#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๒๐ :: หัวใจคนรอ [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๒๐ :: หัวใจคนรอ [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.9k

ความคิดเห็น : 145

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2559 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๒๐ :: หัวใจคนรอ [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๒ ...

 

 

หัวใจคนรอ

 

 

 

  

            เข็มอัปสรก้าวลงจากรถยนต์สีมันเงาคันเรียบหรูก่อนจะถอดแว่นกันแดดสีชาออกเหน็บกับปกเสื้อโปโลตัวที่สวมอยู่ สายตาคู่สวยกวาดมองไปทั่วไร่อัศวภูเบศวร์แล้วจึงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่ หลังจากตัดสินใจลาออกจากทางโรงพยาบาลเมืองเอก หญิงสาวก็เลือกจะเดินทางมาใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ที่นี่เพื่อดูแลคนไข้ในความรับผิดชอบ ที่ตอนนี้คนไข้คนนั้นถูกถอดถอนรายชื่อออกจากทางโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

            จิตแพทย์สาวเดินตรงเข้าไปยังที่พักของวาโยอย่างไม่ลังเล เพราะเธอเองก็มีส่วนรู้เห็นเรื่องราวภายในพรรคมังกรดำไม่น้อย จึงไม่แปลกเลยถ้าเธอจะอดเป็นห่วงคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งไปเสียทุกเรื่องอย่างวาโยเสียไม่ได้ และเพราะความที่เป็นคนมีจรรยาบรรณมากพอ เข็มอัปสรจึงเลือกที่จะอยู่เคียงข้างวาโย มากกว่าอยู่ใต้บัญชาของคนที่เป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาลแต่กลับเย็นชาและไร้หัวใจคนนั้น

            “คุณวาโยคะ”

            เสียงหวานแสนคุ้นเคยทำให้วาโยที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บดอกพญาเสือโคร่งมาคั่นไว้ในหนังสือที่อ่านค้างไว้หันขวับ รอยยิ้มบางปรากฏบริเวณมุมปาก แม้มันจะเป็นยิ้มที่ทั้งจืดชืดและดูไม่มีชีวิตชีวาจนน่าใจหาย แต่เข็มอัปสรก็ไม่ได้เอ่ยปากทักท้วงอะไรออกไป เพราะตัวเธอเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างดี

            สายตาคู่สวยกวาดมองรอบบ้านที่ถูกออกแบบมาเพื่อพักผ่อนโดยเฉพาะอย่างรู้สึกเพลินในอารมณ์ ก่อนที่จิตแพทย์สาวสวยจะคลี่ยิ้มบางอย่างพยายามปรับโหมดแยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว แล้วจึงเดินตรงเข้าไปหาวาโยที่ยังนั่งเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างบนโต๊ะเขียนหนังสือด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “คุณวาโยกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ”

            “ดอกพญาเสือโคร่งน่ะครับ”

            “เรื่องนั้นเข็มรู้ค่ะ เข็มหมายถึง ทำไมคุณวาโยต้องทำแบบนั้นล่ะคะ?”

            วาโยส่ายศีรษะไปมาเมื่อได้ฟังคำถาม ถ้าเขาบอกเข็มอัปสรไปตามความจริง คงไม่พ้นต้องถูกเจ้าหล่อนหัวเราะเยาะเป็นแน่ ดังนั้นสิ่งที่วาโยทำจึงเป็นการเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ในใจ หากแต่คนที่พอจะจับใจความอะไรบางอย่างได้ก็ไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปอย่างที่ใครบางคนอยากให้เป็น

            “เรื่องเกี่ยวกับดอกพญาเสือโคร่ง ถ้าเข็มจำไม่ผิด มันใช่ตอนเดียวกันกับที่คุณวาโยและคุณอี้เผิงเดินทางไปพักในโรงแรมขุนแม่ยะหลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมของทางโรงพยาบาลหรือเปล่า?”

            “...”

            “เพราะตอนนั้นเป็นหน้าฝน ต้นพญาเสือโคร่งเลยยังไม่ออกดอก แต่ตอนนี้เข้าสู่ช่วงหน้าหนาวแล้ว เข็มว่ามันไม่แปลกที่ดอกไม้สีชมพูพวกนี้จะร่วงเกรียวกราวไปทั่วบริเวณรอบบ้านพักในไร่”

            เข็มอัปสรพูดอธิบายแทบไม่เว้นจังหวะหายใจ เมื่อเห็นวาโยชะงักไปเพราะถูกเธอจับจุดได้ เธอจึงไม่รีรอที่จะถามออกไปตรงๆ “ที่คุณวาโยทำแบบนี้แปลว่าคุณยังอยากจะรอเขาคนนั้นอยู่อีกหรือคะ ดอกไม้ดอกนี้มันมีความหมายกับคุณมากเลยใช่ไหม”

            “ก็แค่เผื่อไว้น่ะครับ” วาโยรับคำเสียงแผ่ว คำถามจุกอกของผู้หญิงตรงหน้าพลอยทำให้รู้สึกหมดแรงลงเสียดื้อๆ มือที่คอยพับทับกลีบดอกพญาเสือโคร่งหยุดลงกะทันหัน ก่อนที่จะหันไปพูดกับเข็มอัปสรด้วยหน้าตาและน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง “เผื่อว่าคุณอี้เผิงกลับมาหาผมไม่ทันฤดูหนาวปีนี้ ผมจะได้ให้เขาดูดอกพญาเสือโคร่งที่เก็บเอามาทับพวกนี้ด้วยกัน แล้วถ้าฤดูหนาวปีถัดไปเขายังไม่กลับมา ผมก็ยังจะทำแบบนี้”

            “คุณวาโย...”

            “คุณเข็มคงคิดว่าผมโง่มากเลยใช่ไหมครับ”

            วาโยแค่นยิ้มอย่างนึกสมเพชตัวเอง หากแต่เข็มอัปสรกลับเลือกที่จะส่ายหน้าแล้วใช้มือแตะไหล่เขาเบาๆ แทนการให้กำลังใจ นั่นยิ่งทำให้วาโยรู้สึกได้ชัดเจนว่าตัวเองในเวลานี้นั้นอ่อนแอมากเพียงไร เพราะแม้แต่ผู้หญิงที่ดูบอบบางอย่างเข็มอัปสร เวลานี้ยังดูเข้มแข็งและพึ่งพิงได้กว่าเขาหลายต่อหลายเท่า

            “ที่จริงผมเองก็ไม่ได้อยากจะรอเขาหรอกนะครับ ผมไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้เลยแม้แต่น้อย”

            คนหมดสิ้นทั้งความอดทนและความหวังระบายออกอย่างตัดพ้อ น้ำตาของวาโยตีตื้นขึ้นมาคลอดหน่วยดูทั้งน่าสงสารและระคนให้ชวนเวทนาในคราวเดียวกัน เข็มอัปสรพยายามอย่างหนักที่จะพาคนไข้ในความดูแลก้าวผ่านความเจ็บปวดครั้งนี้ไปให้ได้ หากแต่ช่างน่าเห็นใจ ที่ไม่ว่ายาวิเศษหรือจิตวิทยาในรูปแบบไหน ก็ไม่สามารถช่วยปลดปล่อยวาโยออกจากภวังค์แห่งฝันร้ายที่ต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้ได้เลย  

            “ผมไม่อยากจะรอ ผมไม่อยากจะรอให้เขากลับมาทำร้ายผมได้อีกต่อไปแล้ว ฮึก”

“คุณวาโย...”

            “ช่วยผมด้วย ฮึก ช่วยผมที ช่วยให้ผมลืมเขา ได้โปรดใช้วิธีการของคุณลบเขา...ลบผู้ชายคนนั้นออกไปจากหัวใจ ฮือ”

            พอได้ฟังคำขอร้องที่ช่างดูย้อนแย้งกับเรื่องที่กำลังกระทำ เข็มอัปสรจึงตรงเข้าประคองกอดตัววาโยเอาไว้แน่น เธอพยักหน้ารับหลายต่อหลายครั้งอย่างแสดงความเข้าใจถึงหัวอกของคนเป็นฝ่ายสูญเสีย เพราะจิตแพทย์สาวรู้ตัวแล้วว่าคนไข้ในความดูแลของเธออาการหนักมากกว่าที่คิดไว้หลายเท่า มันไม่ใช่แค่เรื่องของลูกในท้อง ไม่ใช่แค่เรื่องที่อีกฝ่ายไม่เหลือใครที่จะเคียงข้างร่วมใช้ความคิด หากแต่อีกหนึ่งสาเหตุที่เป็นตัวฉุดรั้งให้วาโยต้องจมปลักอยู่กับอดีตและไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองได้ก้าวต่อไป

            จะเป็นเพราะสาเหตุอื่นใดไปไม่ได้...

ถ้าไม่ใช่ เพราะ รัก

 

 

 

 

ผ้าก๊อซพันแผลบริเวณข้อมือถูกเปลี่ยนเป็นรอบสุดท้ายของการนัดเจอ เพราะหมอที่คลินิกแจ้งกับวาโยว่าแผลของเขาแห้งและอีกไม่ช้าแขนก็จะกลับมาใช้งานได้ปกติเหมือนเดิม วาโยนึกโล่งใจไม่น้อยและกล่าวขอบคุณคุณหมอผู้มีพระคุณซ้ำๆ อดจะคิดถึงผู้หญิงอีกคนที่รอเขาอยู่ในไร่ไม่ได้เลยสักนาที ตอนแรกที่เข็มอัปสรเห็นข้อมือข้างนี้ เธอแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจและไม่ได้เอ็ดตะโรเสียงดังหรือด่าทอเขาอย่างที่คิดเอาไว้ ตรงกันข้าม เธอกลับให้กำลังใจและสัญญาว่าจะช่วยพาเขาก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายเรื่องนี้ไปให้ได้

วาโยระบายยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเดินออกจากคลินิก ทันทีที่ก้าวผ่านหน้าประตู รถกระบะบุโรทั่งสีน้ำเงินซีดก็เคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้าเขาทันที

“พี่ลม เสร็จแล้วเหรอ”

“อือ”

แม้จะขานรับคำและพยักหน้าลงเสียดิบดี แต่ลึกๆ แล้ววาโยก็นึกอดแปลกใจไม่ได้ เพราะคนที่รับปากว่าจะมารับเขาตอนหกโมงเย็นคือเตโช น้องชายแท้ๆ ร่วมสายเลือด ทว่าคนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตะวัน ลูกเจ้าของไร่ที่เขานับว่าอีกฝ่ายเป็นน้องชายอีกคนแทน

“เอ่อ พอดีพี่เตยุ่งอยู่น่ะ ซันเลยอาสามารับพี่ลมให้แทน มาเถอะ ขึ้นรถกลับไร่กัน ถึงจะยังไม่มีใบขับขี่แต่ซันก็ขับรถเก่งนะจะบอกให้”

โฆษณาชวนเชื่อของตะวันใช้ได้ผลกับวาโยเสมอ คนไม่คิดตะขิดตะขวงใจพยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะยกยิ้มขึ้นน้อยๆ และก้าวขึ้นรถไปนั่งข้างตะวัน ทันทีที่รถเริ่มแล่นไปตามพื้นถนนดินลูกรัง เสียงผิวปากอารมณ์ดีราวกับชอบใจอะไรนักหนาดังขึ้นประกอบไปตลอดทาง ถึงปกติจะเป็นคนที่เกลียดเสียงน่ารำคาญพวกนี้ยิ่งกว่าอะไร แต่ในเวลานี้วาโยกลับเลือกที่จะนั่งเงียบๆ แล้วฟังทำนองเพลงแสนคุ้นหูที่ตะวันเป่าปากไปเรื่อยๆ เพียงเท่านั้น

เพราะระยะห่างระหว่างคลินิกและไร่อัศวภูเบศวร์ไม่ไกลกันมากเท่าไร ใช้เวลาไม่นานนักรถกระบะคันที่ดูท่าจะพังแหล่ไม่พังแหล่ก็สามารถพาวาโยมาส่งถึงที่ได้อย่างปลอดภัย ทีแรกเพราะความเกรงอกเกรงใจ วาโยเลยบอกกับตะวันว่าให้อีกฝ่ายส่งเขาที่หน้าประตูก็ได้และเดี๋ยวเขาจะเดินเข้าไปยังบ้านพักตากอากาศเอง ตะวันจะได้ไม่ต้องลำบากขับรถอ้อมไปส่งถึงทางด้านหลัง แต่น้องชายหน้าตาน่ารักก็ค้านหัวชนฝา แล้วยืนกรานว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องไปส่งเขาให้ถึงที่ให้ได้

ถึงจะรู้ว่าน้องคงจะโดนเตโชกำชับมาอีกที แต่สุดท้ายวาโยก็อดจะยีผมตะวันเล่นอย่างเอ็นดูไม่ได้ ลึกๆ แล้วในใจเขาคิดว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่น่าสงสาร ถึงจะยังมีพ่อเป็นผู้ปกครองและคอยชี้แนะแนวทางเป็นแบบอย่างให้ ทว่าวาโยกลับรู้สึกว่าชะตากรรมของตะวันนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรจากผู้ชายที่มาจากบ้านเด็กกำพร้าอย่างเขาเลย

“ซัน นั่นเตโชใช่หรือเปล่า”

“หะ หืม? พี่เตเหรอ? ซันว่าพี่ลมตาฝาดแล้วมั้ง”

“จอดรถ”

“แต่อีกนิดเดียวก็จะถึงที่พักของพี่ลมแล้ว...”

“ซัน พี่บอกให้จอด”

“แต่ว่า...”

“จอด”

เอี๊ยด

คำประกาศิตเสียงลอดไรฟันส่งผลให้รถคันเก่าเบรกลงกะทันหัน ตะวันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เพราะจู่ๆ วาโยก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ หน้าตาขึงขังชวนหาเรื่องกับสายตาดุดันที่ไม่เกรงกลัวหรือหวั่นเกรงต่อสิ่งใดกำลังทำให้ตะวันตัวหดเล็กลง ถึงพักหลังๆ จะไปมาหาสู่ระหว่างบ้านของตัวเองกับบ้านพักของวาโยบ่อยๆ แต่ตะวันกลับยังไม่เคยเห็นพี่ชายตัวขาวในโหมดน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน ช่วงแรกๆ ที่อีกฝ่ายมาอาศัยอยู่ในไร่ดูเซื่องซึมชวนให้เดาได้ไม่ยากว่าผิดหวังมาจากความรัก แต่พักหลังๆ พอไม่ค่อยร้องไห้ฟูมฟายก็กลายเป็นคนเรียบเฉยติดจะเย็นชาจนน่าขนลุก

เมื่อรถจอดนิ่งสนิทวาโยก็เร่งปลดเข็มขัดนิรภัยและสาวเท้าตามเข้าไปในสวนองุ่นที่ตั้งอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกของไร่อัศวภูเบศวร์ ถ้าสายตาเขาไม่ได้ฝาดไปเองละก็ คนที่ถูกพ่อเลี้ยงไอศูรย์ฉุดกระชากลากถูราวกับไม่ใช่มนุษย์เมื่อครู่ต้องเป็นเตโชน้องชายของเขาไม่ผิดแน่  

เพราะเหตุผลหลักที่ทำให้เรื่องระหว่างตัวเองและอี้เผิงต้องเป็นแบบนี้คือครอบครัว

เมื่อมีคนใดคนหนึ่งในครอบครัวกำลังตกอยู่ในอันตราย วาโยจึงไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปช่วย ถึงแม้วิธีที่เลือกใช้จะเป็นการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงด้วยก็ตาม

“หยุดนะ ไอ้ชาติชั่ว!

ผลัก!

วาโยถีบเข้าที่หลังของไอศูรย์เต็มแรงจนอีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับหน้าคะมำลงไปนอนคว่ำบนพื้น ถึงจะไม่ได้บู๊ล้างผลาญมานาน แต่เมื่อต้องสลัดคราบคนป่วยเข้าช่วยเหลือคนในครอบครัววาโยก็พร้อมที่จะสู้และรื้อฟื้นศิลปะป้องกันตัวที่ถูกเหม่ยฮัว อดีตนายหญิงของพรรคมังกรดำบังคับให้เรียนสมัยยังเป็นเด็ก แม้จะรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วการที่เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงจะทำให้สภาพของตัวเองไม่ต่างอะไรจากหมาจนตรอกที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็แสนน่าสมเพชมากกว่าจะน่าสงสาร

“มึงทำอะไรน้องกู ไอ้สวะ” เค้นถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ให้คนฟังรู้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้กำลังล้อเล่น ยิ่งเห็นเตโชที่รีบลุกพรวดติดกระดุมพร้อมสางผมเผ้าที่ดูยุ่งเหยิงในคราแรกให้กลับมาเป็นทรง วาโยก็ยิ่งเขม่นใส่ไอศูรย์ด้วยความไม่ชอบใจ

“หึ กูทำอะไรงั้นเหรอ ไปถามน้องมึงเองสิวะ ว่าอ้าขาให้กูเอามากี่รอบแล้ว”

“หมายความว่ายังไง”

“...”

“เตโช?”

“ขอเถอะ กูยังไม่อยากพูดเรื่องนี้”

“บอกมา ไอ้สารเลวนี่ มันข่มขืนนายใช่ไหม”

“...”

“ไฟ! พี่บอกให้พูด”

เพราะบังคับให้น้องชายง้างปากเล่าความจริงไม่ได้ วาโยเลยได้แต่กัดฟันกรอดอย่างโกรธจัด เขาไม่เคยเข้าใจถึงความเศร้าจากนัยน์ตาและรอยยิ้มแปลกๆ ของน้องชายแท้ๆ เลยสักครั้ง ทว่าพอโดนความจริงที่ช่างน่าสงสารและน่าเห็นใจในคราวเดียวกันตอกหน้าเข้าเต็มรัก ในฐานะคนเป็นพี่ อันดับแรกที่วาโยจะทำก็คือการกางปีกปกป้องน้องชายของตัวเองตามสัญชาตญาณ

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม  ผัวเมียที่ไหนเขาก็เอากันทั้งนั้น”

“ดี! งั้นเราจะได้เห็นดีกัน”

วาโยไม่รีรอที่จะล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเสียงสัญญาณให้รอสายหยุดลง วาโยจึงรีบแจ้งความข้อหากระทำชำเราและเอ่ยถึงชื่อเจ้าของไร่อย่างไอศูรย์โดยไม่มีความกลัวเกรง ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นการที่อีกฝ่ายใช้อำนาจบารมีที่สั่งสมมาปิดปากนายตำรวจยศต่ำเตี้ยเรี่ยดินพวกนั้น แต่มันก็ยังดีกว่าการที่ทนยืนมองเฉยๆ โดยไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

“ไปกันเถอะไฟ นายพอเดินไหวไหม”

“...ไหว”

“รีบเก็บเสื้อผ้าซะ คืนนี้เราจะไปจากที่นี่ด้วยกัน”

คิ้วของไอศูรย์กระตุกถี่เพราะโดนคนปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมยั่วโมโหเข้าให้ สายตาเย็นชาเหยียดหยามมองสองพี่น้องที่ประคองกันด้วยความทุลักทุเลออกไปจากไร่องุ่นของเขา เพราะทนให้เรื่องเป็นแบบที่วาโยอยากให้มันเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายวิธีสกปรกที่เจ้าของไร่อย่างไอศูรย์เลือกใช้จึงเป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เพื่อแจ้งให้สายลึกลับที่เขาปฏิเสธข้อเสนอไปเมื่อวันก่อนได้รับรู้ว่า การตัดสินใจของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว

“ฮัลโหล เออ มึงคือคนที่โทรหากูเมื่อวานใช่หรือเปล่า ใช่ กูเปลี่ยนใจแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินเพราะกูจะไม่เอาจากมึงสักบาท แต่มึงช่วยเอาไอ้คนที่ชื่อวาโยออกไปจากไร่กูให้เร็วที่สุด คืนนี้เลยยิ่งดี เออ ตกลงตามนั้น”

 

 

 

 

กระเป๋าสัมภาระแบบสะพายหลังที่ข้างในไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเสื้อผ้าสองสามตัว โทรศัพท์มือถือ และเงินสดไม่กี่พันคือข้าวของเครื่องใช้ที่วาโยคิดว่าจำเป็นที่สุดในเวลานี้ ตอนตกเย็นเขามัวแต่คิดจะพาน้องชายตัวเองออกไปจากนรกที่แฝงมาในคราบของวิมานสวรรค์อย่างไร่อัศวภูเบศวร์ จนลืมไปเลยว่ายังมีเข็มอัปสรที่คอยเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่ทั้งคน ถึงจะไม่อยากได้ชื่อว่าทรยศคนที่อุตส่าห์ไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ถึงอย่างไรครอบครัวก็ยังเป็นที่หนึ่งสำหรับวาโยเสมอ

คนที่เป็นถึงรองหัวหน้าพรรคมังกรดำเลือกจะใช้วิธีให้เข็มอัปสรเข้านอนก่อน แล้วจึงค่อยย่องออกมาทางด้านหลังบ้านพัก เพราะยืนรอเป็นฝ่ายรับโทรศัพท์อย่างที่ตกลงกับน้องไว้ไม่ไหว วาโยจึงเป็นฝ่ายโทรเข้าเครื่องของเตโชแทน

ขอโทษค่ะ เลขหมายปลายทางที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้

เสียงโอเปอร์เรเตอร์สาวจากระบบตอบรับอัตโนมัติทำให้คนเป็นพี่รู้สึกใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว วาโยพยายามกดโทรออกหาเตโชซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ช่างโชคร้ายที่ผลลัพธ์ของมันไม่ได้ต่างอะไรจากครั้งแรก ในขณะที่กำลังกลัดกลุ้มจนตัดสินใจว่าจะวิ่งเข้าไปหาน้องชายในบ้านพักใจกลางไร่นั้นเอง ภัยคุกคามที่แฝงตัวเข้ามากับความมืดและความเงียบก็ตรงเข้ามาจู่โจมเสียจนวาโยตั้งตัวไม่ทัน

ฉึกกกก

เข็มฉีดยาขนาดกลางแทงเข้าลำคอขาวระหงจนมิดหลอด วาโยทำหน้าเหยเกเพราะมันเจ็บจี๊ดจนไม่อาจจะเปล่งเสียงร้อง ฝ่ามือเย็นเยียบเพราะอุณหภูมิของอากาศยามกลางคืนยกขึ้นจับบริเวณที่ถูกแทงเบาๆ ก่อนที่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจะหันไปมองหมาลอบกัดที่ใช้วิธีสกปรกลอบเล่นงานเขา แต่ยังไม่ทันจะได้ก่นด่าหรือสาปแช่ง จู่ๆ โลกทั้งใบของวาโยก็ดับสนิทลง

เหลือแต่เพียงความมืดมิดและเสียงลมหายใจแสนน่ารังเกียจซึ่งคอยอยู่เป็นเพื่อนตลอดเวลาที่ยาสลบกำลังออกฤทธิ์เพียงเท่านั้น

 

 

 

 

“อะ อือ”

“ไง ฟื้นแล้วเหรอ ที่รัก”

เสียงทักทายช่างคุ้นหูเรียกให้วาโยที่คล้อยหลับไปค่อยๆ ปรือตาตื่นขึ้น แม้จะสะลึมสะลืองัวเงียจัดและไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนก็ช่วยให้วาโยคืนสามัญสำนึกได้ไม่ยาก ที่นี่ไม่ใช่ห้องพักในไร่อัศวภูเบศวร์ มันขาวและโล่งจนเกินไป แถมกลิ่นของมันก็ไม่ได้สะอาดอนามัยมากนัก ถ้าจะให้เดาหาคำตอบเอาตอนนี้ วาโยก็คิดออกแค่ว่ามันคงเป็นโรงแรมที่อยู่ในระดับสองดาว

“ทำไมไม่มองหน้าผัวก่อนอย่างอื่นล่ะ ไม่เจอกันตั้งนาน ไม่คิดถึงกันบ้างเลยหรือไง หึๆ”

“คะ...คุณโยธา!

“ใช่ กูเอง มัจจุราชที่พรากลูกไปจากมึงไง”

วาโยสะดุ้งสุดตัวเมื่อรับรู้ว่าคนตรงหน้าคือใคร สัญชาตญาณสั่งให้ร่างกายกระถดตัวเบียดเข้าหาหัวเตียงอัตโนมัติ หากแต่จู่ๆ ร่างกายที่รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมากะทันหันก็ทำให้สมองมึนงงไปหมด มันวูบวาบเบาหวิว ราวกับเนื้อตัวกำลังลอยได้ พอโดนโยธาสัมผัสเข้าให้หน่อย แทนที่สองมือจะผลักไสสัตว์ร้ายให้ถอยห่างออกไป แต่เหมือนกับร่างกายไม่อาจต้านทานความไหวซ่าน วาโยจับต้นชนปลายไม่ถูกและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เวลานี้เขาไม่สามารถเลียงลำดับว่าเหตุการณ์ไหนเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์ไหนเป็นแค่เพียงฝันร้ายได้เลยด้วยซ้ำ และกว่าจะได้ทันรู้ตัว สิ่งสืบพันธุ์น่ารังเกียจของสัตว์เดรัจฉานในคราบมนุษย์ก็ถูกยัดเข้ามาในโพรงปากอุ่น มันทั้งเค็มคาวและมีรสชาติน่าขยะแขยง ราวกับกำลังถูกหมอจับยาขมกรอกปาก เพราะยิ่งมันถลำเข้ามาสำรวจลึกเท่าไร เขาก็นึกแต่อยากจะสำรอกมันออกไปเพียงเท่านั้น

“หึ คลิปที่แล้วมันแค่ตัดต่อ แต่รู้เอาไว้นะว่าคลิปนี้น่ะของจริง อมของกูเข้าไปสิวะ ผัวเก่ามึงจะได้ขาดใจตายไวๆ ฮ่าๆ”

“แค่กกกก”

“ดี แบบนั้นแหละ ลิ้นมึงนิ่มดีนี่หว่า ไม่น่าล่ะไอ้อี้เผิงชอบให้มึงอมของมันนัก อมเข้าไปอีกสิวะ! รอบนี้ลึกๆ เลยนะมึง”

“อื้อออ แค่กกกก”

 รสเนื้อคาวคลุ้งที่คอยแต่จะดันทุรังกระทุ้งกระแทกเข้ามาในโพรงปากทำเอาวาโยแทบสำลัก คนตัวขาวตาฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์ของยาสวาทที่คงถูกฉีดเข้าตรงไหนสักแห่งในร่าง เมื่อตกเป็นทาสจึงไม่อาจฝืนสังขารร่างกาย สุดท้ายก็ทำได้แค่จำยอมจำนน แม้จิตใต้สำนึกจะไม่ได้อยากทำในสิ่งที่สัตว์ระยำในคราบมนุษย์สั่งเลยสักนิด

“อึก”

วาโยกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอเมื่อความแข็งขืนของโยธาถูกทอดถอนออกจากโพรงปาก ยังไม่ทันจะได้พักหายใจหรือตั้งสติ ร่างขาวบางก็ถูกผลักอย่างแรงจนกะโหลกศีรษะกระแทกเข้ากับหัวเตียงอย่างจัง ความเจ็บปวดที่แล่นปรี๊ดขึ้นมาถึงสมองทำเอาใบหน้าหยิ่งทะนงเหยเกบิดเบี้ยว เมื่อยกมือแตะเข้าบริเวณที่รู้สึกปวดหนึบ ก็พบว่ามีของเหลวสีแดงสดจำนวนมากไหลติดมือกลับมาด้วย

“ไหนๆ เลือดหัวข้างบนก็ออกแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่กูจะเอาเลือดข้างล่างของมึงออกบ้าง”

เสียงตวาดกร้าวดังขึ้นพร้อมกับที่แข้งขาเรียวยาวของวาโยถูกลากให้มาอยู่บริเวณปลายเตียง ไม่นานนักเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เริ่มขาดวิ่นเพราะแรงกระชากป่าเถื่อน วาโยในตอนนี้ถึงจะอยู่ในอาการมึนงง แต่ขณะเดียวกันก็พยายามผลักไสคนตัวหนักที่ฉวยโอกาสขึ้นมานั่งคร่อมอยู่บนเรือนร่าง ทว่าสุดท้ายมือไม้ที่ใช้ปัดป่ายไปถ้วนทั่วก็โดนรวบขึ้นเหนือศีรษะอย่างง่ายดาย

“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง”

“ปล่อยผมไปเถอะ ช่วยด้วย ใครก็ได้ ช่วย...อื้อ”

เศษซากของเสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ถูกนำมายัดเข้าริมฝีปากบวมเจ่อเพื่ออุดเสียงร้องระงมฟังดูไม่รื่นหู ข้อมือขาวสั่นระริกยามโดนเนกไทสีดำจากสูทตัวที่โยธาสวมอยู่มัดเป็นปมเงื่อน วาโยกัดผ้าในปากอย่างอดกลั้น นึกอยากสู้กลับใจแทบขาด แต่น่าตลกตรงที่ร่างกายซึ่งทรยศหัวใจในตอนนี้มันไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย

เพราะแค่โดนสัมผัสเข้านิดหน่อยเนื้อร้อนที่เต้นตุบก็เกิดอารมณ์ร่วมจนส่วนกึ่งกลางตั้งชัน แพขนตางอนชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตาด้วยนึกรังเกียจร่างกายตัวเองเสียเหลือเกิน วาโยพยายามแล้วพยายามเล่าที่จะกระถดตัวต่อต้านสัมผัสดิบเถื่อนพวกนั้น หากแต่โยธาที่ไม่ได้อ่อนด้อยเรื่องบนเตียงก็สามารถลากเขากลับไปลงเหวอเวจีได้ทุกครั้ง

และนั่นก็ยิ่งทำให้วาโยรู้สึกเกลียด

เกลียดหัวใจตัวเอง ที่แม้แต่ในสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้...ก็ยังเอาแต่คิดถึงคนใจร้ายคนนั้น

            “อึก คุณอี้เผิง คุณอยู่ไหน”

            ละเมอพูดในลำคอราวกับคนไร้ซึ่งแล้วสติ เพราะวาโยกำลังรู้สึกกลัวมากเหลือเกิน สายตาสัตว์เพศผู้กระหายการร่วมเพศของโยธาที่จ้องมองมาทำให้เรือนร่างเปล่าเปลือยบนเตียงนอนขนาดหกฟุตสั่นสะท้านไม่หยุด พอรับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งซึ่งเริ่มควานวนเข้ามาสำรวจภายในร่าง ความเจ็บและเหน็บหนาวก็แข่งกันแล่นริ้วไปถึงไขสันหลัง ยิ่งเป็นตอนที่ปลายนิ้วเย็นเยียบกระหน่ำควานเข้าออกในช่องทางคับแคบด้วยสัมผัสที่ทำราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์ เสียงสะอึกสะอื้นของคนใกล้ขาดอากาศหายใจของวาโยก็ยิ่งดังระงมไปทั่วทั้งห้อง

            “กูเห็นมึงไม่ได้เอากับผัวเก่านานแล้วนี่ มาดูกันว่าเลือดชั่วจากรูร่านๆ มันจะยังไหลออกมาอยู่ไหม”

            “ฮือ”

            แข้งขาเรียวยาวถูกยกพาดขึ้นบนบ่ากว้าง เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากเสียจนเตรียมใจยอมรับไม่ทัน วาโยถลึงตามองคนที่ใช้มือรูดรั้งส่วนนั้นจนแข็งและตรงจดจ่อมันเข้ามายังปากทางเข้าด้านหลังด้วยความสิ้นหวัง หัวใจที่เต้นรัวตลอดการโดนลวนลามใกล้จวนจะระเบิดออกมานอกอก ลมหายใจรวยรินจนสัมผัสได้ว่าทางไปนรกที่ใครต่อใครเคยสงสัยว่ามันอยู่ที่ไหนนั้นตั้งอยู่แค่ปลายจมูกกั้น

            แต่แล้วก็เหมือนมีเสียงระฆังสวรรค์ดังเหง่งหง่าง เพราะยังไม่ทันที่โยธาจะได้สอดใส่สิ่งน่ารังเกียจเข้ามาภายในร่าง ประตูห้องพักราคาถูกก็ถูกพังเข้ามาพร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสองคน พวกเขาทั้งคู่รวดเร็วจนยากที่จะจับตัวได้ทันเพราะได้รับการฝึกให้เป็นถึงบอดี้การ์ดของหัวหน้าพรรคมังกรดำ สันกระบอกปืนจุดสามแปดทุบเข้าที่ท้ายทอยบริเวณอันตรายเข้าอย่างจัง จนทำให้โยธาที่กำลังนั่งคร่อมร่างของวาโยอยู่ในตอนนี้สลบไสลหน้าคว่ำไปกับเตียง เมื่อการกำจัดศัตรูตัวฉกาจเป็นไปอย่างลุล่วง หนึ่งในสองของผู้ชายที่ใส่สูทสีดำรีบตรงเข้ามาแก้มัดมือและช่วยดึงผ้าที่อุดปากเอาไว้ออกให้

“คุณอี้เผิง ฮึก”

ไม่ใช่...

วาโยรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่อี้เผิง

“คุณมา ฮึก ในที่สุดคุณอี้เผิงก็มา ฮือ”

แต่ถึงจะรู้ดีขนาดนั้น ปากเจ้ากรรมก็ยังจะขานเรียกชื่อของผู้ชายที่ไม่มาให้เห็นแม้แต่เงา

“คุณเฟิง ตั้งสติหน่อยสิครับ”

หานตงบอกเสียงเรียบก่อนจะเปิดทางให้หานโจวคู่หูช่วยเคลียร์ร่างที่ไม่ได้สติของโยธาไปให้พ้นทาง เมื่อจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงห่อตัววาโยด้วยผ้าห่มสีขาวซึ่งทางโรงแรมมีจัดเอาไว้ให้ ก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายที่ยังสะอื้นไห้ไม่หยุดไปไว้ในรถ แม้จะทุลักทุเลไม่น้อยด้วยต่างก็เป็นชายทั้งคู่ แต่เพราะเป็นถึงบอดี้การ์ดของหัวน้าพรรคมังกรดำ ไม่นานนักภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ทำก็ประสบผลสำเร็จ

หานตงไม่รีรอที่จะโทรรายงานให้ผู้เป็นนายฟังหลังจากปิดประตูรถเรียบร้อย เสร็จแล้วจึงเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งด้านข้างคนขับและพยักหน้ารับกับหานโจวเป็นสัญญาณให้พาตัววาโยออกไปส่งยังหมู่บ้านภูสอยดาวตามคำสั่งใหม่ที่เพิ่งได้รับมาหมาดๆ ก่อนสายโทรศัพท์เมื่อครู่จะถูกตัดไป

ด้านวาโยที่ยังเมายาเลิฟก็ได้แต่กระชับผ้าขนหนูที่ใช้ห่อร่างกายตัวเองเอาไว้แน่น แม้สามารถรับรู้ได้ทุกเรื่อง แต่เวลานี้กลับไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะขัดขืนหรือแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำใด ทำได้แค่นอนตะแคงนิ่งปล่อยให้น้ำตารินไหลอยู่บนเบาะหลังรถแบบนั้น ถึงยานพาหนะสี่ล้อจะยังคงแล่นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดหมายในอีกเร็วๆ นี้ แต่บรรยากาศรอบตัวก็ยังคงเงียบงันและเหน็บหนาวไม่ได้ซาสร่างไปจากเดิมเลยสักนิดเดียว

เพราะถึงแม้วาโยเลือกจะรออี้เผิงจนวินาทีสุดท้าย

รอจนหัวใจที่แหลกสลายกลายเป็นเพียงเถ้าธุลียังไง

แต่สุดท้ายคนใจร้าย...

ก็ไม่กลับมา

 

 

...๑๐๐%...

#วาโยอี้เผิง

 

ไหนว่ารัก ว่าเป็นดั่งหัวใจ แล้ววันนี้ทำไมเธอทิ้งไป...

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว