facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 ข้าจะแสดงให้เจ้าดู

ชื่อตอน : บทที่ 9 ข้าจะแสดงให้เจ้าดู

คำค้น : พลิกลิขิตฟ้า ท้าปฐพี, ท้าปฐพี, เยว่ปู๊ซิน, พลิกลิขิตฟ้า,พลิกฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 20

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 เม.ย. 2565 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 ข้าจะแสดงให้เจ้าดู
แบบอักษร

บทที่ 9 ข้าจะแสดงให้เจ้าดู 

ในเวลานี้เยว่ปู๊ซินมีทั้งทักษะที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์แบบของกำลังภายใจและความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก  ในตอนเที่ยงของวันถัดไป เขากลับไปบริเวณภูเขาหัวซานแล้ว 

เมื่อเข้าสู่พื้นที่เขาหัวซาน มองดูทิวทัศน์ที่คุ้นเคย ความรู้สึกสนิทสนมเกิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติทำให้หัวใจเยว่ปู๊ซินสงบลงอย่างประหลาด 

หรือเขาถือว่านิกายที่มีปัญหามากมายนี้กลายเป็นบ้านของเขาแล้ว? 

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจริงๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหน พวกเขาก็สามารถหยั่งรากของตนเองได้โดยสัญชาตญาณ โดยเฉพาะชาวจีน 

เมื่อหรี่ตามองดูเยว่ปู๊ซินรู้ว่ามีจุดตรวจสอบด่านตรวจบนภูเขาหัวซาน หลังมองไปรอบ ๆ สักพัก เขาก็เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หลีกเลี่ยงสาวกที่เฝ้าตรวจตรา และกลับไปที่ด้านหลังของยอดเขากระจ่างไกล 

ดูเหมือนว่าต้องมีการจัดการเวรยามและวิธีการตรวจสอบของจุดตรวจสอบใหม่  

ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์หรือเหล่าปรมาจารย์ขั้นปฐพีขั้นสูงสุดจากทั่วทุกมุมโลกสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย 

ทันทีที่เขาเข้าไปในลานบ้าน เยว่ปู๊ซินก็มองเห็นหนิงจงเซ่อนั่งอยู่ที่ระเบียง  จ้องมองไปที่พุ่มดอกไม้ด้วยอย่างเหม่อลอย ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความกังวล 

เยว่ปู๊ซินเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ ในขณะที่หนิงจงเซ่อเงยหน้าขึ้นเพราะรู้สึกบางอย่าง  นางมองเห็นเยว่ปู๊ซินได้อย่างชัดเจน  ดวงตาที่หมองคล้ำของเด็กสาวสว่างขึ้นทันตา 

“ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว?”  หนิงจงเซ่อตะโกนโดยไม่รู้ตัว  กระโจนเข้าหาเยว่ปู๊ซิน กอดเขาไว้แน่น ปล่อยน้ำตาที่ไม่สามารถยับยั้งได้ไหลริน 

“ข้ากลับมาแล้ว” เยว่ปู๊ซินก็ตื่นเต้นเล็กน้อยเช่นกัน เขาทิ้งห่อผ้าเดินทางและเอื้อมมือไปกอดหนิงจงเซ่อ 

เด็กสาวฝังหัวไว้ข้างหน้าหน้าอกของเยว่ปู๊ซินน้ำตาอาบเสื้อผ้าของ เขาจนเปี้ยก มือทั้งสองกอดเยว่ปู๊ซินไว้แน่พร่างสะอื้นไห้  "ศิษย์พี่บอกว่าจะกลับมาภายในหกเดือน ตอนนี้เป็นวันที่สิบแปดเดือนห้าของปีแล้ว  ข้ากังวลมาก กลัวว่าท่านจะเกิดเรื่องขึ้น” 

ผู้หญิงคนนี้เป็นคู่หมั้นคู่หมายของเขาแล้ว ปีนี้นางมีอายุสิบห้าปีแล้ว  เพราะการฝึกศิลปะการต่อสู้ของเธอ ร่างกายจึงเพรียวบางและแข็งแรง หัวใจของเยว่ปู๊ซินสั่นไหว  เมื่อได้ยินคำพูดจาน่ารักบวกกับท่าทางน่าสงสารของหนิงจงเซ่อก็ทำให้เขารู้สึกอ่อนโยนขึ้นในใจ . 

เยว่ปู๊ซินกระซับอ้อมแขนกอดหนิงจงเซ่อแนบอก แนบใบหน้าไว้กลับศีรษะของเด็กสาว สูดหายใจเข้าลึก ๆ กลิ่นหอมเฉพาะของสตรีที่บุกเข้ามาในหัวใจของเขาและพูดเบา ๆ ว่า   

"ไม่เป็นไร ข้าไม่ใช่ว่ากลับมาแล้วหรือ มันเป็นเพียงแค่ความล่าช้ากว่าที่คาดไว้” 

พระเจ้าช่วย! 

หนิงจงเซ่อตกใจกับการกระทำของตัวเอง 

นางกอดศิษย์พี่ของนางจริงๆ! 

หนิงจงค่อยๆ เช็ดน้ำตา ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง หัวใจเริ่มเต้นแรง ราวกับว่ามันกำลังจะทะลุออกมาทางปาก  หนิงจงเซ่อฝังหัวไว้ในอกของเยว่ปู๊ซิน กอดเอวของเขาไม่ยอมปล่อยและไม่กล้าพูดอะไรสักคำ 

ในเมื่อนางโผเข้าหาอ้อมกอดของศิษย์พี่แล้วก็ขออยู่อย่างนี้ซักพักเถอะ 

เยว่ปู๊ซินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งและรู้สึกว่าหัวใจของคนในอ้อมกอดเต้นเร็วและแรงขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อรู้ว่าศิษย์น้องสาวมีใบหน้าผอมบางสองแก้มแดงระเรื่อ  เขาจึงคลายอ้อมแขนออก เอนตัวไปหยิบห่อผ้าเดินทางก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม  "แดดร้อน  พวกเราเข้าไปคุยกันข้างใน" 

หนิงจงเซ่อถูกศิษย์พี่ใหญ่จูงมือ ค่อย ๆ สงบลงอารมณ์  ยิ้มให้ศิษย์พี่ชายของตนและพูดอย่างเขินอาย  "อืม...เข้าไปกันเถอะ" 

เยว่ปู๊ซินถูกรอยยิ้มเขินอาย ดวงตาที่สดใส และฟันขาวของหญิงสาวทำให้หัวใจเต้นแรง  เขาอดไม่ได้ที่จะคาดหวังกับชีวิตแต่งงานในอนาคต  ซึ่งเจ้าสาวคนงามคือน้องสาวตัวน้อยในเวลานี้! 

ทั้งสองเข้าไปในบ้านที่เยว่ปู๊ซินใช้เป็นที่พักเก็บห่อผ้าเดินทาง  

หนิงจงเซ่อไปที่บ่อน้ำในลานบ้านตักน้ำมาให้เยว่ปู๊ซินใช้อาบน้ำ ล้างหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนิงจงเซ่อเตรียมการไว้แล้วถามว่า  "แล้วฉางอันและคนอื่นๆ ล่ะ ทำไมไม่มีเห็นใครเลย" 

หนิงจงเซ่อพูดอย่างเขินอาย  “ข้าจัดให้ฉางอันและคนอื่นๆ อยู่ข้างนอก” 

หลังจากพูดจบ นางวิ่งออกจากประตูไปที่ปีกชั้นนอกแล้วตะโกนว่า  “ใครอยู่บ้าง ไปที่ภูเขาด้านหลังแล้วเรียกฉางอันกลับมา” 

ปรากฎว่าหลิ่วฉางอันถูกส่งไปยังหลังเขาเพื่อรอรับเยว่ปู๊ซิน 

หยางจิงจิงได้ยินเสียงของหนิงจงเซ่อและวิ่งออกจากประตูไป เด็กหญิงมีอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น นางเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในจำนวนสี่คนที่ได้รับคัดเลือกขึ้นมาบนภูเขาในอีกที่ผ่านมา  นางรับผิดชอบดูแลเรื่องทั่วไปและทำความสะอาดเรือนหลัก 

อีกคนคือจางเหอลูกชายของป้าจาง ซึ่งปีนี้อายุได้แปดขวบเป็นน้องคนสุดท้องที่อายุน้อยที่สุดในสี่คน นอกจากไปทำธุระเพื่อส่งข้อความแล้ว โดยทั่วไปแล้วเขาไม่ได้ทำอะไรมา 

หลิ่วฉางอันและกั๋วซานสุ่ยอายุเก้าขวบ คนหนึ่งฉลาดและอีกคนมั่นคง  ทั้งสองคนผลัดกันติดตามเยว่ปู๊ซิน 

หนิงจงเซ่อถือผ้าแห้งเข้ามาช่วยเยว่ปู๊ซินเช็ดผมคล่องแคล่ว  เมื่อมองดูชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าแล้วหนิงจงเซ่อก็ยิ้ม "พี่ชาย ท่านสูงขึ้น?"  

เยว่ปู๊ซินมองดูชายเสื้อที่สั้นกว่าปกติแล้วต้องยอมรับว่าดูเหมือนเขาจะสูงขึ้นกว่าเดิมจริงๆ 

หนิงจงเซ่อทำท่าทางและยืนยัน “ศิษย์พี่ ตอนนี้ท่านสูงห้าเซี๊ยะหกชุ่น(นิ้ว)แล้ว” 

เยว่ปู๊ซินเดิมทีมีความสูงร้อยเจ็ดสิบห้าหรือประมาณห้าเซี๊ยะสี่ชุ่น ตอนนี้สูงขึ้นอีกสองชุ่น แต่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ฝึกเคล็ดเปลี่ยนเส้นเอ็นและหลอมกระดูกร่างกายของเขาที่ควรหยุดเติบโตแล้วยังสามารถสูงขึ้นได้อีก 

เยว่ปู๊ซินยิ้มรับและไม่อธิบาย  เขานั่งที่โต๊ะและปล่อยให้หนิงจงเซ่อช่วยเช็ดผมให้  มือเขาแกะห่อผ้าเดินทางของเขา หยิบตำราที่ห่อไว้ด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันออกมา พูดกับหนิงจงเซ่ออย่างภาคภูมิใจว่า  "ศิษย์น้อง ข้าจะให้เจ้าได้ดูของดี" 

เขาหยิบสำเนาออกมาสามฉบับ เอียงศีรษะเพื่อยื่นให้หนิงจงเซ่อดู 

หนิงจงเซ่อไม่ได้รับตำรามาแต่ชะโงกศีรษะเพื่อดูมันและอ่าน  "เคล็ดเปลี่ยนเส้นเอ็นและหลอมกระดูกฉวนเจิน คัมภีร์สุรางคนางค์ใจพิสุทธิ์  เอ๊ะ!  นี่คือคัมภีร์ดรุณีสาวหยก  เกี่ยวอะไรกับวิชากระบี่หัวใจหยกพิสุทธิ์ที่ข้าฝึกหรือไม่?” 

เยว่ปู๊ซินกล่าวด้วยรอยยิ้ม  "ทั้งสามวิชานี้มีต้นกำเนิดเดียวกับเคล็ดวิชาเมฆม่วง โดยเฉพาะเคล็ดวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและหลอมกระดูก ซึ่งสูงกว่าเคล็ดวิชาเมฆม่วง  คัมภีร์ดรุณีสาวหยกเป็นฉบับสมบูรณ์  ส่วนเพลงกระบี่หัวใจหยกพิสุทธิ์ที่เจ้าฝึกฝนตอนนี้ยังคงเป็นแบบย่อที่ตัดทอนมาจากคัมภีร์ดรุณีสาวหยก  และนี่คือต้นฉบับ”  

หลังจากพูดจบ เขาก็ดึงกระบี่หัวใจพิสุทธิ์สาวหยก(เปรียบเทียบกับสตรีที่มีความดีงาม)ออกมา 

หนิงจงได้ยินคำพูดนั้นและมองดูตำราสามนี้ด้วยความประหลาดใจ  พูดอย่างไม่เชื่อ  "เคล็ดวิชาเมฆม่วงถือว่าล้ำลึกมาแล้ว  หรือว่าวิชาเหล่านี้ยังล้ำลึกยิ่งกว่าเคล็ดวิชาเมฆม่วงอีก  เป็นไปได้จริงๆ ใช่ไหม?" 

เคล็ดวิชาเมฆม่วงเป็นของปรมาจารย์หัวซานที่เชี่ยวชาญในการฝึกฝนกำลังภายใน  มันมีชื่อเสียงมากในศิลปะการต่อสู้ทั้งหมด  เป็นที่ยอมรับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของสำนักหัวซานและทำให้หัวซานมีชื่อเสียงมากว่าสองร้อยปีแล้ว  ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งหมู่สาวกหัวซาน  

แต่ศิษย์พี่บอกว่าตำราเหล่านี้ยังสูงส่งกว่าเคล็ดวิชาเมฆม่วง! 

นี้เป็นไปได้จริงหรือ? 

เยว่ปู๊ซินยิ้มโดยไม่อธิบาย ส่งคัมภีร์ดรุณีสาวหยกให้หนิงจงเซ่อ 

หนิงจงเซ่อวางผ้าเช็ดผมลง  รับตำรามาจากมือของเยว่ปู๊ซิน มองดูอย่างระเอียด แล้วพูดด้วยความประหลาดใจ  “มันคล้ายกับวิชากระบี่หัวใจหยกพิสุทธิ์จริงๆ  วิถีกระบี่หลายอย่างเหมือนกัน แต่วิธีออกแรงนั้นซับซ้อนกว่าและดูเหมือนจะมีรายละเอียดมากกว่าจริง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์แบบ นี่...ศิษย์พี่ได้มันมาจากไหน?” 

“อย่างที่คุณรู้ ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักหัวซานของเราเป็นสาวกสำนักฉวนเจิน” 

“ปีที่แล้วตอนที่ข้ากำลังคัดแยกตำราในหอพระคัมภีร์ ได้เห็นบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของอาจารย์ฮวง(ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักหัวซานแซ่ “ฮวง”)ซึ่งบันทึกบางอย่างเกี่ยวกับสำนักฉวนเจิน ซึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ต่างๆ ข้าจึงรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนักฉวนเจินและออกค้นหาจนได้ตำราพวกนี้กลับมา” 

“อย่างไรก็ตาม กำลังโดยรวมของหัวซานเรายังคงอ่อนแออยู่เล็กน้อย  และข้าไม่ได้คาดหวังว่าการเก็บเกี่ยวจะดีอย่างไม่คาดคิด”  เยว่ปู๊ซินคิดหาข้ออ้างไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเขาคงบอกตามตรงไม่ได้ว่าสิ่งที่รู้นั้นมาจากความทรงจำในอีกชาติภพหนึ่งของตน 

ในทางกลับกันหนิงจงเซ่อไม่สงสัยในคำพูดของเยว่ปู๊ซินเลย  นางแค่คิดว่ามันเป็นวิถีของสวรรค์และโลก เมื่อต้องพบเจอหายะก็ต้องประสบโชคลาภเช่นกันกับที่หัวซานเผชิญอยู่ 

หนิงจงเซ่อมองไปที่ตำราเปลี่ยนเส้นเอ็นและหลอมกระดูกอีกครั้งและถามด้วยความสงสัย  "นี่มันมีทรงพลังกว่าเคล็ดวิชาเมฆม่วง ข้าขอดูได้หรือไม่?" 

"แน่นอน!"  เยว่ปู๊ซินเอื้อมมือไปหยิบตำราอีกเล่มส่งให้หนิงจงเซ่อ เล่มนี้คือเคล็ดวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและหลอมกระดูก  "สิ่งที่เจ้าอ่านได้ พวกเราทุกคนอ่านได้!" 

หนิงจงเซ่อหน้าแดง เขินอายเล็กน้อย  แต่ก็มีความสุขมาก นางอ่านตำราทั้งเล่มแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเหนือกว่าเคล็ดวิชาเมฆม่วงตรงไหน 

ทั้งเล่มเป็นเคล็ดวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและหลอมกระดูกพันกว่าคำ ไม่เป็นการฝึกสมาธิเท่านั้น แต่ยังมีการออกกำลังกายแบบต่างๆ เป็นการฝึกฝนทั้งภายในและภายนอก แต่ก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่ามันทรงพลังมากแค่ไหน และไม่สามารถเปรียบเทียบกับเคล็ดวิชาเมฆม่วงได้ 

ทำไมศิษย์พี่ถึงมั่นใจว่ามันทรงพลังถึงเพียงนั้น? 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว