The Trespasser (นักท่องแดนอาถรรพ์)
เรื่องเล่าอาถรรพ์
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
เรื่องเล่าอาถรรพ์

 เสียงโทรศัพท์สั่นกระทบปกแข็งของหนังสือเล่มใหญ่ที่มีชื่อหนังสือว่า “มานุษยวิทยา” ซึ่งวางอยู่บนกองหนังสือสามสี่เล่มที่เกี่ยวกับประเพณีพื้นเมืองและคติชนวิทยา ชายหนุ่มกำลังพิมพ์รายงานในคอมพิวเตอร์ก่อนจะละสายตาไปมองหน้าจอมือถือนิดหนึ่ง เห็นชื่อ “นักศึกษา เบลล์” ปรากฏบนหน้าจอ เขาลังเลนิดหนึ่งจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์แล้วกดรับสาย 

 “ครับ ครูกซ์พูดครับ” 

 “อาจารย์คะ ขอร้องเถอะนะ ช่วยไปตรวจสอบสถานที่จริงกับเพื่อนฉันที พวกเขาต้องการความเห็นนักวิชาการไปประกอบการเขียนคอลัมภ์น่ะ” คู่สนทนาส่งเสียงโอดครวญแต่กลับฟังดูเสแสร้งแปลกๆ 

 “ผมไม่รู้จักเพื่อนคุณนะครับ ยังไม่รู้ด้วยว่าเป็นคอลัมภ์แบบไหน คุณไม่เคยพูดถึงเพื่อนให้ผมฟัง แต่อยู่ๆก็ให้ผมไปกับคุณในฐานะนักวิชาการ คุณว่ามันฟังดูมีเหตุผลมั้ย” 

 “สารภาพตรงๆก็ได้ค่ะ” อีกฝ่ายเสียงอ่อนอย่างเสียไม่ได้ “เพื่อนฉันเขียนคอลัมภ์เกี่ยวกับความเชื่อเหนือธรรมชาติ อาจารย์ที่ปรึกษาประจำของพวกเขาลาป่วยกระทันหันเลยต้องหาคนแทนด่วน เขามีค่าตอบแทนให้นะคะ” 

 “ผมก็มีงานสอนอยู่นะครับ” 

 “ฉันสืบมาแล้วว่าอาจารย์ไม่ใช่อาจารย์ประจำ แล้ววันศุกร์เสาร์อาทิตย์นี้ก็ไม่มีสอนด้วย” 

 “ผมรับทราบถึงความตั้งใจของคุณครับ แต่ยังไม่สนใจดีกว่าครับ” 

 “พวกเขาจะไปสะพานแม่น้ำอาถรรพ์ เชื่อกันว่ามีทั้งรถทั้งคนตกลงไปตายหลายศพแล้ว ได้ยินว่าสำรวจเรื่องอาถรรพ์เป็นงานอดิเรกของอาจารย์นี่คะ ไม่สนใจจริงๆหรือ” น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นออดอ้อน แต่เธอพูดมีเหตุผล ครูกซ์สำรวจสถานที่แบบนี้เป็นงานอดิเรกจริงๆ 

 “การละเมิดเรื่องส่วนตัวแบบนี้ไม่ถูกต้องนะครับ” 

 “ขอร้องเถอะค่ะ พวกเขาออกค่าใช้จ่ายให้หมดเลยด้วย” 

 ครูกซ์สูดหายใจลึก ที่จริงเขาก็สนใจเรื่องเล่าอาถรรพ์ที่ว่าอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่มีโอกาสออกไปสำรวจดูเสียที เขาชั่งใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้าพูดผ่านโทรศัพท์ “ก็ได้ครับ” 

 “จริงๆนะคะ” เสียงเธอดังขึ้นจนแสบแก้วหู “วันศุกร์ตอนแปดโมง รถตู้ของสำนักพิมพ์จะมารับที่หน้ามหาวิทยาลัยนะคะ” 

 ครูกซ์กดวางโทรศัพท์ก่อนเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลที่วางอยู่บนโต๊ะซึ่งบอกเวลาหกโมงสามสิบนาที เขากดส่งรายงานทางอีเมล์ก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์แล้วเดินออกจากห้องพักอาจารย์ เมื่อเดินพ้นอาคารเรียนออกมา ท้องฟ้าเป็นสีม่วงเข้มเจือแสงสีส้มเป็นริ้วเพราะพระอาทิตย์จมหายไปในขอบฟ้าเกือบหมดทั้งดวงแล้ว ระหว่างทางเดินกลับหอพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย มีตึกแถวที่เปิดร้านสะดวกซื้อและร้านขายอาหาร เขาพึ่งนึกได้ว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยทั้งที่จะเลยเวลามื้อค่ำแล้ว จึงเดินเข้าไปสั่งอาหารที่ร้าน เขายืนมองเมนูอยู่ครู่หนึ่งจึงชี้ไปที่หมายเลขสองซึ่งเป็นเมนูกระเพราไก่กับไข่ดาว 

 “ทานนี่หรือเอากลับบ้านคะ” พนักงานถามหลังลูกค้าสั่งเมนูอาหารแล้ว 

 “กลับบ้านครับ” ครูกซ์ตอบ ซักพักโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อก็สั่น เขาหยิบมือถือออกมาดูเห็นชื่อ “พยาบาล” ก็รีบกดรับ “ครับ ครูกซ์พูดครับ” 

 “พ่อคุณอาละวาดอีกแล้ว ช่วยแวะมาที่บ้านได้มั้ยคะ” 

 “เกิดอะไรขึ้นครับ” 

 “เขาแอบดื่มน้ำเข้าไปค่ะ ตอนดิฉันลงไปเตรียมอาหารแค่แป๊ปเดียวเท่านั้นเองค่ะ” 

 ครูกซ์เบิกตากว้างด้วยความร้อนใจ “คุณปล่อยให้เขาดื่มน้ำได้ยังไง ผมจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ คุณช่วยหาผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดตัวเขาก่อนนะ” 

 “ได้แล้วค่ะ” พนักงานยื่นถุงใส่กล่องโฟมให้ ครูกซ์หยิบเงินยื่นให้อีกฝ่ายก่อนคว้าถุงข้าวรีบร้อนออกไปโบกรถแท็กซี่ 

 รถขับมาตามถนนใหญ่ซึ่งมีทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง บ้านของพ่ออยู่สุดมุมขวาหลังจากเลี้ยวผ่านแยกตรงไป เขาจ่ายเงินให้แท็กซี่ก่อนลงจากรถแล้วเดินไปเปิดประตูรั้วบ้าน บ้านของพ่อกว้างราวห้าสิบตารางวา แม้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็กว้างมากสำหรับผู้อาศัยเพียงคนเดียว ครูกซ์จำได้ตอนที่แม่ขอแยกไปอยู่กับญาติเพราะทนเห็นสภาพของพ่อไม่ไหว พ่อไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าแม่ไม่อยู่แล้ว แม่จะกลับมาเยี่ยมพ่ออาทิตย์ละครั้ง ครูกซ์จึงจ้างพยาบาลพิเศษคอยดูแลแทน 

 “ฉันร้อนไปทั้งตัวเลย ฉันหิวน้ำด้วย” เสียงโวยวายดังลั่นห้องนอน เมื่อครูกซ์เดินขึ้นบันไดมาที่ชั้นสอง เขารีบเดินเข้าไปในห้องก่อนวางกล่องข้าวไว้บนโต๊ะ พ่อของเขาดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง สภาพเหมือนคนถูกน้ำร้อนลวกไปทั่งร่างกาย มีแผลพุพองผุดขึ้นตามตัว เมื่อพยาบาลใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดบริเวณไหน จะเกิดควันระเหยขึ้นแล้วตุ่มพุพองก็จะหายไป นั่นคือภาพที่ปรากฏในสายตาของครูกซ์ 

 “ฉันห้ามเขาแล้ว แต่เขาก็บ่นหิวน้ำแล้วก็ชอบแอบไปดื่มน้ำจากก๊อก สุดท้ายก็บ่นร้อนไปทั้งตัว ทั้งที่ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย” พยาบาลกล่าวพลางใช้ผ้าชุบน้ำถูตามแขนของพ่อ แต่ครูกซ์ห้ามไว้ 

 “ผมว่าค่อยๆโปะผ้าเบาๆตามตัวดีกว่าครับ เขาอาจจะทรมานมากถ้าคุณถูรวดเดียวแบบนั้น” พยาบาลมองครูกซ์อย่างแปลกใจแต่ก็ยอมทำตาม สีหน้าของพ่อทรมานน้อยลง ไม่นานเขาก็ดิ้นทุรนทุราย 

 “ได้ผลจริงๆด้วย ฉันจะไปเปลี่ยนน้ำนะคะ คุณธนัตต์พึ่งถูกฉีดยาระงับประสาท ซักพักเขาจะง่วงนอน คุณอยู่เป็นเพื่อนเขาก่อนนะคะ” 

 หลังพยาบาลเดินออกจากห้อง ครูกซ์ลงไปนั่งข้างเตียง เห็นพ่อนอนสะลึมสะลืออยู่ก็เอ่ยถามเบาๆ “พ่อเป็นไงบ้าง” 

 “ร้อนไปทั้งตัวเลย ยิ่งดื่มน้ำก็ยิ่งหิวน้ำ แต่พอดื่มน้ำก็ร้อนเหมือนถูกน้ำร้อนลวก” เขาบ่นพึมพำเบาๆเหมือนคนใกล้หมดแรง 

 ครูกซ์ขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งขรึม “สำหรับคนอื่นมันคือภาพหลอน แต่ผู้รู้ว่าเป็นอาถรรพ์จากแหวนของปู่ พ่อเก็บแหวนไว้ที่ไหนหรือครับ” 

 “ไม่ได้” อีกฝ่ายตะโกนลั่น “จะให้ใครได้แหวนไปไม่ได้ ใครได้ไปจะต้องมีอันเป็นไป” 

 ครูกซ์นิ่งคิดพลางดึงผ้าห่มขึ้นห่มให้พ่อ “ผมทราบแล้ว พ่อนอนเถอะครับ” 

 พยาบาลเดินถือกะละมังใส่ผ้าเข้ามา ครูกซ์ยืนขึ้นมองดูเธอเดินเข้ามาที่ข้างเตียงแทนที่เขา “อ้าว…หลับแล้วสินะคะ” 

 “ครับ เมื่อซักครู่นี้เอง” ครูกซ์เดินไปทางประตูห้องโดยไม่ลืมหยิบถุงข้าวกล่องไปด้วย 

 “จะกลับแล้วหรือคะ” 

 “ครับ จะสี่ทุ่มแล้ว คุณก็ไปพักผ่อนเถอะนะครับ” 

 ครูกซ์นั่งแท็กซี่กลับมาที่หอพัก เมื่อแตะบัตรผ่านประตูเข้ามาก็จะเห็นทางเดินเข้าลิฟท์ เมื่อขึ้นลิฟท์มาถึงชั้นห้า จะต้องผ่านระเบียงทางเดินที่มีห้องพักขนาบสองข้างทาง ในที่สุดเขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของตัวเอง นาฬิกาทรงกลมเรือนใหญ่แขวนไว้เหนือโซฟาบอกเวลาห้าทุ่มกว่า ห้องของเขาไม่ได้ใหญ่โต จากห้องรับแขกเปิดประตูไปทางขวาจะเป็นพื้นที่วางเคาน์เตอร์ครัวเล็กๆ แต่ถ้าเดินตรงไปจะเป็นประตูเชื่อมห้องนอนที่มีพื้นที่ขนาดพอวางเตียงไซส์เล็กกับตู้เสื้อผ้าเท่านั้น เขาปลดกระดุมบนของเสื้อเชิ๊ตออกก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ถ้าไม่ใช่อยู่ๆก็มีกำหนดออกเดินทางกับทีมเขียนคอลัมภ์พรุ่งนี้ เขาคงนอนยาวๆยันสาย 

 รถตู้จอดรอที่หน้าสำนักพิมพ์ตั้งแต่หกโมงเช้า หญิงสาวสองคนต่างเดินถือสัมภาระของตนเดินออกจากประตูโดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งคอยถือของใช้ของสำนักพิมพ์เดินตาม และตากล้องหนุ่มอีกคนหนึ่ง พวกเขาใส่เสื้อโปโลสีน้ำตาลอ่อนกับกางเกงยีนส์ทั้งทีม มีชื่อสำนักพิมพ์ปักอยู่บนเสื้อโปโล ทั้งสี่เดินเรียงแถวมาขึ้นรถ คนขับชะโงกหน้ามาทางห้องผู้โดยสาร 

 “สวัสดีครับ วันนี้ผมมาเป็นคนขับให้” 

 “อ้าวพี่ฮัค วันนี้คิวว่างหรือ” หญิงสาวผมยาวปะบ่าทักทาย เธอเป็นคนยิ้มเก่งเข้ากับคนง่าย 

 “รถเช่าก็เงี้ยครับ แล้วแต่บริษัทรถเขาจัดคิวให้” เขาตอบกลับในขณะที่ชายหนุ่มตากล้องเดินขึ้นมานั่งข้างคนขับ  

 “หวัดดีพี่ฮัค ไม่เจอนานเลย” 

 “อ้าวคุณเชน พอดีเลยจะได้คุยกันเรื่องร้านอาหารคราวก่อน ถ้ามีร้านดีๆแบบนั้นอีกช่วยแนะนำหน่อยสิ จะได้แนะนำลูกค้าได้” 

 “ไว้รู้ที่ใหม่ดีๆจะโทรบอกนะพี่” 

 “ว่าแต่วันนี้คุณเบลล์ไปด้วยหรือครับ” คนขับกล่าวพลางสตาร์ทรถหลังได้ยินเสียงประตูรถตู้ข้างหลังปิดสนิท 

 “ค่ะ พอดีลีอาขอให้แนะนำคนให้ ถ้าฉันไม่ไปคงจะเสียมารยาท” 

 “ขอบใจจริงๆนะ รอบนี้คิดว่าจะเสียงานแล้ว” หญิงสาวถักเปียเดี่ยวยาวถึงกลางหลังที่นั่งข้างๆเบลล์กล่าวขึ้น 

 “ให้ฝ่ายบุคคลมาด้วยแบบนี้ ระวังโดนจับได้ว่าอู้งานนะครับพี่ลีอา” เด็กหนุ่มเดินไปนั่งเบาะหลังสุดพลางวางสัมภาระทั้งหมดไว้ที่เบาะข้างๆ 

 “ฉันใกล้จะออกแล้ว ไม่จับผิดขนาดนั้นหรอก แต่ระหว่างที่ยังทำงานอยู่เนี่ย ฉันจะคอยตามประเมินเด็กฝึกงานอย่างเธอนี่แหละ นายแน็ค” 

 “อ้าว แล้วพี่เบลล์จะไปไหนล่ะ” 

 “เรียนต่อย่ะ” 

 “อิจฉาคนรวย เรียนต่อโดยไม่ต้องทำงานก็ได้” 

 “ฉันมีเงินเก็บ ไม่ได้ทำงานมาห้าหกปีโดยไม่คิดจะเก็บออมหรอกนะ” 

 รถตู้แล่นมาตามทางจนมาจอดที่หน้ามหาวิทยาลัย ครูกซ์ยืนสะพายกระเป๋าซึ่งเป็นสัมภาระอย่างเดียวรออยู่ เขาเปิดประตูขึ้นรถเมื่อรถจอดสนิท บรรยากาศในรถตู้อึมครึมขึ้นเมื่อเขาลากประตูปิด บางทีด้วยใบหน้าที่ดูจริงจังของเขาทำให้ทุกคนเกร็งกันไปหมด เบลล์เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อนในฐานะคนที่ชวนครูกซ์มา 

 “เอ่อ อาจารย์คะ จะแนะนำทุกคนให้รู้จักนะ” ครูกซ์หันมองตามมือเบลล์ 

 “ผู้หญิงที่นั่งข้างๆฉันชื่อลีอา เป็นนักเขียนคอลัมภ์ความเชื่อเหนือธรรมชาติ เธอเป็นคนขอให้ช่วยติดต่อคุณมาทริปครั้งนี้” 

 “สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่มาช่วยนะคะ ฉันชื่อลีอาค่ะ” ครูกซ์เพียงพยักหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงทักทายตอบ ลีอาจึงกล่าวเสริม “ทำตัวตามสบายนะคะ ขาดเหลืออะไรก็บอกเราได้” 

 “ขอบคุณครับ” ครูกซ์กล่าวตอบเป็นครั้งแรกตั้งแต่ขึ้นรถมา 

 เบลล์ยิ้มแล้วชะโงกไปมองตากล้องที่นั่งข้างคนขับ “พี่เชนแนะนำตัวหน่อยสิคะ” 

 ตากล้องชะโงกหน้ากลับมามองครูกซ์ก่อนแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง “ครับ ผมชื่อเชน เป็นตากล้องของทีมวันนี้ครับ พอดีคอลัมภ์เราทำวีดีโออัพโหลดด้วยเพื่อเพิ่มเรตติ้งผู้ชมน่ะ ไหนๆไปสำรวจแล้วก็ต้องถ่ายเก็บบรรยากาศมาด้วยจริงมั้ยครับ” 

 “ครับ” ครูกซ์ตอบสั้นๆทำเอาเชนยิ้มเก้อไปนิดหนึ่ง เบลล์จึงรีบขัดจังหวะกล่าวแนะนำต่อ 

 “ส่วนคนที่นั่งหลังสุดคือเด็กฝึกงานของสำนักพิมพ์เรา ชื่อแน็คค่ะ” 

 เด็กหนุ่มผมรองทรงยื่นหน้ามาโบกมือทักทาย “น้องเล็กครับ ชื่อแน็ค” 

 “ไม่ต้องสนใจมากก็ได้ค่ะ” เบลล์กล่าวทีเล่นทีจริง “แล้วก็คนที่จะพาเราไปกลับยังจุดหมายอย่างปลอดภัย คนขับชื่อพี่ฮัคค่ะ” 

 คนขับรถมองกระจกหน้ารถพลางตอบพลาง “ครับ ฮัคครับ รถเช่ายินดีให้บริการครับ” 

 “สวัสดีทุกคนครับ” ครูกซ์กล่าวตอบสั้นๆ แล้วบรรยากาศบนรถก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ซึ่งครูกซ์เองก็พอเดาออกว่าเป็นเพราะท่าทีของเขาเอง “ผมเข้าสังคมไม่เก่ง เชิญทุกคนตามสบายนะครับ” 

 ทุกคนพยักหน้ารับรู้ ครูกซ์เริ่มเอนตัวผ่อนคลายบนเบาะในขณะที่คนอื่นๆเริ่มพูดคุยกันตามปกติ รถตู้วิ่งขึ้นทางด่วนซึ่งรถไม่ติดมากนัก ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็มาถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อลงจากทางด่วนแล้วเลี้ยวผ่านถนนไม่กี่แยกก็มาถึงสะพานสีขาวที่ดูเก่าแก่แต่แข็งแรง สะพานนี้กว้างราวสองเลนพอให้รถวิ่งสวนกันได้ แต่มีกั้นทางข้างๆถนนเพื่อให้คนเดินหรือขี่จักรยานไปมาได้ สะพานทอดยาวขนานไปกับทางด่วนที่ยกสูงขึ้น ลีอามองออกไปนอกกระจก 

 “นี่แหละสะพานที่เราจะมาสำรวจ แต่ดูตอนกลางวันก็ไม่น่ากลัวเท่าไรเลย” 

 “เขาว่าคนที่ขับรถมาตอนกลางคืนจะเห็นทางไม่ชัด แล้วอยู่ๆก็มีมือปริศนากวักมือโบกให้วิ่งไปทางนั้น ถ้าวิ่งตามไปก็จะเบรกไม่ทันแล้วพุ่งตกสะพานไป บางคนก็ว่าเห็นเป็นมือจับอยู่ที่ขอบสะพานแล้วก็มีเสียงร้องขอให้ช่วย ถ้าเข้าไปช่วยก็จะถูกฉุดลงสะพานไป” เบลล์เล่าตามที่ได้ยินมาพลางสอดส่ายสายตาเพื่อสังเกตหาสิ่งผิดปกติบนรั้วสะพาน แต่ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นเลย 

 ครูกซ์ลืมตามองกระจกเมื่อได้ยินเรื่องเล่า เขากวาดสายตาสำรวจสะพานแต่ก็ไม่พบอะไรน่าสงสัย ไม่นานเขาก็หลับตาพักสายตาเหมือนหมดความสนใจ ในขณะที่ตากล้องเชนคอยจับภาพบรรยากาศของสะพานในช่วงกลางวันเอาไว้ 

 “เหมือนกลางวันจะไม่มีอะไร…” เชนหยุดพูดกะทันหันเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับร่างของหญิงสาวในชุดขาว แต่รถแล่นผ่านไปเร็วมาก เมื่อหันกลับไปมองก็ไม่เห็นมีใครยืนอยู่ “สงสัยตาฝาด” 

 “เราเข้าที่พักก่อนเถอะ ไว้มืดแล้วค่อยมาถ่ายทำกันอีกที” เบลล์ขยับมานั่งในท่าเดิม 

 “ฉันว่าเรามาซักบ่ายสี่โมงเถอะ ฉันอยากเปรียบเทียบบรรยากาศระหว่างกลางวันกับกลางคืน” ลีอาหันมาคุยกับเบลล์ 

 “งั้นระหว่างนี้เราไปเที่ยวที่อื่นกันได้ใช่มั้ย” แน็คแทรกขึ้นพร้อมยิ้มทะเล้น ลีอาจึงขู่กลับ 

 “อยากผ่านประเมินมั้ยเนี่ยเราน่ะ” เธอหันไปคุยกับตากล้องเชน “เราต้องไปสัมภาษณ์ชาวบ้านแถวนี้ก่อน ดูว่ามีความเชื่อหรือความเห็นยังไงกันบ้าง แล้วถึงค่อยไปหาความจริงมาเปรียบเทียบสาเหตุที่เกิดความเชื่อแบบนั้นกัน พี่เชนจะถ่ายสัมภาษณ์มั้ย” 

 “ถ่ายๆไปก่อน เดี๋ยวค่อยไปตัดต่อทีหลัง เผื่อได้บรรยากาศขลังๆ” 

 “พวกพี่นี่น่าจะผ่อนคลายซะบ้าง” แน็คสีหน้าผิดหวังทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ 

 รถตู้เลี้ยวเข้ามายังรีสอร์ทแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำบางปะกง บ้านพักที่นี่เป็นเรือนไม้ริมน้ำให้เช่าทั้งหลัง มีลมพัดผิวน้ำทำให้เกิดคลื่นบางเป็นระลอก ใบไม้พลิ้วไหวแรงบ้างเบาบ้างสลับกัน บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ ทำให้ได้ยินเสียงรถตู้ที่แล่นเข้ามาจอดใกล้กับเรือนธุรการที่เป็นเคาน์เตอร์ติดต่อเข้าพักชัดเจน เบลล์เปิดประตูรถก่อนหันบอกทุกคน  

 “ฉันจะไปเอากุญแจบ้านพักก่อน รอแป๊ปนะ” ลีอาทำมือโอเคตอบรับ เมื่อเบลล์ลงจากรถ ลีอาก็หันไปพูดกับครูกซ์ 

 “เบลล์จองบ้านพักหลังใหญ่สำหรับสี่คนกับสองคนอย่างละหลัง พี่เชนน่าจะพักกับพี่ฮัค คุณอาจต้องมาพักรวมกับพวกเรา ไม่แน่ใจว่าคุณสะดวกมั้ย” 

 “ผมยังไงก็ได้ครับ” 

 เบลล์เปิดประตูขัดจังหวะพร้อมกุญแจดอกเดียวในมือ “เห็นว่ามีบ้านพักหลังใหญ่ว่างเพราะแขกยกเลิกห้องพอดี เลยขอเปลี่ยนบ้านพักได้” กล่าวจบเธอก็หันไปบอกคนขับรถ “เดี๋ยวขับตามรถกอล์ฟข้างหน้าไปนะคะ เขาจะพาไปที่พัก” 

 “ได้ครับ” ฮัคตอบพลางขับรถตามรถของพนักงานรีสอร์ทไป 

 หลังจากมาส่งที่บ้านพักแล้ว พนักงานก็ขับรถกอล์ฟกลับไปยังเรือนธุรการ เมื่อรถตู้วิ่งเข้ามาจอดในที่จอดรถ ทุกคนต่างก็เตรียมถือสัมภาระของตนเองลงจากรถ ลมแม่น้ำปะทะใบหน้าแทบจะในทันทันทีที่เปลี่ยนจากบรรยากาศอุดอู้ในรถมาสัมผัสกับธรรมชาติ ความรู้สึกกังวลเรื่องงานเลือนหายไปชั่วขณะ ที่พักเป็นเรือนไม้ริมน้ำที่มีระเบียงเปิดโล่ง แม้ท้องฟ้าจะอึมครึมไปหน่อย แต่ก็ไม่ทำให้อารมณ์เพลิดเพลินในยามนี้มัวหมอง 

 ลีอากับเบลล์หิ้วกระเป๋าตัวเองเข้าไปเก็บในห้อง ฮัคกับเชนเลือกพักห้องเดียวกัน น้องเล็กของทีมเลยได้พักห้องเดียวกับครูกซ์ ภายในห้องพักเป็นกำแพงไม้เข้ากับชุดเฟอร์นิเจอร์ มีเตียงเดี่ยวสองเตียงถูกคั่นไว้ด้วยตู้ไม้เตี้ยๆที่วางโคมไฟ แน็คเลือกนอนใกล้หน้าต่าง ในขณะที่ครูกซ์วางกระเป๋าไว้ข้างเตียงแล้วดึงเสื้อผ้าที่ต้องใช้ออกมาวางไว้ที่ปลายเตียง ก่อนจะหยิบโน้ตแพตออกมาวางไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียงอีกข้างหนึ่ง แน็คทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายใจ เขาเหลือบเห็นครูกซ์นั่งอ่านอะไรในโน้ตแพตก็ถามอย่างสงสัย 

 “ทำอะไรอยู่หรือครับ” 

 “ผมลองอ่านข่าวที่เกี่ยวกับสะพานดู เผื่อใช้สอบถามชาวบ้านแถวนี้ได้” 

 แน็คสะอึกพลันนึกได้ว่าเขายังไม่ได้เตรียมอะไรเลย “งั้นแชร์ข้อมูลให้ผมบ้างได้มั้ย” 

 “สำหรับผมนี่เป็นงานอดิเรก แต่ผมว่าคุณควรจะจริงจังกว่านี้นะ คุณอยู่ระหว่างประเมินไม่ใช่หรือ” 

 แน็คเม้มปากทำตาปริบๆ “งั้นครั้งนี้ถือว่าช่วยผมเถอะนะ” 

หากชอบหรือไม่ชอบ หรือมีคอมเมนต์ยังไง เขียนบอกกันหน่อยเพื่อการพัฒนาของนักเขียนนะคะ
แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น