email-icon

สมองมีไว้สั่งการการกระทำ ดวงใจเล็กๆนั้นมีน่าที่ คอยรัก คอยใส่ใจคอยห่วงหาอาวรณ์ ฉนั้น จึงเจ็บปวดใจทุกครั้งเมื่อต้องสูญเสียรักไป

ชื่อตอน : เดจาวู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2560 06:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เดจาวู
แบบอักษร

แสงแดดอ่อนส่องลอดเข้ามาจากน่าต่างพิมพ์จันทร์ สะดุ้งตื่นทั้งที่ยังงัวเงียอยู่เธอไม่รอช้ารีบจัดการตัวเองอย่างเร็วรี่ หอบเอกสารออกมาเดนอยู่บนทางเท้าเหมือนทุกวัน วันนี้จะไปที่ไหนดีนาฬิกาบอกเวลา8.00น เสียงเพลงชาติแว่วมาจากที่ไหนสักแห่งไม่ไกลนัก

“คุณพิมพ์จันทร์รึเปล่าค่ะ โทรจาก.....ขอให้เตรียมตัวมาสัมภาษณ์ ที่ตึก ...ชั้น15 เวลา08.30ด้วยค่ะ””เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองตอบกลับไปอย่างไรแต่อาการดีใจของเธอถ้าใครผ่านมาผ่านไปคงเห็นได้ชัดเจน ก้มลงสำรวจตัวเองเสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้า พอไปวัดไปวาได้ ด้วยเครื่องแต่งกายที่สะอาดสะอ้าน ผมถูกถักเปียจนสวยหวาน แม้เธอจะไม่ได้แต่งหน้าแต่ด้วยเครื่องหน้าที่สมบูรณ์แบบ เหมือนถูกวาดมาก็ไม่ปาน ปากคอคิ้วคางที่รับกับดวงตากลมโตใบหน้าหวานละไมนั้น ชวนให้ใครหลายคนที่ได้เจอไม่อาจล่ะสายตา ได้ง่ายๆ

เธอพาตัวเองมายืนอยู่หน้าประตูลิฟท์ ความหรูหราและยิ่งใหญ่ของตึกทำให้เธอกลายเป็นเพลงฝุ่นธุลีเล็กๆ

เธอรอลิฟท์อยู่กระทั่งไฟสัญญาณเปลี่ยนเป็นหมายเลขหนึ่งเธอก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์เอื้อมมือกดปุ่มปิดประตูเมื่อมองไม่เห็นใครอยู่ในละแวกนั้น ฉับพลันนั้นเองมือข้างหนึ่งก็แทรกเขามาตรงกลางระหว่างประตูพิมพ์จันทร์สะดุ้งสุดตัวก่อนจะกดปุ่มเปิดประตูแต่ด้วยความรนลานเธอจึงกดผิดกลายเป็นปุ่มปิดเสียง โอ๊ย ดังขึ้นทันทีก่อนทีเธอจะเปลี่ยนไปกดปุ่มเปิด ประตูลิฟท์เปิดออกทันใดพร้อมกับร่างสูงแข็งแรงเซถลาเข้าในลิฟท์ชนเธอเข้าอย่างจังร่างบอบบางนั้นเสียหลักแต่ทว่าอ้อมแขนแข็งแรงก็คว้าเอวบางระหงไว้ได้ทันลำตัวแนบชิดเธอยกมือขึ้นมากลางกั้นระหว่างอกสวยไว้ไม่ให้เบียดชิดกับอกผายเขาไม่สนใจกระชับอ้อมกอดแนบแน่นใบหน้าคุ้นตาที่มองก็รู้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน สายตาที่มองคล้ายหยอกล้อเอหลบตากุร้มกริ่มนั้นพยายามผลักเขาออกไปประตุลิฟท์ปิดทันที่พร้อมกับเด็กหนุ่มใสซื่อที่เดินตามเขาเมื่อวานตะโกนไล่หลังมา “บอสครับรอด้วย”แต่ช้าไปเสียแล้ว เจาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

“ไม่มีมารยาท ไม่เห็นรึอย่างไรว่าฉันกำลังมา”พิมพ์จันทร์เม้มปากทันทีวันนี้เธอคงจะสัมภาษณ์งานไม่ผ่านแน่เลย ถ้าหากจิตใจขุ่นมัวแต่เช้าแบบนี้

“คุณเป็นใครไม่ทราบมาเที่ยวว่าคนนู้นคนนี้ว่าไม่มีมารยาท ทีคุณชนชั้นก็ไม่เห็นขอโทษสักคำแบบนี้เรียกว่ามีมารยาทไหม”เธอออกจะเหลืออดกับหนุ่มหล่อท่าทางกวนประสาทคนนี้เต็มทน

เขาหันมาจ้องตาเธอเขม็งก่อนแววตาจะอ่อนแสงลง เมื่อเห็นใบหน้าของเธอชัดเจน

“ขอโทษ .....คราวนี้ตาเธอแล้วขอโทษฉันบ้างสิ” พิมพ์จันทร์ค่อนข้างงงันด้วยตามอารมณ์ของชายหนุ่มไม่ทัน

“ก็ได้ฉันขอโทษ ....ที่ทำประตูหนีบมือคุณ” แววตาและรอยยิ้มแสดงความพึงพอใจ แต่เป็นเพียงแค่แวบเดียว ใบหน้าหล่อเหลานั้นก็กลับเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย เสียงกระดิ่งในลิฟท์เตือนเมื่อถึงชั้น15พิมพ์จันทร์รีบพาร่างบางออกจากลิฟท์ทันที สุดเขตจ้องมองร่างระหงนั้นแววตาแสดงความเสียดาย เอื้อมมือกดชั้นที่29 แล้วก็พาตัวเองพิงผนังลิฟท์อย่างเลือนลอยปล่อยให้ ความคิดโลดแล่นไป

ผู้หญิงแต่ละคนที่เขารู้จัก ไม่มีใครที่แข็งข้อกับเขาแบบนี้ แต่ละคนอ่อนปลวกเปียกยอมตามใจเขาเพื่อเหตุผลหลายอย่าง บางคนถึงกับยอมมอบกายให้เขาด้วยซ้ำ แต่เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ เกินไปหรือว่าเขาเองไม่อยากเอาตัวเองไปผูกพันกับใคร เขาจึงยังครองตัวเป็นโสดเรื่อยมา จนคนในครอบครัวเป็นห่วงจึงพยายามหาคู่ครองและจัดสรรวันดูตัวให้บ่อยๆ เขาเองไม่อยากขัดใจ จึงมีข้ออ้างมากมายสำหรับผู้หญิงที่มาดูตัว สุดท้ายก็ทนไม่ไหวจึงขอมาใช้ชีวิตที่ เชียงใหม่เพราะจะได้ห่างไกลจากแม่สื่อแม่ชักอย่างคุณแม่เขาเอง ดวงหน้าสดใสรูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอมแต่ทว่าสายตาที่แข็งกร้าวนั้นชวนให้เขาอยากจะลองปราบพยศดูสักครั้ง เขานึกทบทวนดูว่าในสำนักงาน ของเขาไม่มีใครที่เขาไม่เคยเห็นหน้ายิ่งเป็นผู้หญิงพวกนั้นที่พยายามหาทาง มาให้เขาเห็นอยู่ตลอดเวลา จนเขาเอือมละอา ด้วยท่าทางและเอกสารหอบใหญ่นั้นทำให้เขามั่นใจว่าเธอต้องสมัคร หรือสัมภาษณ์ งานแน่นอน วันนี้วันอังคาร เป็นวันที่มีการสัมภาษณ์งานรอยยิ้มเกิดขึ้นทันทีที่มุมปาก

“สมร ขอใบสมัครของคนที่จะสัมภาษณ์งานด้วยนะ”ร่างสูงเดินเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว ที่หรูหราโอ่อ่าสมฐานะของกรรมการผู้จัดการ ป้ายชื่อหน้าห้อง

...คุณ สุดเขต วรโชติเดชา...

“บอสค่ะเอกสารได้แล้วค่ะ” กระดาษสีขาวปึกใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะด้วยอาการนอบน้อม เขาเอื้อมมือไปคว้ามันมาวางใกล้พลิก ดูเอกสารทีละชุดจนมาหยุดอยู่ตรง รูปถ่ายชุดนักศึกษา เขายิ้มอย่างผู้มีชัยก่อนจะกดเครื่องตอบรับทางโทรศัพท์

“สมรเข้ามานี่หน่อย”ไม่ถึงอึดใจเลขาหน้าห้องก็ยืนเตรียมรับคำสั่ง

“คนนี้ ให้เขามาเริ่มงานเลยวันพรุ่งนี้”

“แต่บอสค่ะต้องสัมภาษณ์ก่อนมันเป็นกฎค่ะ”สุดเขตยื่นเอกสารให้

“คนนี้ไม่ต้องผมไม่ได้ให้เขาทำที่นี่จะให้เขาเป็นเลขาของคุณนายแม่” เลขาสาวยังทำท่าทีสงสัย

“ไม่ต้องบอกอะไรทั้งนั้นบอกแค่ว่าให้มาเริ่มงานเลย” เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ เป็นการจบบทสนทนา

พิมพ์จันทร์เข้าในห้องที่มีกระจกทั้งสี่ด้านทำให้มองเห็นหลายคนกำลังนั่งรอสัมภาษณ์งานอยู่ตัวเธอเองเข้ามาเป็นคนเกือบท้ายสุด สายตาหลายคู่จ้องมองมาที่เธอ บนโต๊ะมีกองเอกสาร ปึกใหญ่ หญิงชายที่เป็นคนสัมภาษณ์นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นทันที

“เธอใช่ไหมพิมพ์จันทร์” หล่อนหยิบเอกสารชุดหนึ่งที่วางห่างจากเอกสารชุดอื่น ก่อนจะยื่นมาที่พิมพ์จันทร์    “พรุ่งนี้มาเริ่มงานได้เลย” สายตาดุดัน ไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่นั้นทำเอาพิมพ์จันทร์ใจหายวูบแต่อาการงงงันยังคงมีอยู่เสียงซุบซิบเกิดขึ้นทันที

“เด็กของ.. บอส...”พิมพ์จันทร์ยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ เธอไปรู้จักคนทีนี่ได้อย่างไร แต่อาการดีใจ ก็มีเข้ามาทันทีเธอจะมีงานทำแล้ว  หลังจากที่เดินหางานจนขาปูดขาบวมจะอย่างไรก็ช่างเธอก็ได้งานทำแล้ว เธอเดินออกมาจากห้องด้วยจิตใจแจ่มใส่ ก่อนจะหยิกแขนตัวเองดูความเจ็บปวดเกิดขึ้นทันทีไม่ได้ฝันไป....บริษัทอสังหาฯที่ยิ่งใหญ่ที่ใครๆก็ใฝ่ฝันที่จะได้เข้าไปทำงานในนั้น รับเธอเข้าทำงานง่ายๆโดยไม่สัมภาษณ์สักคำ มันก็น่าสงสัยอยู่เธอออยากจะถาม แต่จากสายตาหลายคู่ในห้องสัมภาษณ์ที่บอกว่าห้ามถามทำเอาเธอไม่กล้า ไว้ให้มาทำงานก่อนเถอะเธอจะค่อยๆหาคำตอบ

เช้าอากาศสดใสวันนี้อากาศหนาวกว่าเมื่อวานเล็กน้อยพิมพ์จันทร์ เลือกขุดที่ดูดีที่สุดก่อนจะพาตัวเองมายังตึกสำนักงาน ใบหน้าสดชื่น สดใสราวกับดอกไม้ในฤดูหนาว

รอรีอยู่หน้าห้องเดิมที่สัมภาษณ์งานเมื่อวานสาวสวยนางหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้

“คุณพิมพ์จันทร์หรือเปล่าค่ะเชิญตามมาเลยค่ะ”อาการนอบน้อมพิมพ์จันทร์ได้แต่มองแบบงงๆหรือพนักงานที่นี่สุภาพแบบนี้ทุกคน แล้ว คนที่เธอเจอในลิฟท์เมื่อวาน ด้วยอากรหยิ่งยโสนั้น ไม่น่าเป็นคนที่ทำงานในนี้ใบหน้าหล่อเหลาสายตาคมกริบ ลอยขึ้นมาใน ...มโน...รบกวนจิตใจเธอ

“คุณท่านมาไม่ได้ครับบอส ท่านแพ้อากาศนิดหน่อยท่านบอกว่าเชื่อสายตาบอสให้บอสไปดู..บ้าน..เก่าหลังนั้นกับเลขา คนที่บอสรับมา แล้ววันหลังคุณท่านบอกจะให้เลขา คนที่บอสรับมาพาคุณท่านไปดู..บ้าน..อีกที” เด็กหนุ่มหน้าตาใสซื่อคนเดิมพูดเสียงเจื้อยแจ้ว คนฟังยืนเอามือไพล่หลังสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาครุ่นคิด

“อาการคุณนายแม่น่าเป็นห่วงไหมแล้ว ชนแดน ล่ะ ไม่ว่างหรืองัย” ยังคงหันหลังให้เหมือนเดิม

“ไม่น่าห่วงครับ ท่านแค่บอกว่าขอเวลาปรับตัวกับอากาศที่นี่สักวันหรือสองวัน (เอามือป้องปากคล้ายกระซิบ) ผมว่าท่านรอคุณพิริยา แน่ๆเลย ผมได้ข่าวว่า..คุณพิริยา.จะเดินทางมาถึงพรุ่งนี้ครับส่วน..คุณชนแดน.วันนี้มีถ่ายละครครับ ” คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนก่อนจะเป็นปกติในทันที

“บอสรออยู่ในห้องค่ะ”  สาวสวยนางนั้นหยุดอยู่ตรงหน้าห้องพร้อมกับผายมือเข้าไปภายในห้อง

...คุณสุดเขต....พิมพ์จันทร์เหลือบตามองป้ายชื่อหน้าห้องเธอเดินเข้าไปแบบไม่มีความลังเล

“ดิฉัน พิมพ์จันทร์   มาแล้วค่ะ” บุรุษผู้หนึ่งยืนมือไพล่หลังอยู่ภายในห้องร่างสูงชะลูดนั้นนิ่ง ไม่ไหวติง พิมพ์จันทร์ ประหม่าเล็กน้อย  ร่างสูงยังคงยืนหันหลังเหมือนเดิม แต่แววตาไหววูบ

“วันนี้คุณนายแม่...คุณท่านยังไม่มาเธอต้องออกไปกับฉันก่อน จนกว่าคุณท่านจะมา”  ร่างสูงพูดพร้อมกับหันมาเผชิญหน้ากับเธอ พิมพ์จันทร์อ้าปากค้าง เผลอยกมือขึ้นปิดปากตัวเองกลัวเสียงจะเล็ดลอดออกไปแต่ทว่ากับไร้ซึ่งเสียงใดใด

“เป็นอย่างไรเจอฉันถึงกับพูดไม่ออกเลยเหรอ “ เขาเลิกคิ้ว แววตาขบขับ หัวเราะเสียงทุ่ม ทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นกลับดูสว่างสดใสน่ามองกว่ายามเมื่อทำหน้าบึ้งตึง

พิมพ์จันทร์ ก้มหัวลงมือประสานกันที่

“ขอโทษค่ะ ที่ทำไม่ดีกับคุณ จันทร์ เอยไม่ใช่ฉันไม่ได้ตั้งใจ” อาการขบขันนั้นยังคงอยู่ ความหงุดหงิดเกิดขึ้นกับเธอจะหัวเราะทำไมนักหนา  แต่เพื่องานเธอต้องอดทนไว้

“ขำอะไรนักหนา”เขาหุบยิ้มในทันทีเปลี่ยนท่าทีเป็นเย็นชา

“ตามฉันมา” พิมพ์จันทร์ก้าวเท้าตามไปในทันที

เมื่อมาอยู่ในลิฟท์ตามลำพังภาพเหตุการณ์เมื่อวานย้อนเข้ามารบกวนจิตใจของเธอเขามองเธอเหมือนจะหยั่งรู้ความคิดของเธอก่อนจะยื่นหน้าหล่อเหลานั้นเข้ามาใกล้จน จมูกที่เป็นสันนั้นเกือบชนใบหน้าของเธอ

”คิดอะไรอยู่อย่าบอกนะว่าคิดถึงเรื่องเมื่อวาน” พิมพ์จันทร์หลบตาวูบวาบ เขาหัวเราะเบาเบา เสียงกระดิ่งในลิฟท์เตือนว่าถึงที่หมายแล้วเขากระชับสูทให้เข้าที ก่อนจะก้าวออกไปจากลิฟท์สาวๆ หลายนางที่อยู่บริเวณนั้นเมื่อเห็นเขาต่างพากันหลบมุมบางคนก็ยกมือไหว้ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมา

“บอส หล่อจังวันนี้” เขาก้าวยาวไม่สนใจว่าเธอจะตามทันหรือไม่พิมพ์จันทร์เดินแกมวิ่งตามไปจนถึงหน้าตึก รถสปอร์ตหรูยี่ห้อดังคันหนึ่ง จอดอยู่ เด็กหนุ่มหน้าซื่อ คนเมื่อวานยืนคอยเปิดประตูรถ ด้วยท่าทีสุภาพ เขาโค้งคำนับให้พิมพ์จันทร์ก่อน

“ดีใจที่ได้เจอกันอีกครับ” รอยยิ้มสดใสแววตาจริงใจนั้นทำให้พิมพ์จันทร์รู้สึก ผ่อนคลายได้ดีทีเดียว  คนตัวสูงหันไปมองพร้อมกับแววตาดุดัน เป็นเชิงปราม  เด็กหนุ่มหน้าเจื่อนไปก่อนจะก้มลงเปิดประตูรถให้

“ วันนี้แกไม่ต้องไปหรอกวินเดี๋ยวฉันขับรถไปเอง”เด็กหนุ่มชื่อ วิน อ้าปากค้าง

“ทำไมล่ะครับ” เหมือนนึกอะไรได้ก่อนจะทำท่าสงบเสงี่ยมตามเดิม พร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้พิมพ์จันทร์ เธอเอ่ยขอบคุณเขาก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบน

“มานั่งเบาะหน้ากับฉัน ฉันไม่ใช่คนขับรถ” เด็กหนุ่มชื่อ วิน หัวเราะคิกคักก่อนจะโดนแววตาดุคู่นั้นหันมามอง

พิมพ์จันทร์นั่งนิ่งไม่ไหวติง จนรถวิ่งออกห่างจากตัวเมืองเข้าสู่ อีกอำเภอเขาเองก็ยังคงนั่งนิ่งเช่นเดิมจนกระทั่งรถวิ่งมาจนถึงกำแพงสูงใหญ่สีขาวรถจอดที่ประตูรั้วก่อนชายแก่หลังงองุ้มจะมาเปิดประตูให้

เขาเลื่อนกระจกลง

“คุณแพรวพรรณ คุณป้า ของคุณบอกแล้วว่าคุณจะแวะมาดูบ้านครับ “เสียงแหบแห้งแต่ทว่าเต็มไปด้วยความนอบน้อมเขาขยับรถเข้าไปในบริเวณบ้านที่ดูร่มรื่นสบายตา แต่ภายใต้ความร่มรื่นนั้นกลับทำให้ทั้งคู่รู้สึกประหลาด เหมือนกับความรู้สึกโหยหาอาลัยอาวรณ์  พิมพ์จันทร์ก้าวลงจากรถ พร้อมกันกับสุดเขตทั้งสองยืนอยู่เคียงข้างกันหน้าบ้านไม้สักหลังใหญ่มีกลิ่นอายความเป็นล้านนา และสวนในบ้านที่จัดแบบยุโรปแต่กับกลมกลืนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้บ้านแลดูมีเสน่ห์ต่างจากบ้านไม้ทั่วไป ตัวบ้านมีความเป็นเรือนไทยของภาคเหนือแต่ด้วยการทำนุบำรุงดูแลอย่างดี ทำให้บ้านที่มีอายุหลายร้อยปียังคงมีชีวิตชีวา ภาพในอดีต ช้อนทับขึ้นมาในห้วงมโนสำนึกของทั้งคู่ เป็นร่างบางของพิมพ์จันทร์ทว่าอยู่ในชุดโบราณแสนสวย ส่วนสุดเขตเองยืนอยู่คู่กันตรงจุดที่ปัจจุบันทั้งคู่ยืนอยู่ภาพนั้นกลับหายไปในพริบตา พิมพ์จันทร์มีอาการมึนศีรษะจนเกือบเซถลา สุดเขตเองก็เกิดอาการ งงแต่ก็ยังคว้าตัว พิมพ์จันทร์ไว้ทัน

“เป็นอะไรไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน รู้สึกว่ามีความโหยหาอาลัยอาวรณ์คนที่อยู่ในอ้อมแขนคล้ายกับพลัดพรากกันไปนานแสนนานสายตาที่ช้อนขึ้นมามองเขาเองก็ไม่ต่างออกไป ทั้งคู่ครุ่นคิดถึงภาพที่ปรากฏในมโนสำนึกว่าคืออะไรกันแน่ พิมพ์จันทร์ผละออกจากอ้อมแขนของเขาทั้งๆที่ฝืนใจ น้ำตาที่เธอเองว่าไม่รู่มาจากไหนรื้นอยู่ที่ขอบตา สุดเขต สังเกตเห็นทันควันแต่แสร้งทำเป็นไม่เห็นเขาเองก็มีอาการไม่ต่างจากเธออย่างไม่ทราบสาเหตุ

“คุณปราง ผมหมายถึงเจ้าของบ้านครับ เขาบอกว่าเจ้าของที่แท้จริงของบ้านหลังนี้จะกลับมาเมื่อถึงเวลา เธอจึงดูแลบ้านหลังนี้อย่างดี มันเป็นคำสั่งเสียจากรุ่นสู่รุ่นว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่สร้างจากความรักของเจ้าของบ้านเพื่อเป็นเรือนหอ แต่คนทั้งคู่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วทำไมบ้านหลังนี้ถึงถูกปล่อยร้าง นะครับ “ชายชราคนเดิมอธิบาย

“แล้วทำไมถึงขายล่ะครับ บ้านสวยออกอย่างนี้”

“เธอ เลือกคนชื้อครับ หายคนแล้วที่ทุ้มเงิน เพื่อชื้อมัน แต่เธอก็ยังไม่ยอมขายมีคนมาดูหลายคนแล้วครับ ถ้าตกลงจะชื้อจริงๆต้องไปคุยกับ คุณปราง ก่อนเธอขอพบคนชื้อทุกคนก่อนการตัดสินใจขาย”

"ผมขอเข้าไปดูในบ้านก่อนได้ไหม"

ความคิดเห็น