ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 20 : ตัน (สมองคนแต่งเนี่ยตัน)

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 : ตัน (สมองคนแต่งเนี่ยตัน)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.4k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ต.ค. 2559 22:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 : ตัน (สมองคนแต่งเนี่ยตัน)
แบบอักษร

ตอนที่ 20 : ตัน (สมองคนแต่งเนี่ยตัน)

 

 

      “พี่ซี  เดี๋ยวก่อน!!!” เสียงตะโกนไล่หลังน่าจะเป็นเสียงของไนก้า  ผมหยุดเดินแล้วปาดน้ำตาลวกๆ  คือบางทีพี่ก็อยากเดินร้องไห้แบบนางเอกบ้างอ่ะลูก  ขัดทำไม...

 

 

     “หืม?  มีอะไรหรอ”ผมหันหลังกลับไปหาทั้งสองคน  ไนก้ายืนมองผมแล้วขมวดคิ้วส่วนยาระยืนผ้าเช็ดหน้ามาให้  ให้เช็ดน้ำตา? 

 

     “ยาระนี่น่ารักจังเลยน้า” ผมพูดยิ้มในขณะที่อีกฝ่ายชะงักกึกแล้วสีแดงก็ลามขึ้นใบหน้าอย่างรวดเร็ว

 

      “ขอบคุณนะ” พูดอีกครั้งแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาจากมือของยาระ  เปลี่ยนไปก้มหน้าแล้วแฮะ  ไอ้โรคแพ้ผู้ชายน่ารักนี่น่ากลัวจริงๆ 5555

 

      “พี่ไหวใช่ไหมครับ?” น้ำเสียงกล้าๆกลัวๆของไนก้าเอ่ยถาม  ผมพยักหน้าเบาๆ  สมองนึกภาพเหตุการณ์เมื่อสักครู่ของคนสองคน   ภาพของหนึ่งคนที่คุ้นเคยกับหนึ่งคนที่มาจากแดนกิมจิ  ร่างเล็กที่เกี่ยวแขนร่างสูงนั้นฉายชัดขึ้นมา  ต่อให้อยากลืมแค่ไหนก็ลืมไม่ได้  ถึงแม้พ่อทัพจะไม่ได้หันไปพูดคุยหรือหวานมากนักแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ....

 

 

 

    ใช่  ไม่ได้ปฏิเสธ

 

 

 

 

 

      “ไหวแน่นะพี่  พี่ดูเหมือนไม่ไหว” ผมหันไปมองไนก้า   คิ้วสวยขมวดกันจนจะกลายเป็นโบว์ผูก

      “ทำไมถึงคิดว่าไม่ไหวล่ะ”

       “ก็ตาพี่เหมือนจะร้องไห้” ร่างสูงตอบกลับมาทันที   คิ้วขมวดมากขึ้นไปอีก  อ่า บางทีผมก็กลัวนะว่าคิ้วหมอนี่จะเหลือแค่อันเดียว  ขวมดซะจนจะเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว

 

       “หืม  รู้ได้ไงว่าตาพี่จะร้องไห้  เป็นยายพี่หรอ?” ผมเอ่ยแซว 

      “คิดว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้พูดอะไรไปแล้วกัน วุ้ว” ยาระหัวเราะออกมาหลังจากไนก้าพูดจบประโยค  ส่วนคนที่เป็นเจ้าของคำพูดถอนหายใจออกมาหลังพูดจบประโยค  มือสองข้างยกขึ้นกอดอก  หันหน้าไปอีกทางเหมือนไม่อยากมองผม  ปากยู่เล็กน้อย 

 

       การกระทำที่เหมือนเด็กทำให้ผมเผลอยกมือขึ้นไปลูบหัวคนที่ทำหน้าบึ้งอยู่   ไนก้าชะงัก ไปเล็กน้อย  ใบหน้าเข้มขึ้นสีอย่างชัดเจน  ผมรีบถอนมือออกจากหัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว    

 

      “เฮ้ย  พี่ขอโทษ” ผมพูดเจื่อนๆ  หน้าแดงจัดขนาดนี้ อีกฝ่ายคงโกรธผมมากแน่ๆเลย  สนิทก็ไม่ได้ทนิท โอ๊ย  ไอ้ซีเอ้ย

 

      “พักที่ไหน” ผมหันไปมองยาระที่หันมาถาม

            “อะ...เอ่อ  พักตรงxxxอ่ะ” ร่างสูงพยักหน้าเล็กแล้วจูงมือผมไปทางที่พักทันที  ผมหันไปมองไนก้าที่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แต่ไหล่กว้างสั่นระริกก่อนที่ร่างสูงจะย่อตัวลงไปนั่งกับพื้น  หันกลับมามองยาระด้วยความซาบซึ้งใจ  ที่อีกฝ่ายลากผมออกมาแบบนี้ เพราะป้องกันไม่ให้ผมโดนไนก้าต่อยแน่เลย  เห็นเงียบๆแบบนี้ก็ใจดีเหมือนกันนะเนี่ย

 

 

      “ขอบคุณนะ” ผมพูดขอบคุณยาระที่เดินอยู่ข้างหน้า  แล้วส่งยิ้มจริงใจเท่าที่จะทำได้ไปหาอีกฝ่ายเมื่อร่างสูงหันมา

 

      “ไม่เป็นไร” ยาระหันกลับไปอย่างรวดเร็ว  ใบหูที่โผล่พ้นเส้นผมขึ้นสีแดงจัด  อ่า  โกรธผมอีกคนแน่เลย  แต่ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้เลยนะ

 

 

 

 

      หรือว่ายิ้มผมมันจะดูนาเกลียดจนอีกฝ่ายโมโหแน่นะ?....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      หลังจากที่ทั้งคู่เดินมาส่งผมที่บ้านพักเรียบร้อยสองคนนั้นก็เดินจากไปด้วยความเร่งรีบ   สงสัยคงโกรธผมมากล่ะมั้ง  เฮ้อ  แต่ก็ช่างเถอะผมไม่มีอารมณ์ที่จะมาเครียดเรื่องแบบนี้แล้ว  ที่เมื่อกี้ฝืนยิ้มให้สองคนนั้นก็เต็มทนเกินไป  

 

      มันอึดอัดเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอขาที่สองข้างก็อ่อนล้าเกินกว่าจะยกเดินร่างกายก็สั่นเทา ไหนจะขอบตาร้อนๆนี่อีก   มึงจะมีอิทธิพลกับกูเยอะไปแล้วนะพ่อทัพ  L

 

 

      “ซี มึงเป็นอะไร ไม่สบายหรอ ตัวสั่นเชียว” ประโยคที่แสดงถึงความห่วงใย  สัมผัสอุ่นๆบนไหล่ น้ำเสียงที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก  ทำให้ผมหลุดโฮออกมาทันที

 

      “ฮึก... วาย...ฮึก... มึง....” ทำได้แค่เรียกมันเท่านั้น  โลกทั้งใบเบลอไปด้วยหยาดน้ำตามากมายที่เอ่อคลอ   ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าวายทำหน้ายังไง แต่พอมันเห็นผมร้องมันก็รีบกอดแล้วลูบหลังผมทันที

 

      “ไหน ใครทำอะไรซีบอกวายสิครับ?” ประโยคสุภาพทีเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินจากมัน  ประโยคที่รู้สึกดูตอแหลหน่อยๆเพราะพวกผมชอบพูดคำหยาบใส่กันตอนนี้กลายเป็นประโยคที่ส่งผ่านความอบอุ่นเข้ามาในหัวใจผมแบบเต็มๆ

 

      “ฮึก... อึก... มึง... อึก....” ผมพยายามจะพูดสื่อสารกันมันแต่กว่าจะพูดแต่ละคำช่างยากลำบากเหลือเกิน

 

     อ้อมกอดจากพี่ชายฝาแฝดคลายออก  มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาเกลี่ยน้ำตาผม  โลกเบลอๆในตอนแรกเริ่มชัดเจน  ชัดจนผมมองเห็นสายตาอบอุ่นสื่อความหมายของมันได้ดี  ดวงตาที่มีสีคล้ายคลึงกับผม  ใบหน้าที่เรียกว่าแทบจะเหมือนกันแสดงออกถึงความเป็นห่วงยิ่งทำให้น้ำตาที่เมื่อกี้เมื่อจะหายไปกลับกลายเป็นมากขึ้นกว่าเดิม

 

     “พา... อึก  กูเข้าห้อง...ฮึก...หน่อย”

 

     “โอเคๆ” ฝ่ามืออุ่นเลื่อนมาจบมือผม แล้วจูงพาเข้าที่พัก  มืออีกข้างของวายก็เกลี่ยน้ำตาผมไปด้วย  มันไม่ได้รีบเดินมาก  เป็นการเดินแบบช้าๆ  แต่ถึงจะช้าแค่ไหนการก้าวเดินมันก็ยากลำบากไปอยู่ดี 

 

 

 

ทางเข้าที่พักค่อนข้างลึก  พื้นปูด้วยหินตกแต่งมีก้อนเล็กก้อนใหญ่สลับกันไป  มีแผ่นปูนเทเป็นช่องเว้นระยะห่างเท่าๆกันถึงประตูบ้านพัก  การตกแต่งเหมือนรีสอร์ททั่วๆไป  ผมก็ชินกับการตกแต่งแบบนี้  แต่พอเดินไปร้องไห้ไปผมกับเกลียดการตกแต่งแบบนี้  มีหลายรอบตั้งแต่เดินมาที่หวุดหวิดจะล้ม  วายก็พยายามประคองผมไปด้วย

 

    “ขี่หลังกูเถอะซี” เสียงห้าวๆจากวายดังขึ้น  ผมพยักหน้าเบาๆ  วายปล่อยมือจากมือผม ทันทีที่มันปล่อยก็เหมือนผมไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา  ผมทรุดนั่งลงกับพื้นทันทีแต่ก่อนจะถึงพื้นก็มีท่อนแขนขาวของคนที่คุ้นเคยโอบประคองไว้   ใจดวงน้อยๆส่นไหวทันทีเมื่อรู้ว่าท่อนแขนนี่คือใคร

 

 

    “ปล่อย... ปล่อยกู!!!” ผมสะบัดตัวออกมาจากการโอบประคองนั้น  ใจหนึ่งอยากจะอยู่กับความอบอุ่นนั้น  แต่อีกใจก็มีภาพของคนรักอีกฝ่ายลอยเข้ามาในหัว  ผมดิ้นแรงขึ้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย  แถมท่าที่เขาประคองผมไว้ก็ไม่ใช่ท่าที่ดีนัก  ยิ่งดิ้นแรงขาก็ยิ่งขูดกับหิน 

 

 

     “ทัพ ปล่อยซี” เสียงนิ่งๆของวายเหมือนเป็นสวิตซ์หยุดทุกอย่าง  ผมหยุดดิ้น  พ่อทัพหยุดรัดผมไว้ในอ้อมแขน   วายเดินเข้ามาช้อนตัวผมในท่าเจ้าหญิง  ความสบายใจกลับมาอีกครั้ง  ผมซุกหน้าเข้าไปที่หน้าอกมัน  มือทั้งสองรั้งคอมันไว้แน่น

 

 

      วายเริ่มก้าวเดินอีกครั้ง  ผมกำมือแน่นพอจะรู้ตัวว่าเล็บคงจะจิกเข้าไปในเนื้อมันแต่พี่ชายฝาแฝดก็ไม่หลุดบ่นออกมาซักนิด

 

 

     “เดี๋ยว...” เสียงรั้งจากพ่อทัพทำให้วายชะงัก  วายยืนนิ่งเหมือนรอให้พ่อทัพพูดออกมา  และประโยคที่พูดออกมาต่อให้ผมไม่อยากได้ยินขนาดไหนมันก็ชัดเจนอยู่ในหู

 

 

 

      “ให้โอกาสกูไม่ได้หรอซี?” เสียงทุ้มที่ผมเคยชอบ  คำพูดของมันที่เคยทำผมเขินอายมาหลายต่อหลายครั้ง  ตอนนี้กลับเป็นเสียง  เป็นคำพูดที่ทำผมเจ็บจนแทบทนไม่ไหว

 

 

 

 

    “ปล่อยไปกูเถอะพ่อทัพ” ปล่อยกูซักที...  ถึงกูจะไปไหนไม่ได้ แต่อย่ารั้งกูเลย....

.

.

.

.

.

.
    “ถ้าไม่สงสารกู ก็สงสารตัวร้ายเถอะ....นะ”

 

 

 

 

 

 

     วาย  part

 

 

     ผมใช้เท้าเคาะประตูแรงๆ  หลังจากนั้นไม่นานไอ้ไทม์ก็วิ่งออกมาเปิดประตูอย่างรวดเร็ว  ใบหน้ายิ้มแย้มมันเจื่อนลงเมื่อเห็นร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดผม  ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสงสัย  ผมส่ายหน้าเบาๆ  ก่อนจะบอกให้มันเปิดประตูห้องพักของซี

 

 

 

     ผมวางร่างเล็กลงบนเตียงเบาๆ  ดวงตากลมโตมีหยาดน้ำคลอ  ถ้าเป็นภาพวาดศิลปะคงเป็นภาพวาดที่สวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น   ผมลูบหัวมันเบาๆ  หยิบกระดาษทิชชู่ที่ข้างเตียงมาซับน้ำตาให้อีกฝ่าย

 

 

    “นอนก่อนนะครับคนดี  เหนื่อยมากแล้วเนอะ  พักนะครับ” ลูบหัวซีเป็นการปลอบประโลมจนร่างเล็กหลับไป

 

     ผมลุกขึ้นจากเตียง  เดินออกไปข้างนอกแล้วเรียกคุณชายให้มันไปทำแผลให้ซี  ผมเดินไปนั่งที่โซฟากลางบ้าน  ตรงข้ามเป็นไอ้ไทม์ที่หน้านิ่วคิ้วขมวด  มันทำท่าจะถามแต่ผมก็ยกมือห้ามมันไว้ก่อน

 

     “รอไอ้ชายก่อน” หลังจบประโยคมันก็ปิดปากนั่งเงียบ  ส่วนผมก็นั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง   วันนี้ตรงสวนหน้าบ้านปฏิกิริยาที่ซีแสดงกับพ่อทัพมันมากเกินกว่าที่ผมจะจินตนาการไว้  ร่างเล็กที่ดิ้นอย่างรุนแรงนั้นกลายเป็นภาพติดตา  ตอนแรกก็อยากให้ทั้งสองคนคืนดีกัน   เพราะช่วงนี้ซีดูไม่ค่อยร่าเริง  แววตาเหมือนมีม่านหมอกปกคลุม  จริงอยู่ที่ผมไม่อยากให้มันมีคนอื่นมากมาย  ตอนพ่อทัพได้กับตัวร้าย  ถามว่าดีใจไหมก็ดีใจนะ  แต่พอเห็นซีเป็นแบบนั้นแล้วผมยอมให้พ่อทัพกลับมายังจะดีกว่า...

 

 

      ผมเล่าเรื่องในทั้งสองฟังหลังจากที่คุณชายเดินออกมาแล้ว  หลังเล่าจบทั้งคู่ก็เงียบไปซักพัก  ก่อนที่คุณชายจะถามประโยคที่ผมคิดไม่ตก

 

     “แล้วแผนการจะยังเอาแบบเดิมอยู่ป่ะวะ”

     “แบบเดิมแหละ  ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น” ผมตอบกลับไป

     “แต่มึงดูซีดิ  ถ้าถึงตอนนั้นเรื่องมันจะไม่แย่กว่านี้อ่อวะ” ไทม์แย้งกลับมาเบาๆ

      “หรือมึงจะให้ซีเป็นแบบก่อนหน้านี้?  กูอยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด  มึงคิดว่ากูจะทนได้ไหมที่เห็นมันเป็นแบบนี้  ต่อให้เป็นพวกมึง  พวกมึงก็ทนไม่ได้ป่ะวะ” ผมตอบกลับไทม์ไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

       “วายใจเย็นดิ  เดี๋ยวซีได้ยิน” ไอ้คุณชายปรามเบาๆ  ผมก็เลยนั่งเงียบๆจนตอนนี้กลายเป็นไม่มีใครพูดอะไรออกมา

 

 

       “วาย  กูขอโทษนะเว้ย” เสียงไอ้ไทม์ทำผมอ่อนลง  ก่อนจะเอ่ยขอโทษมันเหมือนกัน

       “กูก็ขอโทษเหมือนกัน”

 

 

       หลังจากนั้นพวกผมก็นั่งปรึกษากันซักพัก  จนได้ข้อสรุปว่าแผนการยังคงเดิม    ก่อนจะนั่งนัดแนะอีกครั้งว่ากำหนดการจะเป็นยังไง  เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและพวกผมต้องเซ็ทสิ่งสำคัญในแผนการณ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

 

 

 

 

 

 

      ซี part

 

 

      ผมลืมตาขึ้น  รอบด้านเต็มไปด้วยความมืดทำให้ผมพอจะรู้ว่าตอนนี้คงเป็นเวลาเย็นหรือไม่ก็กลางคืนแล้ว

 

 

 

      แอ๊ด

 

 

     เสียงเปิดประตูเบาๆดังขึ้น  ผมยันตัวเองขึ้นมาลุกนั่งก่อนจะเห็นว่าเป็นไทม์   ร่างสูงกดเปิดไฟแล้วเดินมานั่งข้างเตียง  มือหนาดีดหน้าผากผมเบาๆ

 

     “นอนไปหลายชั่วโมงเลยนะครับที่รัก” รอยยิ้มล้อเลียนปรากฎบนใบหน้าคมคาย  จะบอกว่ากูนอนกินบ้านกินเมืองก็พูดมาเถอะ

 

     “อ๊ะๆ ไม่ต้องมาทำหน้าบึ้ง  นี่จะชวนไปงานตรงชายหาดนะครับ.... ว่าไง?  จะไปไหม?”

     “ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจเดิน” ผมปฏิเสธไป   เรื่องในสวนหน้าบ้านพักยังคงติดตาอยู่  จะให้ไปเดินงานตอนนี้คงไม่ไหวเท่าไหร่

 

      “โห่  ไปเถอะนะครับ  นะๆๆๆๆๆ ไปกันนะครับซี” ไทม์หยิบมือผมไปถูหน้าตัวเอง  การกระทำเหมือนแมวทำให้ผมหลุดยิ้ม

      “เฮ้อ  ไปก็ไป” ผมถอนหายใจแล้วตอบไปหาแมวตัวใหญ่ข้างหน้า  และพอได้ยินคำตอบนี้แมวตัวใหญ่ก็เหมือนจะดีใจออกนอกหน้าจนวิ่งปรู๊ดออกไปนอกห้อง  ตะโกนหาวายกับคุณชายว่าผมยอมไปงานซะดังลั่นบ้านพัก

 

 

 

      ผมหลุดขำออกมาเบาๆ  มือสะบัดผ้าห่มออกจากตัวก่อนจะก้าวขาลงจากเตียง   พลาสเตอร์ลายน่ารักหลายแผ่นแปะอยู่ที่ขาทั้งสองข้าง  ผมคลี่ยิ้มออกมาเหมือนรู้ว่าใครเป็นคนทำแบบนี้ให้  คงจะเป็นคุณชายสินะ

 

 

     “ซี!!  เปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว  จะได้ไปเที่ยวงานกัน” เสียงตะโกนจากหน้าห้องพร้อมใบหน้าของไทม์ที่โผล่ทำผมหลุดจากความซาบซึ้งของคุณชายแล้วเดินไปรื้อเสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทาง

 

 

 

 

 

 

 

      ตอนนี้ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วครับ  เปลี่ยนเป็นกางเกงที่ยาวถึงเข่า  เสื้อสีเหลืองอ่อนแบบเสื้อเชิ้ตแขนสั้น  รองเท้าก็เป็นรองเท้าแตะแบบเดิม  พอเดินออกไปหน้าบ้านก็เจอพวกวายที่ยืนรออยู่แล้ว  ผมยิ้มให้นิดหน่อยก่อนที่พวกเราจะเดินออกจากบ้านพัก

 

 

 

      เดินไปซักพักก็เห็นไฟหลายสีสันเต็มไปหมด   ผมมองสถานที่ตรงหน้าด้วยสายตาเป็นประกาย  ร้านขายของสองข้างทางยาวไปเรื่อยๆ  ปลายทางเป็นเวทีเล็กๆมีนักดนตรีแสดงอยู่  นักท่องเที่ยวทั้งไทย ต่างชาติเต็มไปหมด  ใบหน้าแต่ละคนประดับไปด้วยรอยยิ้ม

 

 

 

      “เป็นไง  ยิ้มออกแล้วใช่ไหม”

      “อื้ม” ผมพยักหน้าแล้วยิ้มตอบไปให้วาย  คุณชายเอื้อมมือมาลูบหัวผม  ส่วนไทม์ก็จูงมือผมแล้วพาออกไปที่ร้านต่างๆผมขอบคุณพวกนั้นในใจ  ผมรู้ว่าพวกเขาไม่อยากทำให้ผมเศร้า  เรื่องระหว่างพวกเรามันดูไร้เหตุผลและรวดเร็วเกินไป  แต่พวกเขาทำให้ผมรับรู้ว่า ความรักมันไม่ต้องการเวลาจริงๆ

 

 

 

      ขอบคุณนะ.... J

 

 

 

 

 

 

      หลังจากที่เดินเที่ยวงานกันซักพักแล้ว  ต่างคนต่างก็เริ่มเหนื่อย  วายชวนทุกคนไปนั่งพักที่หน้าเวที  เวทีเป็นเวทีเล็กๆทำด้วยไม้  มีวงดนตรีขึ้นมาเล่นสลับเปลี่ยนกันไป  พวกผมเอาของกินที่ซื้อมาตามร้านค้าวางไว้บนโต๊ะก่อนจะเริ่มกินกัน  บางช่วงวายแกล้งคุณชาย  คุณชายแกล้งไทม์ ไทม์แกล้งผม วนไปอย่างนี้  สลับกันแกล้งบ้าง  นักดนตรีลงจากเวทีไปสองวงแล้ว  อาหารบนโต๊ะก็เริ่มหมดพอๆกับแรงของผมเช่นกัน   ตอนนี้ต่างคนเลยต่างเข้าสู้โหมดของตัวเอง  ผมนั่งโยกตัวเบาๆตามจังหวะเพลง  ลมเบาๆพัดมาพากลิ่นของทะเลปะทะร่าง

 

 

      ผมยิ้ม.....

 

 

 

 

 

      แต่รอยยิ้มก็จางหายไปเมื่อ....

 

 

 

 

 

      “สวัสดีครับ”

 

 

 

 

 

 

      เสียงคุ้นเคยดังขึ้นบนเวที  ร่างสูงโปร่งถือกีต้าร์ไว้  ใบหน้าคุ้นเคยแย้มยิ้มมีเสน่ห์  ใจผมกระตุกเมื่อจู่ๆสถานการณ์คุ้นเคยก็ลอยเข้ามา...

.

.
.

.

.

 

      พ่อทัพ...

_______________________________________________________________________________________

เอาล่ะทุกคนนนน  เราเปลี่ยนจาก5Pเป็น3Pกันดีไหมมมม  เอาของเก่าออกแทนด้วยของใหม่กันเถอะ เฮ้  (โดนถีบ)

 

 

กลับมาแล้วนะะะ  ไปแล้วนะะะ รักทุกคนนนนน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว