ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 1 (Re-write)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2560 19:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 1 (Re-write)
แบบอักษร

 

1

 

             เหตุการณ์ก่อนหน้า

                ในช่วงค่ำผมกำลังนั่งก๊งเหล้ากับกลุ่มเพื่อน เสียงริงโทนบ้านๆ ดังขัดจนผมต้องลุกออกไปรับ ปลายสายคือเพื่อนรักที่คบกันมาตั้งแต่มัธยม มันชื่อไอ้กลอย ปกติมันไม่โทรหาผมหรอก มีแต่หยอดมาให้โทรกลับ ไอ้นี่มันขี้งกตัวพ่อ

                “โทรมาได้แสดงว่ามีเรื่อง” กรอกเสียงไปตามความคิด

                (แหม รู้ทันกูตลอดนะไอ้ม่าน) น้ำเสียงมันกวนนิดๆ ตามสไตล์

                “ถ้าไม่รู้ กูก็ไม่ใช่เพื่อนมึงสิ มีอะไรวะ” ไอ้ปลายสายมันหัวเราะร่วน

                (พรุ่งนี้มึงว่างหรือเปล่าวะ กูว่าจะชวนมึงไปเที่ยว) ผมกำลังจะปฏิเสธ แต่เพราะมีประโยคถัดมาทำให้ผมตาวาว (ฟรีทั้งงานนะมึง กินเที่ยวฟรีตลอดสาย สนป่ะ)

                “สน” ตอบแบบไม่ต้องคิด ของฟรีที่ไหนมี ไอ้ม่านไม่พลาดอยู่แล้ว

                (แจ๋ว งั้นพรุ่งนี้มึงมาหากูเช้าๆ นะเว้ย แค่นี้ เลิกกัน) แล้วมันก็วางไป ของฟรีอะไรที่ถึงขั้นทำให้ไอ้กลอยมันโทรมาชวน จะชวนกินเหล้าที่ห้องแฟนมันอย่างทุกทีก็ไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น มันจะเอาเบอร์ของแฟนโทรมาแทน แปลกจริงๆ

                เดินกลับมานั่งในวงล้อมใหม่ ตอนนี้พวกมันกรึ่มได้ที่เลยทีเดียว เด็กเกษตรอย่างเราต้องคอแข็งครับ หากคออ่อนเราจะถูกกำจัดด้วยการมอมเหล้าทุกครั้งที่เข้าร้าน ดังนั้นต้องหัดและฝึกเข้าไว้

                นึกถึงปีหนึ่งของตัวเอง แม้ผมจะกินเหล้าได้แต่คอไม่แข็งมาก ถูกรุ่นพี่มอมเมาซะเหมือนหมา ยังดีที่ได้พวกเพื่อนลากกลับ ไม่อย่างนั้น ผมคงไปนอนเล่นที่พื้นกับไอ้ด่างของร้าน

                “ใครโทรมาวะ” ไอ้เจ เพื่อนคนแรกในคณะของผมครับ เจอกันครั้งแรกโคตรไม่ชอบในความขี้เก๊กเลย ก็อย่างว่า คนหล่อมันต้องเก๊ก แต่พอเริ่มคุย ไอ้เชี่ยนี่เพี้ยน ติดการ์ตูนอย่างหนัก

                “ไอ้กลอย” ผมบอก มือก็รับแก้วเหล้าจากไอ้มีน เพื่อนอีกคน

                “มันโทรมาทำไมวะ” ไอ้เกมส์ที่นั่งมุมสุดถามขณะตบมืออีแน่ว เพื่อนสาวที่อยากเป็นผู้ชายหนึ่งเดียวของกลุ่ม โคตรแปลกที่มันมาขอเข้ากลุ่ม

                “มันชวนกูไปเที่ยว ฟรีด้วย” ผมยักคิ้วบอกเพื่อให้กลุ่มขี้สอดหายสงสัย

                “อย่างไอ้กลอยเกรียนมันจะเลี้ยงเหรอวะ เป็นไปไม่ได้” ไอ้มีนรีบส่ายหน้ารัวๆ

                เพื่อนผมที่นี่รู้จักไอ้กลอยดีครับแม้จะอยู่คนละมหาลัย แต่ตอนคบกันใหม่ๆ ผมก็พาเพื่อนใหม่ไปกินเหล้ากับเพื่อนเก่าบ่อยๆ ไอ้กลอยที่มีฉายาเกรียนเป็นที่ร่ำลืออย่างดีในกลุ่มเพื่อน ความเกรียนที่ไม่มีใครเข้าถึงจิตใจของมัน ชอบนักกับการทำเรื่องที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกัน และมันก็ชอบกล่าวหาว่าผมเกรียนไม่แพ้มันสักนิด ซึ่งมันคิดผิด ผมโคตรเป็นคนดีศรีสังคมเถอะ แม่งใส่ร้ายผมว่ะ

                “พรุ่งนี้ก็รู้” ยกเหล้าขึ้นจิบ สายตาก็มองเพื่อนตัวเองที่ยกแก้วไม่ถนอมน้ำใจของคนซื้อเหล้าอย่างไอ้เจเลย มันถูกหวยครับ โคตรฮา เห็นว่าแม่มันให้เลขเด็ดมา รู้แบบนี้ตามมันสักหน่อยคงดี

 

                เช้าวันใหม่ ผมแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพราะถูกไอ้คนนัดโทรปลุก ไม่รู้จะตื่นเต้นดีใจอะไร หรือว่าคึกที่แฟนไปเที่ยวเมืองนอกมันเลยเที่ยวได้ คอยดูเถอะ แฟนมันกลับมาผมจะฟ้อง

                แต่งตัวธรรมดา เสื้อยืด กางเกงยีนส์ เดินลงหอพักพร้อมทักทายคนรู้จักที่เดินผ่าน พอดีไอ้ม่านเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ผมขับรถกระบะที่พ่อซื้อให้เป็นของขวัญตอนสอบเข้าที่นี่ได้ พ่อบอกมันจะทำให้ผมไม่ลำบากในการเดินทาง ผมเลยถนอมเช็ดล้างอย่างดีจนผ่านมาจะสามปี รถผมยังใหม่เอี่ยมไร้รอยขีดข่วนใดๆ โคตรภูมิใจตัวเอง

                ผมขับมาถึงคอนโดที่ไอ้กลอยพักอยู่ มันลงมายืนรออยู่แล้ว พอเห็นผมมันก็ยิ้มแป้นแล้นกวักมือให้ไปหา มันบอกว่าต้องรอคนเลี้ยง นี่ผมคิดผิดใช่ไหม ที่คิดว่าคนอย่างไอ้กลอยจะเลี้ยง สรุปมันมีคนเลี้ยงอีกทอดสินะ มิน่าถึงใจป้ำเลี้ยงตลอดทริป

                “กูว่าแล้ว ว่ามึงไม่มีทางออกเงิน” ตบหัวไอ้กลอยไป มันก็ทำหน้ามุ่ย “แล้วพี่โชติดต่อมาบ้างหรือเปล่าวะ” ถามเพราะเป็นห่วง ไอ้กลอยเป็นคนขี้เหงา แฟนมันไปต่างประเทศนานๆ แบบนี้มันต้องอยู่คนเดียว

                “เออ เมื่อคืน กูทวงของฝากแล้ว” ตอนแรกหน้ามันดูสลด แต่พอพูดถึงของฝาก หน้ามันบานเป็นจานสังกะสี

                “แบ่งกูด้วย” และผมก็บานไม่แพ้มันหรอก ไอ้กลอยมันรักผม รักเพื่อน แม้จะงกแต่ก็แบ่งปันของอร่อยเสมอ

                “ตลอด ของฟรีนี่ไม่มีพลาดนะมึง” โดนมันแขวะ แต่ผมก็ทำหูทวนลม

                รออยู่นานจนเบื่อ ขนมที่ผมหยิบมาจากห้องไอ้เจก็หมดเพราะไอ้คนข้างๆ มันกินเรียบ เห็นมันเงียบที่แท้กำลังฟาดขนมผมเรียบอยู่

                “นิดหน่อยน่า มึงนึกถึงขนมที่พี่โชซื้อมานู้น แพงกว่าซองนี้อีก” แม้อยากจะนึกตาม แต่ผมก็หวงขนมของผมอยู่ แม้จะเอามาแบ่งมันกิน แต่ผมไม่ได้กินสักอัน

                กำลังจะบ่น โทรศัพท์ไอ้กลอยมันก็ดัง คนโทรเข้าก็ไอ้คนที่มันนัด คุยไม่นานก็วางสาย ไอ้กลอยทำหน้าแหยหันมามอง

                “รถมันยางแบนว่ะ มารับไม่ได้”

                “งั้นกูกลับ”

                “เฮ้ย ไอ้ม่าน มาแล้วนะเว้ย” ผมมองหน้ามันนิ่ง “เราไปรับมันก็ได้ หอมันอยู่ไม่ไกล”

                “รถกู?”

                “เดี๋ยวกูเติมน้ำมันให้”

                ผมมองแบงค์สีม่วงที่มันยื่นมาให้ นานๆ จะได้เห็นเงินของไอ้กลอย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากเอารถของผมไป กลัวเด็กที่มันนัดจะทำรถผมเป็นรอย ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด

                คนที่ไอ้กลอยนัดเป็นเด็กปีหนึ่งคณะมันนั่นแหละ ผมไม่รู้ว่าพวกมันนัดอะไรกัน แต่เท่าที่ผมคบกับไอ้กลอยมา มันต้องมีแผนอะไรสักอย่าง ที่สำคัญ ผมต้องมีส่วนเกี่ยวในเรื่องนั้นแน่ ดูได้จากรอยยิ้มและแววตาแพรวพราวของมัน

                “สวัสดีครับ” ทันทีที่จอดหน้าตึก ไอ้เด็กที่นัดไว้ก็รีบวิ่งมาหา มันยกมือไหว้ผมก่อนจะยิ้มเท่ของมัน “เพื่อนพี่ชื่ออะไร” พอมันนั่งบนรถแล้วก็เริ่มถามรุ่นพี่มัน ไอ้กลอยเหล่ตามองผมนิดๆ แต่ผมขัดใจรอยยิ้มของมัน รอยยิ้มที่กำลังคิดวางแผนชั่วร้าย

                “มันชื่อม่าน ชื่อมอม้าเหมือนมึงเลย ม่านกับเม่น” นั่นไง ว่าแล้ว ตงิดใจตั้งแต่มันบอกว่าจะเลี้ยงแล้ว เห็นมันยิ้มมากๆ เข้าก็หมั่นไส้ เลยตกหน้าผากเพื่อนตัวเองไปแรงๆ จนหน้าหงาย

                “รอยยิ้มมึงนี่กำลังคิดอะไรแผลงๆ อยู่ใช่ไหม กูรู้นะมึง” ผมกระซิบบอกกับไอ้กลอยอย่างรู้ทัน ตามันกรอกไปมาอย่างมีพิรุธ แปลว่าผมคิดถูก “อย่าคิดจะเอากูเป็นไม้กันหมา กูไม่สนุก”

                “อะไร” ไอ้กลอยขึ้นเสียงสูง ผมได้แต่ส่ายหน้าให้กับความคิดของเพื่อน แล้วไอ้เด็กนั่นมันก็คงพอจะรู้แหละครับ ผมดูหน้ามันผ่านกระจกมองหลัง หน้าตาหมองเชียว คงเพราะหลงคนไม่น่าหลงอย่างไอ้กลอยเนี่ย

                “พี่ชื่อม่านเหรอ เรียนที่ไหนอะ” ละสายตาจากท้องถนนแป๊บหนึ่งเพื่อมองหน้าคนถาม ไอ้เด็กที่ชื่อเม่นยิ้มให้เพราะมันก็กำลังมองผมผ่านกระจกมองหลังเช่นกัน

                “กูเรียนเกษตร แต่ไม่ใช่ที่มหาลัยมึง” ตอบเรียบๆ มีเสียงขำในลำคอของไอ้กลอยแทรกเบาๆ

                “อ่อ ก็ว่าไม่เคยเห็น” ไม่ได้สนใจเสียงตอบกลับ แต่พอเหลือบมอง ไอ้เด็กเม่นก็ยังจ้องผมอยู่ หรือหน้าผมมีอะไรติดวะ

                “แล้วมึงเป็นรุ่นน้องไอ้กลอยเหรอวะ” ถามไปอย่างนั้นเอง ที่จริงรู้อยู่แล้ว

                “ครับ แต่ไม่ใช่น้องรหัส อยากเป็นแต่ไม่ได้เป็น เศร้าเนอะ” เบ้ปากให้กับเสียงสำออยของเด็กปีหนึ่ง

                “ระวังเถอะมึง ผัวมันดุ” ไม่ได้คิดจะขัดคอ แต่ที่เตือนเพราะรู้นิสัยพี่โชดี ผมกับไอ้เด็กนั่นคุยต่ออีกนิดหน่อย ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าห้างสรรพสินค้า

                เพราะไม่รู้จะไปไหน เลยเลี้ยวเข้าห้างสัมผัสแอร์เย็นๆ ให้รู้แล้วรู้รอด ผู้ชายสามคนเดินเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย ไอ้กลอยก็พูดมาก ไอ้เด็กปีหนึ่งก็เงียบ แล้วผมมาด้วยทำไมวะ เมื่อไม่รู้จุดหมายไอ้เด็กที่เงียบมันเอ่ยชวนกินข้าวแล้วไปดูหนัง ร้านข้าวที่เลือกก็ไม่เห็นจะมีข้าวสักเม็ด ร้านที่ไอ้เม่นมันเลือกเป็นร้านสเต็ก นานๆ ทีผมถึงจะเข้า แล้วไม่รู้ด้วยว่าอันไหนอร่อยหรือไม่ ผมกินได้ทุกอย่าง (ที่ฟรี)

                ทิ้งไอ้กลอยไว้ที่โต๊ะ ผมกับไอ้เม่นเดินมาตักสลัดก่อน ไอ้เด็กปีหนึ่งมันแนะนำอันไหน ผมก็ตักอันนั้น รู้ตัวอีกทีก็พูนจาน กว่าจะได้กินสเต็กผมก็อิ่มผักก่อน แถมไอ้กลอยมันเนียนใจดียกสเต็กมันให้ผม อยากจะเอาฟาดหน้า มันอิ่มจนล้นเลยเอาให้ รู้นิสัยกันอยู่

                ช่วยที่กินนั่นกินนี่ ผมแอบสังเกตคนที่กล้าจีบเพื่อนของผม ไอ้เด็กเม่นดูใจกล้าและเปิดเผยดี แต่มันไม่เอาใจไอ้กลอยเลย มีแต่จะตักผักอันที่ผมเขี่ยออกไปใส่จานตัวเอง มันควรเอาของไอ้กลอยหรือเปล่า ผักกองเต็มจานเลย ผมเหล่ตามองหน้ามันบ้าง ไอ้เม่นก็ยิ้มตอบกลับ ลางสังหรณ์เริ่มไม่ค่อยดี

                “กูอิ่ม” ไอ้กลอยลูบท้องโตๆ ของตัวเอง “แต่เหลือว่ะ มึงช่วยกูกินหน่อย” ตาเหลือกสิ ขนาดของผมเองยังไม่หมด

                “กูเอาถุงมา” เป้ผมมักจะมีถุงติดไว้เสมอ เผื่อฉุกเฉิน พอผมเอาถุงออกมา ไอ้เม่นก็หัวเราะหน้าดำหน้าแดง

                “พี่แม่งตลกว่ะ” หยิบหมูใส่ถุงไป มองไอ้คนหัวเราะไป

                “หัวเราะกูไอ้สัด” ด่าไปนิดๆ ถ้ามันหุบปากจะไม่มีใครมอง แต่พอมันอ้าปากหัวเราะ คนเลยมองมา ผมเก็บถุงแทบไม่ทัน ไอ้ห่า

                “ก็พี่แม่งตลก” มันยังหัวเราะต่ออีก

                หนังท้องตึงก็เริ่มอืด เพราะไม่รู้จะไปไหน นั่งอยู่กับที่ก็ง่วง พอเดินก็เบื่อ ไปดูรอบหนังยิ่งเบื่อ ไม่มีหนังสนุกให้ดู แต่ไม่มีที่ไปจริงๆ เลยต้องตัดสินใจดูหนังที่น่าจะดูดีที่สุดในรายการ

                หนังความรักกับสงคราม ก็น่าสนใจดี และมันน่าสนใจมากเมื่อได้ดูจริงๆ ผมว่าเขาเล่นดีเลยนะ สงครามดูน่ากลัว แต่พอมีความรักทำให้หนังดูซอฟต์ลง ไม่หนักหน่วงเท่าไหร่ แต่ไอ้กลอยหลับตั้งแต่สิบนาทีแรก ก็บอกแล้วว่ากินข้าวก่อนมันจะง่วง  

เมื่อหนังจบ ผมกับไอ้เม่น ก็เริ่มคุยกันมากขึ้น คงเพราะหนังเมื่อกี้ พอได้คุย มันก็เป็นเด็กที่มีความคิด มีเหตุมีผล ไม่รู้หลงมาชอบไอ้กลอยได้ยังไง หรือถูกมนต์ดำเป่าใส่  

                เมื่อจบโปรแกรม พวกเราก็แยกย้าย ผมขับรถไปส่งไอ้กลอยก่อนเพราะมันบอกไอ้นี่แผนสูงจริงๆ เหลือบตามองไอ้เม่นที่ย้ายมานั่งข้างหน้าทำตาแป๋วอยู่ข้างๆ เราสลับกันมองไปมาอยู่ครู่ใหญ่ เพราะอยู่กันสองคนโดยไม่มีไอ้กลอย ไอ้เด็กนี่ดูนิ่งไม่กรุ้มกริ่ม ผมเหลือบตามองมันแต่ก็ไม่พูดอะไร รอจนมันเอ่ยออกมาก่อนถึงยอมคุย

                “พี่เป็นเพื่อนพี่กลอยนานแล้วเหรอ” เหล่ตามองนิดๆ แล้วพยักหน้าลง “เหรอ”

                “ทำไมถึงชอบไอ้กลอยวะ แฟนมันดุ มึงไม่รู้เหรอ” เห็นใจหรอกนะผมถึงบอกตรงๆ ไม่อยากให้มันมีความหวังกับเพื่อนตัวเอง อีกอย่าง ตีนพี่โชก็ไม่เบา เคยเห็นตอนกระทืบพวกที่ทำร้ายไอ้กลอยจนสาหัส กลัวแทนเลย

                “รู้ แต่ผมก็...” อยู่ๆ มันก็หยุดพูดจนผมต้องละสายตาจากถนนมอง

                “ถ้ามึงคิดว่า สิ่งที่มึงทำ ไอ้กลอยจะหันมาสนใจ มึงก็ทำไปเถอะ เอาตามที่มึงสบายใจ” ไม่ได้ประชดนะ แต่คนเรายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุไง แต่ถ้าเรายุ มันอาจจะหยุด

                “โหพี่” ไอ้เด็กเม่นลากเสียงยาวแล้วขำออกมา “คิดได้ว่ะ”

                “กูเก่ง” ยักไหล่ แต่ไอ้เด็กเม่นมันหัวเราะเอาซะผมเสียเซลฟ์ “หยุดขำเลยมึงน่ะ”

                “พี่ไม่เห็นเกรียนแบบพี่กลอยเลยว่ะ”

                “อ่าว กูผิดเหรอ”

                “เปล่า” กะจะพยักหน้า แต่ต้องตวัดตามองมันแทน เมื่อได้ยินประโยคหลัง “แต่พี่เกรียนแบบของพี่”

                “มึงลองจำกัดความคำว่าเกรียนของมึงซิ” อยากรู้จริงๆ คำว่าเกรียนคืออะไร สำหรับไอ้กลอยผมพอรู้ เพราะมันชอบคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน คิดแต่เรื่องแผลงๆ แต่ผมเนี่ย เกรียนตรงไหนวะ

                “ก็...”  

                “เอาดีๆ นะมึง”

                “ก็อย่างพกถุงเพื่อเอาสเต็กกลับ” คนมันเสียดายผิดเหรอวะ “เรอใส่หน้าไม่อายใคร” ก็คนมันอิ่ม “ชอบทำคิ้วขมวดเวลาได้ยินอะไรที่ไม่ตรงกับที่คิด” ไอ้นี่ชักจะรู้มากไปแล้ว

                “กูเนี่ยนะ ตรงไหนวะ” ผมชอบขมวดคิ้วเหรอวะ ไม่เห็นจะรู้

                “ก็อย่างเมื่อกี้ พี่กลอยกับผมพูดอะไรที่พี่ไม่เห็นด้วย ก็จะขมวดคิ้ว พอให้เดินไปอีกฝั่งก็เลือกไปอีกฝั่ง เอาซะพี่กลอยกับผมงงเลย”

                “แค่นั้นก็เรียกเกรียนเหรอวะ” ส่ายหน้าให้กับคำตอบ ใครๆ ก็ขมวดคิ้วหรือเปล่า “นั่นเพราะกูรำคาญต่างหาก พวกมึงถามกันอยู่นั่นว่าจะทำอะไร กูเลยตัดสินใจให้จะได้จบๆ มัวแต่ผลัดกันเมื่อไหร่จะได้ทำ” บ่นยาวเหยียด ไอ้เด็กเม่นก็พยักหน้ารับฟัง

                “พี่ดูเป็นผู้ใหญ่เนอะ”

                นี่มันชมหรือด่าผมอยู่หรือเปล่าวะ

                “มึงว่ากูแก่เหรอ”

                “ถ้าเทียบกับผมนะ” ตวัดสายตามองโหด “ล้อเล่นน่า ผมหมายถึงความคิดต่างหาก ตอนแรกคิดว่าจะง้องแง้งเหมือนพี่กลอย” ดูมันว่าผมสิ

                “กูไม่ได้ทำตัวไร้สาระ ปัญญาอ่อนแบบไอ้กลอย คิดผิดคิดใหม่ซะ” กำชับเสร็จก็เลี้ยวเข้าจอดหน้าหอพัก จะเรียกหอพักก็ไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นคอนโด แต่ไม่หรูมากเท่าไหร่ “ถึงละ โชคดีไอ้น้อง”

                “ผมขอไลน์พี่หน่อยได้ป่ะ” ก่อนจะลง มันยื่นมือถือเครื่องแพงมาตรงหน้า ผมเหล่ตามองอย่างระแวง “ผมไม่เอาไปทำเสน่ห์หรอกน่า”

                “กูไม่ได้กลัวแบบนั้นไอ้ห่า” คว้ามือถือมันมาค้นหาชื่อของตัวเอง เจอก็แอดไป รูปโปรไฟล์ผมเป็นรูปขวดเหล้าครับ ให้รู้ว่าคอแข็งพร้อมรับคำท้า และกลุ่มผมก็ใช้ขวดเหล้าเป็นรูปโปรไฟล์ทุกคน ต่างกันแค่ยี่ห้อเท่านั้น

                “โห หมกมุ่นว่ะ” ไอ้เม่นมันหัวเราะเมื่อเห็นรูปของผม

                “โชว์ความเทพเว้ยไอ้น้อง” ยักคิ้วให้มัน ไอ้เม่นก็หัวเราะ ก่อนมันลง ดูเหมือนจะลังเลอะไรสักอย่าง “อะไร ไม่ลงเหรอวะ”

                “พี่ ผมถามเรื่องหนึ่งสิ” ไอ้เม่นไม่หันมามองหน้าผม ตามันจ้องช่องแอร์เย็นช่ำ แต่คิ้วมันขมวดเป็นปม “ความรักมันคืออะไรวะ”

                เป็นคำถามที่ผมก็ไม่เคยรู้เลย

                “ไม่รู้ว่ะ” ตอบตามตรง “กูไม่เคยมีแฟน” พอผมบอก ไอ้เม่นรีบหันมา มันทำหน้าเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด

                “โม้ป่ะ อย่างพี่เนี่ยนะ”

                “เออ กูไม่คิดว่ามีแฟนมันจะดีตรงไหน” เห็นเพื่อนมีแฟนแล้วปวดหัว ขออยู่คนเดียวดีกว่า เต๊าะเด็กบ้างบางเวลา สบายอุรากระเป๋าเงิน (มันใช่กลอนเหรอเปล่าวะ)

                “พี่ไม่คิดจะมีแฟนบ้างเหรอ” ไอ้เม่นถามออกมาทำให้ผมมองหน้ามันนิ่ง  

                “ก็กูกำลังบอกอยู่นี่ไง ว่ามันไม่มีดี”

                “พี่ไม่เคยมี จะรู้ได้ไงว่ามันไม่ดีวะ” ก็จริงของมัน ผมทำหน้ายุ่งคิดตามที่มันบอก “พี่ไม่อยากลองเหรอ”

                “ลองอะไร” เหล่ตามองไอ้เด็กที่ยิ้มกริ่ม

                “มีแฟนไง ผมลองเป็นให้เอาหรือเปล่า” มันพูดจบ ผมก็แจกนิ้วกลางให้ไป “โหย แจกของลับเลยเหรอ หยาบคายว่ะ”

                “พล่ามมากเกินไปแล้วไอ้น้อง ลงเลยมึงน่ะ” ออกปากไล่ครับ ไอ้เม่นก็หัวเราะลงจากรถผมไป แต่ก่อนมันจะปิดประตู ยังไม่ลืมพูดส่งท้ายจนผมต้องเอาซองขนมขว้างใส่หน้ามันไป

                “ผมยอมเป็นแฟนทดลองของพี่เลยนะ ไม่คิดเงินด้วย โอเคนะ”

                “โอเคพ่องมึงสิ ไอ้เหี้ย”

                ผมขับรถออกจากที่พักไอ้เด็กปากมากที่มันยังยืนหัวเราะอยู่ที่เก่า เพี้ยนแน่ๆ ไอ้เม่น เป้าหมายต่อไปเป็นมหาลัยครับ ตอนนี้เพื่อนผมกำลังสุมหัวอยู่ที่นั่น พวกมันกำลังเตรียมงานส่งท้าย กีฬาเฟชรชี่กำลังจะถึงแล้ว อีกอย่าง ห้องเชียร์ก็ใกล้ปิด ดังนั้นวันหยุดแบบนี้จึงเป็นเวลาดีในการเตรียมงาน ผมขอไปสาย ด้วยข้ออ้างเพื่อนมีปัญหาต้องปรึกษาอย่างเร่งด่วน

                ผมมาถึงตอนบ่ายแก่ๆ ห้องที่นัดเป็นห้องเรียนที่ถูกปิดทึบเพราะไม่อยากให้ใครได้ยิน แง้มประตูดู ในห้องมีปีสอง ปีสามและพี่ปีสี่อีกนิดหน่อย ทุกคนทำหน้าเครียดพอดู แต่พอผมเปิดประตูเข้าไป สายตาทุกคู่ก็พุ่งมา กดดันโคตรๆ เลยว่ะ โค้งศีรษะขอโทษแล้วเดินเรียบกำแพงด้านหลังไปยืนข้างเพื่อนสาวใจแมนอย่างแน่ว มันทำท่าทางล้อเลียนจนผมต้องเตะข้อพับมันไป

                “ทำไมมันเครียดกันวะ” กระซิบถามให้เบาที่สุด

                “เรื่องห้องเชียร์ปิดท้ายไง” อีแน่วมันกระซิบตอบ

                “แล้วเรื่องกีฬาละวะ”

                “คุยเสร็จตั้งแต่มึงไม่โผล่หัวแล้วไอ้ห่า”

                ดูเหมือนพวกผมจะคุยเสียงดังไปนิด เลยถูกสายตาตวัดมองอีกรอบ ผมเห็นไอ้เจ ที่ได้รับความไว้วางใจจากเฮดรุ่นก่อนให้สืบทอดเป็นเฮดว๊ากดูเครียดหนักสุด โชคดีของผมที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ทั้งที่ใจจริงก็อยากลองเป็นพี่ว๊ากสักครั้ง แต่ติดตรงพี่รหัสผมออกปากดูถูกน้ำหน้าว่าผมว๊ากใครไม่ได้ โคตรดูถูกเหอะ

                นั่งฟังพวกเป็นการเป็นงานคุยกัน ได้เรื่องได้ราวเสร็จก็แยกย้าย จะเหลือแค่พวกว๊ากปีสามที่ต้องอยู่ ผมไม่เกี่ยวข้องแต่ก็อยากอยู่ด้วย

                “ตามกูออกมาเลยไอ้มู่” เรียกซะผมเป็นหมูเลย

                อย่าแปลกใจกับการเรียกชื่อของผม ต้นเรื่องนั้นมาจากที่ผมมารายงานตัวตอนปีหนึ่ง เสียงกอง เสียงเพลงดังจนรุ่นพี่ที่เขียนป้ายชื่อไม่ได้ยิน ผมเลยตะโกนแข่งไปแล้วบอกว่าชื่อม่าน ม่านที่เหมือนมู่ลี่ แล้วพี่แกได้ยินแค่มู่ลี่ก็เลยเขียนไปแบบนั้น ที่สำคัญแก้ไม่ได้ ผมเลยต้องห้อยป้ายชื่อนั้นทั้งปี ผู้คนเลยชินกับการเรียกผมว่ามู่ลี่ ไม่ก็ไอ้มู่นี่แหละ นานๆ ทีถึงจะหลงเรียกชื่อม่านออกมา จนตอนนี้ผมกำลังสับสนว่าตัวเองชื่ออะไรกันแน่

                “โหยพี่เฟรนด์ ให้ผมอยู่ต่อเถอะนะ ไม่เอาไปบอกใครหรอกน่า” นี่ก็กลัวความลับรั่วไหลซะจริง

                “มึงกล้าหือกับพี่รหัสมึงเหรอวะ” โดนแขนหนีบคอแล้วลากออกไป ถูกรุ่นพี่ รุ่นน้องหัวเราะเยาะ คือพี่ครับ ผมอายรุ่นน้อง

                “ไอ้พี่เฟรนด์โว้ย” แหกปากโวยวายจนลั่นตึก พี่เฟรนด์เลยยอมปล่อย “ไม่เจอกันนาน พี่ขาวขึ้นหรือเปล่าวะ” ทักทายพี่รหัสสุดรัก มือก็จัดผมตัวเองที่ชี้ฟู

                “กูไปฝึกงานในไร่ตัวดำอย่างกับเมี่ยง มึงประชดกูใช่ไหม” โดนตบหัวไปอีกหนึ่งดอก

                “โหย ถ้าพี่ดำคนอื่นก็ถ่านแล้วเถอะ” ส่ายหน้ากับพี่รหัส พี่เฟรนด์เลือกไปฝึกงานในไร่ข้าวโพดที่ทำแป้ง เห็นว่าเพื่อนพ่อเป็นเจ้าของ แบบนั้นมันจะตัวดำได้ยังไง นั่งออฟฟิศสบายตูดมากกว่า

                “มึงเถอะ หายหัวไปไหนมาวะ ขึ้นปีสามแล้วขี้เกียจเหรอวะ ไม่ใช่ว่าแอบไปเที่ยวหรอกนะ” โดนเหล่ตาจ้องจับผิด ผมรีบยิ้มตาหยีกลบเกลื่อน

                “ไม่ได้ไปเที่ยวเลย” แก้ตัวไปแต่พี่เฟรนด์ไม่เชื่ออยู่แล้ว

                ก่อนที่จะโดนเค้นมากกว่านี้ ห้องที่ปิดสนิทก็เปิดออก บรรดาพี่ว๊ากทั้งปีสาม ปีสี่ก็เดินออกมา หน้าตาไอ้เจเครียดเหมือนเดิม รวมทั้งเพื่อนอีกสามคนของผม เห็นแล้วใช่ไหมว่าผมเป็นแกะดำ เพื่อนสี่คนเป็นพี่ว๊ากทั้งหมด โคตรเซ็ง

                “ไง” ผมยกมือไหว้พี่อินที่ทักทาย พี่เขาเป็นพี่รหัสไอ้เจครับ ซึ่งเป็นเฮดว๊ากปีสี่ด้วย เห็นหน้าตาใจดีแบบนี้โคตรโหด ตอนผมอยู่ปีสองถูกสั่งลงโทษให้วิดพื้นบ้าง สก๊อตจ้ำบ้าง วิ่งบ้าง จนเล็บเท้าผมหลุดก็มี ขนาดนัดแนะกันไว้แล้วนะ ปีนี้คงไม่ต่างมาก แต่เบาขึ้นเยอะ เพราะถูกจับตามอง ผมว่า การรับน้องที่เป็นระบบต้องมีผู้คุมกฎที่ดี แม้ใครหลายคนจะเกลียดระบบแต่ผมว่า มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย อยู่ที่ใครจะนำไปใช้อย่างไร

                คณะเกษตรของผมเราก็เป็นหนึ่งในมหาลัยที่ใช้ระบบรับน้องแบบโซตัส หรือระบบการเคารพรุ่นพี่ หากใครได้ผ่านระบบนี้มาจะรู้ได้ถึงแก่นแท้ของมัน หากคุณสัมผัสถึงนะ คุณจะมีทั้งพี่ ทั้งเพื่อน และมีระเบียบวินัย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่วนข้อเสียมันก็มี แต่ผมเลือกจะมองข้ามมันไป ไม่ใช่ผมคิดบวกนะ แต่เพราะผ่านมาแล้วไม่อยากจำแค่นั้น

                “พวกพี่จะเชือดเมื่อไหร่” ลองถามดู เลยถูกพี่เฟรนด์ตบหัวซะผมปลิว รุนแรงตลอดว่ะ

                “ไอ้ขี้เสือก ไม่ต้องรู้ มึงไม่เกี่ยว”

                “พี่อะ ถ้าพี่ไม่ดักทาง  ผมก็ได้เป็นพี่ว๊ากแล้ว”

                “มึงอยากถูกน้องเกลียดเหรอวะ”

                “ไอ้เจยังไม่เกลียดพี่อินเลย” คนที่ผมพาดพิงทำตาโตก่อนจะหัวเราะออกมา “เห็นป่ะ”

                “อ่าว มึงอย่าเอากูเข้าไปเกี่ยวไอ้มู่” พี่อินรีบโบกมือเป็นพัลวัน ไม่ใช่อะไร แต่กลัวพี่เฟรนด์งับหัว “ส่วนมึง กลับเถอะ กูหิว”

                “แหม สวีทจริง” ไอ้เกมส์เหยียดยิ้มล้อเลียน พี่อินยักไหล่ไม่แคร์ แต่พี่เฟรนด์เตะไอ้เกมส์ไปแล้ว

                “พูดมากนะมึง กูจะให้ไอ้อินเอาพวกมึงให้หนัก” มีชี้หน้าสั่ง ก่อนจะถูกพี่อินลากออกไป

                “คบกันได้ไงวะ” เป็นอีแน่วที่พึมพำออกมาซึ่งทุกคนต่างก็เห็นด้วย

                เมื่อไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็แยกย้าย ผมกลับมาที่หอ ทิ้งตัวนอนกะจะงีบสักหน่อย แต่ข้อความมือถือดังมาขัดซะก่อน หยิบมาเปิดดูเป็นข้อความจากไอ้เด็กที่ผมไปส่งมันเมื่อตอนบ่าย

                พี่ทำอะไรอยู่ เหมือนมันรู้จังหวะที่ผมกลับห้องเลยว่ะ

                อ่านข้อความมึงอยู่นี่ไงพิมพ์ตอบกลับ ไอ้เม่นมันส่งสติ๊กเกอร์หัวเราะกลับคืน ว่างมากเหรอมึง 

                ถึงไม่ว่าง ผมก็มีเวลาให้พี่น่า ไม่ต้องห่วง

                ไอ้...

                ไม่รู้จะพิมพ์ด่าอะไรดี ผมไม่ได้สนิทกับมันมาก เพิ่งเจอวันนี้วันแรก จะให้ด่าเสีย เทเสียก็ไม่ใช่ แม้มันจะปีนเกลียวก็เถอะ

                พี่อยู่ไหนเหรอ มันคงเห็นผมเงียบ เลยส่งมาถาม อ่านไม่ตอบว่ะ

                ‘อยู่ห้อง มึงถามทำไม

                ‘ก็เป็นห่วงไง

                ห่วงตัวมึงเองเถอะ

                ‘ห่วงพี่นั่นแหละถูกแล้ว จำไม่ได้เหรอ ผมยอมเป็นแฟนทดลองของพี่อยู่นะแทบอยากจะขว้างมือถือทิ้ง แต่ติดตรงที่มันแพงเกินที่ทำใจ

                ประสาทนะมึง กูไปตกลงตอนไหน แล้วอีกอย่าง มึงจีบเพื่อนกูอยู่ อย่าเอากูไปเกี่ยว กูไม่เล่นด้วยพิมพ์จนนิ้วแทบพันกัน แต่ทำไมไอ้เด็กเม่นถึงตอบกลับมาไว สงสัยมันคงพิมพ์จีบสาวบ่อย แถมยังบ่นผมอีก ไอ้นี่

                พี่ทำไมตอบช้าวะดูมันเร่งผมครับ

                ให้เวลากูพิมพ์บ้างอะไรบ้าง

                แก่แล้วก็แบบนี้แหละ

                ‘ไอ้เหี้ย

                พิมพ์ด่ามันไป แต่มันกลับส่งตัวหัวเราะมาให้ ไอ้เด็กนี่ดูโกรธยากเหมือนกันแฮะ

                ว่าแต่ ผมพูดจริงนะ เรื่องที่จะเป็นแฟนกับพี่น่ะ ผมอยากรู้และอยากให้พี่รู้ ว่าความรักมันเป็นยังไง วินๆ เห็นป่ะ

                ‘ไม่โว้ยหาคำพูดคำด่าแทบไม่ได้ ยกมือขยี้ผมตัวเองซะเละเทะ

                โหยพี่ ผมแซ่บนัวมากนะเออแล้วมันก็ส่งตัวดุ๊กดิ๊กโคตรเสื่อมมา ผมรีบถ่ายรูปเท้าแล้วส่งให้มันทันที ‘ตีนพี่โคตรน่ารักอะ

                พอครับ ผมปิดโทรศัพท์แล้วยัดไว้ในลิ้นชัก ไม่สนเสียงมันจะดังอีกสักแค่ไหน ไอ้ม่านไม่อยากรับรู้ ไม่อยากจะเชื่อ ว่าชีวิตผมจะเจอเด็กปีนเกลียวได้ถึงขนาดนี้ ขยาดจริงๆ ไอ้ม่านขอบาย 

 

..............................................................................

ขออนุญาติรีไรท์นะคะ เนื่องจากตอนเก่าเนื้อเรื่องเดินไวไป ทำให้ดูวุ่นวายไม่รู้สาเหตุ เลยขอรีไรท์ใหม่ ขอประทานอภัยในความไม่สะดวกด้วยค่า จะค่อยๆ ทยอยลงค่าาา (-/l\-)

ความคิดเห็น