดคำถามที่เคยคิดว่ามันค่อนข้างไร้สาระได้อีกครั้ง

            “แล้วลมมีลูกไหม”

            “...”

            “บอกมานะ มีหรือไม่มี”

            “ก็...เคยมี แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว”

            “อย่างนั้นถ้าจินไตยขอให้ลมมาเป็นพ่อ ลมจะยอมเป็นพ่อให้จินไตยได้หรือเปล่า”

 

 

 

 

            คำขอร้องของเด็กชายชื่อจินไตยทำเอาวาโยถึงกับเก็บมาคิดหนัก

            ถึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เด็กน้อยพูดออกมาเอาจริงเอาจังมากน้อยแค่ไหน แต่กับคนที่เพิ่งสูญเสียลูกไปไม่นานมันถือเป็นความหวังและโอกาสใหม่ คล้ายกับแสงตะวันที่เริ่มสาดส่องลงมายังพื้นดินชุ่มฉ่ำหลังจากปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินท้องฟ้ามาช้านาน

            บ่ายคล้อยเข้าหน่อย วาโยที่ไม่มีอะไรทำก็เดินมาช่วยปั้นสิบถึงในโรงหมอ เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่ได้คุยกันเลยสักครั้ง จึงไม่แปลกอะไรที่วันนี้ปั้นสิบจะช่างจ้อเกี่ยวกับเรื่องของเขามากเป็นพิเศษ ขณะที่วาโยยืนเช็ดอุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาแพงซึ่งถูกส่งมาเก็บไว้ที่นี่ตามคำสั่งของราชันย์ ปั้นสิบก็ชวนเขาคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย และหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องของนที คุณหมอหนุ่มไฟแรงซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงของคนภายในหมู่บ้าน เพราะวีรกรรมสุดแสบแต่แอบแฝงไปด้วยความน่ารักที่เพิ่งทำไปเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันนี้

            “นี่คุณวาโยรู้หรือเปล่าว่าถุงมือและถุงเท้าพวกนั้น คุณนทีเขาเป็นคนต้นคิดเอามาแจกเอง ที่จริงผมก็ฝากเขาขนผ้าห่มขึ้นมาแจกก่อนล่วงหน้าแล้วนะเนี่ย วันนี้คนในหมู่บ้านเลยเซอร์ไพร้ส์กันยกใหญ่ที่มีของดีๆ พวกนั้นมาแจกจ่าย”

            “ถุงมือและถุงเท้าพวกนั้นดูท่าราคาคงจะแพงพอดู แถมยังเอามาตั้งเป็นสองสามกระสอบ นี่สรุปคุณนทีเขารวยขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

            “ฮ่าๆ เรื่องนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” ปั้นสิบยกยิ้มบางก่อนจะจัดเตรียมชุดตรวจสุขภาพไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย วันนี้เขามีนัดที่ให้ไว้กับพวกเด็กๆ จากหมู่บ้านภูสอยดาว ในฐานะที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้จัดโครงการนี้ เขาเลยต้องตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ดีเพื่อมาตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงหมอด้วยตัวเอง

“เอ่อ จริงสิ ถ้าไม่รบกวนอะไร วันนี้คุณวาโยอยากมาเป็นลูกมือผมไหมครับ”

            “เรื่องนั้น...ก็ถ้าคุณเข็มไม่ว่าอะไรผมก็พร้อมช่วยหมอนะครับ เมื่อคืนแค่ติดฝนอยู่ที่นี่ เธอก็บ่นผมจนหูแทบชาแล้ว”

            ปั้นสิบยิ้มๆ ตามคำตอบของวาโย นึกสงสารอีกฝ่ายไม่น้อยกับเรื่องที่เพิ่งเกิด ไหนจะเรื่องลูก ไหนจะเรื่องน้องชายร่วมสายเลือด และไหนจะเรื่องของอี้เผิง เพราะแต่ไหนแต่ไรวาโยมักเป็นคนเลือกที่จะเงียบไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเลวร้ายแค่ไหนอยู่แล้ว ปั้นสิบเลยอดจะดีใจไม่ได้ที่อดีตเพื่อนร่วมงานของเขายังให้ความสนใจกับคนข้างๆ มากขนาดนี้ “สงสัยคุณเข็มจะเป็นห่วงคุณวาโยมากเลยนะครับ”

            “ครับ”

            รอยยิ้มของวาโยฉายขึ้นบนใบหน้า แม้จะเป็นรอยยิ้มที่เรียบง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ดูว่างเปล่าเหมือนหลายครั้งก่อน เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นและความสนิทใจที่กลับมาสร้างให้บรรยากาศระหว่างตัวเองและปั้นสิบดูดีขึ้น วาโยจึงเอ่ยปากบอกเรื่องที่ยังไม่เคยบอกใครให้คุณหมอซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ฟังเป็นคนแรก “หมอครับ คือผมมีเรื่องอยากจะปรึกษา”

            “ครับ? เรื่องอะไรเหรอ เชิญว่ามาได้เลย”

            “วันนี้มีเด็กคนหนึ่งในหมู่บ้านนี้มาขอให้ผมเป็นพ่อ”

            “...”

            “จริงๆ ก็รู้สึกแปลกๆ อยู่นะครับ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงได้ตื้นตันจนอยากจะร้องไห้ออกมา”

            “คุณวาโย...”

            “คือผมอยากให้หมอช่วยคิดน่ะครับ ว่าผมควรจะตัดสินใจกับเรื่องนี้ยังไงดี และที่สำคัญถ้าน้องหนาวรู้ว่าผมมีเด็กคนอื่นเข้ามาแทนที่เขา เขาจะโกรธเกลียดผมหรือเปล่า”

            น้ำเสียงสั่นเครือของวาโยสามารถบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดมากขนาดไหน ปั้นสิบที่เห็นแบบนั้นเลยละจากเครื่องมือตรงหน้าและแตะบ่าของวาโยเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ ก่อนจะเอ่ยปากทักท้วงกับสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งมาขอคำปรึกษา

            “ถ้าคุณวาโยรับเด็กคนนั้นมาเป็นลูก แสดงว่าคุณวาโยจะไม่รอน้องหนาวแล้วเหรอครับ”

            “รอ? รออะไรเหรอครับ”

            สีหน้าสับสน งุนงง ปนตกใจที่ได้รับทำให้คนตั้งคำถามอย่างปั้นสิบถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ความเงียบสงัดเกิดขึ้นชั่วหนึ่งอึดใจเนื่องจากคุณหมอตัวขาวต้องใช้เวลาปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่าง พอเริ่มคลายความสงสัยลงได้บ้างก็ยกมือขึ้นเกาหางคิ้วน้อยๆ แล้วเอ่ยปากถามเรื่องที่คาใจออกไป โดยไม่รู้เลยว่ากำลังมีส่วนเคี่ยวให้ไฟรักที่ไม่เคยมอดดับกลับมาโหมกระพือใหม่

“นี่อย่าบอกนะครับว่าคุณอี้เผิงยังไม่ได้บอกเรื่องนั้นกับคุณวาโย”

            “ครับ?”

“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น...”

            “เดี๋ยวนะครับ หมอกำลังหมายถึงเรื่องอะไรและวันนั้นที่หมอว่า...หมายถึงวันไหน?”

            “คือ...”

            “ปั้นสิบ”

            น้ำเสียงคุ้นเคยซึ่งดังมาจากทางด้านหน้าประตูโรงหมอทำเอาปั้นสิบหันขวับไปมอง เป็นราชันย์นั่นเองที่เข้ามาขัดจังหวะในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ยังไม่ทันได้เอ่ยทักท้วงหรือไล่ให้ออกไป คนทำตัวเสียมารยาทก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน ราวกับว่าอีกฝ่ายมีความสามารถในการอ่านใจเรื่องที่เขากำลังคิดไม่ตกออกยังไงอย่างนั้น

            “ออกมาคุยกับกูหน่อย”

 

 

 

 

            วาโยไม่รู้ว่าปั้นสิบกับราชันย์ไปคุยกันถึงไหน แต่จนถึงป่านนี้คุณหมอหนุ่มก็ยังไม่กลับมายังโรงหมอ

            โชคดีที่มีนทีและคุณหมอจิตอาสาท่านอื่นๆ อีกสองสามคนเข้ามาช่วยตรวจสุขภาพให้พวกเด็กๆ ด้วยอีกแรง วาโยเลยนึกโล่งใจที่ไม่ต้องลงมือทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง อุปกรณ์ทางการแพทย์น่ะถ้าจะให้เขาเช็ดทำความสะอาดยังพอว่า แต่จะให้ใช้เครื่องมือพวกนี้ทั้งที่มีความรู้แค่งูๆ ปลาๆ วาโยก็คิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้

            จากเวลาบ่ายโมงก็กลายเป็นช่วงเย็น เด็กคนสุดท้ายที่เข้ามาตรวจร่างกายคือจินไตย และเพราะหมอคนอื่นๆ พากันกลับไปยังที่พักรับรองเรียบร้อยแล้ว วาโยที่เห็นว่าบ้านของจินไตยอยู่ท้ายหมู่บ้านจึงอาสาเป็นคนเดินไปส่งเด็กน้อยด้วยตัวเอง แล้วมีหรือที่พอนทีได้ยินแบบนั้นจะรีบเร่งกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน คุณหมอหนุ่มรีบยกมือขันอาสาเสนอตัวเดินไปเป็นเพื่อนด้วยความเต็มใจ

            “แค่ตรวจเด็กๆ ทั้งวันคุณก็เหนื่อยแย่พออยู่แล้ว เดี๋ยวผมไปส่งจินไตยเองก็ได้ครับ ไม่ต้องรบกวนคุณนทีหรอก”

            “ใครว่าล่ะ ผมไม่เหนื่อยเลยสักกะนิด”

            นทียิ้มอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ถึงสีหน้าจะแสดงออกว่ามีความอิดโรยปรากฏอยู่ เพราะต้องทำงานหนักเกินคำจำกัดความของหน้าที่หมอไปมาก แต่ก็เพราะไม่อยากให้วาโยต้องไปไหนมาไหนคนเดียว นทีจึงตีเนียนเดินไปช่วยอุ้มเจ้าจอมยุ่งจินไตยที่ยังเกาะขาของวาโยไว้ไม่ปล่อยเหมือนลูกลิง แทนการบังคับกลายๆ ว่า ต่อให้อีกฝ่ายจะยอมอนุญาตหรือไม่ สุดท้ายคุณหมอหัวรั้นอย่างเขาก็จะไปด้วยอยู่ดี

            “ไม่เอาไม่อุ้ม จะให้ลมอุ้ม”

            “น้องจินไตย อย่าดื้อสิครับ พี่ลมเขาไม่สบายอยู่นะ”

            “ไม่เชื่อ พี่ชายน่ะชอบพูดโกหก ยายแฉล้มบอกไม่ให้คุยกับคนขี้โกหก”

            “โธ่! นี่พี่พูดจริงๆ นะครับ น้องจินไตยดูหน้าพี่ลมสิ แดงก่ำเพราะพิษไข้หมดแล้ว เดี๋ยวพี่ชายจะเป็นคนอุ้มจินไตยไปส่งที่บ้านเองนะ”

            เด็กน้อยมองทางวาโยตามคำบอกของคุณหมอนทีด้วยดวงตาใสแจ๋ว แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่สีหน้าที่แดงจัดลามไปถึงต้นคอขาวของวาโยก็ทำเอาจินไตยยอมหุบปากฉับ จากที่ดิ้นเร่าๆ จะไม่ยอมให้นทีอุ้มท่าเดียว ก็เอามือคล้องคอนทีไว้และซบไหล่กว้างของคุณหมอพลางมองไปที่วาโยซึ่งยื่นมือมาลูบหัวทุยผะแผ่ว แทนการให้รางวัลที่เขาทำตัวเป็นดีสอนง่าย

            “ลม”

            “หืม?”

            “อยู่กินข้าวที่บ้านจินไตยนะ ยายแฉล้มทำขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ไว้ อร่อยมากเลยนะขอบอก”

            “อื้อ เอาสิ”

            วาโยรับคำพร้อมทั้งไปส่งจินไตยด้วยกันกับนที เพราะบ้านพักอาศัยของเด็กน้อยตั้งอยู่หลังท้ายสุดในหมู่บ้าน การเดินทางจึงใช้เวลานานพอสมควร จากโพล้เพล้ก็กลายเป็นพลบค่ำ จากยังมีแสงตะวัน แสงเดือนก็เข้ามาแทนที่ แล้วท้องที่ไม่ได้ร้องว่าหิวก็เริ่มส่งเสียงโครกครากจนคนข้างๆ และเด็กน้อยพร้อมใจกันยิ้มขำ

            เมื่อเดินทางมาถึงบ้านของจินไตย สองหนุ่มก็ยกมือพนมไหว้คุณยายแฉล้มเจ้าของใบหน้าอบอุ่นใจดี ท่าทางดูเอื้ออารีและมีน้ำใจของคุณยายทำเอาทั้งวาโยกับนทีถึงกับเกาท้ายทอยด้วยความเก้อกระดาก แต่เพราะมีตัวช่วยอย่างจินไตยคอยสร้างให้บรรยากาศสบายๆ เกิดขึ้น การกินข้าวร่วมกันทั้งที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก

            ซ่า ซ่า ซ่า

            นั่งคุยกันเรื่องของสุขภาพเด็กๆ ภายในหมู่บ้านกลางวงข้าวไม่นาน เสียงของฝนกลางฤดูหนาวก็ตกลงมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย วาโยกระดกน้ำในขันรวดเดียวจนหมดและลุกขึ้นไปตักน้ำในโอ่งมาใหม่เพื่อส่งต่อให้คนที่เพิ่งกินอิ่มอย่างนที ก่อนจะโค้งศีรษะกล่าวขอบคุณยายแฉล้มของจินไตยแล้วพาตัวเองออกมานั่งอยู่บนแคร่หน้าบ้านพัก

            ดูท่าฝนในคืนนี้คงจะตกหนักมากกว่าเมื่อคืนก่อนเท่าตัว

            ขณะช้อนสายตามองท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม วาโยถูต้นแขนสองข้างไปมาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายไปด้วย เพราะลืมดูเวลาไปเสียสนิท กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นเวลาเกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว เขาไม่อยากถูกเข็มอัปสรว่าให้เหมือนเมื่อคืนวานนี้ เลยคิดอยากจะเสี่ยงฝ่าฝนเดินกลับไปบ้านพักอีกสักรอบ แต่คนที่รู้ทันความคิดก็เดินเอาผ้าห่มมาคลุมตัวเขาไว้ หนำซ้ำยังช่วยกอดไหล่ขับไล่ความหนาวช่วยอีกแรง วาโยกะพริบตาปริบมองนทีด้วยสายตายากจะคาดเดาความนัยชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะออกแรงผลักเบาๆ ให้มือของอีกฝ่ายเคลื่อนหลุดจากการกอบกุม

            “นี่ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมคุณวาโยค้อนผมอย่างนั้นล่ะครับ”

            “ก็คุณนทีอยากมาฉวยโอกาสจากผมทำไมล่ะ”

            “แต่ร่างกายของคุณวาโยกำลังฟ้องว่า คุณกำลังหนาวอยู่นะ”

            “หนาวแค่นี้ผมทนได้”

            “คุณวาโยทนได้ แต่ผมทนไม่ได้นี่ครับ”

            นทีตอบรับด้วยน้ำเสียงทะเล้นพลางกระถดกายแนบชิดและวาดวงแขนอุ่นโอบรอบไหล่วาโยอีกครั้ง โชคดีที่เด็กซนอย่างจินไตยหลับไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้ออกมาโวยวายเรื่องที่เขาแตะเนื้อต้องตัววาโยไม่ผิดแน่ นทียิ้มกริ่มกับตัวเองคนเดียวและโอบรัดร่างบอบบางของคนด้านข้างไว้แน่นกว่าเดิม ความจริงเขาไม่ใช่คนขี้หนาว กลับกันเป็นคนขี้ร้อนเสียด้วยซ้ำ แต่ที่พูดออกไปแบบนั้นเพราะอยากจะได้ใกล้ชิดกับคนที่ยิ่งอยู่ใกล้ ก็ยิ่งสัมผัสได้แต่คำว่าน่าค้นหา

เสียงฟึดฟัดไม่ชอบใจถูกส่งมาเป็นระยะๆ แต่คุณหมอจอมเจ้าเล่ห์ก็หาสนใจไม่ นทียังคงกระหยิ่มยิ้มย่องและไม่ยอมผละออกจากอ้อมกอดที่มอบให้วาโยแม้เพียงเสี้ยววินาที ไม่นานนักแรงต้านขลุกขลักก็ถูกผ่อนปรนลงจนกลายเป็นไม่มีหลงเหลืออยู่เลย จนคุณหมอหนุ่มอดจะนึกขอบคุณในใจเสียยกใหญ่ไม่ได้ที่อีกฝ่ายยอมใจอ่อนบ้างแล้ว

เมื่อเห็นวาโยนิ่งไป นทีจึงผละจากอ้อมกอดอบอุ่นเกือบร้อนแล้วใช้มือข้างเดียวกันนั้นบรรจงเชยคางของวาโยขึ้น ใบหน้านิ่งสนิทไม่ไหวติงกับสิ่งเร้า เรียกให้นทีนึกชอบใจอยู่ไม่น้อย สายตาแน่วแน่มุ่งมั่นสอดประสานกันเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ความอบอุ่นซึ่งเต็มใจถ่ายทอดให้ จะมาในรูปแบบของการ...จูบ

เนิ่นนานที่ริมฝีปากของวาโยและนทีสัมผัสเข้าหากันอยู่อย่างนั้น มันเป็นสัมผัสที่อิ่มเอม อบอุ่น ซาบซ่าน และฉาบทับไปด้วยความหวามไหว

            หากทว่าเพราะมันมาจากคนที่ไม่ใช่

แม้จะอ่อนหวานเพียงไร แต่มันก็ยังคงเป็นจูบที่ไม่ใช่...

            “...”

            เมื่อรู้สึกว่าไม่อาจฝืนปฏิเสธความจริง วาโยจึงเป็นฝ่ายผละริมฝีปากออกและหลบสายตานทีทันทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้ถึงสิ่งที่รู้สึกหลังจากผ่านจูบรสเร่าร้อน ริมฝีปากสีหวานเม้มเข้าหากันแน่นสนิทเป็นเส้นตรง บ่งบอกว่าวาโยในตอนนี้ทั้งอึดอัด ประหม่า และทรมาน แม้แต่จะกลืนน้ำลายลงคอสักอึกก็ยังไม่กล้า

            “ขอโทษนะครับ”

            “...”

            “แต่ผมคิดว่าผมยังลืมผู้ชายคนนั้นไม่ได้”

            “ไม่เป็นไรครับ คุณวาโยไม่ต้องขอโทษผมหรอก” นทียกยิ้มด้วยความเข้าใจ ความมาดมั่นเลือนหายไปจากแววตาสีดำสนิทชั่วครู่ ก่อนที่คุณหมอหนุ่มจะเรียกกลับมาใหม่ด้วยการหยอดถามกระซิบข้างใบหูขาวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง “แต่ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอกับคุณ”

            “...”

“ขอให้ผมได้รักษาคุณได้ไหม”

            “คุณนที...”

            “ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากจะพูดตัดความหวังใครแบบนี้ แต่สิ่งที่คุณกำลังเป็นอยู่น่ะ แม้แต่หมอเข็มก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกนะครับ”

            “คุณหมายความว่าอะไร”

            “ผมก็กำลังหมายความว่า...ขอแค่คุณวาโยลองให้โอกาสผมสักครั้ง แล้วผมจะเป็นคนคอยเช็ดน้ำตาให้คุณเอง ไม่ว่าในยามที่คุณหกล้มหรือในยามที่คุณร่ำร้องว่าลืมใครคนนั้นไม่ได้”

            “...”

            “ขอโอกาสให้ผมนะครับ”

            วาโยชั่งใจ มองมือของนทีที่แบออกเป็นเชิงขออนุญาต แม้เสียงฝนจะยังตกกระทบอยู่เนืองๆ แต่มันกลับไม่สามารถลบล้างอี้เผิงไปจากใจได้ มันคงจะจริงอย่างที่นทีว่าไว้ ทางเดียวที่จะชะล้างความผูกพันของรักเก่าให้หมดไปจากใจ คงมีแต่ต้องเปิดพื้นที่ยอมรับความรักครั้งใหม่ให้เข้ามา

            ถึงจะคิดทบทวนอยู่นาน แต่ในที่สุดวาโยก็ยอมวางมือข้างหนึ่งลงบนมือของนที

            วางลงไปโดยที่รู้แก่ใจดีว่า...เสียงหนึ่งของหัวใจยังเอาแต่เพรียกหาใครอีกคน

 

 

...๑๐๐%...

#วาโยอี้เผิง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว