ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : สารภาพ

คำค้น : นิยายวาย Boy love yaoi มหาวิทยาลัย feel good

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2565 17:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สารภาพ
แบบอักษร

 

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ มีเรียนแค่คลาสเช้าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงพอดี แต่เรายังไม่ไปหาข้าวกินเพราะที่โรงอาหารคนเยอะมากไม่อยากไปแย่งที่กับคนอื่น จึงทำให้เราสองคนต้องมานั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าคณะ

"แว่นคุง วันนี้ใครมารับ" ผมถามคนข้าง ๆ แต่ตายังจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่

"ลงเจิดครับ พี่นายไม่อยู่ไปดูงานต่างประเทศสามวัน" พูดแล้วทำหน้าดีใจขนาดนี้ ถ้าพี่มึงมาเห็นคงเสียใจตายอ่ะแว่น

"แล้วจะกลับตอนไหน"

"ยังไม่อยากกลับตอนนี้เลยครับ แต่ไม่รู้จะไปไหนดี"

"งั้นไปหาไรกินก่อน ค่อยแยกย้ายกันกลับ"

"วี เราอยากกินชาบู "

"เออ ๆ ห้างแถวนี้ละกัน กูจะได้ไปเดินดูหนังสือด้วย"

 

ตอนนี้เราสองคนก็มานั่งอยู่ที่ร้าน สั่งของอะไรเรียบร้อยแล้ว ผมก็เลยหยิบโทรศัพท์มาเล่นรอ

เปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาก็เจอเพจที่ติดตามไว้ อัพรูปภิภพมันครับ กดไลค์ไปหนึ่งทีแล้วเลื่อนดูอะไรไปเรื่อย ส่วนสมองก็คิดถึงคำพูดที่มันนัดกันร้านเหล้าขึ้นมา ตอนนี้ผมกำลังคิดว่าจะไปดีมั้ย เลยลองชวนแว่นคุงดู

"แว่นคุง เย็นนี้ไปเพลินจิตมั้ย"

คนที่กำลังมุ่งมั่นในการกินเงยหน้าขึ้นมาเคี้ยวเสร็จก็ถามผมกลับ

"นั่นมันร้านเหล้านี่ครับ วีจะไปทำอะไร" แล้วร้านเหล้าเขาไปทำอะไรกันล่ะแว่น นี่ก็ถามแปลก

"กูก็แค่อยากไปเปิดหูเปิดตาบ้าง"

"เรากลัวพี่นายรู้จังเลยครับ" พี่นายคือพี่ชายคนรองของมันครับคนที่มารับมาส่งมันบ่อย ๆ นั่นแหละ อายุห่างกับมันแปดปี ส่วนพี่คนโตชื่อพี่ไนท์ห่างกับมันสิบปี มันบอกว่ามันเป็นลูกหลงที่บ้านเลยประคบประหงมกันใหญ่ พี่ชายทั้งสองหวงน้องมากยังดีที่พี่คนโตแต่งงานไปแล้ว ไม่งั้นชีวิตมันหนักกว่านี้แน่ๆ

"งั้นก็ไม่ต้องไป" กูก็กลัวครับ ผมเคยไปที่บ้านแว่นคุงนะ แม่ของมันใจดีมากทำอาหารอร่อย แถมชอบทำอาหารมาเผื่อผมเพราะแม่มันบอกว่าเห็นผมทานแล้วดูอร่อยมากอยากทำให้ทานบ่อย ๆ ส่วนพ่อมันผมเจอแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ก็ถือว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดีเหมือนกัน

"แต่เราก็อยากไป ทำไงดี เราไม่เคยเข้าร้านแบบนี้เลย"

เพลินจิตเป็นร้านเหล้าไม่ใช่ผับครับ แบ่งร้านออกเป็นสองโซน ข้างในจะมีเวทีให้นักร้อง ส่วนข้างนอกจะเป็นโต๊ะสำหรับนั่งชิล รู้ได้ไงหรอก็เคยไปครั้งหนึ่งตอนพี่รหัสเลี้ยงสายครับ

"งั้นบอกว่ามานอนหอกูสิ"

"ครับ เดี๋ยวจะโทรบอกคุณแม่แล้วให้ช่วยพูดกับพี่นาย" เรากินกันต่อจนอิ่มจ่ายเงินเสร็จแล้วก็ออกมาที่ร้านหนังสือ ได้หนังสือเรียนมาเล่มหนึ่งจากนั้นก็พากันกลับห้องผมเพราะแม่มันอนุญาตเรียบร้อย แม่มันบอกว่าจะให้ลุงเจิดเอาเสื้อผ้ามาให้แต่มันปฏิเสธไปบอกว่าขอยืมผมใส่ ผมก็ไม่มีปัญหาเนื่องจากผมและมันหุ่นพวกเราเท่า ๆ กัน ผมแค่สูงกว่ามันนิดหน่อยสามเซนได้ทำให้เราใส่เสื้อผ้าด้วยกันได้

"วีเรายืมชุดใส่นะ"

"เอาสิ เลือก ๆ ไปเลย" ผมไม่ค่อยมีชุดจำพวกใส่ไปเที่ยวกลางคืนครับส่วนมากที่มีก็เสื้อยืดธรรมดากับกางเกงยีน

ผมได้กางเกงยีนสีดำขาดเข่ากับเสื้อยืดสีขาวโอเวอร์ไซซ์สกรีนลายข้างหน้า

ส่วนแว่นคุงมันเลือกกางเกงยีนสีซีดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เคยไปซื้อกับมันนั่นแหละครับ แต่ผมไม่ได้ใส่

แว่นคุงมันก็มีความแฟชั่นอยู่บ้าง ผมเคยถามมันครั้งนึงทำไมมันมาเล่นกับผมทั้งที่คนอื่นก็อยากสนิทกับมันตั้งเยอะ มันบอกว่าอยู่กับผมแล้วสบายใจถึงผมจะบ้า ๆ บอ ๆ ในบางครั้งก็ตาม เหมือนจะชมแต่ก็เหมือนด่าแล้วมันก็บอกอีกว่าพี่ชายให้คบกับผมเป็นเพื่อนได้ สงสัยดูจากหน้าตาผมแล้วมันไม่มีพิษมีภัย รู้จักไอ้วีน้อยไปซะแล้วพี่ชาย

 

สามทุ่มครึ่งเราก็มาถึงร้านแล้วครับโดยการนั่งแท็กซี่ คนกำลังเริ่มทยอยเข้าร้าน ผมพาแว่นคุงเดินเข้ามาในร้านเราเลือกโต๊ะข้างนอก แต่สามารถของเข้าไปเห็นข้างในได้เพราะมันมีแค่กระจกใส ๆ กั้น นั่งกันเรียบร้อยแล้วเราก็สั่งของกิน ส่วนน้ำผมก็สั่งโค้กกับเบียร์ไปมาร้านเหล้าจะให้สั่งแค่โค้กก็ยังไง ๆ อยู่

ผมกับแว่นคุงก็นั่งกินอาหารที่สั่งมาพร้อมกับฟังเพลงไปด้วย คนที่มาด้วยมันก็เอาแต่มองนั่นมองนี่อย่างสนใจบางทีก็หันมาคุยกับผมบ้าง เรานั่งกันไปจนประมาณสี่ทุ่มกว่า ๆ ผมก็เห็นเพื่อนภิภพมันเดินเข้ามาพวกเขาเลือกเดินเข้าไปที่อีกโซนของร้านเห็นนั่งลงที่โต๊ะยาวติดกระจกฝั่งผมพอดี คนที่ผมอยากเจอวันนี้ตัวมันยังไม่มาเลยครับ หรือว่าวันนี้ผมจะมาเสียเที่ยว กะไว้ว่าถ้าถึงเที่ยงคืนผมจะพาแว่นคุงกลับมันจะมาหรือไม่ก็ช่าง กลัวครอบครัวแว่นคุงมันจะว่าพาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาเกเร ตอนนี้ก็ใกล้จะห้าทุ่มแล้วครับอาหารก็เริ่มลดลงผมพึ่งเห็นคนที่อยากเจอเดินเข้ามาในร้านครับ แถมไม่ได้มาคนเดียวด้วยควงน้องอิ๋งอิ๋ง มาอีกต่างหากตอนนี้เจ็บที่ใจฉิบหาย ปกติผมก็ทนได้นะ อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศวันนี้กับเพลงที่กำลังร้องอยู่ตอนนี้ทำให้อารมณ์เศร้ามันมากกว่าทุกที

“วี มองเขาตาไม่กะพริบเลย มีอะไรหรอครับ”

“แว่นคุง กูเป็นเพื่อนมึงปะ”

“เราก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งหนึ่งปี วีถามอะไรแปลก ๆ เหล้าก็ไม่ได้กินหรือว่าเมาแสงไฟ”

“งั้นวันนี้กูแดกเบียร์นะ จะได้เมา” พูดจบผมก็เทเบียร์ใส่แก้ว แล้วซดลงท้องอึก ๆ แบบไม่กลัวว่าตัวเองจะเมา

“โห ดื่มแบบนี้ไม่กลัวจะเมาหรอครับ”

“ไม่หรอกกูเคยดื่มมา” ทำเก่งไปงั้นแหละครับ

“แว่นถ้ามึงแอบชอบใครสักคน มึงจะทำไงวะจะสารภาพออกไปหรือว่าเก็บไว้กับตัวเอง”

“อืมม ถ้าเป็นเราหรอ เราคิดว่าสารภาพออกไปน่าจะดีกว่า ยังไงก็พอมีความหวัง หรือไม่ก็ขอแค่เขาได้รู้ว่าเราคิดยังไงมันก็ดีแล้ว ดีกว่าเราไม่ได้บอก”

“จริงหรอวะ”

“ครับ ถ้าจะเสียใจจากการแอบรัก เลือกที่จะเสียใจจากการสารภาพไปแล้วเค้าปฏิเสธดีกว่า อย่างน้อยเราก็จะได้ตัดใจง่ายขึ้น”

“พูดอย่างกับผู้เชี่ยวชาญผ่านการแอบรักมาเยอะ”

“แล้ววีถามเราทำไมครับ”

“ถามไปงั้นแหละ อยากรู้เฉย ๆ”

ตอนนี้หมดแก้วที่สามแล้ว เริ่มรู้สึกว่ามีอาการมึน ๆ แถมยังปวดฉี่ ก่อนหน้านี้ไม่หน้ากินน้ำไปหลายแก้วเลย

“แว่นคุงรออยู่ที่นี่นะอย่าไปไหน กูไปเข้าห้องน้ำก่อน” พอลุกจากเก้าอี้ผมคิดว่าตัวเองเมาแล้วแหละเพราะเหมือนโลกมันจะเริ่มเอียง ๆ

“ให้เราไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไร ไหว ๆ สบายมาก”

 

ผมเดินตามทางไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่แถว ๆ หลังร้าน มีไม้พุ่มปลูกไว้ตลอดทางเดิน คิดว่าถ้าออกไปจะชวนแว่นคุงกลับห้องขืนอยู่ต่อไอ้แว่นได้ลากผมกลับแน่ ปกติผมก็ไม่ใช่นักดื่มอยู่แล้วเคยดื่มกับเพื่อนแต่ไม่บ่อยนักเรียกว่านานทีเลยหล่ะ เพราะรู้ว่าตัวเองเมาง่าย แล้วพอเมาผมจะหยุดดื่มไม่ได้ยิ่งมากับแว่นคุงกลัวมันจะพาผมกลับห้องไม่ไหว พอทำธุระเสร็จล้างมือเรียบร้อย ผมก็เดินออกมาถึงทางเลี้ยวพอดีผมก็เห็นคนที่ทำให้ผมต้องมาอยู่ในที่นี่เวลานี้ มันมากับว่านเพื่อนในกลุ่ม ความคิดหนึ่งของผมก็เด้งขึ้นมาทันทีตอนที่คุยกับแว่นคุงถ้าผมสารภาพออกไปมันจะเป็นยังไง

 

“นี่ ภิภพ” ผมเรียกอีกคนไว้ก่อนที่เราจะเดินสวนกัน มันหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนที่จะหันหน้ากลับไปแล้วจะเดินต่อ

“อย่าพึ่งไปสิ” ผมเรียกมันอีกรอบก่อนจะเดินไปรั้งแขนมันไว้

“ภพมึงรู้จักมันหรอ” เพื่อนมันถามมันก็ส่ายหน้าไปที ใช่สิกูมันไม่ใช่คนในสายตามึงไม่รู้จักก็ไม่แปลกมั้ยล่ะ

“มาทำให้กูชอบแล้ว แล้วยังทำให้กูเสียใจอีก” ภิภพมันคงงงครับว่าไอ้บ้านี่เป็นใคร อยู่ ๆ ก็มาพล่ามอะไรไม่รู้เรื่อง

“กูชอบมึง เรื่องแค่นี้ไม่รู้เหรอ” ผมรู้ครับว่าตัวเองพูดอะไรออกไปแต่มาสามารถห้ามปากไว้ได้

“แล้วกูจำเป็นที่จะต้องรู้ไหม”

“ก็ไม่ แต่มึงควรตอบกูดีกว่านี้หน่อยไม่ได้ไง ” มีคนมาสารภาพรักเลยนะเว้ยใจไม่ตรงกันมึงก็ควรพูดดี ๆ หน่อย

“โรคจิตป่ะ ถามจริง” พูดจบก็หันหลังเดินไปเลยครับ ส่วนเพื่อนมันที่มาด้วยก็เดินตามไปทันที

 

หน้าชาเลยสิครับ ไม่รักษาน้ำใจกูสักนิด แล้วคนอย่างกูมันเหมือนโรคจิตตรงไหน หน้าตาออกจะดี คนอะไรเย็นชาและปากหมาขนาดนั้น ไม่รักไม่ชอบกูก็ปฏิเสธดี ๆ หน่อยดิวะ ต่อไปนี้กูจะตัดใจจากมึง จะไม่ชอบมึงอีก ไอ้คนนิสัยเสีย จากนี้ไปกุจะเกลียดมึง

กำลังหันหลังจะเดินกลับไปที่โต๊ะ ก็เห็นแว่นคุงพอดี

“วีโอเคมั้ย” แว่นคุงมันถามพร้อมทำหน้าทั้งอยากรู้ทั้งเป็นห่วง

“ไม่อ่ะแว่น”

“งั้นเรากลับกันนะ”

“อือ กลับเหอะ”

หลังจบประโยคแว่นคุงก็รีบจัดการทุกอย่างทั้งเรียกพนักงานมาเก็บเงินและเรียกแกรบเพื่อกลับห้อง ระหว่างที่รอผมเผลอมองไปที่โต๊ะของไอ้ภิภพมันยังคงก้มหน้าตั้งใจเล่นโทรศัพท์เหมือนเดิมส่วนเพื่อนมันก็หันมาเห็นผมก็สะกิดให้คนในกลุ่มรู้ อกหักไม่พอกูยังต้องมาอายเพื่อนมันอีก

 

ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่เตียงโดยมีแว่นคุงกำลังหาน้ำมาให้ผมดื่ม เรานั่งแท็กซี่กลับห้องยังดีที่แว่นคุงไม่ได้ถามอะไรผม เรานั่งเงียบมาตลอดทางจนถึงหอ พอแว่นคุงยื่นขวดน้ำมาให้ผมมันก็เอ่ยถามขึ้นมา

“วี เป็นไงบ้างครับ”

“มึนๆ แล้วก็งงนิดหน่อย” พูดแล้วก็ยกน้ำขึ้นดื่มจนหมดขวด

“อยากเล่าให้เราฟังมั้ย”

“แว่น คิดยังไงกับพวกรักร่วมเพศ มึงโคมั้ยที่กูจะเป็นแบบนั้น”

“หืม เราคิดว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามนะ ไม่ว่ามันจะเกิดกับเพศไหนก็ตาม แถมตอนนี้สังคมมันก็เปิดกว้างกว่าเดิมแล้ว คนที่รักชอบเพศเดียวกันก็มีเยอะแยะ”

“แว่นคุง ที่จริงกูแอบชอบไอ้ภิภพมานานแล้วอ่ะ โทษทีที่ไม่ได้บอกนะ คือกูไม่กล้า บางทีก็คิดว่ามึงจะรังเกียจ มึงก็รู้ก็ไม่ค่อยมีเพื่อน คนที่สนิทจริง ๆ ก็มีแค่มึง”

“วีคือเพื่อนเราทำไมต้องรังเกียจ ถึงไม่ใช่วี เราว่าเรื่องแบบนี้ธรรมดาจะตาย”

“ขอบใจมาก”

“แล้ว เรื่องนั้น”

“เฮ้อ กูไม่น่าสารภาพมันออกไปเลยอย่างน้อยผลที่ได้มันคงไม่เป็นแบบนี้” ตอนนี้ในอกมันยังหน่วง ๆ อยู่เลยครับ บางทีก็เคยคิดว่าไม่ได้ชอบมันมากมายขนาดนั้น แต่อาการตอนนี้มันก็บอกได้ดีว่าความรู้สึกที่ผมมีให้มันนั้นมากมายจริง ๆ บางครั้งก็พยายามจะตัดใจแต่ไม่เคยทำได้สักที เพราะคิดว่าถ้ามันไม่รู้ก็คงไม่เป็นอะไร ได้แค่แอบชอบอยู่ห่าง ๆ แบบนี้ก็มีความสุขดีถึงจะไม่ได้มันมาครอบครองก็ตาม และคงมีสักวันที่ผมสามารถตัดใจจากมันได้จริง ๆ แต่ด้วยวันนี้มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ผมตัดสินใจสารภาพออกไป ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเมาเลยทำให้ตัวเองมีความกล้าขนาดนั้น และคำที่แว่นคุงมันพูดถ้าไม่สมหวังจริงๆ จะได้ตัดใจง่ายๆ

“ต่อจากไปนี้กูเลิกชอบมันแล้วเหอะ” ผมก็หวังว่าตัวเองจะตัดใจจากมันได้จริง ๆ เวลาหนึ่งปีที่ผ่านมามันนานเกินไป

“ที่วี ไปสารภาพกับเขาแบบนั้น ถ้าเป็นเราก็คงปฏิเสธเหมือนกัน” แว่นมึงพูดเหมือนไม่ใช่เพื่อนกู

“ไม่ใช่ว่าเราไม่เข้าข้างวี แต่ว่าเขาไม่รู้จักวีจะให้ตอบรับกับคนแปลกหน้าที่เคยเจอแค่ครั้งแรกคงไม่ได้หรอก ครับ เพราะมีแค่วีที่รู้จักเขาดีส่วนเขาไม่รู้จักวีเลย เราพูดถูกใช่มั้ย”

เออเจ็บแต่ก็จริง ที่ผมแอบชอบมันก็ไม่มีใครรู้ขนาดแว่นคุงที่เป็นเพื่อนมันยังพึ่งรู้วันนี้เลย มันต้องคิดว่ากูเป็นโรคจิตแน่เลย โอ๊ยตอนนั้นก็เมานิด ๆ อีกด้วย

“มันจะดีมั้ยถ้าวีลองที่จะนำเสนอตัวเองให้เขารู้จัก”

“แล้วการทำให้เขารู้จักมันต้องทำไงวะ”

“ก็อย่างเช่น ลองจีบเขาไง”

“แต่มันปฏิเสธกูได้เหี้ยมากเลยนะเว้ย จะให้จีบคนแบบนี้ไม่เอาหรอก อีกอย่างที่สำคัญแม่งมันมีแฟนแล้ว”

แค่ไปสารภาพยังรู้สึกผิดกับแฟนมันเลย มันปฏิเสธผมขนาดนี้ยังรู้สึกผิด ถ้าให้ลงมือจีบจริงๆ คงทำไม่ได้หรอก

“งั้นก็คงได้แค่ทำใจแหละครับ แต่ถึงยังไงเราก็จะเอาใจช่วยนะ”

“วีสู้ ๆ ๆ” มันพูดพร้อมกับทำท่ายกมือเชียร์ไปมา

“ไม่ง่วงหรอวะ อาบน้ำนอนดิ”

“ให้โอกาสร้องไห้ตอนเราไปอาบน้ำ” แว่นคุงพูดขณะถือผ้าเช็ดตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำ

“ใครเขาจะร้องกันเรื่องแค่นี้” ผมได้แต่งึมงำอยู่คนเดียว

 

อันที่จริงก็อยากร้องอยู่ครับแต่มันร้องไม่ออก แค่รู้สึกจุก ๆ อึดอัดสลับกับความรู้สึกหน่วงในใจ จากนี้ไปผมคงตัดใจจากมันได้จริงๆ สักที คงไม่ต้องแอบมองมันตลอดเวลาที่บังเอิญเจอไม่ว่าจะตามโรงอาหารหรือแม้แต่เวลาที่เรียนด้วยกัน นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงดี กลัวว่ามันจะจำผมได้ แต่คนอย่างมันชัดเจนดีครับคนที่ไม่อยู่ในสายตามันคงไม่เก็บมาจำให้รกสมอง ผมก็แค่เพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งเท่านั้น ผมเข้าใจคนอกหักแล้วครับตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรให้ทำสมองก็จะกลับไปวนเวียนคิดแต่เรื่องเดิม เรื่องในอดีตที่ทำให้เคยมีความสุข ยิ่งได้อยู่คนเดียวยิ่งคิดไปเรื่อยเปื่อย

“เฮ้อ จากนี้ไปกูจะไม่ชอบมึงอีกแล้ว ไอ้บ้าเอ๊ย”

คิดอะไรคนเดียวไปตั้งเยอะ แว่นคุงก็ออกมาจากห้องน้ำ ผมจึงลุกไปอาบน้ำต่อ เสร็จแล้วก็มานอนที่เตียง โดยที่แว่นคุงมันนอนชิดติดกำแพงอีกฝั่งแถมยังหลับไปแล้ว ยังดีที่ห้องผมเป็นเตียงห้าฟุตทำให้เราสองคนไม่ต้องนอนเบียดกันมาก พอล้มตัวลงนอนก็ยังไม่หลับอาการชาหนึบที่ใจก็ยังไม่หาย ทำไมต้องมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับผม ก็เข้าใจแหละว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสมหวังกับความรัก บางคนต้องผ่านความรักมากี่ครั้งถึงจะเจอรักที่แท้จริง วันนี้แค่วันเดียวก็ทำให้เหนื่อยใจขนาดนี้ พรุ่งนี้จะเป็นไงไม่อยากจะคิดเลย

 

 

TBC. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว