ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย"ตอนที่ 31 New Action_แผนการทวงเกาะคืน Part 2 (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย"ตอนที่ 31 New Action_แผนการทวงเกาะคืน Part 2 (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.8k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ธ.ค. 2559 23:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย"ตอนที่ 31 New Action_แผนการทวงเกาะคืน Part 2 (100%)
แบบอักษร

 

 

 

เริ่มแผนการ

 

                 

 

                 จากตอนนั้น

 

                 เวลามันก็ล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมงจนเริ่มเข้าสู่อีกวัน

 

                เริ่มเข้าสู่....ที่หมายถึงยังไม่สว่างดี มองไปทางไหนก็ยังมืดตี๊ดตื๋อ และมันก็เป็นเวลาที่นอนหลับสบายที่สุดในโลกเพราะเพิ่งจะตีสี่กว่าๆเท่านั้นเอง

 

                นอกจากตอนนี้จะไม่มีเสียงไก่ขันปลุกเหมือนอย่างที่ผ่านมาแล้ว ยังมีเสียงแปลกๆของตัวอะไรหลายอย่างที่ดังมาจากบนเขาตลอดเวลา บางเสียงที่ไม่รู้ว่าเสียงอะไรก็โหยหวนชวนให้ขนลุกซะเหลือเกิน

 

                 ชีวินลุกขึ้นมาขยับตัวบิดไล่ความขี้เกียจก่อนใครเพื่อน ใกล้ๆกันนั้นก็ยังมีเจ้าขนุนที่ยอมเป็นมิตรด้วยแล้ว มันนอนขดตัวของมันอยู่ไม่ห่าง แล้วเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะขยับหันหลังให้แล้วขดตัวหลับต่ออยู่ใกล้ๆเป้ใบโตที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่โปรดของเจ้าขนุนไปโดยปริยาย

 

                  จากนั้นร่างสูงของคนเป็นหัวหน้าก็เดินไปปลุกลูกน้องที่ยังนอนเรียงรายแบบใครอยากนอนตรงไหนก็เชิญนอนไปได้เลย และทำสัญญาณมือว่าให้ช่วยปลุกคนข้างๆด้วย

 

                   “ลุกมาทำห่าอะไรแต่มืดขนาดนี้?”

 

                     อย่าคิดว่านี่คือคำด่า เพราะมันคือประโยคถามแบบธรรมดาสุดๆที่ไอ้หมอถาม และไอ้วินเองก็ชินหู และพอบอกเหตุผลไปเท่านั้นว่าทำไมจะต้องแหกขี้ตาตื่นมาเวลานี้ ตาปรือๆง่วงๆของหมอนิวก็เปลี่ยนแสงเป็นจริงจังขึ้นมาทันที

 

                     เหลืออยู่อีกห้อง!

 

                    ชีวินคิดขณะเดินเข้าไปใกล้หมายจะเคาะเรียก ถ้าไม่จ๊ะเอ๋กับนรินทร์ที่เปิดประตูทำตาโตออกมาซะก่อน

 

                   “อ่าวรินทร์ ว่าจะเข้าไปปลุกอยู่เชียว”

 

                   “ครับ”

 

                    “แล้วพวกนั้นล่ะ?”

 

                   “ต ตื่นแล้วครับ...”

 

                    “แล้วนี่เป็นอะไร ทำตาอย่างกับเห็นผี อย่าบอกนะว่าเห็นเจ้าพวกนั้นกำลังเซ็กหมู่กันอยู่.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า.”

 

                    นรินทร์เผลอนึกภาพตามจนหน้าตาเหรอหราแก้มแดงก่ำขึ้นมาทันที ทำเอาชีวินถึงกับหุบยิ้มฉับ   

 

                   “เรื่องจริงเหรอ?”

 

                    ถามไปแล้วก็เกิดอยากรู้อยากเห็นจนตาพราวระยับ ย่องเงียบหมายว่าจะแอบซะหน่อย แต่แล้วชีวินก็ถึงกับหน้าหงายเพราะไม่คิดว่าจะโดนเบรกอย่างแรงจากข้างหลัง

 

                    “หยุดเลยเอ็ง”

 

                     “ปล่อยไอ้หมอ ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่าพวกนั้นทำจริงหรือเปล่า”

 

                     “ทำอะไร ข้ายังไม่ได้ยินน้องเขาพูดอะไรซักคำ มีแต่เอ็งน่ะแหละที่คิดจัญไรไปเอง ไอ้เจ้าบ้า”

 

                      “ครับ ไม่ใช่อย่างงั้นหรอกครับ”

 

                      “อ่าว?  แล้วที่อ้ำอึ่งน่ะคืออะไร?”

 

                     “คือ”  นรินทร์ไม่รู้จะบรรยายออกมายังไงดีต่างหากเล่า

 

                     แต่ร่างสูงๆก็ไม่รอคำบอกเล่านั้น กลับรีบย่องเงียบไปชิดประตูอีกครั้งแล้วเอาหูแนบ แล้วก็ต้องหันขวับมามองข้างหลังเมื่อไอ้หมอเสือกทำท่าตามเป๊ะ

 

                   “ไหนบอกไม่อยากรู้เรื่องชาวบ้าน?”

 

                   “ไปบอกเอ็งตอนไหนว่าไม่อยากรู้”

 

                   “หึๆ” มีเพื่อนแบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนด่าคนเดียว คนอยากสอดเห็นเอาหูแนบประตูแล้วทำตาโตเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างเข้า

 

                   ป๊าบบบ!    ป๊าบบ!    ป๊าบบบ!

 

                  ‘ป๊าดดด!!

 

                 รุนแรงว่ะ  เสียงแม่งดังลอดออกมาถึงข้างนอกเลยเว้ย(?)  จุ๊! จุ๊! จุ๊! ไอ้พวกนี้มันร้าย! ไฟก็เปิดแถมอยู่กันตั้งสี่คน..........

 

                 “ซี๊ดดด!!...”

 

                  น่าน! ซี๊ดแล้ว

 

                  ชีวินกับหมอนิวิฐหันมามองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะเหล่ตาใส่ประตูเป็นการถามว่าเคาะดีไหม เพราะดูเหมือนว่าเสียงมันจะเริ่มดังออกมาข้างนอกจนหลายคนเงี่ยหูมองมา

 

                  เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา สรุปได้ว่าต้องเป่ายิ้งฉุบ และให้ทายว่าใครจะต้องเป็นทัพหน้า ใช่ หมอนิวิฐชนะ และคนที่ต้องเป็นทัพหน้าที่ต้องโดนด่าก่อนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก

 

                   ชีวินยื่นมือไปหมายจะเคาะประตูเรียก กะจะกระซิบเข้าไปว่าให้เบาๆหน่อย(โว้ย) ถ้าไม่ได้ยินเสียงนี้ดังลอดออกมาอีก

 

                  “ซี๊ดดด  เบาสิจ๊ะ โอ๊ยย!!

 

                    “ข้าว่ามันทะแม่งๆว่ะ!

 

                     คนที่อยู่นอกประตูมองตากัน เสียงที่พูดน่าจะเป็นของทิวาหรือไม่ก็ตะวัน แต่ไหงดันกลายเป็นเสียงทุ้มๆของไอ้เจ้าภีมไปได้ละวะเนี่ย

 

                    “หรือว่ามันกำลัง......ถูกเขาเสียบอยู่!”

 

                    เสียงสุดท้ายเปลี่ยนเป็นกระซิบเหมือนปรึกษาจนหมอนิวิฐต้องผลักกระโหลกอย่างหมั่นใส้

 

                    “เพ้อเจ้อ อย่างหมอนั่นคงยอมให้ใครมาเสียบหรอก ถอยออกมานี่ ถ้าเอ็งไม่กล้าเดี๋ยวข้าเปิดเอง”

 

                    ตกลงกันเสร็จสรรพแล้วหมอนิวิฐก็กำลังว่าจะผลักประตูที่แง้มไว้เข้าไป ถ้ามันจะไม่ถูกเปิดจากคนข้างในซะก่อน

 

                    “อ่าว ตะวัน?”

 

                   “เอ๊ะ! มาทำอะไรกันตรงนี้ครับทั้งสองคน?”

 

                   ทั้งสีหน้าและแววตาที่ดูปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แถมยังได้กลิ่นสบู่อ่อนๆโชยมาอีกด้วย กับอีกคนที่เดินตามหลังมาติดๆก็คือพจน์จนชีวินกับนิวิฐต้องหันมามองหน้ากันแบบงงๆ

 

                    “พวกเอ็งมาทำอะไรกันตรงนี้?”

 

                    “ว่าจะเข้าไปปลุกน่ะแหละ แต่ได้ยินเสียงแปลกๆซะก่อนเลยไม่กล้าเข้าไปกวน”

 

                    “สะกดคำนั้นเป็นด้วยเหรอวะ”

 

                     “หลอกด่าเนียนนะเอ็ง”

 

                    “อูยยย! เบาจ่ะเบา!

 

                    “ใช่เสียงนั้นหรือเปล่า?”

 

                    “ใช่ ใช่ ทำไมเอ็งไม่แปลกใจเลยล่ะ? ข้านึกว่า”

 

                     “หึๆ” พจน์ส่ายหน้ายิ้มๆ กับตะวันที่มองหมอนิวิฐทีมองชีวินทีแล้วยิ้มแหยๆ “ตื่นกันแล้วครับ ไม่ต้องเข้าไปปลุกหรอก ใครอยากได้กาแฟบ้างครับ?”

 

                      คนหน้าหวานผมสั้นถามแล้วเดินเข้าครัวไปโดยไม่รอคำตอบ ตามติดไปด้วยพจน์ที่ดูเหมือนจะไม่ยอมทิ้งช่วงห่างจากตะวันเกินหนึ่งวา ปล่อยให้คนอยากรู้หันมามองหน้ากันเอง

 

                     “ไปหากาแฟจิบดีกว่าว่ะ อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าไม่ใช่อย่างที่คิด”

 

                      หนุ่มลูกครึ่งยักไหล่แล้วก็เดินตามหลังสองคนที่เดินนำไปก่อน ทิ้งให้ชีวินยืนอึ้งอยู่กับที่แล้วตัดสินใจเดินตามหลังไปอีกคน ปล่อยให้เสียงปริศนาในห้องยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

 

                      และถ้าใครเกิดอยากรู้ยื่นหน้าเข้ามามอง ก็คงจะผิดจะหวังน่าดู เพราะเสียง(ลามก)ที่ได้ยิน กับภาพในหัวที่คิดไว้มันอยู่กันคนละโซนกับความเป็นจริงชนิดฟากฟ้ากับก้นเหวเลยทีเดียว

 

                      ป๊าบ!  ป๊าบป๊าบ!

 

                     “บอกแล้วใช่ไหมถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยอย่าทำอย่างนี้ จำไม่ได้หรือไง?”

 

                    “จำได้จ่ะ”

 

                   “แล้วเมื่อกี้ทำอะไร?”

 

                   “แค่กอดนิดเดียวเอง”

 

                  “นิดเดียวเหรอ? นี่แน่ะ! นิดเดียว”

 

                  “ซี๊ดดด เมียจ๋าอย่ารุนแรง”

 

                   “ว่าไงนะ? เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเรียกอย่างนี้ต่อหน้าคนอื่น”

 

                   “ก็ตอนนี้ไม่มีคนอื่น”

 

                   “ฟังทินะพี่ภีม ต่อไปนี้ถ้ายังอยู่บนเรือหรืออยู่ต่อหน้าคนอื่นไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ห้ามกอดห้ามเรียกแบบนั้นเข้าใจไหม? พี่ภีม! เข้าใจที่ทิพูดไหม?”

 

                   “เข้าใจจ่ะเมียจ๋า”

 

                  “ยังจะพูดแบบนี้อีกนะ อยากลองดีใช่ไหมหา?”

 

                  “โอ๊ย! ซี๊ดดดด!

 

                   “แล้วก็เลิกทำเสียงแบบนั้นซักที”

 

                   “แล้วจะให้พี่ทำเสียงยังไง ก็ทิทั้งจิกทั้งฟาดพี่ขนาดนี้พี่ก็เจ็บน่ะสิ เจ็บกับเสียวอารมณ์มันใกล้กันนิดเดียวเลยนะ”

 

                   คนฟังถึงกับหน้าแดงก่ำ เพราะสมองไม่รักดีดันนึกภาพตามไปถึงตอนที่เสียวจนคนตัวสูงที่นอนอยู่นึกชอบใจ

 

                   “น่า ใครจะคิดยังไงก็ช่างเขา”

 

                   “ไม่ได้”

 

                   “นิดนึงก็ไม่ได้เหรอ? ไม่เห็นตะวันว่าอะไรพี่เขาเลย”

 

                   “รู้ได้ยังไงว่าไม่ว่า เห็นไหมคนออกเต็มเรือ ถ้าอยู่กันแค่สองคนทิจะไม่ว่าซักคำ”

 

                   “งั้น.....ถ้าเราอยู่กันสองคนแบบนี้........”

 

                   เพี๊ยะ!!!

 

                   “พอเลยนะ ไม่ใช่ตอนนี้!

 

                    แรงมือที่ฟาดเข้าให้ไม่ได้ทำให้มือหนาลดอาการจากที่ลูบตรงนั้นและหันมาแปะไว้ตรงนี้เป็นมือปลาหมึก จนทิวาต้องถอยกรูดออกมายืนห่างๆแทน ทำให้คนตัวสูงต้องเท้าศอกกับที่นอนถามคนหน้างอที่สะบัดหน้าไปอีกทาง

 

                   “แล้วจะเป็นตอนไหน เมื่อคืนก็แค่กอดยังไม่ได้ทำอะไรเลย ยังไม่ได้......”

 

                   “ชู่วว์ อย่าเอ็ดไปสิครับ จะตอนไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น ห้ามแตะ ห้ามกอดตราบไดที่ยังอยู่บนเรือ เข้าใจตามนั้น ทิจะไปอาบน้ำ...และห้ามพี่ภีมตามเข้าไปเด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อกันคราวนี้จะโกรธจริงๆด้วย”

 

                     ว่าแล้วคนหน้าหวานก็เดินเข้าห้องน้ำอย่างวัดใจ และในระหว่างที่อาบน้ำก็คอยระแวงประตูตลอดเวลา แต่ก็หายสงสัยเพราะเมื่อกลับออกมาอีกครั้งร่างสูงก็ยังเอนอยู่ท่าเดิม

 

                     “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับ ไปอาบน้ำเถอะจะได้สดชื่นแล้วออกไปข้างนอกกัน”

 

                    “ขอพี่จุ๊บทีก่อน”

 

                    “ก็บอกแล้วไง........”

 

                    “นิดเดียว .....”

 

                    ทิวายู่ปาก มองสบตาเด็กตัวโตที่จริงจังมากจนไม่ยอมทำอะไรเลยนอกจากจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการซะก่อน

 

                   “นิดเดียวจริงๆนะ”

 

                    คนนอนรอพยักหน้าแล้วหลับตาพริ้ม พลางแหงนหน้าหล่อๆรอรับจูบที่คนหน้าหวานจะประทับลงมาให้อย่างเต็มที่

 

                   แต่แล้วร่างสูงก็มีอันต้องทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างหมดแรง เหตุเพราะเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นแบบพอดิบพอดี ตามมาด้วยหน้าขาวๆของตะวันที่โพล่เข้ามาพร้อมแก้วสองใบในมือ

 

                  “ทิกาแฟ คุณภีมครับกาแฟ”

 

                  หือ?

 

                  ตะวันขมวดคิ้ว เพราะมีแต่ทิวาเท่านั้นที่ยิ้มแล้วเดินมารับกาแฟไปจิบ ส่วนภีมยังนอนขดตัวแถมยังดึงผ้าห่มมาคลุ่มโปงเหมือนไม่อยากจะเห็นใครหรืออะไรทั้งนั้น

 

                 “เป็นอะไร?”    ตะวันป้องปากกระซิบถามพร้อมกับเหล่ตาไปที่เป้าหมาย และคำตอบของทิวาที่กระซิบกลับมาทำให้ทั้งสองหัวเราะคิกพร้อมกับมองไปที่ผ้าห่มกองโตที่คลุมร่างของ เด็กโข่ง ไว้อย่างที่ทิวาบอก

 

                  “แกล้งคนอื่นไว้เยอะ กรรมมันเลยตามสนอง”

 

                   เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้คนหน้าหวานหันขวับมามองพร้อมกัน

 

                   “กรรมตามสนอง......เหรอครับ?”

 

                   ทิวาถามพจน์แล้วก็วางแก้วกาแฟในมือก่อนจะเดินไปดึงผ้าผืนบางที่คลุมร่างสูงออก

 

                  “พี่ภีม เร็วๆเข้า”

 

                   ข้อมือเล็กที่แรงน้อยกว่าเห็นๆ กลับมีพลังงานมหาศาลสามารถดึงร่างสูงให้ยอมลุกขึ้นนั่งได้ แต่ไม่รวมถึงตาคมที่มองคนผมยาวมาอย่างคาดโทษ ก่อนที่ร่างสูงๆของภีมจะเดินหงอยๆเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้ทั้งสามคนที่มองตามหลังหันมามองหน้ากัน

 

                   พจน์จะยักไหล่เพราะถ้าไม่สนิทจริงๆน้องชายคงไม่ให้ใครเห็นภาพแบบนั้นแน่ๆ

 

                   ก็อกก! ก็อกก! ก็อกก!

 

                   “ห้องนี้เรียบร้อยหรือยัง อ่าว? เหลือสามคน”

 

                   และเมื่อเห็นพจน์พยักพเยิดไปทางห้องน้ำ ชีวินก็พยักหน้า “โอเค งั้น ถ้าพร้อมกันแล้วช่วยออกไปข้างนอกซักเดี๋ยวนะ มีอะไรจะบอกหน่อย แล้วก็ออกไปเอาเสื้อผ้าด้วย”

 

                   “เสื้อผ้า?   //   เสื้อผ้า?”

 

                  “ใช่ เตรียมมาให้เรียบร้อย”

 

                   “เตรียมมาทำไมครับ ก็มีอยู่แล้ว” ตะวันถามและแทนที่จะได้ความกระจ่างกลับยิ่งทำให้งงเข้าไปใหญ่

 

                   “เอาน่าขี้เกียจอธิบายหลายรอบ รอให้ครบก่อนค่อยเล่าทีเดียว โอเคนะ งั้นไปรอข้างนอก อย่าช้าล่ะนี่ก็ใกล้สว่างแล้วจะได้เริ่มงานกันซักที หลังจากนั้นจะได้รีบกลับบ้านกลับช่อง”

 

                   ชีวินบอกแล้วตบไหล่พจน์ก่อนจะผละไป ทิ้งให้ทิวากับตะวันต้องมองสบตากันอย่างสงสัยเหลือล้นแล้วพากันหันไปทางพจน์

                  เพียงครู่เดียวที่ร่างสูงของภีมหายไปและเดินกลับออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูพันเอวไว้อย่างหมิ่นเหม่

 

                  “ผมออกไปรอข้างนอกดีกว่านะครับ”

 

                  ตะวันโกยอ้าวไปก่อนใครเพื่อน ผิดกับพจน์ที่เหลือบตามามองน้องชายอย่างรู้ทัน ส่วนทิวาก็หมายจะทำตามคนอื่นบ้างคือรีบออกไปจากห้องนี้เถอะก่อนที่

 

                  ใช่ ก่อนที่........ ถ้าเอวบางไม่ถูกแขนแกร่งคล้องไว้แน่นซะก่อน

 

                  ส่วนประตูห้องที่ถูกเปิดค้างเอาไว้เมื่อครู่ก็ถูกมือหนาดันไว้ก่อนปิดสนิทในอีกวินาทีต่อมา ส่วนร่างบางก็ถูกดึงให้ถอยจนแผ่นหลังสัมผัสกับแผงอกหนาเปล่าเปลือยของคนข้างหลังแนบแน่น

 

                   “สัญญาของพี่ล่ะ?”

 

                   “เอ่อ.....

 

                   “นิดเดียว

 

                    เสียงนิดเดียวที่มาพร้อมกับปลายจมูกโด่งคลอเคลียแก้มนุ่มทันทีและเผื่อแผ่ไปยังปลายติ่งหูเล็กใกล้ๆบางเบา เพียงแค่นั้นก็ทำเอาคนตัวบางที่กำลังหลับตาปี๋ขนลุกซู่ซ้ำหายใจติดขัดขึ้นมาดื้อๆ

 

                    จากนั้นทิวาก็เริ่มตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของคนข้างหลังกดหอมแก้มนุ่มจนเต็มฟอด

 

                    แก้มขาวยิ่งร้อนหนักเมื่อแขนสีแทนรัดเอวบางให้ถอยหลังเข้าไปหากำแพงเลือดเนื้อแท้ๆที่ตึงแน่นไปด้วยมัดกล้ามงามๆ ไม่ว่าจะเป็นลำแขนแกร่งหรือแผงอกหนาก็แนบชิดซะจนก้นนุ่มรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวที่กำลังแข็งขึงตุงผ้าขนหนูเป็นลำ และถ้ามันสามารถทะลุผ้าออกมาได้ตอนนี้ก็คงทำอย่างไม่ลังเล

 

                    “พี่ภีม.....

 

                    เสียงหวานที่กำลังจะประท้วงขาดหาย เมื่อจู่ๆร่างบางถูกหมุนให้หันหลังกลับ ให้ตาสองตามองสบกันนิ่ง

 

                     จนเมื่อใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนตาพร่า

 

                    “อื๊ออ!!

 

                    แข้งขาที่ยืนอยู่พลันอ่อนยวบจนต้องเกาะกอดไหล่หนาไว้เพื่อพยุงตัว ทั้งๆที่แม้ไม่ต้องทำแบบนั้นแขนแกร่งทั้งสองข้างก็รวบเอวบางเข้ามากอดไว้ไม่ให้หนีไปไหนอยู่แล้ว

 

 

                    ลิ้นร้อนชื้นปาดชิมริมปากอิ่มก่อนจะดุนดันแทรกปราการนุ่มนั้นเข้าควานหาอีกลิ้นที่กำลังสั่นระริกและหลีกหนี แต่มีหรือว่าปลายลิ้นร้อนที่กำลังกระหายหิวและอดอยากจะปล่อยให้อีกฝ่ายทำอย่างนั้นได้นาน ประหนึ่งว่าสิงห์หนุ่มตัวนี้มันตะครุบกระต่ายป่าเนื้อหวานเอาไว้ได้และไม่มีทางเลยสักนิดที่มันจะยอมปล่อยให้เนื้อนุ่มแสนอร่อยชิ้นนี้หลุดมือไป

 

                    “อืมม!!...”

 

                     เสียงครางหวานที่ดังผ่านลำคอออกมาอย่างเผลอไผล เมื่อจูบที่ได้เพิ่มดีกรีความดูดดื่ม อีกทั้งยังเรียวแขนขาวที่ยกขึ้นคล้องต้นคอหนาทำให้ฝ่ามือครามที่ล็อกเอวคอดเล็กไว้แน่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสอดเข้าลูบไล้แผ่นหลังนุ่มบอบบางอย่างดาลในอารมณ์

 

                      ฝ่ามือครามเลื่อนขึ้นสูงแล้วล็อกต้นคอขาวให้เอียงองศารับจูบร้อนๆที่ตะโบมเข้าเฟ้นฟอนปากอิ่มบางจนบิดเบี้ยว อีกทั้งเรียวลิ้นร้อนชื้นกระหายหิวทำการกวาดต้อนดูดดึงลิ้นนุ่มเข้ามาพันเกรียวอย่างกับว่าจะให้อีกฝ่ายขาดใจตายไปเลยด้วยจูบเดียว

 

                      มืออุ่นเลื่อนลงมาโอบอุ้มแก้มก้นนุ่มแล้วบีบไว้จนเต็มสองฝ่ามือคราม ขยับเพียงนิดแผ่นหลังบางก็พิงประตูให้ร่างหนาหนักที่เกือบเปลือยเปล่าตามเข้าประชิด บดเบียดหน้าขาตนกับหว่างขาขาวที่กำลังถ่างออกกว้างอย่างตั้งใจ และบางอย่างที่กำลังแข็งขึงนั้นไซร้ก็กำลังโป่งพองดันตั้งฉากมาข้างหน้าจนผ้าขนหนูที่ปิดไว้แทบจะคลายปม

 

                     เสียงหายใจหอบกระเส่า

 

                     ความรู้สึกตอนนี้คือมือหนาอยากกระชากผ้าที่ปิดกายทิ้ง

 

                     เตียงก็อยู่ห่างแค่นี้ อุ้มคนในอ้อมแขนให้หมุนไปหงายหลังลงแล้วดึงทึ้งเสื้อผ้าที่ห่อกายบางทิ้งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีด้วยซ้ำ

                     แต่หลังจากนั้นสิปัญหาใหญ่

 

                     เพราะเชื่อได้ว่าตนนี่แหละจะควบคุมตัวเองไม่ได้ และไม่หยุดง่ายๆอย่างที่คิด

 

                    ริมฝีปากร้อนผ่าวที่ขมเม้มดูดกลืนริมปากอิ่มที่กำลังบวมเจ่อทั้งบนทั้งล่างอย่างตัดใจ และไม่วายที่จะกดหอมแก้มนุ่มอย่างอาลัยอาวรณ์ฟอดแล้วฟอดเล่า ตาคมมองคอขาวๆกับใบหน้าหวานที่กำลังแหงนหงายตรงหน้าตาละห้อย พร้อมกับกลืนน้ำลายเอื๊อก ก่อนจะหมดความยับยั้งชั่งใจซบปากลงดูดต้นคอขาวน่ากินจนดังจ๊วบ

 

                   จังหวะที่ซุกไซร้กดหอมนั้นคนทั้งคู่ที่กำลังเริ่มลืมตัวก็สะดุ้งโหยงเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ

 

                  “ข้างในยังไม่เสร็จอีกเหรอ?”

 

                  ภีมทั้งนึกเคืองทั้งขอบใจเสียงที่ดังขัดมวยคู่เอก

 

                 ตาคมหลุบลงมองแก้มเนียนของคนตรงหน้าที่ตอนนี้แทบหาสีเดิมไม่เจอ อีกทั้งฟันขาวยังขบปากอวบอิ่มไว้แน่น และดูเหมือนว่าสีของมันจะแดงและฉ่ำกว่าเดิมอีกเท่าตัวจนร่างสูงแทบไม่อยากขยับตัวเองไปไหน อยากจะคลุกเคล้าเข้าวงในแล้วลากขึ้นเวทีด้วยกันซะให้รู้แล้วรู้รอด

 

                 “ฝากไว้ก่อน ถึงทีพี่เมื่อไหร่อย่ามาโอดครวญก็แล้วกัน”

 

                 เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหูบาง และดูเหมือนว่าเสียงเบาๆราวกับคาดโทษนั้นจะเรียกเลือดในกายบางให้วิ่งมาออกันอยู่บนแก้มเนียนจนแดงไปทั้งหน้าทั้งคอให้คนมองชอบใจนัก

 

                 ทิวาพูดไม่ออก ดูเหมือนว่าสมองที่กำลังเบลอจะใช้การไม่ได้ชั่วคราว

 

                 จนเมื่อร่างสูงค่อยๆขยับถอยหลังห่างออกมาจากคนตัวบางที่กำลังยืนนิ่งเอาหลังพิงประตูอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก และก็ราวกับว่าสวรรค์แกล้งให้คนที่เขินอยู่ก่อนแล้วให้อายหนักเข้าอีกจนหน้าชา เมื่อผ้าขนหนูที่ร่างสูงใช้พันเอวไว้หมิ่นเหม่และน่าจะหลุดไปตั้งแต่เมื่อหลายนาทีที่แล้ว ดั้นมาหลุดพลั๊วเอาอีตอนนี้ ชนิดต่อหน้าต่อตาในระยะที่แทบจะเห็นทุกรูขุมขน เล่นเอาคนหน้าหวานอ้าปากค้าง รีบกลับหลังหันเปิดประตูแล้วปิดตามหลังดัง ปั๊งงงง!!! ใหญ่

 

                  ภีมยกยิ้มขำคนตัวบางที่เพิ่งลับตาไป แล้วหลุบตามองล่าง

 

                 ‘เย็นไว้ไอ้น้อง

 

                 ดูเหมือนว่าทั้งคำสั่ง ทั้งการสูดลมหายใจลึกๆ แถมยังนับหนึ่งแทบจะถึงพันไม่ได้ทำให้ไอ้ความรู้สึกที่กำลังค้างคาและปวดร้าวนั้นลดน้อยถอยลงเลยซักนิดเดียว และยิ่งพอนึกถึงคนหน้าหวานที่เพิ่งลับตาไป อาการปวดหนึบนั้นยิ่งกำเริบหนักเข้าอีกจนกรามเหลี่ยมกัดกรอด

 

                 จนสุดท้ายร่างสูงก็ต้องเดินเข้าห้องน้ำ และถ้าบังเอิญมีใครผ่านมาได้ยินเสียงสบถอย่างหัวเสียที่ลอดประตูออกมาเข้า คงต้องเอามือตบอกอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

 

 

 

 

                   พจน์มองร่างสูงโปร่งของน้องชายขณะที่อีกฝ่ายเดินหน้าเฉยออกมาจากห้อง แล้วเบนสายตาไปอีกทางเพราะดูเหมือนว่าเด็กสามคนจะจูงแขนกันหายเข้าไปอีกห้องได้พักใหญ่

 

                   “ไง ....กาแฟไหม?”

 

                    ภีมทรุดลงนั่งเก้าอี้ตรงข้ามพจน์ก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบพลางมองซ้ายมองขวา แล้วก็พยักหน้าเข้าใจเมื่อพจน์พยักพเยิดไปอีกห้องอย่างรู้กัน

 

                   “ไม่ต้องขำผม”

 

                    “ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรซักคำ”

 

                    “หน้าพี่ฟ้องขนาดนี้ ไม่ต้องบอกหรอก แล้วพวกพี่หมอ.....”

 

                     “อยู่นี่....”

 

                     ทั้งชีวินและหมอนิวิฐเดินเลี้ยวหัวมุมเข้ามาพอดี ตามด้วยลูกน้องหลายคนที่ช่วยกันหอบหิ้วกล่องหลายกล่องมาติดๆ

 

                     “นั่นอะไรพี่?”

 

                     ภีมถามนิวิฐที่เท้าสะเอวยืนอยู่ใกล้ๆและคำตอบที่ได้ก็ทำเอาสองพี่น้องหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งสองพี่น้องจะลุกขึ้นหมายจะเดินมาดู แต่แล้วก็ต้องชะงักอยู่แค่นั้น แล้วทำมือเหมือนกันเป๊ะเพื่อรับเสื้อกับกางเกงที่ลอยละลิ่วมาหาเพราะฝีมือของชีวินซะก่อน

 

                   “นั่นของพวกนาย เปลี่ยนซะ....” หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยควบด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิทจุ๊ปากอย่างขัดใจเมื่อยกข้อมือขึ้นดู

 

                   “ทำไมเวลามันเร็วงี้วะ ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง สายขนาดนี้แล้วเหรอ?” คนมองนาฬิกาบ่นพึมพำ

 

                   “เปลี่ยนตอนนี้เลยเหรอพี่?”

 

                   เสียงภีมถามขึ้นเพราะดูจากสไตล์ของเสื้อผ้าแล้ว หลังจากที่เปลี่ยนคงไม่ได้รีแลคแล้วแน่ๆ

 

                   “ตอนนี้เลยครับคุณชาย”

 

                   สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วพจน์ก็ยักไหล่ ถลกเสื้อออกจากตัวแล้วสวมตัวใหม่อย่างรวดเร็ว ส่วนกางเกงนะเหรอ หึๆ อย่านึกว่าพจน์จะเหนียม จัดการถอดและสวมตัวใหม่อย่างรวดเร็ว พอๆกับน้องชายเองที่ทำแบบเดียวกันหน้าตาเฉย

 

                   เสียงคุยบวกกับความเคลื่อนไหวบนพื้นเรือทำให้เด็กสามคนเดินออกมาเมียงมอง และก็งงพอสมควรเมื่อเห็นคนตัวสูงอยู่ในชุดแปลกตา อีกทั้งนิวิฐและชีวินก็เตรียมพร้อมกับอะไรบางอย่างจนน่าแปลกใจ

 

                   นี่ก็หมายความว่า...จะขึ้นไปบนเขากันจริงๆเหรอ?

 

                   ทิวาหันไปมองตะวัน และก็ต้องสงสัยหนักเข้าอีกเมื่อชีวินปรบมือเพื่อระดมพล

 

                  “เอาล่ะ! กรุณาเดินมาสุมหัวกันทางนี้สักประเดี๋ยวนะครับทุกคน!” ชีวินก้มลงมองของที่อยู่ข้างในกล่อง รวมทั้งของไอ้หมอมันสั่งมาตาพราวระยับอย่างนึกสนุก

 

                  “รวมทั้งผมด้วยไหมครับ?”

 

                  “โอ๊ะ! ขอโทษครับลุง ผมลืมไปว่ามีผู้อาวุโสอยู่ด้วย!” 

 

                  ชีวินยกมือไหว้ลุงสังข์และแกก็หัวเราะชอบใจตบไหล่ชีวินป๊าบๆเพราะไม่ได้คิดอะไรจริงจัง

 

                  ตอนนี้บนเรือมีพจน์ ภีม และชีวินที่กำลังอธิบายถึงสิ่งของที่ต้องใช้ในกล่อง หมอนิวิฐเองก็กอดอกอยู่ใกล้ๆ พร้อมทั้งโทน และชิตก็เข้ามาเมียงมอง หูก็ฟังเสียงพร้อมกับมองหน้าชีวินสลับกับกล่องใบโตที่มีเสื้อผ้าแปลกตาที่พับอยู่ข้างใน

 

                  “อะไรนะ?”

 

                  “ว่าไงนะครับ?”

 

                  “เอาน่า เอาน่า เข้าใจแล้วก็หยิบๆไปก่อน ชุดนี้ของลุงสังข์นะครับ ........เอ้า! นี่ก็ของนายเลยโทน ......นี่ของชิต ......แล้วนี่ก็ของทิวา และนี่......ของตะวัน ส่วนชุดนี้ของน้องรินทร์ ทีนี้ก็ครบแล้ว จัดการไปเปลี่ยนได้”

 

                  “.......”

 

                  บรรดาคนที่มีชื่อนั้นยังยืนอึ้งกับแผนการสุดบรรเจิดของชีวิน ได้แต่มองเสื้อผ้าในมือแล้วมองหน้าชีวินอย่างสงสัย

 

                 “เอ่อ จะให้แต่งชุดนี้จริงๆน่ะเหรอ?”

 

                 เสียงถามย้ำอย่างไม่แน่ใจของทิวาดังขึ้น เพราะพอคลี่ดูทั้งสีและแบบเสื้อในมือก็แทบจะเอาปาหน้าคนหยิบให้

 

                 “จริงสิครับ รีบเปลี่ยนซะสิ หรือจะถอดตรงนี้ก็ได้ผมไม่ถือ”  

 

                 คนไม่ถือยกมือขึ้นกอดอกฉับ ตาพราวระยับ ชิตกับโทนและลุงสังข์ก็เหมือนจะไม่ถือ แต่กับทิวาและตะวันกลับถูกดึงจนไปหยุดอยู่หน้าห้องน้ำในทันที ส่วนนรินทร์วิ่งหายเข้าไปอีกห้อง

 

                 “เข้าไปเปลี่ยนข้างใน”

 

                 พจน์บอกหน้าเฉย แต่หากเสียงทุ้มนั้นไม่ได้เฉยอย่างที่เอ่ยสักนิด ทำให้ตะวันรู้ว่าอย่าได้เอ่ยปากบอกว่าจะเปลี่ยนตรงนี้ทีเดียวเชียว เพราะมองดูแล้วพจน์ไม่มีทางยอมให้ทำอย่างนั้นแน่ๆ ทั้งๆที่บนเรือลำนี้มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น

 

                 ส่วนทิวาที่ถูกดันหลังให้เข้ามาเปลี่ยนในห้องน้ำ กำลังมองกระจกแล้วถามตัวเอง

 

                 นี่มันชุดบ้าอะไรกันเนี่ย?!

 

                 ถึงจะบอกว่าเป็นแผนก็เถอะ แต่ให้ใส่เสื้อผ้าธรรมดาก็ได้ไม่เห็นต้องให้ใส่อะไรแบบนี้เลย

 

                 และเมื่อคว้าหวีหน้ากระจกมาสางผมยาวของตัวเองออกจนมันเงาวับด้วยแล้ว.....ทิวาต้องรีบวางหวีในมือลง

 

                 ‘แย่ล่ะสิ! อย่าได้เดินออกไปให้ภีมเห็นสภาพนี้เป็นเด็ดขาดเชียว 

 

                  คิดแล้วก็คว้ายางรัดมากะจะมัดผมไว้เหมือนเดิม แต่ก็เหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้งคนดีเมื่อยางที่กำลังง้างอย่างแรงขาดดีดมือขาวจนดังต๊าบบ

 

                  “ซี๊ดดด! อูยยย!!

 

                  นิ้วขาวลูบบริเวณที่แดงขึ้นมาทันตาเห็น พลางนึกถึงคนตัวโตที่ตนประทุษร้ายเมื่อชั่วโมงก่อนหน้า

 

                  เออนะ! เจ็บมากเสียงถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้นี่เอง

 

                หมุนซ้ายหมุนขวามองดูตัวเองในกระจกแล้วคิดว่าจะถอดชุดที่กำลังใส่อยู่นี่ออกซะแล้วใส่เสื้อตัวเดิมน่าจะเข้าท่ากว่า ไม่สนแล้วว่าใครจะว่ายังไง

 

                “ทิเสร็จหรือยัง?”

 

                 เสียงเรียกทำให้คนคิดมากถอนหายใจโล่งอก  อย่างน้อยก็มีตะวันเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม!คิดแล้วก็เปิดประตูพร้อมกับแจกยิ้มหวาน

 

                 อ่าว?

 

                 ทิวาหุบยิ้มฉับ

 

                 ตะวันอยู่ในชุดใหม่ก็จริง แต่ก็คือเสื้อยืดแขนกุดกับกางเกงขาสั้นจู๋ โชว์ให้เห็นลำขาเรียวยาวขาวๆน่ามอง ดูแล้วน่ารักน่าชัง แก่นๆ ซนๆ และสามารถใส่ลงเล่นน้ำได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปเปลี่ยนอีก

 

                 ความเสมอภาคอยู่ที่ไหน!?

 

                 “ว๊าวว! พี่ทิน่ารักจัง

 

                  “นี่ถ้าไม่รู้จักกัน ผมคงคิดว่าคุณทิวาเป็นผู้หญิงแน่ๆ”

 

                   ชิตบอกพร้อมกับเล็งซ้ายเล็งขวาอย่างไม่อยากเชื่อจนทิวายิ้มแหยๆให้กับคำชมที่ตนไม่อยากได้นัก

 

                   ‘สมควรดีใจใช่ไหมที่แต่งแล้วเหมือนขนาดนี้?’  

 

                    คิดแล้วก็อยากร้องให้

 

                    ยิ่งเมื่อเห็นตาคมของใครบางคนมองมาอย่างหมายมาดด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ทิวาต้องกลืนน้ำลายเพื่อหล่อเลี้ยงลำคอที่จู่ๆก็แห้งผากขึ้นมาเฉยๆ

 

                    ปกติก็หาเวลาเป็นของตัวเองลำบากหนักอยู่แล้ว อยู่ในชุดแบบนี้แทบไม่อยากคิดถึงชะตากรรมของตัวเอง

 

                    ส่วนเรื่องที่จะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดเดิมน่ะไม่ทันแล้ว เพราะตะวันดึงแขนเดินออกจากห้องซะก่อน

 

                    “เสร็จกันหรือยัง....ได้เวลาและ........ว่าว!

 

                    ร่างสูงของชีวินที่กำลังเดินเข้ามาถึงกับเบลกเอี๊ยดด!  ก่อนจะผิวปากวี๊ดวิ่วเมื่อเห็นคณะที่เพิ่งแปลงตัวกันเสร็จ โดยเฉพาะทิวาที่ยืนกำชายกระโปรงหน้าแดงก่ำ ที่ไม่ใช่เพราะเขิน แต่กำลังโมโหอยู่ต่างหาก คนอื่นเปลี่ยนชุดแล้วดูปกติดี แต่พอตนเปลี่ยนบ้างทำไมสายตาทุกคู่ถึงมองมาราวกับนัดกันไว้อย่างนั้นล่ะ

 

                     แล้วหมวกสานในมือที่ชีวินถือติดมือมาก็ถูกวางบนหัวของทิวา

 

                    “เมื่อกี้ลืมเอาให้ แค่นี้ก็เรียบร้อย”

 

                     คราวนี้ทิวาถึงกับยิ้มไม่ออกเมื่อสายตาทุกคู่ของคนที่ยืนอยู่บนเรือได้มองมาที่ตนพรื๊บเดียวราวกับนัด

 

                     แม่จ๋า หนูอยากกลับบ้าน

 

                    คนตัวเล็กสามคนที่เกาะกันแจได้แต่มองไปรอบๆตัว เมื่อมันเริ่มที่จะวุ่นวายและแปลกตาขึ้น แถมอารมณ์บางอย่างได้เปลี่ยนจากเมื่อวานไปไกลโข โดยเฉพาะลูกน้องของชีวินนับสิบคนที่ได้เปลี่ยนจากสูทเป็นชุดเมดไปเรียบร้อย

 

                    คนภายนอกที่มองเข้ามาอาจจะคิดว่าบุคคลเหล่านี้เป็นแค่เมดธรรมดา แต่จะมีใครคิดว่าคนที่ชีวินเลือกให้ขึ้นเรือมาด้วยนับสิบคน คืออดีตทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี รวมทั้งกัปตันที่ยืนอยู่ในห้องควบคุมเรือทั้งสองลำรวมถึงกุ๊กทั้งสองคนนั้นด้วย

 

                   ชีวินมองไปรอบๆแล้วทำหน้าจริงจังทั้งๆที่ขำในใจ

 

                   เริ่มตั้งแต่ลุงสังข์ที่ใส่เสื้อคอโปโลสีขาวกับกางเกงเสมอเข่าดูหรูหราราคาแพงด้วยนาฬิกายี้ห้อดัง กับสร้อยเส้นโตที่แกแอบกระซิบว่าถ้าทำหายจะไปหาที่ไหนมาคืน

 

                   ชิดกับโทนคราวนี้ดูแปลกตา หรูหราด้วยเสื้อผ้าแบลนดังและดูหล่อขึ้นราวกับหนุ่มเจ้าสำราญ

 

                   นรินทร์เองก็แต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงขาสั้นง่ายๆแค่นั้น แต่มันก็สั้นจนเห็นขาอ่อนพอๆกับตะวันที่ทำเอาเจ้าเพื่อนขี้หวงเดินตาขวางเป็นหมาบ้าใส่ใครต่อใครที่มองตามหลังไปหลายคนแล้ว

 

                   จนมาถึงคนสุดท้ายที่ชีวินแทบจะขึ้นไปมอบรางวัลคอสตูมยอดเยี่ยมให้กับตัวเอง เพราะเดรสเกาะอกยาวเสมอเข่าสีสดใสที่ทิวากำลังใส่มีเส้นสปาเกตตี้กระจิ๋วหลิวคล้องคอเอาไว้เท่านั้น และแค่หวีผมยาวๆและปล่อยสยายก็สวยหวานจนเกือบทำให้ใครบางคนในที่นี้ลืมตัวลากแขนเข้าห้อง

 

                   ใช่.......ถ้าคนไม่เยอะหรือถ้าอยู่กันแค่สองคนมีหวังทิวาโดนจับถอดเสื้อทิ้งไปตั้งแต่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว และป่านนี้ก็คงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปเรียบร้อยโรงเรียนภีมแล้วละมั้ง

 

                   เอาจริงๆถ้าอยู่กันแค่สองคนบนเรือ ทิวาคงไม่บ้าแต่งตัวเพื่อล่อตะเข้ตัวใหญ่ให้ตัวเองเดือดร้อนหรอก บอกตรงๆ

 

                  “ฟังให้ดีนะครับ ผมกำลังบอกเหตุผลว่าทำไมต้องแปลงร่างกันซะขนาดนี้”

 

                  ชีวินเว้นวรรคเพื่อดูปฏิกิริยาและสีหน้าของคนฟัง

 

                  “อีกเดี๋ยวกัปตันจะอ้อมเรือไปอีกด้านนึงของเกาะ และเริ่มตั้งแต่วินาทีนี้ให้จำไว้เลยว่าพวกคุณคือครอบครัวเศรษฐีกระเป๋าหนักที่เอาเรือส่วนตัวออกมาล่องกินลมชมวิวเล่น”

 

                  จากนั้นชีวินก็ร่ายยาว โดยมีพจน์ ภีม และนิวิฐยืนกอดอกฟังอยู่ไม่ห่าง

 

                  และไม่มีใครจะรู้ว่าคนตัวสูงที่เป็นพี่ใหญ่กำลังคิดอะไร ยกเว้นภีมที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เพราะในใจกำลังคิดอย่างเดียวกัน

 

                  การจะขึ้นไปบนเขาที่ถึงแม้พวกตนจะมีกรรมสิทธิ์เต็มที่ก็จริง แต่การที่ไม่ได้มาดูลาดเลาไว้ก่อน และไม่รู้ว่าพวกนั้นมีกันกี่คน เป็นคนจำพวกไหน แล้วอันตรายหรือไม่ทำให้ต้องมีแผนสำรองเอาไว้

 

                  และแผนที่ว่าพวกตนได้รู้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเรื่องที่ชีวินกำลังบอกอยู่นั่นเป็นสิ่งที่ทำเอาเศรษฐีใหม่ทั้งหลายหันมามองหน้ากันอย่างอึ้งๆ

 

                  พจน์หันไปมองภูเขาตรงหน้าเมื่อแสงอาทิตย์กำลังไต่ขึ้นขอบฟ้าและสว่างขึ้นเรื่อยๆ เสียดายอยู่นิดเดียวเพราะถ้าเรือจอดอยู่อีกด้านคงได้เห็นอะไรดีๆกว่านี้

 

                  และเมื่อเข้าใจดีแล้วก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวของใครของมันแล้วเริ่มงานกันทันทีที่เข็มยาวชี้เลขแปดตรงเป๊ะ

 

 

 

 

                 7:45 น.

 

                เหลือเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีด้วยซ้ำเพราะทิวากะจะเกาะติดตะวันแจ แต่คนผมสั้นก็ไม่รู้ถูกพจน์ลากหายไปทางไหน พอจะเดินตามหาก็เป็นอันต้องเก็บพับใส่กระเป๋า เหตุผลก็คนตัวสูงที่อยู่ตรงหน้านี่ไง

 

                ตอนนี้คนผมยาวกำลังเหงื่อแตกซิก มองซ้ายมองขวาหาทางออก เพราะไอ้หน้าหล่อที่กำลังทำตาเจ้าเล่ห์ แหล่มองตนตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัว แถมแขนสองข้างยันผนัง กักคนตัวบางที่ยืนบีบแขนบีบขาตัวเองจนเหลือนิดเดียวตรงกลาง

 

               “อ อย่านะ!

 

                เสียงสั่นๆนั้นทำให้ไอ้หน้าหล่อชะงักแล้วขยับหน้าตัวเองออกมา ก่อนจะหายใจพรื๊ดใหญ่

 

                เวลาที่เดินของมันไปเรื่อยๆไม่คอยท่า และเมื่อไม่ให้กินดมกลิ่นก็ยังดี ภีมคิด

 

                แขนแข็งแรงจึงเปลี่ยนเป็นเกี่ยวเอวคนตัวบางเข้ามากอด แล้วขยับถอยหลังจนมาทรุดนั่งปลายเตียงโดยคนตัวเล็กที่ดิ้นหนีไม่ได้เลยต้องนั่งลงบนตักแกร่ง

 

                ฟอดดดดด!!!!

 

                 ไม่มีการขอก่อนแต่อย่างได ทั้งจมูกโด่งทั้งปากหยักประทับกดหอมแก้มเนียนที่เริ่มเห่อแดงเป็นลูกตำลึงเข้าไปจนเต็มปอด

 

                “ชื่นใจ”

 

                แน่ะ ไม่ขอก่อนแล้วยังจะมาพูดแบบนี้อีกนะ แล้วจะให้ทิวาทำหน้ายังไง

 

               คนหน้าหวานคิดเคืองๆก่อนจะเอียงตัวหลบอีกทางจนคอย่นเมื่อคนตัวสูงดูเหมือนจะไม่พอใจแค่แก้มเดียวอย่างที่คิด

 

              “พอแล้ว อื๊ออ”

 

               ทั้งหลับตาปี๋ขนลุกซู่ ทั้งเอียงหน้าหลบจนผมยาวที่หวีอย่างดีเมื่อครู่เริ่มยุ่งอีกครั้ง แถมฝ่ายเสียเปรียบจะลืมไปว่าดิ้นหนักๆเข้าจากที่นั่งกันอยู่ก็กลายเป็นหงายลงที่นอนได้ยังไงไม่รู้

 

                 ตาโตเบิกกว้าง เมื่อปลายนิ้วเรียวหนายกขึ้นกรีดผมเส้นเล็กออกจากหน้าผากเนียน ทำให้หน่วยตาของคนนอนหงายไหวระริกมองอีกคนที่กำลังคล่อมตนอยู่

 

                 ไอ้หน้าหล่อดูเหมือนจะงัดนิสัยเอาแต่ใจมาใช้อีกครั้ง มองหน้าหวานที่หวานล้ำเมื่อผมดำมันวาวกระจายล้อมกรอบไว้ จมูกโด่งรั้นที่น่าจับดึงเล่น มองแก้มขาวที่หอมยิ่งกว่าดอกไม้ดอกไหน กับปากสีฉ่ำที่ยั่วยวนและเร้าอารมณ์ให้ทำอย่างอื่นมากกว่าสิ่งไดและเมื่อถูกเจ้าตัวขบกัดไว้แน่นอย่างขัดเขินนั่นด้วยแล้ว ช่างยั่วเย้าอารมณ์ร้อนที่มีอยู่ตอนนี้ซะจริง

 

                 ใบหน้าคมที่ค่อยๆโน้มลงมาใกล้ทำให้คนนอนหงายพูดไม่ออก ได้แต่หลับตาพริ้มนอนนิ่งรออะไรบางอย่างที่ตนเองก็ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้

 

                  นิ้วเรียวที่ทิ้งราบบนที่นอนนุ่มเผลอขยุมผ้าจนเต็มกำ พลางเกร็งตัวอย่างตื่นเต้นเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวที่ใกล้เข้ามากำลังสัมผัสกับปากตนเพียงแผ่วเบาราวกับขอ

 

                  และปากอิ่มบางก็กำลังเผยอออกน้อยๆ...........

 

                 ก็อกก!  ก็อกกก็อกก!!

 

                 ภีมถอนหายใจพรื๊ด อยากจะมีมนต์เสกให้คนข้างนอกหายวับไปจากตรงนี้รวมทั้งพวกบนเขาที่ตนกำลังจะขึ้นไปจัดการนั่นก็ด้วย พลางมองหน้าหวานที่แหงนหงายอย่างเสียดาย

 

                “รอพี่อยู่ที่นี่ อย่าซนอย่าดื้อ”

 

                “ไม่ใช่เด็กซักหน่อย จะได้ซนได้ดื้อ พี่ภีมเถอะ ขึ้นไประวังตัวด้วยล่ะ”

 

                 “ห่วงพี่เหรอ?”

 

                 “อืม  นิดหน่อย ……อ๊ะ!!

 

                  มือขาวยกขึ้นลูบจมูกตัวเองเมื่อถูกฟันคมของอีกฝ่ายงับเข้าให้โดยไม่บอกล่วงหน้า ก่อนที่ร่างสูงของภีมจะผละลุกขึ้นและไม่ลืมดึงมือคนตัวเล็กให้ลุกตาม ก่อนจะจูงกันออกจากห้อง เพราะถ้าขืนอยู่ต่ออีกแค่นาทีเดียว ภีมไม่แน่ใจว่าตนจะควบคุมร่างกายตัวเองได้มากแค่ไหน ในเมื่อคนหน้าหวานที่แปลงกายแล้วช่างน่าพิสมัยขนาดนี้

 

 

 

 

                   8.10 น.

 

 

                  ตะวัน ทิวา ลุงสังข์ ชิต โทน นรินทร์ และลูกน้องของชีวินนับสิบชีวิต ยืนมองเรือยางที่โดยสารคนสี่คนกับอีกหนึ่งตัวไปจนถึงเกาะได้อย่างปลอดภัย และจากที่มองผ่านกล้องส่องทางไกลอยู่นี่ก็เห็นว่าทั้งสี่คนกำลังช่วยกันยกเรือยางเข้าไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้ใกล้ๆหาดได้แล้ว

 

                  ส่วนอีกฟากหนึ่ง

 

                  ทั้งสี่คนที่มีอุปกรณ์ครบมือ กำลังเดินขึ้นเขาที่ไม่ได้ยากหรือรกอย่างที่คิดไว้แต่แรก พื้นที่ส่วนมากเป็นหินจึงคล้ายกับบันไดและทำให้ไม่ลื่นเหมือนกับเดินพื้นดิน บวกกับเครื่องติดตามตัวที่ติดกับไกด์พิเศษ ทำให้ทั้งสี่คนเดินตรงดิ่งไปยังจุดหมายได้ไวเพราะใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ

 

                  จากจุดที่ทั้งสี่คนมาซุ่มอยู่นี้ มองเห็นได้ทั้งสองทางเพราะเป็นเนินค่อนข้างสูงพอสมควร

 

                  มองทางซ้ายก็เห็นคนแปลกหน้าที่พวกพจน์ไม่รู้จักยืนอยู่หลายคน ส่วนทางขวาก็เป็นทะเลที่มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเรือยอร์ททั้งสองลำกำลังตีคู่เคลื่อนที่ออกจากจุดเดิมจนเกือบจะพ้นปลายแหลมของเกาะ

 

                 พจน์ยกกล้องส่องทางไกลขึ้นแนบตา ซูมไปที่เรือสีขาวที่พอมองไกลๆแล้วเหลือลำนิดเดียว ก่อนจะหันมาอีกทางแล้วเปลี่ยนเป็นกล้องดิจิตอลสมรรถนะสูงเมื่อเห็นหน้าใครบางคนผ่านเข้ามาในเลนส์

 

                 “ไอ้ประดิษฐ์”

 

                 เสียงทุ้มของพจน์เปรยขึ้น ทำให้อีกสามคนยกกล้องส่องขึ้นแนบตาบ้าง ก่อนจะหมอบให้ราบที่สุดเพื่อไม่ให้ใครมองขึ้นมาเห็นพวกตนได้

 

                 นิ้วหนาของพจน์กดชัดเตอร์เก็บภาพ ซูมหน้าของเป้าหมายชนิดเอาให้ชัดๆ รวมทั้งสถานที่รอบๆแบบที่แม้แต่ตัวมันเองเห็นก็ปฏิเสธไม่ออกเลยทีเดียว

 

                 “สาม  สี่  สี่คน”

 

                 “คิดว่าตัวยักษ์ๆน่าจะมีแค่นั้น นอกนั้นน่าจะเป็นคนงานที่ลูกน้องมันจ้างมา”

 

                 “คนงานมีกี่คน”

 

                 “ไม่แน่ใจ อาจจะยังอยู่ในถ้ำ นับตรงนี้มีสาม ไม่ไม่ ห้า”

 

                  “หก”

 

                   เสียงนิวิฐแทรกขึ้นทำให้เพื่อนทั้งสามหันขวับมามองก่อนที่คุณหมอจะชี้มือไปตรงจุดที่ไม่น่าจะมีใครเห็นคือบริเวณหินก้อนใหญ่แต่ไม่สูงมาก ให้เพื่อนอีกสามคนเอากล้องแนบตาบ้าง

 

                    สิ่งที่พวกพจน์เห็นคือชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำลังนั่งหลับ แต่สภาพที่เห็นบอกให้รู้ว่าไม่ใช่

 

                    “นายคิดว่าไงไอ้หมอ”

 

                   “เหมือนไม่ปกติ”

 

                  “เฮ้ย! ดูนั่น ซ้าย ทางซ้าย สิบนาฬิกา”

 

                  กล้องส่องทางไกลในมือของแต่ละคนแพนไปทางเดียวกับพรื๊บเมื่อเสียงชีวินกระซิบรัว

 

                 “ฉิบแล้ว เจ้าขนุน”

 

                “อย่าเข้าไปตรงนั้น? เดี๋ยวได้มีใครเห็น”

 

                “ถ้าให้ผมเดานะพี่ ลุงคนนั้นน่าจะเป็น......”

 

                 ภีมยังพูดไม่ทันจบ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบพอๆกับพจน์ นิวิฐและชีวินเมื่อคนที่น่าจะเป็นหนึ่งในลูกน้องของนายประดิษฐ์เดินมาตรงจุดที่ลุงแปลกหน้ากำลังนั่งอยู่

 

                  ไม่ใช่เท่านั้น

 

                   อาการลุ้นจนตัวโก่งของสี่หนุ่มที่แอบมองเกิดขึ้นทันทีเจ้าขนุนเดินหลบพุ่มไม้ไม่ให้ชายร่างยักษ์เห็นแบบฉิวเฉียด ทำเอาชีวินถอดหมวกปาดเหงื่อที่ขมับพร้อมกับพึมพำ

 

                   “ไอ้เจ้าจ๋อ หลบดีๆนะเว้ย ถ้าใครเห็นสร้อยแฮนด์เมดของเอ็งเข้า โดนไอ้ยักษ์จับย่างแน่ๆ”

 

                    จากนั้นชีวินก็ล้วงโทรศัพท์ออกมาเปิดดูว่าทุกอย่างที่เซ็ตไว้โอเค

 

                   “ถ้าให้ผมเดานะ ลุงคนนั้น น่าจะเป็นน้องชายลุงดุ่ย....”

 

                   “คิดเหมือนกัน ไม่งั้นเจ้าจ๋อมันคงไม่ทำท่ารู้จักแบบนั้นหรอก”

 

                   “พี่น้องที่หน้าตาคล้ายกันมากนอกจากพวกเอ็งแล้วก็เพิ่งมีลุงคนนี้แหละ ขนาดเห็นแค่แว๊บเดียวยังรู้ว่าเหมือนมาก”

 

                   “อืม เหมือน”

 

                   “เอาไงดี”

 

                   “จะเอาไง ก็รอจังหวะ แล้วแอบย่องเข้าไปช่วย หรือใครมีวิธีที่ดีกว่านั้น เสนอมาเลย”     นิวิฐถาม พร้อมกับหันไปมองเพื่อนที่หมอบอยู่ข้างๆ

 

                   “ใครเสือกปล่อยกลิ่นเหม็นๆออกมาวะ?”

 

                    “กลิ่นอะไร ไม่มี๊ ไม่ได้ปล่อย”   ชีวินตาเหลือก    “ให้ดิ้นตายสิเอ้า”

 

                    “ผมเปล่านะพี่”    ภีมปฏิเสธ ส่วนพจน์ก็ส่ายหัว แต่นิวิฐที่ดูเหมือนจะสัมผัสดีกว่าใครเพื่อนทำจมูกฟุดฟิด

 

                    “ข้าว่ากลิ่นมัน คล้ายๆ............”

 

                     ขวับ!!!!

 

                     หน้าขาวๆของหมอนิวิฐดูเหมือนจะเผือดลงอีกเท่าตัว ทันทีที่หันไปมองข้างหลัง พลอยให้คนที่เหลือต้องหันไปมองตาม ก่อนจะพากันตัวแข็งค้าง นอนหงายบนเนินเหมือนนะจังงังกันท่านั้นทั้งสี่คน

 

                     “ร็อต!    ร็อต!   ร็อต!

 

                    “เออ รู้แล้ว ร็อตไวเลอร์ ห้ามวิ่งนะเว้ย ใครวิ่งยิงคนนั้นก่อนเลย”

 

                    “อ่าว ไหงงั้นละวะ ไปยิงไอ้หมาน้ำลายหกโน่นสิ จะมายิงอะไรตรงนี้”

 

                    “โทษฐานที่ทำให้เสียสมาธิไง”

 

                    พจน์บอกพร้อมกับขยับมือช้าๆในท่าเตรียมพร้อม ตาจ้องไปยังไอ้สัตว์หน้าขนที่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันบนเกาะแบบนี้

 

                   “ใครมันเสือกเอาหมาขึ้นเกาะมาด้วยวะ เสียเรื่องจริงๆ”

 

                   “จะเป็นของใครถ้าไม่ใช่ของไอ้ประดิษฐ์ หรือไม่ก็ของลูกน้องมัน”

 

                  “เอาไงดี”

 

                  “จัดการสิวะ เดี๋ยวมันเห่าเรียกพวกก็จบเห่กันพอดี”

 

                   “พร้อมนะวิน ข้าจะเล่นหัว เอ็งเล่นตัว เอาให้หมอบ ไม่งั้นเรานี่แหละจะหมอบเอง”

 

                   “โอเค นับเท่าไหร่?”

 

                    “สาม”

 

                   “ได้เลย งั้นเริ่ม”

 

                   “หนึ่ง.......”

 

                   “สอง.......”

 

                   “สะ......”

 

                    WHOAH! .........  ว๊าวววววววววววว

 

                    I feel good,

 

                    I knew that I would, now

 

                    I feel good,

 

                    I knew that I would, now

 

                   So good,  so good, I got you

 

                   ชะงักหมด

 

                   ชะงักทั้งคนทั้งหมา

 

                  เพราะเสียงเพลงก็ดังกึกก้องไปทั่วคุ้งน้ำ ดังจนพื้นดินที่นั่งอยู่สะเทือนตึ๊งๆตามจังหวะ ขนาดเจ้าหมาหน้าโหดที่กำลังแลบลิ้นน้ำลายหกยังหดลิ้นกลับ คลางหงิงๆเอียงหน้าทำตาไม่แน่ใจ

 

                     พจน์กับชีวินหันไปมองหน้ากัน

 

                   “ใครเลือกเพลงวะ?”

 

                   “ให้เด็กจัดการ ไอ้นี่มันบ้าเพลงเก่า เอาน่า....มันส์ดีออก”

 

                    “เออ มันส์ เล่นเอาหมางง”

 

                    “คนก็งง มันอยู่ในแผนด้วยเหรอวะ?”

 

                    “แต่มันเวิร์คนะเว้ย โน่น เห็นไหม วิ่งกันแล้ว”

 

                    ชีวินว่าอย่างนั้นเมื่อเหลือบตาไปมองข้างล่าง เห็นลูกน้องของนายประดิษฐ์วิ่งออกมาจากถ้ำหน้าตาตื่น รวมทั้งนายของมันที่กำลังชี้โบ้ชี้เบ้ตะโกนบอกให้ลูกน้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงมันมาจากทางไหน ดังซะลั่นป่าขนาดนี้

 

                    When I hold you in my arms

 

                    I know that I can do no wrong

 

                    and when I hold you in my arms

 

                    My love won't do you no harm

 

                    and I feel nice,.............

 

                    ท่อนฮุกของเพลงทำให้พจน์หัวเราะหึๆ เพราะทำให้คิดถึงใครบางคนขึ้นมาติดหมัน และอาจจะใจเดียวกับภีมที่หันไปมองตาพี่ชายอย่างรู้กัน และมันจะ feel nice แค่ไหนถ้ารีบจัดการแล้วกลับไปหาใครคนนั้นไวๆ

 

                   “งั้นเราจัดการไอ้ร็อตตัวนี้เสร็จ ค่อยไปจัดการกับไอ้ประดิษฐ์ เพราะตอนนี้ข้าอยากกลับขึ้นเรือเต็มแก่แล้ววะ”

 

 

                    “ได้เลย”

 

 

 

 

ความคิดเห็น