ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 12 งานแอ๊วต้องมา!

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 งานแอ๊วต้องมา!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ต.ค. 2559 12:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 งานแอ๊วต้องมา!
แบบอักษร

          ร้านกาแฟไม่ใหญ่ไม่เล็ก บรรยากาศไม่พลุกพล่านร้านนี้ให้บริการบรรดาผู้คนที่เข้ามาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ สองหนุ่มสาวเลือกนั่งโต๊ะในสุดของร้าน ที่จริงต้องเรียกว่าเกล็ดดาวเป็นคนเลือกถึงจะถูก เพราะเธอไม่อยากถูกคนที่ผ่านไปมาทำลายความเป็นส่วนตัวในเวลาแบบนี้ และเขาก็ยอมตามเธอแต่โดยดี

          “นี่คุณ ฉันโทร. หาคุณเป็นร้อยครั้ง ถ้าคุณจะไม่พกโทรศัพท์ติดตัว ฉันแนะนำให้คุณซื้อโทรศัพท์บ้านดีกว่านะคะ” 

ทันทีที่บริกรที่ยกกาแฟมาเสิร์ฟคล้อยหลังไป เกล็ดดาวก็ประเดิมบทสนทนาด้วยคำประชดประชัน เพราะหลังจากที่เธอเข้าไปนั่งรอเขาในห้อง เสียงสั่นของโทรศัพท์ที่ดังมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานก็ทำให้เธอกระจ่างทันทีถึงสาเหตุที่เขาไม่รับสายของเธอ

          “แพทย์ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปในห้องผ่าตัดครับ”

          “แต่ฉันโทร. ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงยันจะสี่โมง งานคุณไม่มีพักเที่ยงหรือไง” หญิงสาวยังคงโวยวาย

          “ถ้าผมผ่าตัดหัวใจคุณอยู่ แล้วผมขอพักออกมาทานข้าวเที่ยง แล้วค่อยกลับเข้าไปทำต่อ คุณยินดีใช่ไหม”

คำตอบที่เรียบนิ่งของเขาทำให้เธอเถียงไม่ออก หญิงสาวจึงเลือกที่จะสะบัดหน้าหนีแทน

          “แล้วคุณกล้าดียังไงเอาไอ้ถั่วดำ เอ๊ย เอารถของคุณมาชนรถฉัน คุณรู้ไหมว่ารถฉันราคาเท่าไหร่” 

‘โอ๊ย ไอ้ดาวเอ๊ย...ดันไปเรียกรถเขาว่าถั่วดำ มันจะจี๊ดใจเก้งไหมวะเนี่ย’...แม้ในใจจะตุ๊มๆ ต้อมๆ แต่หญิงสาวก็ยังคงปั้นหน้าเครียด

          “ผมไม่ได้อยากจะชนรถคุณ แต่คุณทำท่าจะออกไม่ออก พอผมออกรถ คุณก็พุ่งออกมาซะงั้น แล้วไม่ว่าจะรถถูกรถแพง ชนมามันก็ต้องซ่อมเหมือนกันนั่นแหละคุณ”

          “นี่คุณจะโทษว่าเป็นความผิดฉันเหรอ”

          “ไม่ใช่อย่างนั้น โอเค ฟังนะ ผมคิดว่าคนจากที่บ้านผมคงจัดการเรื่องรถเรียบร้อยแล้ว เมื่อตอนเช้าผมต้องรีบมาเลยต้องทำแบบนั้น อาจจะทำให้คุณโกรธ รวมถึงที่คุณติดต่อผมไม่ได้ด้วย แต่ตอนนี้ผมก็แสดงให้เห็นแล้วว่าผมไม่ได้คิดจะหนี และผมก็ยินดีรับผิดชอบความผิดของผม”

          “แต่คุณก็ควรที่จะขอโทษฉัน” เกล็ดดาวตอกกลับ 

          ที่จริงแล้วเขาตั้งใจให้เธอติดต่อกลับเพื่อจะได้ขอโทษเธอด้วยใจจริงอยู่แล้ว แต่เพราะความโมโหของเธอไม่เปิดช่องให้เขาได้ทำแบบนั้นเลย

          “ผมขอโทษครับ” 

          “ฉันหมายถึงตอนนั้นค่ะ คุณควรจะขอโทษฉันตั้งแต่ตอนนั้น”

          “แล้วผมย้อนเวลาได้รึเปล่าล่ะ” 

คำตอบของเขาทำให้เธอเถียงไม่ออกอีกครั้ง อันที่จริงแผนนี้พิมพ์ขวัญคิดมาเพื่อให้เธอได้สานสัมพันธ์กับคนตรงหน้าแท้ๆ แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นแบบนี้ไปได้ 

         เมื่อเกล็ดดาวฉุกคิดได้ถึงเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้เธอต้องทำแบบนี้ เธอก็ตัดสินใจว่าต้องตั้งสติและขอความช่วยเหลือจากทีมงานคุณภาพของเธอ ก่อนที่สถานการณ์ระหว่างเธอกับเขาจะแย่ไปกว่านี้

          “ฉันขอ...ไปห้องน้ำแป๊บนึงนะคะ” ว่าแล้วก็คว้ากระเป๋าสะพายแล้วลุกขึ้นหมุนตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่รอฟังคำตอบ และในจังหวะนั้นเอง บริกรที่กำลังยกไอศกรีมมาเสิร์ฟก็ปะทะเข้ากับแรงเหวี่ยงของหญิงสาวเข้าอย่างจัง

“เฮ้ย! คุณ!”

“โอ๊ย!”

เพล้ง! 

         ถ้วยแก้วที่บรรจุไอศกรีมเลื่อนหล่นจากถาดกระแทกกับขอบโต๊ะที่ทั้งสองนั่งอยู่จนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เกล็ดดาวเบิกตาโพลงเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเบื้องหน้า เช่นเดียวกับธัชและคนอื่นๆ ในร้านที่หันมาตามเสียงครึกโครมเป็นทางเดียว หมอหนุ่มพยักหน้าเชิงขอโทษกับคนอื่นๆ ในร้าน ก่อนจะลุกออกจากที่นั่งเพื่อมาดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครเป็นอะไร

          “ขอโทษทีนะคะน้อง เดี๋ยวพี่จ่ายถ้วยนี้เอง” สาวร่างบางที่รู้ตัวดีว่าเป็นความผิดของเธอรีบขอโทษขอโพยพนักงานเสิร์ฟ 

ธัชมองภาพตรงหน้าอย่างประหลาดใจ เธอไม่เหมือนนางแบบไฮโซจอมเหวี่ยงวีนคนเมื่อตะกี้เลย เขากดมุมปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามเธอบ้าง “คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ” ไม่ว่าอย่างเดียว ชายหนุ่มร่างสูงกวาดสายตาสำรวจทั่วร่างกายเธอตามสัญชาตญาณของแพทย์ทันที ก่อนจะสะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง

          ชายหนุ่มเอื้อมมือคว้ามือเกล็ดดาวขึ้นมาดู รอยบาดจากเศษแก้วที่แตกกระจายไปคนละทิศละทางเมื่อครู่ แม้ไม่ใหญ่แต่ก็ควรจะได้รับการทำความสะอาดแผลทันที เพราะที่นี่คือโรงพยาบาล แถมเธอยังอยู่ต่อหน้านายแพทย์ที่ขึ้นชื่อว่ามือเบาที่สุดอีกด้วย

         เกล็ดดาวหันมองตามแรงดึงของชายหนุ่มแล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างอีกครั้ง “เลือด!”

          “เฮ้ยคุณ!” ท่อนแขนกำยำยื่นออกไปรับร่างบางที่ทรุดลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ทันเวลาพอดี ท่ามกลางสายตาประชาชนในร้าน

           แม้ธัชจะพยายามเรียกเพื่อให้เธอได้สติ แต่ก็ไม่เป็นผล หญิงสาวยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง เขาจึงอุ้มคนที่กำลังหมดสติขึ้นไว้ในอ้อมแขน แล้วหันไปบอกบริกรที่ยืนอยู่

          “เดี๋ยวผมมาเคลียร์นะ”

          “ครับๆ หมอ ไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมเอากระเป๋าไปฝากไว้ให้ที่ห้องเองครับ”

          “ขอบใจมาก”

 

          “พี่ณีครับ ผมขอใช้ห้องตรวจหน่อย ขออุปกรณ์ล้างแผลด้วย” คุณหมอร่างสูงที่โอบอุ้มหญิงสาวร่างบางด้วยสองแขนกำยำของเขาเอ่ยกับพยาบาลที่กำลังง่วนกับการเตรียมอุปกรณ์อยู่ ก่อนจะตรงเข้าห้องตรวจที่เขาใช้ประจำ 

          ธัชพาคนป่วยของเขามาที่ห้องตรวจแทนที่จะเป็นห้องฉุกเฉิน เพราะที่นี่ใกล้กับร้านกาแฟมากกว่า และจะได้ไม่ต้องเพิ่มภาระให้แก่แผนกฉุกเฉินที่งานล้นมืออยู่แล้วด้วย

          “คุณเกล็ดดาวเป็นอะไรเหรอคะคุณหมอ” พรรณีที่เข้ามาพร้อมกับรถเข็นอุปกรณ์ล้างแผลถามขึ้น ขณะที่หมอหนุ่มวางร่างไร้สติของหญิงสาวในชุดเดรสเข้ารูปลงบนเตียง และค่อยๆ ถอดรองเท้าส้นสูงของเธอออก

          “แค่แก้วบาดน่ะครับ แต่คงจะกลัวเลือดมากเลยเป็นลมไป” เขาว่าพลางหันไปหยิบอุปกรณ์เช็ดล้างแผลที่มือให้หญิงสาวทันที เช่นเดียวกับพี่พรรณีที่กำลังกวัดแกว่งก้านแอมโมเนียใกล้จมูกคนเป็นลมอย่างรู้งาน

          “ยังไม่ได้สติเลยค่ะคุณหมอ”

ชายหนุ่มหันมองตามเสียงเรียก “เดี๋ยวพี่ณีต้องเตรียมของขึ้นราวนด์เย็นให้หมอนีน่ารึเปล่าครับ” 

          “ค่ะหมอธัช”

          “งั้นเดี๋ยวผมดูแลต่อเองครับ ขอบคุณมาก” 

เมื่อชายหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าเมื่อตะกี้ผู้ช่วยของเขากำลังจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการตรวจรอบเย็นของผู้ป่วยในให้แก่หมออีกท่านหนึ่งอยู่ เขาจึงตัดสินใจรับหน้าที่ดูแลคนป่วยเอาไว้เอง

          “คุณ คุณเกล็ดดาว” หมอหนุ่มลองเอ่ยชื่อเธออีกครั้งหมายจะให้เสียงของเขาช่วยเรียกสติเธอ แต่ก็ไม่เป็นผล ธัชคล้องหูฟังของแพทย์เข้ากับหูทั้งสองข้าง ก่อนจะจับปลายอีกด้านหนึ่งขึ้นแนบเนินอกด้านซ้ายเพื่อตรวจร่างกายของเธอ

“ชุดคงแน่นไป” เสียงพึมพำหลุดลอดออกมา ก่อนที่เขาจะเอื้อมอีกมือหนึ่งไปปลดซิปชุดเดรสรัดรูปที่ด้านหลังของเธอออกเล็กน้อย และตอนนั้นเอง...

          “ว้าย คุณ! ทำอะไรน่ะ อีตาหมอโรคจิต คิดจะจับนมฉันเหรอ” เกล็ดดาวผลักแผงอกคนตรงหน้าที่อยู่ในระยะประชิดออกสุดแรง พร้อมกับถอยครูดไปจนติดผนังห้อง และไม่วายส่งสายตาเอาเรื่องไปให้เขาอีก 

          ชายหนุ่มปลดอุปกรณ์ลงคล้องที่คอด้วยสีหน้าหน่ายใจกับท่าทีของคนตรงหน้า ก่อนอธิบายกับเธอด้วยเสียงเรียบ

          “คุณเป็นลมไป ผมก็แค่ตรวจตามหน้าที่ของหมอ” 

เธอมองตอบเขาด้วยสายตาที่อีกฝ่ายรับรู้ได้ว่า คำพูดเมื่อสักครู่ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

          “แล้วทำไมต้องรูดซิปชุดฉันลงด้วย ถ้าคุณไม่ได้คิดจะลวนลามฉัน!”

          “ก็เพราะว่าชุดคุณรัดมาก ผมเลยต้องคลายออกเพื่อให้คุณหายใจได้สะดวกขึ้น ที่จริงคุณไม่ควรใส่ชุดที่รัดขนาดนี้นะครับ”

          “คุณ! นี่มันเมทัลลิกเดรสจาก อเล็กซานเดอร์ แม็กควีน เลยนะ คุณรู้ไหมว่าฉันต้องไปตบตีแย่งชิงกับพวกชะนีหัวหย็องเชียวนะกว่าจะได้มันมา แล้วจะมาพูดว่าไม่ให้ใส่ได้ยังไง ตบปากเดี๋ยวนี้!”

เมื่อนางแบบสาวสวนกลับทันควันด้วยเหตุผลที่เขาคาดไม่ถึง ธัชจึงจนใจที่จะเถียงต่อ แต่ส่งสายตาตำหนิไปให้เธอแทน 

          แน่นอนว่าเกล็ดดาวก็รับรู้คำตำหนินั้นดี เธอกลอกตาพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะเอ่ยต่อ

          “โอเคใช่ มันอาจจะรัดอย่างที่คุณว่า แต่ก็แค่นิดเดียวป๊ะ ถ้าเทียบกับความสุขเวลาที่ได้ใส่ แล้วเพลิดเพลินเหมือนเดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ ก็โอเค้ ชนะอ้ะ” เธอเล่าด้วยสีหน้าเบิกบาน แต่ใบหน้าของคนฟังกลับเรียบเฉย

          “โอ๊ย! ไม่เข้าใจฟีลไปอีก งั้นก็พอเลย ถอย ฉันจะกลับบ้าน” เกล็ดดาวกระโดดลงจากเตียงตรวจทันที แล้วก็ต้องพบว่า...

          “โอ๊ย!” 

เธอทรุดลงอีกครั้งเพราะความเจ็บที่เข้าจู่โจมกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว และก็เป็นเขาคนเดิมที่รับร่างบางของเธอไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง ก่อนที่ตัวเธอจะลอยกลับขึ้นไปนั่งบนเตียงตรวจอย่างว่องไว

          “สงสัยข้อเท้าคุณจะแพลงตอนที่คุณล้ม นอกจากชุดที่รัดแล้ว คุณก็ไม่ควรใส่รองเท้าที่สูงขนาดนี้ด้วยนะครับ” 

เกล็ดดาวถึงกับอ้าปากด้วยอาการที่เรียกว่าอึ้ง นี่มันตรรกะบ้าอะไรที่ต้องเลิกใส่ส้นสูงเพราะว่ากลัวขาแพลงเนี่ย แถมนี่ยังเป็นคู่โปรดที่เธอเพิ่งได้มาอีกด้วย ไม่ได้ละ ยังไงวันนี้เธอก็ต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้วงการแฟชั่นให้ได้

          “ตี๋ ลืมตาแล้วฟังฉัน นี่มันมิวมิวคอลเล็กชันล่าสุด ตัวรันเวย์เลยด้วย ต้องให้อธิบายไหมว่ามันอลังวังเว่อร์ขนาดไหน แค่ได้ใส่นะก็ฟิน...น เหมือนได้ทานช็อกโกแลตทอยส์เชอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ เพราะฉะนั้นไม่ใส่ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด! โอเคนะ มันคือแฟ้ชั่น!...เข้าใจป๊ะ” 

          “อยู่เฉยๆ ผมจะดูให้ พูดได้ แต่อย่าดิ้นไปดิ้นมา” 

          “เขาเรียกว่าอินเนอร์ย่ะ”

สุดท้ายผู้ชายคนนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า...ความเป็นธรรมไม่เคยมีอยู่บนโลกและวงการแฟนชั่นจริงๆ

          “โอ๊ย! คุณ เบาๆ สิตรงนั้นเจ็บ” ความเจ็บปวดสั่งให้นางแบบสาวเบี่ยงขาหลบมือหนาโดยอัตโนมัติ

ธัชเหลือบตาขึ้นมองด้วยสีหน้าไม่สื่ออารมณ์ใดๆ ก่อนจะเอื้อมหยิบผ้าพันแผลจากรถเข็นที่อยู่ห่างตัวไม่มากนัก แล้วพันที่เท้าเรียวเล็กอย่างคล่องแคล่ว

          “คุณ เบาๆ ช้าๆ หน่อยสิ ฉันเจ็บนะ”

          “เจ็บก็อยู่เฉยๆ”

          “มันแน่นไปคุณ”

          “มันก็ต้องแน่นแบบนี้แหละ อยู่เฉยๆ สิ จะได้เสร็จเร็วๆ”

          ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พรรณีซึ่งตั้งใจจะเข้ามาหยิบเครื่องมือเพิ่มจากตู้ที่อยู่หลังฉาก และมิ้วซึ่งถือกระเป๋าถือของเกล็ดดาวที่เธอเพิ่งรับมาจากบริกรร้านกาแฟตามเข้ามา หันมองหน้ากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยอะไร

          ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ทั้งสองค่อยๆ จดฝีเท้าเคลื่อนตัวเข้าใกล้ฉากกั้นเพื่อยืนยันความคิดบางอย่างในหัว

          “แรงไป เร็วไป”

          “แถมแน่นไปด้วยอ้ะพี่ณี” ทั้งสองกระซิบย้ำสิ่งที่ตนเองได้ยินอย่างไม่อยากจะเชื่อหู โดยไม่ทันได้รู้ตัวว่ามีใครอีกคนย่องตามเข้ามาสมทบจากด้านหลัง

          “สองคนทำอะไรกันเหรอ”

เสียงกระซิบที่แทรกขึ้นทำเอาสองคนสะดุ้งโหยง ก่อนจะหันไปหาต้นเสียงที่ยิ่งทำให้ต้องตกใจมากขึ้นไปอีก

          “หมอวิน! เอ่อ...” 

เพราะชายร่างสูงที่เอ่ยถามคือหมอรวินท์ เพื่อนสนิทของหมอธัช จึงเป็นเหตุให้คนถูกถามอึกอัก ไม่รู้จะตอบคำถามยังไง แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงจากอีกฝั่งของฉากก็แทรกเข้ามาเฉลยทุกอย่างได้อย่างเหมาะเจาะพอดี

          “เสร็จแล้ว”

          “ใคร หมอธัชเหรอ” รวินท์ขยับปากถามย้ำกับมิ้วอีกครั้ง และเมื่อได้รับคำยืนยัน เขาจึงเขยิบเข้าใกล้สองพยาบาลนักดักฟังด้วยความสงสัยในตัวแรงจูงใจที่อยู่อีกด้านหนึ่งของฉาก

          เกล็ดดาวนั่งมองคุณหมอร่างสูงที่กำลังยุ่งกับการจัดเก็บอุปกรณ์บนรถเข็นอุปกรณ์ล้างแผล และคิดว่าภารกิจวันนี้กำลังจะจบลงโดยไม่บรรลุเป้าหมายอีกครั้ง แผนพิสูจน์เกย์กำลังจะล่มไม่เป็นท่า แถมไข่เจียวลูกสาวสุดที่รักยังต้องมาเจ็บตัวฟรีอีก ไม่มีทาง! คนอย่างเกล็ดดาวไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นแน่ 

          ว่าแล้วหญิงสาวก็ค่อยๆ เลื่อนมือไปข้างหลัง ปลดตะขอเสื้อชั้นในออกในเวลาเสี้ยววินาทีก่อนที่ธัชจะจับสังเกตได้ เธอสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอดเพื่อเรียกกำลังใจก่อนทำการใหญ่อีกครั้ง

          “หมอธัชคะ...คุณช่วย...ติดตะขอเสื้อชั้นในให้ฉันหน่อยสิ” 

ม่านตาของเขาเบิกกว้างทันที พร้อมกับที่คิ้วกระตุกเข้าหากัน มือหนาหยุดชะงัก หันมองคนพูดอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งจะผ่านเข้าหูเมื่อตะกี้นี้ 

          “เร็วสิคะ ช่วยหน่อย”

เสียงย้ำของเธอทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาได้ยินนั้นไม่ผิดแน่ 

          “ตอนที่คุณรูดซิปชุดฉันลง คุณทำให้มันหลุดน่ะค่ะ” 

คำอธิบายของเธอทำให้ใจเขาเต้นแรงอย่างไม่รู้สาเหตุ แม้สีหน้าของเขาจะไม่ได้แสดงออกถึงความเขินอาย แต่ใบหูสองข้างที่แดงก่ำบอกความรู้สึกของเขากับคนเจ้าแผนการที่มองอยู่ได้ไม่ผิดเพี้ยน

          “คุณ...คุณก็ทำเองสิ”

          “ทำไมล่ะ ทีตอนถอดคุณยังถอดได้หน้าตาเฉยเลยอ้ะ” ยิ่งเห็นว่าเขาเขิน สาวเจ้าก็ยิ่งแกล้งกลับ เธอกัดปากเบาๆ เพื่อกลั้นขำพร้อมทำสีหน้าฉงนใส่เขา และนั่นก็ยิ่งทำให้เขาตกที่นั่งลำบากมากขึ้นไปอีก 

          มันจริงที่บางครั้งการทำงานทำให้เขาต้องถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออก ยิ่งถ้าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีเวลามานั่งเขินอาย การช่วยชีวิตต้องมาก่อนทุกสิ่ง...แต่มันก็ไม่ใช่กับสถานการณ์แบบนี้

          “ก็ผมเคยแต่ถอดให้ แต่ไม่เคยต้องใส่ให้...ลึกขนาดนั้น”

          “นี่หมายความว่าคุณจะไม่รับผิดชอบสิ่งที่คุณทำอย่างนั้นเหรอคะ” 

ชายร่างสูงมองสบตาเจ้าของคำถามด้วยหัวใจที่เต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก อยู่ดีๆ ก็รู้สึกร้อนขึ้นมาทั้งที่แอร์ในห้องก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีมากแล้วแท้ๆ หมอหนุ่มชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง

          “โอเค งั้นคุณติดตะขอเสื้อชั้นในเอง เดี๋ยวผมรูดซิปให้” 

สาวเจ้าเล่ห์พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เหงื่อที่ผุดตามใบหน้าของฝ่ายชายชวนให้เธอกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจอย่างผู้ได้รับชัยชนะ...แกล้งตี๋ได้นี่มันสนุกอย่างนี้นี่เอง 

          เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ คนที่ไม่ประสีประสาเรื่องผู้หญิงก็รีบรูดฉากกั้นห้องออกเพื่อหนีจากสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนให้เร็วที่สุด 

          “มีอะไรกันรึเปล่าครับ” ธัชถามขึ้นเมื่อเห็นการชุมนุมขนาดย่อมของคนที่ไม่น่ามาอยู่ที่นี่ในเวลานี้

“อ๋อ เปล่าๆๆ ฉันแค่เอาเสื้อชั้นใน เอ๊ย! กุญแจรถมาให้แกน่ะ พอดีลุงมิ่งเอารถอีกคันมาฝากไว้ให้ตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว” 

ธัชรับกุญแจรถมา แม้จะยังสงสัยอาการลนลานของบุคคลทั้งสามตรงหน้า แต่ก็เลือกที่จะไม่เซ้าซี้ 

“ขอบใจมาก และก็...มิ้ว”

          “คะ?! มิ้วไม่ได้ยินอะไรเลยค่ะคุณหมอ ไม่ได้ยินเลยจริงๆ ค่ะ”

          “ขอรถเข็นให้ผมด้วย”

          “อ๋อ...ค่ะ” มิ้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ก่อนจะส่งกระเป๋าของเกล็ดดาวให้หมอธัช แล้วรีบแผ่นออกนอกห้องไป พรรณีก็รีบเดินตามออกไปเช่นกัน

          “สวัสดีค่ะพี่วิน” เกล็ดดาวที่ยังคงนั่งห้อยขาอยู่ที่เตียงตรวจเอ่ยทักทายหมอรวินท์ คงไม่แปลกที่สองคนจะรู้จักกัน เพราะหมอรวินท์คือพี่ชายของลิลลี่ ยายหมวยสมองช้าเพื่อนสนิทของเธอเอง

          “อ้าว น้องดาว ขาไปโดนอะไรมา”

          “ขาแพลงน่ะค่ะ เอ่อ พี่วินคะ ดาวรบกวนพี่วินเรียกแท็กซี่ให้ดาวหน่อยได้ไหมคะ คือไข่เจียวเข้าอู่น่ะค่ะ”

          “อ้าวเหรอ งั้น...ธัช แกก็ไปส่งน้องดาวหน่อยสิ ไหนๆ แกก็ออกเวรพอดี” 

ธัชหันมองคนพูด และตอนนั้นเองที่เกล็ดดาวสังเกตเห็นว่าแม้แต่กับเพื่อน...ใบหน้าของเขาก็ยังคงไร้อารมณ์เหมือนเดิม โบท็อกซ์มาสินะ

          เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ตอบ รวินท์จึงเอนตัวเข้ากระซิบข้างหูเขาด้วยประโยคที่ทำให้คิ้วของธัชผูกเข้าหากันทันที “แกควรจะรับผิดชอบ...ในสิ่งที่แกทำนะเว้ย แล้วรับรองฉันจะไม่บอกใคร”

          “รับผิดชอบ...เรื่องอะไร”

          “ก็เรื่องที่แก...แก...ใส่ให้เขาซะลึกอ้ะ”

          “เฮ้ย! ไม่ใช่ เขาใส่ของเขาเอง”

          “เออนั่นแหละ มันจะใครใส่ก็เหมือนกัน รถเข็นมาพอดี รีบไปเหอะ” 

          และแล้วบทสนทนาคนละเรื่องเดียวกันก็จบลงด้วยการเปิดทางให้เกล็ดดาวได้ใช้เวลากับเป้าหมายของเธอมากขึ้น ทันทีที่เธอก้าวขึ้นรถ หญิงสาวก็กวาดสายตาสำรวจทุกอย่างในรถอย่างรวดเร็ว และหลังจากถามนั่นถามนี่ก็ได้คำตอบจากเขาว่า นี่เป็นรถคันประจำที่ปกติใช้รับส่งคุณย่า แต่เพราะไอ้ถั่วดำต้องเข้าอู่ไปพร้อมกับน้องไข่เจียว รถคันนี้จึงต้องมาอยู่ในมือของเขาชั่วคราว

          หลังจากที่เธอได้แชตไปปรึกษากับทีมชะนีคุณภาพแล้วได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า ‘แกใช้ช่วงเวลาที่อยู่ในรถนี่แหละ แอ๊วชุดใหญ่ไปเลย’ 

แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กัน คิดน่ะมันง่าย ยิ่งพอเป้าหมายไม่ใช่แรงจูงใจแบบนี้ มันก็แอ๊วไม่ออกจริงๆ 

          เกล็ดดาวเคาะโทรศัพท์กับฝ่ามือของตัวเองระหว่างครุ่นคิด ‘แอ๊วไงดี แอ๊วไงดี...กูเกิลเลยละกัน’ เมื่อได้ไอเดียเกล็ดดาวก็พิมพ์คีย์เวิร์ดลงในเว็บไซต์เลื่องชื่อที่เขาว่ากันว่ารู้ทุกอย่างในโลกทันที...วิธีแอ๊วผู้ชาย

          เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นก็ปรากฏข้อมูลจากหลากหลายเว็บไซต์ แต่ที่สะดุดตาหญิงสาวมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น...อันนี้ละ 

‘ห้าวิธีแอ๊วผู้ชายแบบเนียนๆ’ เกล็ดดาวกดเข้าลิงก์ดังกล่าวทันที ก่อนชำเลืองมองคนขับรถจำเป็นข้างตัว...หึๆ เสร็จฉันแน่

          ‘ข้อหนึ่ง เนียนทักผิดว่าหนังหน้าคล้ายเพื่อนสมัยเรียน...ดันเรียนหญิงล้วนมา ข้อนี้ไม่น่าเวิร์ก’

          ‘ข้อที่สอง ขอให้เขาช่วยทาครีมกันแดดให้...ตอนขับรถอยู่เนี่ยนะ...นี่ก็ตัดไป’ 

          ‘ข้อที่สาม ขอให้เขาช่วยคอมเมนต์เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม...ผมว่าคุณไม่ควรจะใส่ชุดรัดขนาดนี้ แล้วคุณก็ไม่ควรใส่รองเท้าที่สูงขนาดนี้ด้วย เชอะ พวกไม่มี ‘แฟ้ชั่น!!’ ในหัวใจ มีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์การแต่งตัวของฉัน...ข้อนี้ข้ามไปอีกเหมือนกัน’ 

          ‘ข้อที่สี่ อวยสไตล์การแต่งตัวของเขา’ เกล็ดดาวชำเลืองมองคนที่นั่งนิ่งเงียบมานานพร้อมกวาดสายตาสำรวจเสื้อผ้าของเขา ‘เสื้อเชิ้ตขาวกับเนกไทน้ำเงินเนี่ยนะ ธรรมดามาก...ก ธรรมดาจนไม่เหลือพื้นที่ให้อวยเลย...ผ่านเลยค่ะข้อนี่ ผ่านไปเลยค่ะ’ 

          ‘มาถึงข้อสุดท้าย เพิ่มเขาเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก เอ้อ! อันนี้แหละ มีห้าข้อ แอ๊วได้ข้อนึงก็ยังดีว้า’ นางแบบสาวยืดตัวขึ้นพร้อมกับกระแอมเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามเขา

“เอ่อ...หมอธัชคะ คุณมีเฟซบุ๊กรึเปล่า คือฉันอยากจะแอดเป็นเพื่อนคุณเผื่อเอาไว้ถามเรื่อง...ขาที่เจ็บน่ะค่ะ”

“ไม่มีครับ”

“ทวิตเตอร์?”

“ไม่มีครับ”

“แล้วไอจีล่ะ”

“ไอจีคืออะไร”

“ไอจีก็คือ...ช่างเถอะค่ะ” พอเหอะ...จบการแอ๊ว ไม่น่ารอด

 

          “มันเป็นไปได้เหรอแกที่ยุคนี้แล้วยังมีมนุษย์กรุงเทพที่ไม่มีเฟซบุ๊กเหลืออยู่อีก ดูพวกเราสิ กดเฟซกันทั้งวันจนจะได้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นผัวอยู่ละ พระเจ้าเถอะ! นางใช้ชีวิตยังไง” 

เมื่อเกล็ดดาวขาเจ็บ ห้องประชุมลับของทีมชะนีคุณภาพจึงเปลี่ยนจากคอนโดฯ ของมุกมณี มาเป็นห้องดูทีวีในคฤหาสน์อันเป็นที่สิงสถิตของเกล็ดดาวแทน 

          “แกว่า...พระเอกซีรีส์เกาหลีจำเป็นต้องหล่อขนาดนี้ไหม” มุกมณีเอ่ยโดยไม่ละสายตาไปจากซีรีส์เกาหลีที่กำลังฉายอยู่บนจอทีวี พลางหยิบป๊อบคอร์นจากโถใหญ่เข้าปาก  

          และแม้ว่าเพื่อนรักจะพาเรื่องออกทะเล แต่ก็ใช่ว่าคนต้นเรื่องจะไม่ว่ายน้ำตามไป “ก็หล่อดีนะ แต่ฉันว่ายังไงหล่อเข้มแบบหนุ่มไทยก็โดนใจกว่าเยอะ ดาร์ก ทอล แอนด์แฮนซัม แถมความล่ำแบบพี่เวียร์อย่างเงี้ย ได้สักครั้งอีดาวจะเป็นคนดีของสังคม” 

          “เหอะ...แกทำไม่ได้หรอก”

          “เป็นคนดีของสังคมอ้ะนะ”

          “เปล่า ได้พี่เวียร์น่ะ”

          “ไอ้มุก!”

          “แกว่า...หยุดยาวรอบหน้าเราไปตามหาโอปปาที่เกาหลีกันดีไหม” คนโดนว่าที่ยังคงมุ่งมั่นในปณิธานหันไปถามออร์แกไนเซอร์สาวข้างตัว

          “โนจ้ะ สำหรับฉัน ฝรั่งคือนิพพาน จองตั๋วยุโรปรัวๆ”

          “เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้พวกแกคุยกันเรื่องไอ้ดาวไม่ใช่เหรอ” 

หลายครั้งคนที่ตามไม่ทันจะช่วยพาเรือกลับเข้าฝั่งได้เสมอ พิมพ์ขวัญผู้ไม่ได้ถูกพระเอกเกาหลีดูดวิญญาณไปจึงกลับเข้าสู่ประเด็นและตั้งหลักเรืออีกครั้ง

          “โอเค งั้นกลับไปเรื่องไอ้ดาว ไหนแกเล่าต่อซิ หยุดเรื่องเฟซบุ๊กไว้ก่อน ที่แกไลน์มาบอกว่าแกเห็นเลือดก็เลยเป็นลม แล้วขาแพลง พี่วินก็เลยให้หมอธัชมาส่งแกที่บ้าน แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ ระหว่างนั้นล่ะ แกคุยอะไรกับเขาบ้าง”

          “ฉันไปหาเขาที่โรงพยาบาล แล้วพวกแกรู้อะไรไหม เขา-จำ-ฉัน-ไม่ได้!”

          “หา!!” สามสาวประสานเสียงกัน และนั่นทำให้พวกเธอต้องละทุกอย่างแล้วหันมาสนใจเรื่องตรงหน้าอย่างจริงๆ จังๆ เสียที

          “ตลกดีไหมล่ะ งานวันนั้นเราก็เจอกัน หนังสือพิมพ์เมื่อวานลงข่าวฉันกับนางทุกฉบับ แต่พอมาวันนี้นางจำหน้าฉันไม่ได้ เชื่อนางเลย ความจำปลาทองขนาดนี้ ไม่รู้ว่าที่เป็นหมอเนี่ยเพราะจับฉลากได้รึเปล่า”

          “สอบเข้าหมอนี่จับฉลากเข้าได้ด้วยเหรอแก” 

          “อีคุณลี่ เพื่อนประชดค่ะ”

          “แต่เขาก็คุยกับแกนี่ ไม่ใช่เหรอ” หลังจากลิลลี่สงบ มุกมณีจึงกอดอกและถามขึ้นบ้าง

          “คุยค่ะ แต่หน้านี่ตึงมาก...ก ไม่รู้ว่าโดนโบไปกี่เข็ม แล้วตอนที่นางมาช่วยฉันตอนเป็นลมนะ นางวิจารณ์ชุดฉันด้วยจ้า...า”

          “งั้นก็สรุปว่าเก้ง?” 

          “ไม่เก้งแก เพราะฉันให้นางติดตะขอเสื้อชั้นใน นางไม่กล้า นางเขินมาก หน้าแดงหูแดงไปหมด ขำมากแก ฉันว่าไม่น่าเก้ง”

          “เดี๋ยวนะไอ้ดาว แกขอให้นางติดตะขอเสื้อชั้นในให้?” มุกมณีเอ่ยถาม ซึ่งก็ตรงกับคำถามในใจเพื่อนอีกสองคน

          “เยส”

          “จำเป็นต้องอ่อยแรงเบอร์นั้น?” พิมพ์ขวัญโพล่งขึ้นมาพร้อมสีหน้าตกตะลึง

          “ก็...งานด่วนน่ะ เบอร์นี้ก็สมเหตุสมผลปะ”

คนถามถอนหายใจเมื่อได้ฟังคำตอบที่ดูเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวของนางแบบสาว

          “โอเค งั้นสรุปว่านางไม่เก้ง แล้วแกจะยังไงต่อ”

          “แผนต่อไปคือรอ รอก่อน”

          “อ้าว! ไหนบอกว่างานด่วน แล้วแกจะรออะไร” 

เกล็ดดาวยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายเมื่อนึกย้อนถึงสิ่งที่เธอทำไว้ก่อนจะลงจากรถ แผนสำรองและอุปกรณ์ที่เตรียมมา...สุดท้ายก็ได้ใช้จริงๆ

          “ก็เขาบอกฉันว่ารถคันนั้นเป็นรถของคุณย่า ฉันก็จะรอดู...ว่าคุณย่าพริ้มเพราจะว่ายังไง ถ้าเจอ....ลิปสติก ต่างหู แล้วก็...ซองถุงยางอนามัยตกอยู่ในรถที่หลานชายคนโปรดเพิ่งขับไปส่งผู้หญิงมา”

          “ไอ้ดาว!”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว