#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๑๘ :: หัวใจสลาย [ ๑๐๐% ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๑๘ :: หัวใจสลาย [ ๑๐๐% ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.2k

ความคิดเห็น : 146

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2559 19:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๑๘ :: หัวใจสลาย [ ๑๐๐% ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๑ ...

 

 

หัวใจสลาย

 

 

 

  

โรงพยาบาลเมืองเอก

กลิ่นของยาและอากาศอนามัยจัดช่วยปลุกให้วาโยตื่นจากความฝันอย่างเชื่องช้า วินาทีแรกที่เปลือกตากลมปรือขึ้น วาโยก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งทิ่มแทงเข้ามาในเส้นเลือดบนหลังข้างมือซ้าย อาการเมายาสลบทำให้ต้องตั้งสติอยู่นานกว่าจะจับใจความได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน ชั่งใจคิดอยู่นาน เมื่อปะติดปะต่อเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะสลบไปออก ฝ่ามือขาวก็รีบเคลื่อนไปกุมหน้าท้องที่ยังคงนูนป่องทว่าเวลานี้กลับปราศจากการเต้นของหัวใจดวงน้อย คำถามมากมายผุดเข้ามาในหัวพร้อมๆ กับที่ความเจ็บปวดของแผลผ่าตัดเริ่มแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์ วาโยหอบหายใจระรัวจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่ก่อนที่คนเพิ่งฟื้นจากความเป็นความตายชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดจะแผลงฤทธิ์ด้วยการแผดร้องออกมาสุดเสียง

“อ๊ากกกก”

“ลม! ใจเย็นๆ ตั้งสติไว้นะลม”

“คุณ...อี้เผิง ฮึก ลูก ลูกอยู่ไหน”

“เดี๋ยวฉันตามหมอให้นะ”

“ไม่! ผมไม่ต้องการหมอ น้องหนาว...น้องหนาวไปไหน”

“...”

“น้องหนาว ลูกของผม ลูก...ลูกอยู่ไหน”

“...”

ความเงียบที่ได้รับแทนคำตอบทำเอาน้ำตาซึ่งปกติมักไม่มีให้ใครเห็นของวาโยรินไหลลงมาอย่างไม่อาจบังคับตัวเองอยู่ ความหวังของคนเป็นแม่ที่เฝ้าถนอมลูกในท้องมาเก้าเดือนถูกทลายลงเพียงเพราะการหลบสายตาของผู้ชายตรงหน้า อี้เผิงในชุดสูทตัวเดียวกันกับภาพความทรงจำสุดท้ายของเขา ถึงจะดูไม่เรียบร้อยเท่าตอนแรก แต่มันก็ยังคงความหล่อเหลาของอีกฝ่ายไว้ได้เป็นอย่างดี สายตาแดงก่ำเจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำสีใสทอดมองไปยังมาเฟียหนุ่ม ถึงมันจะดูสิ้นหวังแต่ขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยการร้องขอ เพราะวาโยหวังเหลือเกินว่าสิ่งที่ผู้ชายแสนดีอย่างอี้เผิงจะทำ คือการยอมบอกที่ซ่อนของจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ไม่ใช่เฉลยความจริงแสนโหดร้ายว่าชิ้นส่วนที่เขาต้องการที่สุด...มันถูกทำให้หายไป

“ฉันขอโทษนะ แต่หมอบอกว่าน้องหนาวไม่อยู่แล้ว”

            “มะ...ไม่จริง คุณอี้เผิงกำลังล้อผมเล่นใช่มั้ย ลูกของผมยังอยู่ เขาอยู่ไหนครับ เขาอยู่ไหน...”

            “ขอโทษ ฉันขอโทษ”

            “ฮึก ลูก...”

            “ฉันขอโทษที่ต้องพูดจาทำร้ายจิตใจนาย แต่ทั้งหมดนั่นมันคือความจริง”

            “ฮือออ”

            วาโยปล่อยโฮออกมาอีกระลอกด้วยฝืนกลืนสะอื้นไว้ไม่ไหว หัวใจแตกสลายราวกับโดนมีดปลายแหลมกระหน่ำแทงในอก ก้อนเนื้อที่เฝ้าอุตส่าห์ทะนุถนอม รอดูจนพัฒนาการเห็นเป็นแขนเป็นขา และหัวใจดวงน้อยที่เต้นตุบเสียงแผ่วในท้องของเขาได้อันตรธานไปเพียงชั่วข้ามวัน มันยากจะเชื่อและทำใจได้ยากเกินกว่าจะเชื่อ ถ้านี่คือความฝัน วาโยเองก็อยากจะขอให้มันเป็นเพียงแค่ฝันร้ายที่ผ่านเข้ามาแล้วคงผ่านพ้นไป หากแต่คนที่ตรงเข้ามากุมมือและบีบปลอบอย่างให้กำลังใจ กลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความล้อเล่นอยู่ข้างในสายตา

            “ไม่เป็นไรนะลม ปล่อยให้น้องหนาวไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีกว่านี้ น้องจะได้ไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกมาเฟียมือเปื้อนเลือดอย่างพวกเรา”

            “แต่ลูก ฮึก ลูก”

            “ชู่ววว ฉันสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันและมันจะไม่เป็นไร”

            “ฮึก”

            “ไม่เป็นไรนะลม ไม่เป็นไร...”

            “ฮือออ”

            น้ำตาของวาโยไหลเปียกเสื้อสูทของอี้เผิงจนชุ่มอย่างคนที่เขื่อนกั้นความรู้สึกพัง ยิ่งได้รับการปลอบประโลมไม่หยุดหย่อนคนหัวใจสลายก็ยิ่งปล่อยโฮออกมาอย่างลืมสิ้นทิฐิกำแพงกั้นทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งว่าก่อนหน้านี้เคยทำตัวใจร้ายกับผู้ชายคนนี้มากขนาดไหน ฝ่ามือขาวทั้งสองข้างขย้ำปกเสื้อสูทสีกรมท่าของอี้เผิงจนยับย่น ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าความเจ็บปวดนี้จะสิ้นสุดลง แต่สิ่งเดียวที่หัวใจของวาโยรู้สึกได้คือตราบใดที่อี้เผิงยังอยู่ด้วยกันตรงนี้ เขาก็คงจะไม่เป็นไรอย่างที่อีกฝ่ายพูดเอาไว้จริงๆ

 

 

 

 

            “จะบ้าหรือไง เตียงคนไข้เขามีไว้ให้คนไข้นอน ส่วนผมเป็นหมอ แค่มานั่งเฝ้าคุณอยู่อย่างนี้ก็เสียเวลาทำการทำงานจะแย่แล้ว”

            “แต่ก็เพราะมึงเป็นห่วงกูไม่ใช่หรือไง ถึงได้ถ่อมาเยี่ยมกูถึงนี่น่ะ”

            ปั้นสิบเบ้ปากด้วยความไม่ชอบใจ ถึงสิ่งที่ราชันย์พูดมาจะมีส่วนถูก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกหมั่นไส้ในเรื่องหลงตัวเองไม่มีใครเกินของอีกฝ่าย มีอย่างที่ไหนสั่งให้เขาขึ้นไปนอนร่วมเตียงด้วยทั้งที่แผลถูกยิงยังไม่หายดี สงสัยคงอยากจะโดนกระทืบซ้ำมากกว่าอยู่นิ่งๆ รอให้แผลหายกระมัง คุณหมอตัวขาวส่ายหน้าอย่างเอือมระอาพลางรินน้ำใส่แก้วด้วยความรีบเร่ง เมื่อเห็นคนป่วยผิวปากเป็นเพลงทำทีเหมือนคนอารมณ์ดีนักหนา จึงยื่นน้ำให้อีกฝ่ายกระดกเข้าปากแทนที่จะส่งเสียงน่ารำคาญใส่เขาต่อไปแบบนี้

            “เอ้าน้ำ ดื่มซะ ก่อนที่คอจะแห้งเป็นผง”

            “หึ จะเขินไปทำไม ห่วงก็ยอมรับว่าห่วงสิวะ”

            “ทำไมคุณโยธาไม่ยิงปากคุณซะนะ ผมจะได้ไม่ต้องทนฟังคำพูดแสลงหูพวกนี้”

            “ก็ถ้ากูไม่มีปาก แล้วจะจูบกับมึงยังไง”

            “แต่ผมก็ไม่ได้ขอให้คุณมาจูบซะหน่อยนี่นา”

            “เออๆ เลิกเถียงด้วยก็ได้ ขึ้นมานอนด้วยกันกับกูสิปั้น”

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่”

            ราชันย์เลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทายเมื่อได้ฟังการปฏิเสธความต้องการจากปากของคุณหมอตัวดีเป็นครั้งที่สอง มาเฟียหนุ่มผ่อนระบายลมหายใจอย่างกระฟัดกระเฟียดก่อนจะจัดการกระดกน้ำในแก้วจนหมดขวดเพราะความกระหาย ช่วงที่เห็นว่าปั้นสิบเผลอนั้นเอง จึงรีบวางแก้วลงบนโต๊ะข้างเตียงและใช้แขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บฉุดกระชากร่างของคนช่างดื้อให้มานั่งลงบนเตียงเดียวกัน คนถูกยิงมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนแสร้งตีหน้าตายทั้งที่สองแขนยังโอบรัดเอวบางของคุณหมอหนุ่มไว้แน่น หากแต่คนเจ้าเล่ห์มากแผนการมักมีความสุขได้ไม่นานอย่างที่ใครเขาว่าไว้ เพราะแทนที่เหยื่อจะรับบทเป็นเหยื่อเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เวลานี้เหยื่อกลับเล่นบทผู้ล่า ด้วยการชกเข้าบริเวณบาดแผลของเขาเข้าจังๆ ติดกันหลายต่อหลายที

            ปึ้กๆ

            “โอ๊ยๆ เจ็บ ชิท! มันเจ็บนะปั้น ต่อยมาได้ คนเพิ่งถูกยิงมานะเว้ย”

            “หึ แล้วสำนึกไหมล่ะ”

            “สำนึกสิวะ”

            “สำนึกบ้าอะไรของคุณ! ถ้าสำนึกจริงๆ ทำไมไม่ปล่อยผมล่ะ หน้าด้าน”

            เสียงจิ๊ปากเพราะถูกขัดใจดังขึ้นเบาๆ แต่ถึงราชันย์จะโดนอัดจนน่วมขนาดไหน สองแขนก็ยังคงโอบรั้งเอวบางของปั้นสิบเอาไว้มั่น การประทุษร้ายร่างกายยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่พอปั้นสิบที่เป็นหมอเห็นว่ามีเลือดซึมออกมาบริเวณบาดแผลของราชันย์ซึ่งมีผ้าก๊อซพันทับเอาไว้อีกที ก็ถึงกับตาเบิกโพลงก่อนจะชะงักหมัดหนักๆ กลางอากาศและเปลี่ยนเป็นนั่งนิ่งๆ ทั้งที่รู้สึกเจ็บใจไม่น้อยอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายแทน

            “เอาว่ะ ถึงจะเจ็บตัวแต่ได้กอดมึงก็เป็นความเจ็บที่คุ้มเหมือนกันนะ”

            “คุ้มบ้าอะไรของคุณ แผลฉีกหมดแล้วน่ะ ถามจริงๆ เถอะ นี่เจ็บแบบคนอื่นเขาเป็นไหม”

            “อืม กลิ่นของมึงมันหอม”

            “คุณราชันย์”

            “หอม...”

            จบคำ ปลายจมูกโด่งก็ฝังลงบนซอกคอลออขาวโดยไม่ทันให้อีกคนได้ทันตั้งตัว ผิวเนื้อละเอียดนุ่มนิ่มเหมือนผิวเด็กที่ได้สัมผัสทำเอาราชันย์อดไม่ได้ที่จะประทับจุมพิตลงไป จากแตะเบาๆ ก็เริ่มขบเม้มรุนแรงดูดดุนเสียเกิดเสียงจ้วบจ้าบ จนในที่สุดรอยจูบผิวเผินก็กลายเป็นรอยช้ำสีแดงจ้ำม่วง ปรากฏให้เห็นติดๆ กันสองถึงสามรอยบริเวณหลังคอของปั้นสิบ แทนการบอกกลายๆ ว่ากำลังตีตราจองผ่านร่างกายเอาไว้ก่อน

            “ปั้น”

“...”

“ปั้น นี่กูเรียกมึงอยู่นะ ขานรับบ้างสิวะ”

“ก็ฟังอยู่นี่... มีอะไรก็พูดมาสิ”

“กูอยากรู้”

“?”

“กูอยากรู้ว่ากูต้องทำยังไงมึงถึงจะรักกูวะปั้น”

            “...”

            “บอกให้รู้หน่อยสิว่ากูต้องทำยังไง”

            “ไหนว่าจะไม่ขอความรักจากคนอย่างผมไง แล้วนี่อะไร? คุณกำลังจะกลับคำพูดอย่างนั้นเหรอ”       

            “ก็กูเป็นมาเฟียนี่ ไม่ได้เป็นกษัตริย์ กูจะคืนคำไม่ได้เลยใช่ไหม”

            “...”

            “ตอนนี้กูโคตรอยากจูบมึงเลยว่ะ”

            ประโยคลอยๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับบทสนทนาก่อนหน้านั้นถูกเอื้อนเอ่ยขึ้นก่อนที่ราชันย์จะลงแรงเอี้ยวใบหน้าของปั้นสิบเข้าหาตัว พอเห็นคุณหมอในอ้อมกอดเอาแต่เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ก็เริ่มแสดงนิสัยเอาแต่ใจด้วยการเริ่มบรรเลงจูบร้อนลงบนริมฝีปากนุ่มหยุ่น

รสจูบดุเดือดถูกป้อนจากปากผ่านปาก จากที่คิดว่าจะต้านทานความต้องการของตัวเองไหว ไม่นานนักพิษรักที่ราชันย์เพียรมอบให้ก็สำแดงเดช สุดท้ายปั้นสิบก็ต้องเป็นฝ่ายยินยอมให้เกลียวลิ้นอุ่นแทรกแซงเข้ามาในโพรงปาก เปิดทางให้อีกฝ่ายได้เกี่ยวกระหวัดละเลงระรัวราวกับกำลังทำหน้าที่ของมัจจุราชซึ่งคอยจ้องแต่จะพรากเอาลมหายใจของเขาไปก็ไม่ปาน แม้เสียงครางอู้อี้จะดังประท้วงให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ประกอบตลอดการจูบที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าคงอีกนานกว่าลิ้นร้อนของราชันย์จะยอมผละออกจากริมฝีปากอุ่น รสชาติที่หวานล้ำยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้าทำให้มาเฟียหนุ่มรู้สึกราวกับกำลังได้ลิ้มลองสิ่งเสพติด ยิ่งได้ถลำลึกเข้าใกล้ ก็ยิ่งเป็นการยากเกินกว่าจะถอยหลังกลับไป

ทว่ามีความสุขได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นของปั้นสิบก็ทำเอาราชันย์ถึงกับนิ่วหน้า เมื่อจังหวะเร่าร้อนถูกดักทางเสียตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะไม่อยากละริมฝีปากออกห่างจากปั้นสิบสักเสี้ยววินาที แต่เพราะอีกฝ่ายเอาแต่เบือนหน้าหนีและผลักอกเขาออกห่าง ราชันย์จึงต้องจำเลิกประกบติดริมฝีปากนั่นทั้งที่รสชาติของความหอมหวานยังฝังอยู่บนปลายลิ้น สำรวมอาการและความกระหายใคร่ทั้งหมดลงคอ ก่อนจะก้มลงมองชื่อของคนที่โทรเข้ามาขัดจังหวะบนหน้าจอโทรศัพท์ของปั้นสิบด้วยความสอดรู้

หมอนที

หัวคิ้วเข้มของราชันย์ขมวดเข้ากันอัตโนมัติ ไม่ชอบใจ คือคำจำกัดความเดียวที่มาเฟียหนุ่มกำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้ แม้จะไม่อยากให้ปั้นสิบกดรับสายนี้สักเท่าไร แต่เพราะรู้ว่าต่อให้ชักแม่น้ำทั้งห้ามาใช้ยังไง สุดท้ายคนหัวรั้นอย่างปั้นสิบก็คงไม่พ้นต้องใช้กำลัง ราชันย์จึงยอมอยู่เงียบๆ และรอให้อีกฝ่ายคุยธุระกับอินเทิร์นในความดูแลให้เสร็จเสียก่อน เพราะไม่อยากให้ปั้นสิบคิดว่าที่เขาเอ่ยปากร้องขอ ความรัก จากอีกฝ่ายไป เป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นเหมือนที่ผ่านมา

“ครับคุณนที อ๋อ พอดีมีเรื่องเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ นิดหน่อย ผมเลยต้องเลื่อนกำหนดการเดินทางไปหมู่บ้านภูสอยดาว แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะรีบตามคุณนทีไปทันทีนะครับ อ๋อ ทานแล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วง เอ่อ แค่นี้ก่อนนะครับ พอดีตอนนี้ผมไม่สะดวกคุยเท่าไร ครับ สวัสดีครับ”

ลมหายใจยาวเหยียดถูกระบายออกมาหลังจากผ่านสถานการณ์ชวนอึดอัดไปได้ด้วยดี ปั้นสิบเอี้ยวหน้าหันไปสบตากับราชันย์ที่จ้องมายังเขาไม่วางตาและกระแอมเบาๆ เป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายเลิกมองเขาด้วยสายตาอย่างกับจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัวเสียที

“พอได้แล้ว จะมองอะไรนักหนา คุณกะจะฆ่าผมด้วยสายตาจ้องจับผิดของคุณหรือไง”

“กูก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ แต่กูแค่ไม่ชอบที่เห็นมึงมีความสุขอย่างออกนอกหน้าเวลาได้คุยกับมัน ไม่สิ ที่จริงแล้วกูไม่ชอบเวลาที่มึงคุยกับใครทั้งนั้นที่ไม่ใช่กู กูเกลียดรอยยิ้มของมึงที่มีให้คนอื่น กูเกลียดน้ำเสียงหวานชวนเลี่ยนแบบนั้น กูเกลียดและได้แต่คิดว่าทำไมมึงไม่เคยใช้คำพวกนั้นกับกู”

“อะ...อะไรเล่า พูดจาเป็นคนขี้อิจฉาไปได้ นี่อย่าบอกนะว่าคุณกำลังหึงผมอยู่น่ะ มันฟังดูไม่สมกับเป็นคุณเท่าไรเลยนะ คุณราชันย์”

“...”

“?”

“เออ กูหึงมึง หึงมากด้วย พอใจหรือยัง”

คำตอบตรงไปตรงมาเหมือนขวานผ่าซากทำเอาปรางขาวเห่อร้อน ปั้นสิบลุกขึ้นยืนหมายจะพาตัวเองเดินออกไปจากความอึดอัดใจแปลกๆ ตรงนี้ ทว่ามือของราชันย์ที่ตรงเข้ามาคว้ามือเขาเอาไว้ ก็ทำให้คุณหมอหนุ่มหยุดชะงัก ปั้นสิบสูดลมหายใจเอาความกล้าเข้าเต็มปอด เขาไม่ชักมือกลับและไม่ปฏิเสธสัมผัสจากผู้ร้ายแดนเถื่อนเหมือนเช่นทุกที ที่กำลังทำตอนนี้มีเพียงการรอ...รอว่าอีกฝ่ายจะใช้ไม้ไหนมาเล่นตลกกับหัวใจของเขาอีก

            “ปั้น กูขอล่ะ มึงอย่าเพิ่งไปรักใครตอนนี้นะปั้น”

            “พูดบ้าอะไรของคุณ”

            “ฟังที่กูพูดก่อนสิวะ มึงจะให้โอกาสกูได้ไหม”

            “...”

            “รักกูนะปั้น รักกู”

            “...”

            “รักกูได้ไหมปั้น เพราะกูรู้สึกว่าชีวิตนี้กูคงขาดมึงไม่ได้แล้วว่ะ”

            “แต่คุณ...ทำเหี้ยกับผม”

            “...”

            “คุณเลวกับผม คุณทำร้ายหัวใจของผมให้สลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเลือดเย็น คุณทั้งเย็นชาและร้ายกาจ คุณข่มขืนและปฏิบัติต่อผมราวกับผมไม่ใช่เพื่อนร่วมโลกของคุณ แค่มาบอกว่าขาดผมไม่ได้...มันไม่เพียงพอลบล้างความผิดทั้งหมดที่คุณทำไว้กับผมหรอกนะครับ”

            สายตาวิงวอนของราชันย์ดูตัดพ้อและอ่อนลงมากกว่าทุกที แม้จะมีความเห็นแก่ตัวคลออยู่ในนัยน์ตาสมกับเป็นราชันย์ แต่ขณะเดียวกันก็ดูเศร้ามากเสียจนปั้นสิบรู้สึกได้ คุณหมอหนุ่มทำสีหน้าปั้นยาก แต่ที่สุดแล้วก็กลั้นใจแกะมือที่คอยกอบกุมมือของตัวเองไว้ออกพร้อมทั้งเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจริงจัง

            “ขอโทษนะครับคุณราชันย์”

            “...”

“แต่ตอนนี้ผมยังรักคุณไม่ลง...ผมรักคุณไม่ลงจริงๆ” 

 

 

 

 

            โรคซึมเศร้า คือโรคร้ายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวคนไข้ในความดูแลของเข็มอัปสรราวกับภัยเงียบจนเธออดเป็นกังวลไม่ได้

            จิตแพทย์สาวจรดปากกาลงบนแผ่นกระดาษที่ติดตัวเข้ามาในห้องพักฟื้นของวาโยพลางช้อนสายตามองภาพคนป่วยนัยน์ตาเหม่อลอย ริมฝีปากสีชมพูเคลือบลิปกลอสเม้มเข้าหากันด้วยความเชื่องช้า เมื่อเห็นว่าวาโยในตอนนี้ดูอ่อนแอและเปราะบางราวกับเป็นคนละคนกับคนที่เธอรู้จักเมื่อเก้าเดือนก่อน แม้จะไม่ได้รู้เรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายไปเสียทุกเรื่อง แต่เข็มอัปสรก็รู้ดีว่าวาโยในตอนนี้ไม่ได้เข้มแข็งจนสามารถอยู่ตามลำพังได้ ต่อให้เรื่องที่อีกฝ่ายสูญเสียเด็กในท้องไปจะผ่านมาเป็นสัปดาห์แล้วก็ตาม

            “คุณวาโยคะ”

            “...”

            “คุณวาโย”

            “...”

            แม้จะไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ทว่าไม่นาน เจ้าของชื่อที่เข็มอัปสรเพียรพร่ำเรียกก็ยอมเอี้ยวดวงหน้าหันมาสบตาด้วยขณะหนึ่ง วาโย นฤบดินทร์ จ้องมองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาเลื่อนลอยเหมือนเช่นทุกที ขอบตาดำคล้ำและยังบวมช้ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักทำให้สภาพของคนที่เพิ่งสูญเสียลูกในท้องไปดูอิดโรยมากเสียจนคนมองอดไม่ได้ที่จะตกใจ

            “คุณวาโยอยากเดินทางไปพักผ่อนที่ไร่อัศวภูเบศวร์ไหมคะ?”

            “...”

            “ยังไม่ต้องตอบเข็มตอนนี้ก็ได้นะคะ แต่นี่คือภาพวิวสวยๆ ของบ้านพักตากอากาศภายในที่ทางพ่อเลี้ยงเจ้าของไร่ส่งมาให้เข็มดูเป็นตัวอย่างค่ะ”

            เข็มอัปสรหยิบเอารูปถ่ายในกระเป๋าถือส่วนตัวขึ้นมาวางไว้ในมือให้วาโย เธอสังเกตดูปฏิกิริยาของคนไข้ในความดูแลก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียดเพราะตัวช่วยเรื่องบ้านพักตากอากาศที่จองคิวยากเสียยิ่งกว่าอะไรนั้นใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด เพราะวาโยในตอนนี้ยังคงดูใจลอยเหมือนคนที่ยังไม่พร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เห็นดังนั้นเข็มอัปสรจึงก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองเพื่อดูว่าอีกนานเท่าไรกว่าผู้ชายอีกคนที่เธอนัดไว้จะเดินทางมาถึง

            แอ๊ดดด

            คิดถึงยังไม่ทันไร เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงรองเท้ากระทบพื้นก็เรียกเอาความสนใจจากทั้งเข็มอัปสรและวาโยไปได้สำเร็จ ชายหนุ่มเจ้าของชุดสูท Dior Men สีดำสนิทไร้การผูกเนกไทย่างกรายเข้ามาภายในห้องพักฟื้นด้วยท่าทีไม่เร่งรีบ กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตไม่ฉุนติดจมูก หากแต่ทำให้ฟีโรโมนของเจ้าของกลับยิ่งพลุ่งพล่าน อี้เผิงยกมือขึ้นแตะหางคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเป็นจุดสนใจมากเป็นพิเศษ ก่อนจะกระแอมเบาๆ เรียกสติให้ทั้งคนป่วยและจิตแพทย์สาวในคราวเดียวกัน

            “ฮึฮึ่ม จะจ้องอะไรขนาดนั้น ทำอย่างกับไม่ได้เห็นหน้ากันนานเป็นชาติอย่างนั้นแหละ”

            คำถามติดตลกของอี้เผิงทำให้วาโยเม้มริมฝีปากลงน้อยๆ ฝ่ามือขาวกำชายผ้าห่มผืนสีขาวเอาไว้เบาๆ และมองผู้ชายที่หายหน้าหายตาไปนานเป็นชาติอย่างที่ว่าไว้กำลังทรุดตัวนั่งลงตรงปลายเตียงของเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

            “คุณอี้เผิง คิดว่าจะไม่มีมาซะแล้ว”

            “ฉันไม่ใช่คนชอบผิดสัญญาหรอกนะ”

            “ค่ะ เรื่องนั้นเข็มรู้” เข็มอัปสรระบายยิ้มรับก่อนจะยื่นเอกสารให้ผู้ชายมาดขรึมที่ตอนนี้ดูโตขึ้นและไม่ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาทุกอย่างเหมือนเช่นทุกที “นี่คืออาการวินิจฉัยเบื้องต้นทั้งหมดของเข็มค่ะ กรุณาอ่านและทำความเข้าใจกับมันด้วยนะคะ เข็มให้เวลาคุณอี้เผิงถึงหกโมงเย็นแล้วอย่าลืมแวะไปให้คำตอบกับเข็มนะคะ”

            มาเฟียหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินจิตแพทย์สาวจอมอวดดีสั่งทิ้งท้ายก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องไป ถึงจะไม่ชอบใจที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของเจ้าหล่อน แต่เพื่ออีกคนที่นั่งมองเขาตาปริบอยู่บนเตียง อี้เผิงจึงกวาดสายตาอ่านทุกตัวอักษรบนหน้ากระดาษ A4 อย่างละเอียดถี่ถ้วน

            ภาวะซึมเศร้า

            คือคำที่เข็มอัปสรขีดเน้นเอาไว้เพื่อให้เขามอบความสนใจให้มันเป็นพิเศษ อี้เผิงกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ เมื่อรับรู้ว่าวาโยในตอนนี้ไม่ใช่คนเย็นชาตายด้าน หากแต่เป็นคนที่มีหัวใจและความรู้สึกเหมือนเช่นคนอื่น ยิ่งรู้แบบนี้ก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดกับคนตรงหน้ามากขึ้นไปอีก เพราะถึงแม้จะฟังดูใจร้าย แต่ความจริงก็คือเกือบสัปดาห์ที่เขาหายหน้าไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนเพราะตัวเขาเองก็มีธุระต้องสะสาง ยอมรับอย่างลูกผู้ชายเลยว่าหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องของไลลากับสัมพันธ์ที่ไปสานต่อเอาไว้

            การแต่งงานที่เพิ่งเกิดขึ้นกับลูกตัวน้อยในท้องของไลลาเหมือนโซ่ที่คอยล่ามคออี้เผิงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้ เพียงแต่ทั้งเขาและวาโยต่างก็เดินทางมาไกลเกินกว่าจะสามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก หนำซ้ำเรื่องการแต่งงานกับไลลามันก็เอิกเกริกและเป็นที่รับรู้ของผู้ใหญ่ทุกคนภายในพรรค แม้คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจกับแทบทุกเรื่องในชีวิตของเขาอย่างนายแม่จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีการนี้ แต่ถึงอย่างไรสายน้ำก็ไม่มีวันไหลย้อนกลับ เช่นเดียวกันกับความรักของอี้เผิงที่มีให้วาโย

            “ไม่เป็นไรนะลม เพราะฉันจะพานายก้าวผ่านความเจ็บปวดนี้ในฐานะของหัวหน้าพรรคมังกรดำกับลูกน้องคนหนึ่งภายในพรรค ฉันให้อภัยนายกับทุกสิ่งและทุกเรื่องที่นายทำไว้กับฉัน และเรื่องระหว่างเรามันจะไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น”

            “...”

            “แต่ถ้านายยังต้องการ...ฉันจะให้นายได้อยู่กับฉันในฐานะเพื่อน”

            “...”

            “ฉัน...”

            คำบอกเล่าของอี้เผิงเหมือนประโยคที่เข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวา วาโยกลั้นใจ เหมือนลมหายใจถูกหยุดไว้ไปชั่วขณะ พอทนมองหน้าของอี้เผิงต่อไปไม่ได้ ก็ก้มลงมองมือของอีกฝ่ายที่ตรงเข้ามาคว้ามือของเขาไว้แทน และนั่นก็ทำให้วาโยได้เห็น...เห็นว่าแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วของอี้เผิงในตอนนี้ ไม่ใช่แหวนวงเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่งเขาเคยสวมให้

            ทุกสิ่งเงียบงัน หูของวาโยอื้อไปหมดคล้ายกับแก้วหูเพิ่งดับไปเพราะฐานะใหม่ที่อี้เผิงจำกัดความเอาไว้ แม้จะพยายามส่ายหน้าไปมาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายพูดจาทำร้ายความรู้สึกกันไปมากกว่านี้ แต่ฝ่ามือใหญ่ที่บีบมือของเขาเอาไว้แน่นก็ทำให้วาโยรู้ดีว่า สิ่งที่อี้เผิงกำลังจะพูดต่อไปนี้เป็นความจริงแสนโหดร้ายอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้

            “ขอโทษนะลม”

            เสียงของอี้เผิงยังฟังดูอบอุ่นเหมือนเช่นทุกที แต่วาโยกลับตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมคำขอโทษจากปากของผู้ชายตรงหน้าถึงสามารถทำให้หัวใจที่แตกสลายกลับไปแตกสลายได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนคมมีดกรีดแผลเก่าให้ร้าวรวด มันฝังลึกรุนแรงจนเจ็บปวดไปถึงกระดูกดำ ยิ่งเห็นสายตาดูจะลำบากใจไม่น้อยที่ทอดมองมา วาโยก็ยิ่งรับรู้ได้ว่าสิ่งที่เป็นกังวลอยู่ในใจตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองเพียงฝ่ายเดียว...

            “แต่ตอนนี้ฉัน...”

            “...”

“ฉันไม่ได้มีหัวใจเพื่อไว้ใช้รักนายคนเดียวอีกต่อไปแล้ว”

 

 

๑๐๐%

#วาโยอี้เผิง

 

อยากจะขอเธอสักครั้ง...อย่ามองฉันในตอนนี้ 

ภาพที่เห็นมันอาจดูไม่ดี คนอ่อนแอที่ตรงนี้ ยังคงร้องไห้ไม่หยุดสักที เมื่อเธอมาจากฉันไป

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว